ป่าทึบเส้นทางเก่า ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
วันที่ห้าของการเดินทาง
ป่าในเส้นทางเก่าเปลี่ยนลักษณะในวันที่ห้า
ต้นไม้สูงขึ้น ชิดกันมากขึ้น แสงอาทิตย์กรองลงมาถึงพื้นได้น้อยลงจนอากาศข้างล่างมีกลิ่นดินชื้นหนักกว่าเดิม รากไม้ที่โผล่พ้นดินมีขนาดใหญ่กว่าแขนคน บางส่วนพันกันเป็ปมที่ต้องก้าวข้ามอย่างระวัง หวงเจินต้องเดินช้าลงครึ่งหนึ่งเพื่อไม่ให้กีบเท้าติดราก
ซูหลิงเยิ่นเดินโดยมองพื้นมากกว่ามองข้างหน้า แต่หูของเธอเริ่มจับสัญญาณรอบข้างได้ดีขึ้นจากการฝึกสี่วันที่ผ่านมา เสียงนกชนิดไหนหยุดก็รู้ เสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบจากทิศไหนก็สังเกตได้บ้างแล้ว
เช้านี้ป่าเงียบผิดปกติ
"ท่านเว่ย" เธอพูดเบา ๆ โดยไม่ยกหน้า
"รู้แล้ว" เขาตอบเสียงต่ำ
เสียงนกในป่าหยุดไปสิบกว่านาทีแล้ว ไม่ใช่หยุดทีละตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ใหญ่เดินผ่าน แต่หยุดพร้อมกันในลักษณะที่บอกว่ามีสิ่งรบกวนขนาดใหญ่อยู่ในรัศมีกว้าง
เว่ยหันเฉินประเมินอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ตระกูลเซา ปราณที่เขารับรู้ได้จางและหยาบกว่า ไม่มีการฝึกฝนแบบมีระบบ แต่มีจำนวนมาก และมีบางอย่างที่ทำให้เขาระวังมากกว่าปกติ
อาวุธ
กลิ่นโลหะที่ต่างออกไป ไม่ใช่กลิ่นดาบเหล็กธรรมดา มีกลิ่นของโลหะที่ผ่านกระบวนการบางอย่าง กลิ่นที่เขาเคยได้ยินในการต่อสู้ที่ใช้อาวุธปราณ
"ซูหลิงเยิ่น" เขาลงจากหวงเจิน เสียงเรียบแต่มีน้ำหนัก "ผูกม้าที่ต้นไม้ข้างหลัง แล้วถอยไปยืนชิดต้นไม้ใหญ่ที่สุดที่หาได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าเดินออกมากลางทาง"
เธอพยักหน้าทำตามโดยไม่ถาม
เว่ยหันเฉินยืนกลางทางแคบในป่า มือขวาวางบนด้ามดาบ รอ
ความเงียบยาวนานสิบวินาที ยี่สิบวินาที
แล้วก็มีเสียง
"ฮ้า!"
