บันทึกผู้พลิกสามภพ

    ตอนที่ 33: เศษเสี้ยวแห่งความสับสน และค่ายกลสลับลักษณ์ทำลายสูญ

       *ตึง... ตึง... ตึง...*

    เสียงหัวใจของจอมมารล่องหน อินเฉวียน เต้นระรัวเป็นจังหวะหนักหน่วงดั่งกลองศึกที่รัวกระหน่ำอยู่กลางอก โล่โลหิตอวตารที่มันภาคภูมิใจนักหนา บัดนี้เหลือรอดอยู่เพียงสองชั้นสุดท้าย แสงสีขาวบริสุทธิ์ของดรรชนีอนัตตาจากปลายนิ้วของหลินเฟิงไม่มีความดุดันเกรี้ยวกราด ทว่ามันกลับแฝงด้วยความเยือกเย็นอันเป็นที่สุด กฎเกณฑ์ทุกประการที่แฝงอยู่ในมรรคมารของอินเฉวียน ทันทีที่สัมผัสถูกจุดแสงสีขาวนั้น ต่างถูกลบเลือนและเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นความว่างเปล่าอย่างไร้หนทางขัดขืน

    *เปรี๊ยะ!*

    โล่ชั้นที่แปดแหลกสลายกลายเป็นละอองโลหิตสีดำก่อนจะระเหยหายไปในอากาศธาตุทันที ร่างของอินเฉวียนสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างที่กุมระฆังมารสยบดวงจิตชาหนึบจนแทบไร้ความรู้สึก แววตาสีแดงฉานดั่งโลหิตสดคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความทะนงตนเย่อหยิ่งเหลืออยู่แม้แต่น้อย มันรู้ดีว่าหากโล่ชั้นสุดท้ายพังทลายลง ความตายที่มันรอดพ้นมานับร้อยปีจะมาเยือนถึงตัวอย่างแน่นอน


    "เจ้าเด็กสารเลว! เจ้าบังคับให้ข้าต้องใช้สิ่งนี้เอง!"

    อินเฉวียนคำรนเสียงแหบพร่า มันตบเข้าที่จุดตันเถียนของตนเองอย่างรุนแรงอีกครั้ง ปลดปล่อยพลังปราณมารดั้งเดิมที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตออกมารวมกันที่หัวใจ โล่โลหิตชั้นที่เก้าซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายพลันแปรเปลี่ยนสภาพ จากเดิมที่เป็นเพียงม่านพลังงานหนาทึบ กลับควบแน่นและขยายตัวกลายเป็นร่างจำลองของมันเองที่มีความหลากหลายในแง่ของโครงสร้างพลังงาน ร่างอวตารนี้แผ่รังสีมารเข้มข้นจนดูเหมือนกับร่างจริงทุกประการ

    *ตูมมมมมมมม!*

    ดรรชนีอนัตตาทะลวงผ่านโล่ชั้นสุดท้ายและพุ่งชนเข้ากลางอกของร่างอวตารโลหิตนั้นอย่างจัง เปลวไฟสีขาวบริสุทธิ์ระเบิดวาบ กลืนกินร่างอวตารไปกว่าครึ่งค่อนในพริบตา แรงระเบิดของกฎแห่งการทำลายล้างส่งคลื่นกระแทกมหาศาลผลักดันร่างจริงของอินเฉวียนให้พุ่งทะยานถอยร่นออกไปด้านหลังไกลนับร้อยวา ทิ้งรอยลากยาวบนพื้นศิลาขาวเป็นทางลึก

    อินเฉวียนร่อนลงแตะพื้นด้วยท่าทางทุลักทุเล เสื้อคลุมสีเทาหม่นขาดกะรุ่งกะริ่ง มุมปากมีสายเลือดสีม่วงคล้ำไหลซึมไม่ขาดสาย ระฆังสำริดในมือขวามีรอยร้าวร้าวลึกพาดผ่านกลางใบหน้าผีปีศาจ พลังวิเศษของมันลดฮวบลงไปกว่าครึ่ง

    "แฮก... แฮก..." จอมมารชราหอบหายใจกระชั้น สายตาที่มองตรงมายังหลินเฟิงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและคุกรุ่นด้วยเพลิงแค้น "กฎแห่งอนัตตา... ช่างเป็นพลังที่ไร้เหตุผลสิ้นดี มันลบทำลายสัจธรรมรอบตัวจนหมดสิ้น ไม่แปลกใจเลยที่ศิลาสามภพถึงได้เลือกเจ้า!"

