เส้นทางอสุรา

    บทที่ 35 ยืนหยัดครั้งสุดท้าย

    บทที่ 35 ยืนหยัดครั้งสุดท้าย


    เสียงฝีเท้าม้านับสิบโหมทะยานออกมาอย่างพร้อมเพรียง การเคลื่อนที่ของม้าดูมีรูปแบบและความเป็นระเบียบเกินกว่าคนทั่วไปจะมีได้ มองปราดเดียวหวังเถาจึงพอจะล่วงรู้ กลุ่มชายฉกรรจ์บนหลังม้าเหล่านี้คงมิใช่มือสังหารรับจ้างทั่วไปแล้ว พวกมันอาจเป็นกองกำลังทหารม้ากลุ่มหนึ่ง!


    ที่เมืองจรดเมฆามีเหตุจากเมืองหลวงให้เจ้าเมืองต้องพักราชการอย่างไม่มีกำหนด ส่วนเหล่าทหารกล้าและแม่ทัพที่ประจำการอยู่เมืองแห่งนี้ก็ถูกราชโองการเกณฑ์ขึ้นเหนือเพื่อปราบโจรภูเขาที่เหิมเกริม เมืองจรดเมฆาอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นติดกับเขตชายแดนมากที่สุด จึงเป็นกองกำลังทหารจากเมืองนี้ที่ต้องยกพลขึ้นไปปราบ เมืองจรดเมฆาจึงร้างทหาร สำนักทางการก็ถูกปิดชั่วคราวด้วยเหตุผลบางอย่าง เมืองแห่งนี้จึงอยู่ในสภาวะที่ว่างเปล่า กองกำลังใดสำหรับปกป้องเมืองก็ไม่มี ทว่ากลับมีกองกำลังคล้ายทหารม้าที่หวังมาสังหารคนในเมือง

     

    หวังเถาสองขายังพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า ส่วนปากกล่าววาจาอย่างแผ่วเบา

    “เจ้ามันตัวคนเดียวแท้ๆ ขนาดรู้เช่นนี้แล้วยังจะแข็งขืนเดินหมากที่ไม่มีทางชนะต่ออีก"


    คำกล่าวประโยคนี้ล้วนคิดกล่าวกับสหายซุนหลง ทว่ามันไม่รู้จะมีโอกาสได้ไปพูดต่อหน้าหรือไม่ มันจึงเลือกที่จะพึมพำขึ้นที่นี่ พร้อมขวางลูกคิดไว้ที่กลางอก รอจนขบวนม้าที่ถูกควบให้โถมทะยานมาถึง มันจึงคำรามเสียงดังก้อง

    “ผสานจิตวิญญาณ!”


    หวังเถาแม้มีพลังจิตวิญญาณสามัญ ระดับเก้า ซึ่งต่ำกว่าพลังจิตวิญญาณของซุนหลงสหายตน ทว่ามันสามารถเข้าถึงขั้นผสานพลังจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้แล้ว ส่งเสริมให้พลังของมันแกร่งกล้าขึ้นอีกระดับ เพียงพอให้มันยืนหยัดถ่วงเวลาคนกลุ่มนี้มิให้ไปกลุ้มรุมสหายของตนได้ มันหวังสร้างสถานการณ์และดึงเวลาแก่สหายของตนให้ได้มากที่สุด


    ลูกคิดในมือก็คืออาวุธคู่กายที่มีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งซึ่งต้องชะตาและตอบสนองกับพลังจิตวิญญาณของมัน เมื่อเกิดการผสานจิตวิญญาณ พลังปาฏิหาริย์จากลูกคิดก็ถูกสำแดงออกทันที ลูกคิดไม้ที่เรียงรายเป็นทิวแถวหมุนวนจนเกิดเสียงกระเพื่อมที่ทอดไปตามบรรยากาศ ก่อเกิดมวลพลังรูปทรงกลมจำนวนมากเคลื่อนออกไปเบื้องหน้าปะทะขบวนม้าที่มุ่งมาจนเสียหลัก พลังรูปทรงกลมที่เคลื่อนออกราวกับก้อนหินที่ร่วงตกจากเนินเขาสูง เช่นนั้นมันจึงมีอานุภาพที่ทำให้ขาของม้าหลายตัวหักลง ม้าล้มระเนระนาดพร้อมคนที่ร่วงตก สร้างความมีเปรียบแก่หวังเถาในชั่วพริบตา