ชายสิบกว่าคนพุ่งออกมาจากทั้งสองข้างทางพร้อมกัน บางคนโรยตัวลงจากกิ่งไม้ บางคนพุ่งออกจากพุ่มไม้หนาทึบ ทุกคนสวมเสื้อผ้าสีน้ำตาลดินที่กลมกลืนกับป่าอย่างชำนาญ อาวุธหลากหลาย ดาบสั้น หอกด้ามยาว และมีดใหญ่สองสามเล่มที่คมดูได้จากแสงน้อย ๆ ที่กรองลงมา
แต่สิ่งที่เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นก่อนอื่นคือชายที่ยืนอยู่หลังสุด
ไม่ได้พุ่งออกมาพร้อมคนอื่น ยืนนิ่งบนกิ่งไม้ใหญ่ระดับสูงจากพื้น ร่างกายไม่ใหญ่โตแต่มีลักษณะที่กดอากาศรอบข้างลงด้วยปราณที่หนาแน่นผิดปกติสำหรับโจรป่า
และในมือของชายคนนั้น มีแส้โลหะสีดำขดอยู่
แส้นั้นคือที่มาของกลิ่นโลหะพิเศษ
อาวุธปราณ
เว่ยหันเฉินดึงดาบออก
ชิงก์!! —
เสียงดาบพ้นฝักดังก้องในป่า ปราณของเขาขยับขึ้นมาทันที ไม่ซ่อนไว้แล้ว เพราะเขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้้าความเร็วมากกว่าการซ่อนฝีมือ
สามคนแรกพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
"เฮ้ย!" — ชายซ้ายฟาดมิดใหญ่เข้าที่ไหล่
ฉาด!! —
เว่ยหันเฉินหมุนตัว คมดาบกวาดขึ้นมาตีมิดออกจากมือ แล้วหมุนต่อเนื่องโดยไม่หยุด ข้อศอกซ้ายฟาดเข้าที่ขากรรไกรชายคนนั้น
ป้อก!! —
ชายล้มลงแบบไม่มีเสียงร้อง
ชายที่สองและสามเข้ามาจากซ้ายขวา ดาบสั้นสองเล่มฟาดมาในแนวไขว้กัน
"เฮ้า!"
แฉ่ง!! — แฉ่ง!! —
เว่ยหันเฉินรับสองเล่มพร้อมกันด้วยดาบเล่มเดียว แรงสะท้อนกลับทำให้ดาบสั้นทั้งสองสั่นในมือเ้าของ เขาดันออกด้านข้าง ก้าวเข้าชิดชายขวาและใช้เข่ากระแทกเข้าที่ท้อง
ตุบ!! —
ชายพับตัวลง
สี่ห้าคนที่เหลือเริ่มระวังตัวมากขึ้น ไม่พุ่งเข้ามาง่าย ๆ อีกแล้ว วนเป็ครึ่งวงกลมและค่อย ๆ ขยับเข้ามาพร้อมกัน กลยุทธ์ที่ฝึกมาในระดับหนึ่ง
แล้วชายบนกิ่งไม้ขยับ
"ฉ่าย!!"
แส้โลหะสีดำพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ยาวกว่าที่ตาเห็น ปลายแส้มีประกายปราณสีม่วงเข้มที่ชี้บอกว่ามีพลังงานอัดแน่นอยู่
เว่ยหันเฉินกระโจนออกด้านข้าง
ก้อง!!! —
ปลายแส้กระแทกพื้นดินตรงที่เขาเคยยืน เสียงดังสนั่นทั้งป่า พื้นดินแตกระแหงออกเป็รัศมีครึ่งศอก ดินกระเด็นขึ้นเป็กลุ่มหนาทึบ
แรงมาก — ปราณในแส้นั้นชั้น 3 จิ้นตันบน แต่อาวุธปราณขยายแรงออกไปอีกสองเท่า
เว่ยหันเฉินปรับการประเมินใหม่ในเสี้ยววินาที ชายบนกิ่งไม้นั้นอันตรายกว่าลูกน้องทุกคนรวมกัน และแส้มีพิสัยที่ไกลกว่าดาบ การเข้าประชิดจะเสี่ยง
สี่คนที่วนอยู่พุ่งเข้ามาในจังหวะที่เขากำลังหลบแส้
"รุม!!"
ชาก!! — วิ้ง!! — แคะก์!! —
เว่ยหันเฉินรับดาบแรกด้วยดาบของตัวเอง เบนดาบที่สองด้วยหมุนข้อมือ ะโข้ามดาบที่สามที่ฟาดมาระดับหัวเข่า และมือซ้ายจับข้อมือของคนที่สี่บิดออกด้านข้าง
แกร็ก!! —
เสียงข้อต่อที่เคลื่อนดังก้อง ชายคนที่สี่ร้องออกมาแล้วหลุดออกไป
แต่แส้พุ่งมาอีกครั้ง
"ฉ่าย!! ฉ่าย!!"
สองครั้งต่อเนื่อง ครั้งแรกมาจากซ้าย ครั้งที่สองมาจากบน ชายบนกิ่งไม้ควบคุมแส้ได้อย่างชำนาญ ปลายแส้สีม่วงแตะพื้นสองจุดต่อเนื่อง
กึ้ง!! — กึ้ง!! —
เว่ยหันเฉินหลบทั้งสอง แต่ปลายแส้ครั้งที่สองเฉือนผ่านเสื้อคลุมด้านซ้าย ปราณสีม่วงที่แตะผิวเสื้อทิ้งรอยไหม้เป็เส้น ความร้อนซึมเข้ามาถึงิั
เขาถอยสองก้าว ประเมินสถานการณ์
สามคนยังยืนอยู่ หัวหน้าบนกิ่งไม้ยังไม่ลง และแส้โลหะนั้นทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้
จำเป็ต้องจบหัวหน้าก่อน
เว่ยหันเฉินตัดสินใจ
ปราณชั้น 4 เปิดออกยี่สิบเปอร์เซ็นต์
อากาศรอบตัวเขาสั่นเล็กน้อย ใบไม้รอบ ๆ ไหวพร้อมกันทั้งที่ไม่มีลม สามคนที่ยังยืนอยู่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นฉับพลัน คนหนึ่งถอยออกสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ชายบนกิ่งไม้เงยหน้าขึ้น สีหน้าเปลี่ยน
"เ้า...!"
เว่ยหันเฉินพุ่งขึ้น
ไม่ใช่ะโธรรมดา แต่เป็การพุ่งขึ้นด้วยปราณที่ดันจากฝ่าเท้า ร่างกายทะยานขึ้นสูงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะทำได้ ผ่านระดับกิ่งไม้ที่ชายหัวหน้ายืนอยู่
"ฉ่าย!!" — แส้พุ่งขึ้นตามมา
กริ๊งงง!! —
เว่ยหันเฉินบิดตัวในอากาศ ดาบของเขากวาดตีแส้ออกไปด้านข้าง แรงปราณในแส้กระจายออกเป็ประกายสีม่วงในอากาศ แล้วเขาลงมาจากด้านหลังชายหัวหน้า
ไม่มีเวลาหันตัว
สันดาบแตะที่กลางหลังชายหัวหน้า ปราณอัดตามลงไปเบา ๆ เพียงพอที่จะทำให้ขาอ่อนแรง
ตุบ!! —
ชายหัวหน้าพับลงบนกิ่งไม้ แส้โลหะหลุดมือตกลงพื้นด้านล่าง
เสียงดังก้อง
กริ้ง!!! —
แส้โลหะกระทบรากไม้ ประกายปราณสีม่วงกระเด็นออกแล้วดับลง
สามคนที่ยังยืนอยู่มองดูหัวหน้าที่หัวเข่าทรุดลงบนกิ่งไม้ มองดูดาบที่ยังชี้อยู่ในมือชายตรงหน้า แล้วทั้งสามก็แลกสายตากัน
วิ่งหนีเข้าป่าพร้อมกันโดยไม่มีใครสั่ง
เว่ยหันเฉินลงมาจากกิ่งไม้อย่างเบา เอาดาบเข้าฝัก ปราณที่เปิดออกค่อย ๆ กดเก็บลงคืนที่เดิม
ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงสองนาที
"ออกมาได้แล้ว"
ซูหลิงเยิ่นออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ก้าวเดินผ่านรากไม้ขนาดใหญ่มาหาเว่ยหันเฉิน สายตาปาดไปยังคนที่นอนหมดสติและาเ็กระจายอยู่รอบ ๆ แล้วหยุดที่เสื้อคลุมด้านซ้ายของเขา