    ### มุมมองฝั่งผู้เฝ้ามอง: จิตวิญญาณแห่งมรรคาภพชี้แนะ

    หลินเฟิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างมั่นคง ทว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากเหล็กกลับซีดลงเล็กน้อย การใช้ดรรชนีอนัตตาขั้นที่สามเมื่อครู่สูบเอาพลังปราณมรรคาภพในทะเลวิญญาณของเขาไปถึงสามส่วนในคราวเดียว แม้ว่ารากฐานพลังของเขาจะหลากหลายและลึกล้ำกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน ทว่าช่องว่างของระดับขอบเขตพลังงานระหว่างเขากับขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงระยะปลายอย่างอินเฉวียน ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่วิชามนต์ตราธรรมดาจะทดแทนได้ทั้งหมด

    *‘เจ้าหนู อย่าเพิ่งผลีผลามก้าวเดินต่อ’* เสียงชราอันลุ่มลึกของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในจิตใจของหลินเฟิง *‘พญามารตนนี้ผ่านศึกเหนือใต้มานับครั้งไม่ถ้วน วิชาล่องหนของมันยังไม่ได้ถูกทำลายอย่างแท้จริง เมื่อครู่มันเพียงแค่ถูกกดดันด้วยกฎแห่งอนัตตาชั่วคราว หากมันตั้งหลักได้และใช้ความหลากหลายของค่ายกลลวงตามาร เจ้าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที’*

    "ข้าทราบดีครับท่านผู้เฒ่า" หลินเฟิงสื่อสารทางจิตเสียงเรียบ "ค่ายกลเก้าสวรรค์ที่ข้าสร้างไว้ด้านนอกยังคงทำงานอยู่ ข้าจะใช้มันผูกมัดและจำกัดวงโคจรพลังงานของมัน"

    หลินเฟิงตวัดมือซ้ายเรียกกระบี่เพลิงมรรคาขึ้นมาตั้งฉากเบื้องหน้า ชี้ปลายกระบี่ตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงเอาพลังงานจากเสาแสงสีทองทั้งเก้าต้นรอบพระราชวังหลวงให้บีบอัดวงล้อมเข้ามา กลิ่นอายสัจธรรมโบราณหนาแน่นขึ้นจนทำให้อาณาเขตวังหลวงกลายเป็นดั่งกรงขังทองคำขนาดยักษ์


    อินเฉวียนเห็นเสาแสงสีทองบีบกระชั้นเข้ามา มันรู้ดีว่าหากปล่อยให้ค่ายกลนี้สมบูรณ์แบบ มันจะไม่สามารถใช้วิชาล่องหนเพื่อหลบหนีหรือลอบโจมตีได้อีกต่อไป มันสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาสีแดงฉานทอประกายบ้าคลั่ง มันสะบัดมือซ้ายปล่อยโยนระฆังมารสยบดวงจิตที่ร้าวรานขึ้นสู่กลางอากาศ

    "ในเมื่อเจ้าอยากจะขังข้า... ข้าก็จะยอมทำลายล้างนครหลวงแห่งนี้ไปพร้อมกับพวกเจ้า! ค่ายกลวิญญาณสลาย: เก้าชั้นฟ้าลวงตามาร!"

