ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 22 : การตัดสินใจของหลี่เชียนเหม่ย

    เมื่อได้ยินจางหยินเซียวพูดถึงสถานะที่แท้จริงของปรมาจารย์ซูหยาน จางหลินอดไม่ได้ที่จะผงะไปครู่หนึ่ง


    ดูเหมือนว่าจางหยินเซียวเองก็คงจะติดตามการเคลื่อนไหวของตระกูลชิงมาโดยตลอดเหมือนกันกับเขา 


    สีหน้าของจางหลินเริ่มที่จะเคร่งขรึม ก่อนที่เขาจะกล่าวถามอย่างจริงจัง “ท่านพ่อ ท่านมีแผนการดีๆหรือไม่?”


    จางหยินเซียวจ้องมองบุตรชายอย่างลึกซึ้ง แต่เขากำหมัดแน่นด้วยแววตาที่แข็งกร้าว “ข้าไม่มีแผนการอะไรทั้งนั้น หากเกิดอะไรขึ้นพวกเราแค่ต้องลุกขึ้นสู้!”


    จางหลินอดไม่ได้ที่จะกลอกตา


    เขารู้ดีว่าการต่อสู้เป็นวิธีการที่โง่เขลาที่สุดที่จะแก้ปัญหาในสถานการณ์นี้


    ราวกับจางหยินเชียวเข้าใจความคิดของจางหลิน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจยื่นกำไลหยกสีเลือดให้แก่จางหลินโดยไม่จำเป็นต้องคิด “เอาล่ะ ในตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเจ้าไม่ได้ใช้เวลาตลอด 9 ปีไปโดยเปล่าประโยชน์ เจ้ามองเห็นสถานการณ์ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับตระกูลจาง และยิ่งได้เห็นเจ้าวันนี้ ข้าก็รับรู้แล้วว่าเจ้าพยายามคิดหาวิธีช่วยเหลือพวกเราให้พ้นจากปัญหามาโดยตลอด ฉะนั้นจะเป็นการดีกว่าหากกำไลชิ้นนี้อยู่กับเจ้า”


    จางหลินตกตะลึงเมื่อมองไปยังกำไลหยกสีแดงที่เปล่งประกาย “ท่านพ่อ ข้า…”


    จางหยินเซียวส่ายหน้าเบาๆ “ในเมื่อตอนนี้เจ้ายังไม่พบเจอหญิงสาวที่คู่ควรกับกำไลชิ้นนี้ เจ้าก็จงเก็บมันไว้และมอบให้แก่หญิงสาวที่เจ้าพึงพอใจ เพื่อที่จะให้ความต้องการของนางลุล่วง”


    จางหลินอดไม่ได้ที่จะจ้องมองกำไลอยู่นาน เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “เอาล่ะ ข้าจะเก็บไว้เอง”


    เมื่อมือของเขาสัมผัสกับกำไลหยกเลือด จู่ๆเขาก็รู้สึกได้ถึงการสั่นพ้องบางอย่าง ราวกับว่าร่างกายของเขาต้องการจะหลอมรวมกับกำไลชิ้นนี้อย่างไรอย่างนั้น


    ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียวความรู้สึกนั้นก็เลือนหายไป


    บรรยากาศในรถม้าเงียบงันไปครู่หนึ่งเนื่องจากไม่มีใครพูดอะไร 


    ไม่นานจางหลินก็เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกท่าน และขอให้ท่านช่วยข้าตัดสินใจด้วย…”


    .

    .

    .


    ในบ้านพักหลังหนึ่งไม่ไกลจากตระกูลจาง มีร่างของคนสองคนนั่งอยู่หน้าเตาผิง โดยมีหญิงสาวในชุดสีน้ำเงินที่จ้องมองไปยังม้วนกระดาษในมือขณะขมวดคิ้ว


    “จางหลิน อายุ 17 ปี เกิดที่เมืองหยางโจว บิดาคือจางหยินเซียว มารดาคือหยุนเสวี่ยชิง ในอดีตถูกเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหนึ่งพันปี จากการที่เขาสามารถปลุกจิตวิญญาณยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ…” ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่หญิงสาวกำลังอ่านอยู่นั้นคือข้อมูลชีวประวัติของจางหลินที่นางได้ให้ผู้เฒ่าหลิงสืบค้นมา


    ทั้งหมดนี้เกิดจากที่นางรู้สึกสนใจในตัวของจางหลิน เพราะจิตวิญญาณยุทธ์ระดับสวรรค์จำแลงของนางมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความหวาดกลัวต่อจิตวิญญาณยุทธ์ของจางหลินอย่างไม่ทราบสาเหตุ


    ฉะนั้นแล้วนางจึงอยากรู้ว่าบุคคลประเภทใดกัน ที่ทำให้จิตวิญญาณยุทธ์ระดับสวรรค์จำแลงของนางต้องหวาดกลัวถึงขนาดนี้


    แต่นางจะคาดคิดได้อย่างไร ว่าเขาจะเป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้แม้ว่าจะสามารถปลุกจิตวิญญาณยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบก็ตาม


    เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมดของจางหลิน หลี่เชียนเหม่ยอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้เฒ่าหลิง “จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่ไม่มีแม้แต่พลังยุทธ์จะสามารถพัฒนาจิตวิญญาณยุทธ์ให้เทียบเท่ากับระดับสวรรค์จำแลงของข้า? ข้อมูลนี้มันไม่ไร้สาระเกินไปหน่อยหรือ?”