รอยไหม้เป็เส้นยาวสักสามนิ้ว ผ้าถูกเผาเป็สีดำที่ขอบ และที่ิัข้างล่างมีรอยแดงสดที่ยังร้อนอยู่
"นั่นคือแผลไหม้จากปราณ" เธอพูดเงียบ ๆ ก้าวเข้ามา
"เล็กน้อย"
"ข้าเป็คนตัดสินว่าเล็กน้อยหรือเปล่า" เธอพูดในน้ำเสียงที่เด็ดขาดกว่าปกติ
เว่ยหันเฉินมองเธอ แล้วก็ยกแขนเสื้อขึ้นโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
ซูหลิงเยิ่นตรวจรอยไหม้ มือััขอบแผลเบา ๆ แผลไหม้จากปราณต่างจากแผลไหม้ธรรมดา ความร้อนซึมลงไปในชั้นเนื้อเยื่อข้างล่างและถ้าไม่รักษาทันจะอักเสบลึก เธอรู้เื่นี้จากที่แม่สอน แต่แม่ไม่เคยบอกวิธีรักษาแผลปราณโดยตรง เพราะแผลแบบนี้หายากในหมู่บ้านธรรมดา
เธอยืนนิ่งอยู่ครู่
แล้วก็ตัดสินใจ
"ข้าจะลองอะไรบางอย่าง" เธอพูด "ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลแค่ไหน แต่ปราณร้อนในแผลนี้ต้องดูดออกก่อน ถ้าปล่อยไว้มันจะลึกลงไปเรื่อย ๆ"
"ทำได้ไหม?"
"ไม่รู้" เธอยอมรับตรง ๆ "แต่จะลอง"
เธอวางฝ่ามือซ้ายลงบนแผลไหม้ หลับตา
ครั้งนี้เธอไม่ปล่อยปราณออกมาเต็มที่แบบเมื่อวาน แต่ค่อย ๆ ส่งปราณน้ำเย็นออกมาทีละน้อย ระมัดระวัง เหมือนค่อย ๆ เทน้ำเย็นลงบนไฟที่ลุกอยู่ในกล่องเล็ก ๆ ให้ดับทีละชั้นโดยไม่ทำให้กล่องพัง
เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ซึมเข้ามา
แล้วก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่น่าแปลกใจ
ปราณน้ำของเธอเข้าไปในแผลและเริ่มดูดความร้อนออกมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำให้เย็นที่ผิว แต่ลงไปดึงปราณร้อนที่ซึมอยู่ในชั้นเนื้อเยื่อออกมาทีละชั้น เหมือนมีใครใช้ผ้าเปียกค่อย ๆ เช็ดความร้อนออกจากข้างในสู่ข้างนอก
มือของซูหลิงเยิ่นอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ เธอดูดซับความร้อนออกจากแผลผ่านฝ่ามือตัวเอง รอยแดงที่แผลไหม้ค่อย ๆ จางลงภายในเวลาไม่กี่นาที
แต่ใบหน้าของเธอซีดลง
เว่ยหันเฉินสังเกตเห็น "พอแล้ว"
"ยังไม่หมด —"
"พอแล้ว" เขาพูดซ้ำ มือขวาของเขายกขึ้นจับข้อมือเธอดึงออกจากแผลเบา ๆ
ซูหลิงเยิ่นลืมตา มือที่ดึงความร้อนออกมาร้อนแดงเป็รอยคล้ายแผลไหม้อ่อน ๆ ที่ฝ่ามือ
เว่ยหันเฉินมองมือเธอ กรามแน่นขึ้นเล็กน้อย "เ้าดูดความร้อนจากแผลผมมาที่มือตัวเอง"
"ปราณน้ำรับความร้อนได้" เธอพูดเสียงเหนื่อย "ไม่น่าเป็อะไรมาก"
"เ้าไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน"
"ไม่เคย" เธอยอมรับ แล้วมองฝ่ามือตัวเอง "แต่รู้สึกว่าทำได้ เลยลอง"
เว่ยหันเฉินไม่พูดทันที เขาหยิบกระบอกน้ำออกมาเทน้ำเย็นลงบนมือเธอ ความเย็นช่วยบรรเทารอยแดงลงบ้าง แล้วเขาก็หยิบผ้าสะอาดออกมาพันมือเธออย่างระมัดระวัง
ซูหลิงเยิ่นมองดูมือของตัวเองที่กำลังถูกพัน มองดูนิ้วใหญ่ของเขาที่พันผ้าอย่างเบามือแม้ว่ามือเดียวกันนั้นจะฟาดคนล้มมาหลายคนเมื่อกี้
"ท่านเว่ย พันผ้าเก่งมากเลย"
"ถูกสอนมาให้พันด้วยตัวเองเพราะไม่มีใครช่วย" เขาพูดเรียบ ๆ แล้วผูกปมผ้าเรียบร้อย "ตอนนี้เ้าช่วยได้แล้ว ผมพันได้แย่ลง"
ซูหลิงเยิ่นกระพริบตา แล้วก็หัวเราะเบา ๆ เป็ครั้งแรกนับั้แ่ออกเดินทาง
เว่ยหันเฉินยกหน้ามองเธอ ไม่มีรอยยิ้ม แต่บางอย่างในดวงตาอ่อนลงชั่วขณะ
พวกเขาออกเดินทางต่อหลังจากเว่ยหันเฉินตรวจให้แน่ใจว่าคนที่หมดสติไม่มีใครอาการหนักจนน่ากังวล ส่วนหัวหน้าโจรบนกิ่งไม้ถูกมัดไว้กับต้นไม้ด้วยเชือกและจะคลายได้เองเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร
"แส้โลหะนั้นอาวุธปราณใช่ไหม?" ซูหลิงเยิ่นถามระหว่างเดิน
"ใช่ อาวุธที่มีปราณอัดอยู่ภายใน ต้องสั่งทำพิเศษ ราคาสูง" เว่ยหันเฉินขับหวงเจินช้า ๆ ตามทาง "โจรป่าที่มีอาวุธแบบนั้นแปลกมาก"
"แปลกอย่างไร?"
"แปลกที่ว่าได้มาจากไหน โจรทั่วไปซื้อแส้ปราณไม่ได้ถ้าไม่มีคนหนุนหลัง"
ซูหลิงเยิ่นขมวดคิ้ว "ท่านคิดว่าตระกูลเซาส่งมา?"
"หรืออีกฝ่ายที่้าตัวเ้า" เว่ยหันเฉินพูด เสียงไม่มีอารมณ์แต่ใจความหนักขึ้น "ตระกูลเซาไม่ใช่คนเดียวที่รู้เื่สายเืเทียนชิงเม่ย ถ้าข่าวรั่ว..."
เธอนิ่งไปครู่ "แปลว่าอาจมีมากกว่าหนึ่งฝ่ายที่ตามข้า"
"อาจจะ ยังไม่ยืนยันได้"
ซูหลิงเยิ่นก้าวต่อไปโดยไม่แสดงอาการสั่น แต่เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นว่ามือซ้ายของเธอขยับมาจับสายสะพายห่อสัมภาระแน่นขึ้นเล็กน้อย สัญชาตญาณรับมือกับความกลัวที่เธอไม่แสดงออกทางหน้าตา
"ท่านเว่ย" เธอพูดหลังเงียบไปสักพัก "ข้าถามได้ไหมว่า...ท่านเคยเ็ปหนักแค่ไหนในชีวิต?"
คำถามที่ออกมาโดยไม่มีการเกริ่นนำ เว่ยหันเฉินมองไปข้างหน้าโดยไม่หัน
"ทำไมถามตอนนี้?"