    *แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!*

    ระฆังสำริดโบราณส่งเสียงรัวสั่นถถี่รุนแรง ก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษเสี้ยวชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับหมื่นชิ้น พลังงานวิญญาณมืดทมิฬที่สะสมอยู่ในระฆังมานับร้อยปีพวยพุ่งกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ละอองเศษระฆังเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นค่ายกลลวงตาขนาดใหญ่เก้าชั้น ซ้อนทับเข้ากับค่ายกลสลับลักษณ์สัจธรรมเก้าสวรรค์ของหลินเฟิงทันที

    บรรยากาศรอบตัวของหลินเฟิงและหลินเทียนห่าวพลันแปรเปลี่ยนไป ท้องฟ้าดวงดาราหายไปสิ้น เหลือเพียงภาพลวงตาอันน่าสยดสยองของทะเลโลหิตที่มีซากศพนับล้านลอยคออยู่ เสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณนับแสนดังก้องเข้ามาในโสตประสาทอย่างต่อเนื่อง เป็นความหลากหลายของภาพลวงตาที่บีบคั้นให้ผู้จิตใจไม่มั่นคงต้องคลั่งตายในพริบตา

    "เฟิงเอ๋อร์! ระวัง!" หลินเทียนห่าวร้องเตือน พลางพยายามโคจรปราณมังกรทองพิทักษ์ดวงจิต ทว่าภาพลวงตามารเก้าชั้นฟ้านี้รุนแรงเกินไป มันกำลังกัดกร่อนม่านพลังงานสีทองรอบตัวของเขาอย่างช้า ๆ


    หลินเฟิงหลับตาลงช้า ๆ หน้ากากเหล็กสะท้อนแสงสีม่วงหม่นหมองจากค่ายกลมาร ทว่าในความมืดมิดของจิตใจ เนตรมรรคาไร้ลักษณ์ของเขากลับสว่างจ้าดั่งประทีปดวงเดียวในจักรวาลอันมืดมิด เขาไม่สนอกสนใจเสียงกรีดร้องหรือภาพลวงตาตระการตาเหล่านั้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงความผันแปรที่เกิดจากความหลากหลายของปราณมารลวงตา

    "เกิดจากความว่างเปล่า... ย่อมกลับคืนสู่ความว่างเปล่า"

    หลินเฟิงลืมตาขึ้น แววตาสีทองทอประกายลึกล้ำยิ่งกว่าเก่า เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเนิบนาบ ปลายกระบี่เพลิงมรรคาในมือขวาตวัดลากเส้นโค้งเรียบง่ายกลางอากาศ ทว่าการเคลื่อนไหวที่ดูธรรมดานี้กลับก่อให้เกิดคลื่นพลังงานสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่ง แผ่กระจายออกไปรอบตัวดั่งวงคลื่นบนผิวน้ำ

    "กฎแห่งอนัตตา: สัจธรรมล้างโลกหล้า!"

    *ซู่มมมมมมมม!*

    คลื่นพลังงานสีขาวบริสุทธิ์เคลื่อนผ่านไปที่ใด ภาพลวงตาทะเลโลหิตและเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณพลันซีดจางและละลายหายไปในพริบตาปานภาพวาดที่ถูกน้ำสาด ค่ายกลมารเก้าชั้นฟ้าที่อินเฉวียนภาคภูมิใจนักหนา ถูกทำลายทลายลงไปทีละชั้น ๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เผยให้เห็นร่างของจอมมารที่กำลังยืนเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่ออยู่ห่างออกไปไม่ไกล

    "เป็นไปไม่ได้... ค่ายกลวิญญาณสลายของข้า... ถูกทำลายง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวรึ?!" อินเฉวียนใบหน้าซีดเผือด ไร้สีเลือด ความมั่นใจทั้งหมดที่มีพังทลายลงสิ้น ยามนี้มันตระหนักได้อย่างถ่องแท้แล้วว่า เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนที่มันจะสามารถสยบได้ด้วยวิชาทั่วไปอีกต่อไป

    มหาศึกเหนือนครหลวงตี้ตูกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสุดท้ายอันเป็นที่สุด และประกายแสงแห่งสัจธรรมของหลินเฟิง... พร้อมแล้วที่จะย่ำเหยียบโลกหล้าเพื่อสยบพญามา

    รตนนี้ให้ราบคาบ!



    คล้ายกับเรื่องบันทึกผู้พลิกสามภพ ที่คุณอ่าน