    แต่รูปแบบพลังที่ถูกใช้ออกจากขั้นการผสานจิตวิญญาณของหวังเถาทื่อด้านจนเกินไป อาศัยเพียงแรงเคลื่อนที่เป็นทางตรงและน้ำหนักการปะทะที่มหาศาลเท่านั้น พอรูปแบบการโจมตีที่ทื่อด้านเช่นนี้ถูกใช้อย่างต่อเนื่องจนถูกคาดเดาวิถีออก เหล่าคนบนหลังม้าชุดใหม่ก็ได้กระตุกบังเหียนม้าอย่างแรง ควบม้าพุ่งมาตั้งแถวเรียงเป็นแนวครึ่งวงกลมหน้ากลุ่มคนที่บาดเจ็บระลอกแรก ก่อนตั้งอาวุธชนิดที่คล้ายกับโล่โลหะ ใช้พลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งคู่กายจำเพาะของโล่ต้านทานพลังจิตวิญญาณที่ออกมาจากลูกคิด คนบนหลังม้าหลายผู้มิอาจผสานพลังจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้ แต่พวกมันอาศัยกำลังคนมาก กอปรกับพลังทางกายภาพที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป กัดฟันประสานการตั้งโล่ต้านทานพลังรูปทรงกลมที่ถล่มเข้าใส่อย่างเข้มแข็งไม่กลัวตาย คนๆ เดียวต่อให้มีพลังจิตวิญญาณที่เหนือกว่า แต่เมื่อใดเหน็ดเหนื่อยจนพลังจิตวิญญาณอ่อนโทรมลง เมื่อนั้นมันก็มีโอกาสที่จะถูกคนหมู่มากรุมสังหารให้แพ้พ่ายได้ การต่อสู้นี้จึงมิใช่เพียงการตัดสินที่พลังฝีมือ แต่มันจะตัดสินด้วยระยะเวลาที่ฝ่ายใดจะแรงหมดไปเสียก่อน


    หวังเถารู้สถานการณ์ดี มันมาที่นี่ก็มิได้หวังว่าจะชนะคนจำนวนมากกว่าได้ มันเพียงคิดยืนหยัดสู้ข้างสหาย หวังช่วยแบ่งเบาภาระสหายให้ได้มากที่สุด จุดประสงค์ของมันที่อยู่ที่นี่ก็เพื่อต้องการดึงเวลาเช่นเดียวกัน อย่างน้อยให้สหายตนได้พักหายใจหายคอ หรืออย่างน้อยก็พอให้มีเวลาได้เกิดเรื่องปาฏิหาริย์ที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์หมากกระดานสุดท้ายภายใต้คืนเดือนดับนี้ ความหวังของหวังเถาก็คือ หากช่วยให้ซุนหลงยืนหยัดจนผ่านพ้นคืนเดือนมืดได้ หมากกระดานนี้ก็อาจจะได้เริ่มเดินใหม่อีกครั้ง


    เป็นครั้งแรกที่หวังเถาได้สู้จนสุดกำลัง เป็นครั้งแรกที่มันต้องผจญกับการเสี่ยงชีวิต มองไปที่ใดย่อมไม่เห็นทางรอด ชายร่างท้วมที่เสมอมาคล้ายกับคนที่เห็นแก่ตัว วันนี้เพื่อยืนหยัดเคียงข้างสหาย มันได้แสดงจิตใจที่มากด้วยน้ำมิตรออกมา ความตายแม้น่าหวาดกลัวและน่าเสียดาย แต่มันก็ไม่เสียใจที่ตัดสินใจเลือกในครั้งนี้


    พลังจิตวิญญาณซึ่งผสานกับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งคู่กายถูกใช้ออกอย่างบ้าคลั่งจนพลังเริ่มอ่อนโทรมลง เสียงลมหายใจของมันเหนื่อยหอบจนราวกับสายลมคลั่ง คนอย่างหวังเถามิได้มีดีแค่ทำการค้า พอให้สู้เป็นตาย สู้เพื่อปกป้องสิ่งหนึ่ง มันก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน มันคนเดียวในตอนนี้ยืนหยัดต่อต้านกลุ่มชายฉกรรจฉ์บนหลังม้าจวบจนกินเวลาไปสองชั่วยามแล้ว


    ยิ่งกินเวลาเนิ่นนาน จำนวนคนที่ทอดกายบนผืนปฐพีที่เย็นเยียบก็เพิ่มขึ้นไปตาม เช่นเดียวกับทั่วร่างของหวังเถาที่มีบาดแผลฉกรรจ์จนยากจะหยัดยืน ลูกคิดของมันบิ่นแตก ทั้งยังมีโลหิตไหลชะโลมไม่เห็นเนื้อไม้ นี่นับเป็นขีดจำกัดของบุรุษร่างท้วมผู้นี้แล้ว


    คล้ายดั่งว่าเหตุการณ์ที่เมืองจรดเมฆาถ่ายทอดไปได้ไกลจนถึงหอไม้ชั้นเดียวกลางสระบัว บุรุษกลางคนในชุดคลุมขาวปักลวดลายหงส์ทองโบยบินบนแผ่นหลังจึงได้หัวเราะขึ้น มันมองหมากสีดำอันเป็นหมากสุดท้ายของฝั่งตรงข้าม เป็นหมากลับที่สามารถยืนหยัดต้านทานหมากขาวที่เป็นหมากตัวล่อของมันได้อย่างยาวนาน แต่บัดนี้หมากดำนั่นหมดหนทางยืนหยัดและไปต่อแล้ว เช่นเดียวกับศัตรูของมันที่หมดโอกาสจะมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นเช่นนี้หมากขาวในมือขวาของมันจึงได้วางลง ก่อนเสียงที่ยินดีจะดังกังวานทั่วสระบัว

    “รุกฆาต!”


    ราวกับเสียงจากสระบัวดังไปถึงเมืองจรดเมฆา หลังคำว่ารุกฆาต ม้าตัวหนึ่งก็ได้พุ่งทะยานออกอย่างรวดเร็ว คนบนหลังม้าควงทวนเล่มใหญ่แผ่พุ่งพลังจิตวิญญาณที่ผสานกับพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งแห่งทวนจนเป็นหนึ่ง มันตวัดฟันทวน รังสีพลังที่คมวาวก็แพ่พุ่งจากปลายทวนตัดห้วงบรรยากาศออกไปอย่างรวดเร็ว สะบั้นเข้าใส่ช่วงคอของหวังเถาอย่างแม่นย่ำ

    “เวลาของเจ้าหมดลงแล้ว ตายซะ!”


    เปรี้ยง!!


    เสียงสนั่นก้องสะท้อนออกไปทั่วอาณาบริเวณ หวังเถาตาเบิกโพลงยกมือขึ้นมากุมลำคอของตน ร่างของมันสั่นพร่าราวกับขาดสติเพราะตื่นกลัว มันคิดว่าตนคงไม่รอดจากเงามัจจุราชตรงหน้าแล้ว ทว่าจนบัดนี้หัวของมันก็ยังไม่หล่นจากบ่า ความเจ็บปวดที่สมควรจะได้รับก็ยังไม่มี มันจึงรู้ตนว่ายังไม่ตาย มันจึงเป่าปากพลางมองไปที่เบื้องหน้า เป็นกระบี่เงินวาวของซุนหลงที่มารับพลังปาฏิหาริย์อันคมกริบเมื่อครู่ได้ทันพอดี!


    ซุนหลงที่มีสภาพไม่สู้ดีเท่าไหร่ มันจ้องเขม็งที่กองกำลังชายฉกรรจ์บนหลังม้าจำนวนมาก ก่อนกล่าวอย่างเหนื่อยหอบขึ้น

    “ขอบใจสหายข้า หากไม่ได้เจ้ารั้งกองกำลังเหล่านี้ไว้ ข้าคงมิอาจจัดการกับหมากชุดแรกของพวกมัน”


    เมื่อเห็นสหายของตนมาแล้ว หวังเถาก็คลายใจจนร่างเซถลานั่งลงที่เบื้องหลัง มันยากจะยืนหยัดต่อไปได้แล้ว ที่ยืนได้จนถึงตอนนี้ล้วนเกิดจากพลังใจทั้งสิ้น

    “จนถึงขนาดนี้แล้วเจ้าก็ไม่คิดจะหนีสินะ"