"เพราะข้ากำลังพยายามทำความเข้าใจว่าคนเราจะรับมือกับเื่แบบนี้ได้ยังไง" เธอพูดเงียบ ๆ "ข้าหนีมาสี่เดือนแล้ว บางคืนข้าฝันถึงพ่อ บางคืนฝันถึงแม่ บางคืนตื่นมาไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือเดินต่อ"
เว่ยหันเฉินขับม้าต่อในความเงียบที่ยาวนาน
แล้วก็พูด
"ทั้งสองอย่าง" เสียงของเขาเรียบแต่ตรง "ร้องไห้ได้ถ้า้า แล้วก็เดินต่อ สองอย่างนั้นไม่ได้ขัดกัน"
ซูหลิงเยิ่นยกหน้าขึ้นมองหลังของเขา
"ท่านเคยร้องไห้ไหม?"
"เคย" เขาตอบโดยไม่ลังเล "นานมาแล้ว"
"แล้วหลังจากนั้น?"
"หลังจากนั้นก็เดินต่อ" เว่ยหันเฉินพูด "เพราะไม่มีทางอื่น"
ซูหลิงเยิ่นเดินต่อ ในดวงตามีบางอย่างที่นุ่มลง ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็ความรู้สึกว่าคนตรงหน้าเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย
"ขอบคุณที่พันผ้าให้" เธอพูดเบา ๆ ยกมือที่พันผ้าขึ้น
"เ้ารักษาแผลผมก่อน" เว่ยหันเฉินพูด "คุ้มกันแล้ว"
เย็นนั้นค่ายอยู่ในที่โล่งเล็ก ๆ กลางป่า ไฟเล็กและอบอุ่น ซูหลิงเยิ่นต้มน้ำสมุนไพรจากดอกหนานหลิงที่เก็บมาเมื่อเช้า ยื่นถ้วยให้เว่ยหันเฉิน
เขารับมาโดยไม่ปฏิเสธ ดมกลิ่นก่อนดื่ม
"ขม"
"ยาดีมักขม" เธอนั่งลงฝั่งตรงข้าม ถือถ้วยของตัวเอง "แม่บอกอยู่เสมอ"
"แม่เ้าบอกอะไรไว้อีกมาก"
"บอกไว้เยอะมาก" เธอพูดด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มีความเศร้าอยู่ด้านหลัง "บางอย่างข้าเพิ่งเข้าใจตอนโตแล้ว บางอย่างยังไม่เข้าใจเลย"
ไฟลุกเบา ๆ ระหว่างพวกเขา
เว่ยหันเฉินดื่มน้ำสมุนไพรขมทั้งถ้วยโดยไม่บ่นอีก แล้ววางถ้วยลง
"พักผ่อนได้ วันนี้เหนื่อย"
"ท่านล่ะ?"
"ยามแรกของผม"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า แต่ก่อนจะนอนเธอพูดขึ้นมาอีกครั้ง เสียงเบาเหมือนพูดกับไฟมากกว่าพูดกับเขา
"ท่านเว่ย...วันนี้ตอนที่ท่านกระโจนขึ้นไปจัดการชายบนกิ่งไม้ ข้ากลัวมาก"
"กลัวว่าผมจะแพ้?"
"กลัวว่าท่านจะเจ็บ" เธอพูดเงียบ ๆ ก่อนจะม้วนตัวนอน "คนละเื่กัน"
เว่ยหันเฉินนั่งนิ่ง มองไฟ
คนละเื่กัน
เขาไม่ตอบ แต่มือซ้ายขยับมาแตะกระเป๋าที่ซ่อนกล่องไม้เล็กเอาไว้ตามนิสัย
ผลึกข้างในอุ่นกว่าทุกคืนที่ผ่านมาเล็กน้อย
อุ่นในแบบที่เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่ามาจากอะไร แต่รู้สึกได้ชัดเจนว่ามันไม่ใช่อันตราย
มันเป็อะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับอันตรายอย่างสิ้นเชิง