หลังจากที่ตงหลิวฟานเทียนเขาได้รับคำเชิญจากเยี่ยหยูแล้ว เขาก็มีเรื่องที่สงสัยอยู่อีกอย่าง เรื่องที่เขายังไม่ได้ถาม
เรื่องของผู้ตรวจการเขาไม่รู้ว่าผู้ตรวจการหมายถึงอะไร เขาเลยถามกับเยี่ยหยูว่าผู้ตรวจการที่ว่ามันคืออะไรกันแน่
“ข้าขอถามอีกเรื่องผู้ตรวจการคืออะไรงั้นรึ?”
เยี่ยหยูที่ได้ยินตงหลิวฟานเทียนถามอย่างนั้น เธอก็ไม่แปลกใจที่ตงหลิวฟานเทียนถาม ถ้าไม่รู้จักโรงเรียนเซียนก็ไม่แปลกที่จะไม่รู้จักผู้ตรวจการ
เธอจึงเริ่มอธิบายว่าผู้ตรวจการคือบุคคลที่พลังปรานมหาศาลที่ค่อยดูแลโลกมนุษย์ หรือที่คนปกติเรียกกันว่าเทพเซียนนั้นเอง
ตงหลิวฟานเทียนที่ได้ยินเยี่ยหยูพูดแบบนั้น เขาเองก็ได้คิดขึ้นว่าถ้าเป็นระดับเทพเซียนละก็คงอยู่ระดับเดียวกับเขาเป็นแน่
บนโลกใบนี้ยังมีเทพเซียนเหลืออยู่งั้นหรอ เขาคิดว่าเรื่องของเทพเซียนน่าจะจบลงไปนานแล้วซักอีก
เขาคิดไม่ผิดจริงๆ บนโลกใบนี้หลังจากที่เขาหลับไหลไปนานมันเปลี่ยนไปเยอะมากมีสิ่งใหม่ๆที่ยุคของเขาไม่เคยมีมาก่อน
แล้วไหนจะผู้ที่น่าจะมีพลังแข็งแกร่งที่น่าจะเท่าเขาอีก บนโลกใบนี้ซักจะมีแต่สิ่งที่น่าสนใจเยอะเกินไปแล้วสิ
แต่ตอนนี้เขากำลังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่หลงฮาวนั้นบอกกับเยี่ยหยูมันคืออะไรกัน ต้องได้อนุญาตจากใคร
เขาเก็บความสงสัยไว้ เพราะเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถามก็ได้ เพราะถ้าไปถึงที่นั้นแล้วเดี๋ยวก็คงจะได้รู้เอง
“งั้นไว้พรุ่งนี้เช้านะคะ ตอนนี้ก็ค่อนข้างมืดแล้วพวกหนูสองคนขอตัวก่อนนะคะ”
หลังจากที่เยี่ยหยูพูดจบ ทั้งสองก็หยิบของที่คิดตังแล้วก่อนที่จะเดินออกจากร้านไป
ตงหลิวฟานเทียนในตอนนี้จริงๆแล้วเขามีเรื่องสงสัยเต็มหัวไปหมด แต่เรื่องที่เขาเอะใจที่สุดก็คือตระกูลของเยี่ยหยู เพราะมันคือตระกูลเดียวกับเยี่ยเยี่ยและก็เยี่ยหยิน
ในตอนแรกเขาคิดว่าตระกูลเยี่ยคงจะล้มสลายไปแล้วเลยทำให้เยี่ยเยี่ยและก็เยี่ยหยินนั้นตกอยู่ในสภาพนั้น
แต่พอเขาได้เจอกับเยี่ยหยูแล้ว เขาก็เข้าใจแล้วว่าคงไม่ใช่ตระกูลเยี่ยล้มสลาย แต่คงเป็นเยี่ยหยินกับเยี่ยเยี่ยที่ถูกขับไล่ออกมาเป็นแน่
ถึงการขับไล่ของแต่ละตระกูลนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติในยุคของเขา ในหนึ่งปีมีคนถูกไล่ออกจากตระกูลนับสิบ เหตุผลส่วนใหญ่ก็คืออ่อนแอเกินไป
ไม่ก็ไม่มีปรานปรานน้อยเกินไปหรือก็ไร้ประโยชน์ต่อตระกูล นั่นคือเหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ถูกไล่ออกจากตระกูล
ในกรณีของเยี่ยเยี่ยกับเยี่ยหยินก็คงเป็นเพราะเรื่องของพลังปรานที่น้อยเกินไป ทั้งสองพลังปรานนั้นน้อยเอามากๆ
เขาได้เก็บร้านสะดวกซื้อ พร้อมกับเปลี่ยนเวรกับคนที่ทำงานกะดึก เขาสงสัยกับตัวเองว่าทำไมตั้งแต่ตื่นจากการหลับไหลมาเขาถึงได้ดูเห็นใจผู้อื่นจังเลย
อาจจะเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นด้วยส่วนนึงละมั้ง ที่ทำให้เขานั้นมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น
ถึงเขาจะหลับไปนานแต่เขาเองก็จำนิสัยใจคอของตนเองก่อนจะหลับไหลได้ เขาไม่ใช่พวกที่อ่อนโยนขนาดนี้ และก็ไม่ได้เห็นใจคนอื่นขนาดนี้ด้วยซ้ำ
แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ได้แย่อะไร เพราะการที่เขานั้นเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ ทำให้เขานั้นมีคนที่รักเขาจริงๆ
และเขาก็ได้ครอบครัวที่อบอุ่นมาด้วยเพราะงั้น นี่ก็คงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้แย่เลยแถมยังดีมากๆด้วย
ในตอนนี้ทุกวันที่เขานั้นคิดเรื่องที่ไม่ดี หรือเรื่องทุกข์ใจก็จะมีคนที่พร้อมจะช่วยเขาอยู่เสมอ
‘นี้ข้ามาคิดเรื่องอะไรกันเนี้ย กลับบ้านไปหาทุกคนดีกว่าตอนนี้ทุกคนน่าจะกำลังรออยู่’
เขายังคิดไม่ทันจบตงหลิวฟานเทียนก็ได้เห็นคนที่ยืนรอเขาอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ก็คือพวกเยี่ยเยี่ยนั้นเอง
ดูเหมือนทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าเขานั้นมาทำงานที่นี้
“คิดว่าพวกเราไม่รู้งั้นหรอ ปาป๋าใส่ชุดเด่นขนาดนั้นหน่ะพวกเรารู้กันตั้งแต่แรกแล้วละ”
“วี๊ดดด”
ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าตงหลิวฟานเทียนนั้นมาทำงานที่นี้ เพียงแค่ทุกคนนั้นทำเป็นไม่รู้เท่านั้นเอง
ตงหลิวฟานเทียนก็ยิ้มออกมา เขาชอบรรยากาศแบบนี้มากๆเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากๆ
นานมากแล้วที่ไม่ได้มีคนที่รอเขาแบบนี้ เยี่ยหยินนางก็ได้พูดขึ้นมา
“ฉันทำอาหารรอไว้เต็มเลยค่ะ ถือว่าเป็นการฉลองที่นายท่านทำงานมาเหนื่อยๆ พวกเราไปกินกันเถอะค่ะ”
ตงหลิวฟานเทียนที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็พยักหน้าเป็นการตอบรับ ทุกคนเดินกลับบ้านพร้อมกัน
นี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเป็นอย่างมาก เขานั้นรู้สึกดีมากที่เขานั้นได้คนที่ดีขนาดนี้มาอยู่รอบตัวของเขา