    ซุนหลงขวางกระบี่ขึ้นระหว่างอก นัยน์ตาคมกล้าจ้องเขม็งบุรุษที่ถือทวนกลางหลังม้า ปากกล่าววาจากับหวังเถา

    “ข้ามิอาจหนีได้ ยิ่งหนียิ่งตกอยู่ใต้เงื้อมมือของพวกมัน แต่หากสู้จนถึงเช้าวันใหม่ได้ ข้าอาจมีหนทางพลิกกระดานหมากคืนกลับ”


    บุรุษฉกรรจ์ผู้ที่ถือทวนบนหลังม้า มันได้ยินวาจาของซุนหลงก็พลันหัวเราะขึ้น

    “แค่กำจัดลิ้วล่อจากสำนักคุ้มภัยกระทิงเหล็กได้ เจ้าก็คิดว่าตนจะมีโอกาสพลิกกระดานหมากอย่างนั้นหรือ.. น่าขันสิ้นดี เจ้ารู้หรือไม่ สำนักคุ้มภัยกระทิงเหล็กที่ถูกส่งไปหาเจ้าแท้จริงก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ให้เจ้าเผยหมากสุดท้ายเท่านั้น แต่ดูหมากสุดท้ายของเจ้าแล้วก็มีดีแค่รั้งเวลาให้เจ้าได้จัดการพวกกระทิงเหล็ก ทว่าแค่เท่านี้จะนับว่าเพียงพออันใด ในเมื่อพวกเจ้าสุดท้ายก็กำลังบาดเจ็บแลอ่อนแรงอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกกลุ้มรุมด้วยกำลังคนที่มากกว่าร้อยเท่าเช่นนี้ เจ้าอย่าฝันถึงการพลิกกระดานเลย ลำพังเอาชีวิตรอดจากการรุกฆาตของกองกำลังข้าให้ได้ก่อน ต่อจากนี้ต่างหากจึงจะเป็นการปิดฉากอย่างแท้จริง!”


    เสียงอันทรงพลังของคนผู้นี้แสดงถึงอำนาจบารมีที่ไม่ธรรมดาของมัน อีกทั้งเมื่อสัมผัสพลังจิตวิญญาณของคนผู้นี้ มันมีพลังจิตวิญญาณสามัญ ระดับสิบ ไม่แตกต่างจากเตียวเสียนแม้เพียงนิด กว่าที่ซุนหลงจะเอาชนะและสังหารเตียวเสียนได้ ก็เล่นเอาหมดแรงเปลืองพลังไปไม่น้อย โชคดีที่ได้หวังเถารั้งกองกำลังชายฉกรรจ์บนหลังม้าเหล่านี้ มันจึงได้มีสถานการณ์ที่สู้ตัวต่อตัวกับเตียวเสียนจนสามารถมีชัย ทั้งยังได้มีเวลาพักหายใจหายคอมาบ้าง


    แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นอย่างต่อเนื่อง ซุนหลงมันจะพักฟื้นฟูพลังและอาการบาดเจ็บมากก็ไม่ได้ หากมันพักมากกว่านี้ มีหวังคงได้เห็นสหายรักของตนได้ตกตายอย่างแน่แท้ โชคดีที่มันตัดสินใจมาได้อย่างทันท่วงที มันจึงรับพลังคมทวนที่แผ่พุ่งได้ก่อนจะบั่นคอหวังเถา


    ซุนหลงแม้เป็นผู้มีพลังจิตวิญญาณสูงที่สุดในที่แห่งนี้ แต่ก็สูงไม่มากกว่าบุรุษฉกรรจ์บนหลังม้าเท่าใดนัก อีกทั้งหลังจากที่รับพลังการโจมตีจากคมทวน ดูเหมือนบุรุษบนหลังม้าผู้นั้นได้ไปถึงขั้นผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายแล้ว และที่สำคัญกองกำลังบนหลังม้าของมันดูเหมือนจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าที่ตายไปไม่มีผลต่อจำนวนคนของมัน


    บุรุษฉกรรจ์ผู้ที่ถือทวนบนหลังม้าจนถึงบัดนี้ก็มิได้แนะนำตนเอง มันเพียงมุ่งเป้าที่จะสังหารซุนหลงอย่างเดียว

    “หากให้สู้ตัวต่อตัว แม้ข้าผสานจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กายได้ ก็คงทำได้เพียงสูสีกับเจ้าชั่วขณะ สุดท้ายคงมิวายถูกสังหารเฉกเช่นเจ้าโง่เตียวเสียน… ข้าน่ะไม่โง่เช่นนั้น ไม่บ้าพอที่จะเอากำลังคนแค่หยิบมือมาท้าทายผู้มีพลังจิตวิญญาณสูงกว่าแน่นอน"


    กล่าวคำนี้ออกมา ทวนในมือของมันก็พลันชี้ออก กองกำลังชายฉกรรจ์บนหลังม้าก็ควบม้าโถมทะยานออกมาทันที ในสายตาของซุนหลงแม้คนเหล่านี้จะแต่งกายเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่วิธีการสู้บนหลังม้าของพวกมัน ดูอย่างไรก็เป็นทหารม้าที่ช่ำชองในสงครามดีๆ นี่เอง ทหารม้าเหล่านี้จึงไม่ใช่ตัวคนเดียวจะเอาชนะได้ หากไม่มีกำลังวังชาราวช้างสาร ไม่มีพลังทางกายภาพที่เหนือเทวะ คนๆ เดียวจะมีแรงยืนหยัดเอาชนะกองกำลังที่มากมายได้อย่างไร หากมันมีพลังจิตวิญญาณมากกว่านี้ หรือสามารถใช้อาวุธคู่กายเต็มประสิทธิภาพ หนทางชนะก็อาจจะมีมากขึ้น


    “นี่เจ้าถึงกับใช้ทหารม้าเกราะเงินมาสังหารข้า"

    ซุนหลงพึมพำในลำคอ ตอนนี้มันได้เห็นรูปขบวนการเคลื่อนที่ของม้าอย่างแจ่มชัดแล้ว มันจึงเอ่ยสถานะของเหล่าชายฉกรรจ์บนหลังม้าออกมาด้วยความมั่นใจ ฝ่ายตรงข้ามกลับมีอำนาจถึงเพียงนี้ นอกจากจะใช้งานสำนักคุ้มภัยกระทิงเหล็กได้ มันยังถึงขนาดมีอำนาจครอบคลุมไปถึงทหารม้าเกราะเงินแห่งแคว้นหมื่นขุนเขา มันถึงกลับเสี่ยงเปิดเผยไพ่ลับเพื่อหวังมาฆ่าตน ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะตั้งใจปิดฉากล้มหมากกระดานนี้ให้ได้ภายในคืนเดือนดับ!


    ซุนหลงกำชับกระบี่ไว้แน่น แหงนหน้ามองฟ้าด้วยแววตาที่ครุ่นคิด วันนี้นับเป็นวันที่ไร้หนทางแก่มันอย่างแท้จริง ต่อหน้าทหารม้าเกราะเงิน ทหารม้าที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่ง รบเก่ง และถึกทนที่สุดในแคว้นหมื่นขุนเขา ต่อให้มันสังหารทหารม้าเหล่านี้ให้สูญเสียกระบวนได้ แต่คงมิอาจสู้ยืนหยัดจนคว้าชัยชนะ อาศัยเพียงมันและหวังเถาสองคน ยากจะยืนหยัดผ่านพ้นคืนเดือนมืดไปได้จริงๆ


    มองทหารม้าเกราะเงินที่พุ่งมา ซุนหลงก็กล่าวกับหวังเถา

    “หนีไปตอนนี้ก็ยังทัน ข้าสามารถสังหารพวกมันซักกึ่งหนึ่งได้"


    หวังเถาฝืนยืนหยัดขึ้นมาเคียงข้างซุนหลง

    “หากจะหนีข้าคงไปนานแล้ว… มาเถอะ ล้มพวกมันให้ได้ซักเกินครึ่ง ให้เรื่องราวนี้สั่นสะเทือนทั่วแคว้นไปเลย"


    ซุนหลงเร่งเร้าพลังจิตวิญญาณสุดกำลัง จนรอบกายของมันปรากฏประกายพลังที่ราวกับธารน้ำกำจายออกมา

    “เช่นนั้นก็ย่อมได้ หมากกระดานนี้แม้ข้าจะพ่ายแพ้ แต่ข้าก็จะทำให้พวกมันย่อยยับมากที่สุดเช่นกัน!”