    ผู้เฒ่าหลิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะเกาแก้มอย่างเขินอาย “ข้าพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วในการสืบหาข้อมูลของจางหลิน แต่ไม่ว่าข้อมูลจะมาจากแหล่งใด ทุกอย่างก็บ่งชี้ว่าเขาเป็นคนไร้พลังยุทธ์จริงๆ”


    คิ้วของหลี่เชียนเหม่ยเลิกขึ้นด้วยความสงสัย แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสนใจในตัวตนและข้อมูลที่ขัดแย้งของจางหลินเล็กน้อย


    ดวงตาของนางเผยให้เห็นถึงความอยากรู้อยากเห็น ก่อนที่มุมปากจะโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกลับ “พวกเราควรจะไปเยี่ยมเยียนตระกูลจางเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ดีหรือไม่?”


    ผู้เฒ่าหลิงขมวดคิ้ว “คุณหนูน้อย ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าทันทีที่ได้รับข้อมูลของจางหลิน พวกเราจะกลับไปที่วังในทันที?”


    หลี่เชียนเหม่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “น่าๆ อย่ารีบร้อนไปเลย ข้าอยากจะรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน และข้าอยากจะรู้เช่นกันว่าเขากำลังปกปิดอะไรอยู่กันแน่... บางทีเราอาจจะได้รับข้อมูลบางอย่างที่อาจจะรักษาจิตวิญญาณยุทธ์ที่แตกสลายของท่านพ่อได้”


    ผู้เฒ่าหลิงอดไม่ได้ที่จะกุมขมับในความดื้อรั้นของหลี่เชียนเหม่ย เขารู้ดีว่าคำพูดของหลี่เชียนเหม่ยเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น 


    หลี่เชียนเหม่ยมองออกไปนอกหน้าต่างพลางพูดอย่างเด็ดขาด “ข้าตัดสินใจแล้ว...พรุ่งนี้ข้าจะไปที่ตระกูลจาง”


    “อะไร!?” ใบหน้าของผู้เฒ่าหลิงซีดเผือด “คุณหนูน้อย ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้!”


    หลี่เชียนเหม่ยแสดงสีหน้าที่จริงจัง “ผู้เฒ่าหลิง ท่านพ่อชื่นชอบผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับเขาที่สามารถปลุกจิตวิญญาณยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบและยังทำให้จิตวิญญาณยุทธ์ระดับสวรรค์จำแลงของข้าต้องหวาดกลัว เขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน! หากเราสามารถคิดหาวิธีที่จะเปิดจุดชีพจรของเขาและเชิญชวนเขาเข้าสู่กลุ่มได้ ข้ามั่นใจว่าท่านพ่อจะต้องพึงพอใจอย่างแน่นอน”


    ผู้เฒ่าหลิงกำลังจะตอบโต้กลับไป แต่จู่ๆเขาก็ฉุกคิดและเงียบไป


    ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจจางหลิน ในความเป็นจริงเขารู้สึกสนใจจนอยากจะรับรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับจางหลินเลยก็ว่าได้


    เพราะในบรรดาผู้คนที่เขาพบเจอมาตลอดชีวิต มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำให้จิตวิญญาณยุทธ์ระดับสวรรค์จำแลงของหลี่เชียนเหม่ยเกิดอาการหวาดกลัวเช่นนี้ ซึ่งบุคคลที่มีจิตวิญญาณยุทธ์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นระดับจักรพรรดิมีฐานะเทียบเท่ากับบิดาของนางทั้งสิ้น


    หากจางหลินมีจิตวิญญาณยุทธ์ระดับสวรรค์จำแลงจริงๆ การช่วยเหลือเขาให้สามารถฝึกฝนปราณได้ พวกเขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากจางหลินได้อย่างแน่นอน


    จู่ๆ ดวงตาของหลี่เชียนเหม่ยเผยให้เห็นร่องรอยของความเจ้าเล่ห์ นางจ้องมองผู้เฒ่าหลิงพร้อมกับกระพริบตาอย่างน่าเอ็นดู “ผู้เฒ่าหลิง ท่านพอจะมีเม็ดยาระดับ 7 ติดตัวอยู่บ้างหรือไม่?”


    เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าของผู้เฒ่าหลิงก็ซีดลง เขาค่อยๆก้าวถอยหลังและพูดอย่างตะกุกตะกัก “คะ-คุณหนูน้อย เม็ดยาระดับ 7 นั้นข้าเตรียมไว้มานานหลายสิบปีเพื่อที่จะทะลวงขอบเขต ข้าคงไม่สามารถมอบมันให้ใครได้ และอีกอย่างร่างกายของเจ้าหนูนั่นไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะต้านทานผลของเม็ดยาระดับ 7 ได้อย่างแน่นอน”


    หลี่เชียนเหม่ยแสดงสีหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ “ฮึ่ม!”


    แน่นอนว่านางเองก็รู้ว่าจางหลินที่ไม่เคยหมุนเวียนปราณในเส้นลมปราณมาก่อนจะไม่สามารถต้านทานเม็ดยาระดับ 7 ได้อย่างแน่นอน การทำเช่นนั้นมีแต่จะฆ่าตัวตายเท่านั้น


    สุดท้ายหลี่เชียนเหม่ยเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ “จะอย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้ท่านต้องไปที่ตระกูลจางพร้อมกับข้า”

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน