จอมหมัดราชันย์

    ตอนที่ 37 ประมูลโอสถระดับสิบ!

    ตอนที่ 37 ประมูลโอสถระดับสิบ!
    สินค้ามากมายถูกนำออกมาประมูลอย่างต่อเนื่อง การประมูลแต่ละครั้งดุเดือดดุจดั่งสงครามในสนามรบ และแล้วก็มาถึงของสิ่งหนึ่งที่ดูไปแล้วคล้ายกับตำราหนังสือ แต่แฝงไปด้วยคลื่นพลังบางอย่างที่อัดแน่นอยู่เป็นจำนวนมาก แม้มันจะไม่ได้เป็นน่าสนใจกับผู้คน แต่ภายในใจของเนี่ยฟงกลับรู้สึกถึงความปั่นป่วนได้อย่างชัดเจน “การประมูลต่อไปนี้เป็นหนังสือโบราณ ซึ่งใช้แผ่นหนังของมังกรเป็นกระดาษ ด้วยพลังลมปราณลี้ลับของมัน จึงไม่มีผู้ใดเคยเปิดหนังสือเล่มนี้อ่านได้ อีกทั้งยังมีความลับและปริศนาภายในเล่มยังไม่ถูกคลี่คลาย อาจนำพาท่านไปยังที่ซ่อนขุมสมบัติ หรืออาจจะเป็นเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจ ล้วนแต่บุญวาสนาของผู้ประมูลได้ในการไขความลับของมัน ด้วยชื่อของมันที่เขียนว่าบันทึกชีพจรฟ้า ย่อมหมายถึงความยิ่งใหญ่ของความลับที่ถูกซุกซ่อน ราคาเริ่มต้นของมันอยู่ที่ห้าพันเหรียญทอง” ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงข้างกกหู เนี่ยฟงสั่นสะท้านเมื่อได้ยินชื่อของหนังสือเล่มนั้น หรือความรู้สึกปั่นป่วนที่เกิดขึ้นภายในใจ เป็นเพราะต้นชีพจรฟ้าที่อยู่ในแกนกลางลมปราณนั้น กำลังเรียกร้องหามันอยู่นี่เองเวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ ฝูงชนยังคงเงียบกริบไม่มีผู้ขานราคา จนหญิงสาวบนเวทีเริ่มมีสีหน้าที่วิตกกังวล ด้วยการที่ไม่มีผู้ใดเคยเปิดมันออกมาอ่านได้ อีกทั้งราคาของมันยังสูงลิ่ว แม้จะมีพลังเร้นลับปานใดก็ไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยง ในขณะที่หญิงสาวจะให้คนนำมันไปเก็บ ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็ให้สาวใช้ ขานราคามันออกมาทันที “หกพันตำลึงทอง!” ผู้คนต่างจ้องมองไปยังม่านที่หนาทึบ เห็นเพียงเงาจางๆ ของคนคนหนึ่ง ทำให้พวกมันนึกได้ว่ายังมีคนอยู่ในนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเนี่ยฟงไม่เคยร่วมประมูลแม้แต่ครั้งเดียว จะมีก็เพียงปั่นราคาแก่นอสูรในครั้งแรกเท่านั้น ทำให้เจี่ยนซือและซุนหวังเหว่ยคิดว่า ชายผู้นี้เจาะจงมาที่บันทึกเล่มนี้จริงๆ “เจ็ดพันตำลึงทอง” เจี่ยนซือประกาศขึ้น พร้อมกับจ้องมองไปยังบุคคลที่อยู่ในม่าน มีความเป็นไปได้ที่บันทึกชีพจรฟ้าอาจมีความลับที่ใหญ่ยิ่ง มิเช่นนั้นคนที่นิ่งเงียบมาตลอด คงไม่มีทางกล้าประมูลมาอย่างแน่นอน “แปดพันตำลึงทอง” เนี่ยฟงกล่าวออกมาอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางขนคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน“เก้าพันตำลึงทอง!” เจี่ยนซือก็เอ่ยตามออกมาทันที ท่ามกลางรอยยิ้มของหญิงสาวกลางเวที ที่ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดประมูล“หนึ่งหมื่นตำลึงทอง!!” เนี่ยฟงประกาศออกมาเสียงดังลั่น นี้เป็นครั้งแรกที่เนี่ยฟงใช้เสียงของตนเป็นกล่าวขาน ทำให้ทุกคนรู้ว่าคนที่อยู่ในม่านทึบนั่นเป็นผู้ชายนี้เอง เมื่อยามที่เจียนซือจะประกาศราคาอีกครั้ง ทันใดนั้น! ชายชราที่นั่งด้านข้างก็ยกมือคว้าจับข้อมือของเจี่ยนซือทันที ทำให้หยุดชะงักแล้วมิได้เอ่ยสิ่งใด“ท่านเจ้าสำนัก! เม็ดยาที่ผู้มีลมปราณราชันย์ยังไม่ได้นำออกประมูล ข้าเกรงว่า...ท่านควรปล่อยหนังสือเล่มนั้นไป บางทีคนผู้นั้นอาจจะเป็นเจ้าของหนังสือ แล้วสร้างหลุมพรางขึ้นมาจนผู้อื่นอยากได้ ท่านอย่าได้หลงกลเด็ดขาด” เมื่อได้ยินคำเตือนของชายชรา เจี่ยนซือก็ประสานมือคำนับทันที “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่กล่าวเตือน” ชายชราผู้นี้คือผู้อาวุโสของสำนักเต่าทมิฬ ซึ่งในอดีตเขาเป็นถึงเจ้าสำนักคนเก่าของสำนัก ดังนั้นเจียนซือจึงมีเคารพต่อเขาเป็นอย่างมาก และเชื่อฟังอย่างที่สุดเวลาผ่านไปถึงสามลมหายใจ เมื่อไม่มีผู้ใดขานราคาต่อ หญิงสาวก็เริ่มนับทันที เมื่อนับจะครบสามไม่มีผู้ใดให้ราคาที่มากกว่าหนึ่งหมื่นตำลึงทอง บันทึกชีพจรฟ้าจึงตกเป็นของเนี่ยฟงทันที ท่ามกลางความดีใจของหญิงสาวที่ขายหนังสือเล่มนี้ออก พร้อมกับเร่งรีบให้คนนำมันไปให้เนี่ยฟงถึงห้องทันที“ต่อไปจะเป็นของชิ้นสุดท้ายของวันนี้ ของเชิญท่านหูเกอขึ้นมาบอกกล่าวด้วยตัวท่านเอง” หูเกอเดินขึ้นเวทีอย่าเงชื่องช้า บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น จ้องมองไปยังผู้ที่เข้าร่วมประมูลทุกคน ในมือทั้งสองข้างประคองถาดทองคำ ที่มีกล่องหยกล้ำค่าอยู่ในนั้นถึงสิบใบ ทันใดนั้น!! ก็ปรากฏลูกกรงเหล็กพุ่งทะยานลงมาจากด้านบนเวทีทันที อีกทั้งยังข่ายมนต์ป้องกันที่แน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน“พวกท่านอย่าแตกตื่นไป นี้เป็นเพียงการป้องกันของทางสมาคมเท่านั้น หึหึหึ! ของชิ้นนี้ข้าได้รับมาจากสหายของข้า และเพื่อความปลอดภัยของมัน ข้าไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้ในระหว่างการประมูล” หูเกอพูดขึ้นอย่างเชื่องช้า พร้อมกับรอยยิ้ม มันกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าถังต้าเหลียนเป็นสหายของตน ในขณะนั้นเองที่หูเกอเปิดฝากล่องหยกใบหนึ่งอย่างเชื่องช้า เกิดเป็นประกายแสงที่ระยิบระยับดุจดั่งหมู่ดาว กลิ่นหอมของโอสถฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้องโถง ปรากฏเม็ดยาที่ใสดุจดั่งกระจกสีน้ำตาลจางๆ จัดเรียงอย่างสวยงามสิบเม็ด บนผืนผ้ากำมะหยี่สีแดงในกล่องหยกที่สวยหรู ยิ่งเพิ่มมูลค่าของมันทวีคูณเสียงฮือฮาดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องโถง ไม่เคยมีผู้ใดที่เคยพบเห็นตัวยาที่ใสได้ถึงเพียงนี้ ยิ่งมีความใสมากเท่าใด ยิ่งหมายถึงความบริสุทธิ์ของตัวยา และแล้วผู้อาวุโสที่นั่งนิ่งมาตลอดพลันเปิดเปลือกตากว้างเท่าไข่ห่าน พยายามสูดดมกลิ่นของโอสถที่ล่องลอยมาในอากาศ ทันใดนั้นผู้อาวุโสก็กล่าวขึ้นมาทันที “เจี่ยนซือ! นั่นคือยาระดับสิบอย่างแน่นอน ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องซื้อมันมาให้ได้” เจี่ยนซือพยักหน้ารับทันที แม้แต่ซุนหวังเหว่ยยังจ้องมองจนตาค้าง ก่อนจะจ้องลงมาที่ดูยอดเงินที่เหลือในบัตรเงินสด เสียงกลืนน้ำลายของมันก็ดังขึ้นทันที ก่อนจะสั่งคนของตนให้รีบกลับไปที่สำนัก เพื่อให้เอาเงินมาเพิ่มในขณะที่ทุกผู้ทุกคนกำลังตกอยู่ในการตะลึงงัน หูเกอก็พูดออกมาทันที “ข้ามั่นใจว่าหลายท่านคงรู้แล้วว่ามันคือยาระดับสิบ ซึ่งยากเย็นในการปรุงแต่งมันขึ้นมา อีกทั้งมันคือหญ้าหางหนูที่ปรุงแต่งได้อย่างยากยิ่ง และด้วยสรรพคุณที่ช่วยให้เพิ่มพลังลมปราณ อีกทั้งฟื้นฟูพลังภายใน ย่อมดีกว่ายาทั่วไปถึงสิบเท่า หรือจะใช้มันละลายลงในอ่างอาบน้ำ ก็ยังช่วยสมานบาดแผลฉกรรจ์ได้อย่างรวดเร็ว ในการประมูลครั้งนี้! ข้าจะเริ่มประมูลมันครั้งล่ะสิบเม็ด ซึ่งราคาเริ่มต้นของมันคือ หนึ่งกล่องต่อหนึ่งหมื่นตำลึงทอง เริ่มประมูลได้!!” เสียงฮือฮาของผู้คนต่างดังสนั่นทั่วทั้งห้องโถงการประมูล นั่นคือยาระดับสิบอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะเป็นเพียงแค่หญ้าหางหนูแต่มันก็เป็นถึงตัวยาระดับสิบ ย่อมเพิ่มพลังลมปราณอย่างมหาศาล ความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์ต้องเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดด หรือบางทีอาจจะทะลุทะลวงจุดชีพจรลมปราณที่ยังตีบตันได้อย่างง่ายดาย และอีกทั้งยาระดับสิบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นในสี่จักรวรรดิมาก่อน และจำนวนของมันที่มีเพียงแค่ร้อยเม็ด พวกพรรคและสำนักใหญ่ๆ ต้องได้มันมาครอบครองให้จงได้ “สองหมื่นตำลึงทอง!!” ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน เจี่ยนซือตะโกนออกมาเสียงดังลั่นราวกับสายฟ้าฟาด การเพิ่มราคาที่เดียวหนึ่งหมื่นตำลึงทอง ยิ่งทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง ภายใต้สถานการณ์เยี่ยงนี้ ทำให้พรรคเล็กๆ ที่มีรายได้ไม่มากถึงกลับหน้าซีดเผือดเลยทีเดียว“สองหมื่นห้าพันตำลึงทอง!” ซุนหวังเหว่ยตะโกนเสียงดังตามมาติดๆ ไม่ว่าอย่างไรมันต้องได้อย่างน้อยหนึ่งในสิบกล่อง ทำให้พรรคและสำนักระดับกลางถึงกับสิ้นหวังทันที“สามหมื่นตำลึงทอง!” เสียงของชายหนุ่มปริศนาดังขึ้นมาหลังผ้าม่านทึบ เป็นเนี่ยฟงที่ขานประกาศราคาออกมา ท่ามกลางสายตาของเจี่ยนซือ และซุนหวังเหว่ยที่เหลือบมองไปพร้อมกัน เนี่ยฟงเริ่มแผนการปั่นราคาอีกครั้ง ท่ามกลางรอยยิ้มของหูเกอ พลางคิดในใจว่าชายหนุ่มผู้นี้ฉลาดล้ำลึก สมกับเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ บรรยากาศภายในห้องโถงการประมูลเริ่มเร่าร้อนและดุเดือด ทำให้หูเกอไม่สามารถหุบยิ้มของตนลงได้ ในยามนี้ราคาเม็ดยาหางหนูระดับสิบหนึ่งกล่อง มีค่าถึงห้าหมื่นตำลึงทอง ซึ่งผู้ที่ให้ราคานั้นคือเจี่ยนซือแห่งสำนักเต่าทมิฬ ภายในห้องโถงประมูลเงียบกริบดุจดั่งป้าช้า ทันใดนั้นหูเกอก็เริ่มนับทันที “ห้าหมื่นตำลึงทองครั้งที่หนึ่ง....ห้าหมื่นตำลึงทองครั้งที่สอง...ห้าหมื่นตำลึงทอง...ครั้งที่สาม!!! ขาย!! ให้เจ้าสำนักเจี่ยนซือ แห่งสำนักเต่าทมิฬ” ยาชุดแรกตกเป็นของเจี่ยนซือ เจ้าสำนักเต่าทมิฬ เพียงแค่ยาชุดเดียวก็ทำให้หูเกอได้ค่ากล่องหยก ค่าหม้อปรุงยา และค่าแก่นอสูรเพลิงคืน ย่อมหมายความว่ากล่องที่เหลืออีกเก้าใบ ย่อมเป็นกำไรมหาศาล แม้พยายามจะข่มยิ้มป่านใด แต่แววตาของหูเกอแสดงออกมาถึงความดีใจอย่างชัดเจน ผิดกับเนี่ยฟงที่กำลังตื่นเต้นจนตัวสั่นเทา ยิ้นจนปากฉีกถึงรูหู เมื่อคิดถึงเงินทองมากมายมหาศาล หากไม่ได้หมวกม่านปิดบังใบหน้า หญิงสาวที่คอยรับใช้ทั้งสอง ต้องคิดว่าเนี่ยฟงโรคจิตเป็นแน่การประมูลยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง การประมูลตัวยาแต่ละครั้งนั้น ราคาของมันไม่ต่ำกว่าสี่หมื่นตำลึงทอง หากมีกล่องใดราคาต่ำกว่าสี่หมื่นตำลึงทอง เนี่ยฟงก็จะปั่นราคาของมันทันที เมื่อเห็นราคาถึงสูงขึ้นของเม็ดยาระดับสิบ พวกพรรคหรือสำนักเล็กๆ เริ่มจับมือกัน ลงขันเพื่อให้ได้มันมา จนยาระดับสิบถูกประมูลไปทั้งหมด ซึ่งเจี่ยนซือได้ไปทั้งหมดสี่กล่อง และซุนหวังเหว่ยได้ไปสามกล่อง พรรคเล็กๆ สองพรรค ที่ร่วมด้วยช่วยกันลงขันประมูล ก็ได้ไปพรรคละหนึ่งกล่อง และกล่องสุดท้ายนั้นเป็นของพ่อค้าที่ลงขันช่วยกันประมูลเช่นกัน แม้เจี่ยนซือและซุนหวังเหว่ยจะแอบเสียดาย แต่ด้วยเงินที่พกมาใกล้ถึงขีดจำกัด จึงจำเป็นต้องปล่อยไปการประมูลเสร็จสิ้นสิ้นลง ท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้ประมูลตัวยาได้ เมื่อยาถูกนำแจกจ่ายแก่ผู้ประมูลได้ ความตึงเครียดก็ปรากฏขึ้นภายในห้องโถงทันที พร้อมกับผู้คุ้มกันที่ต่างลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกมันต้องทุ่มตัวสุดชีวิตเพื่อปกป้องตัวยา

    คล้ายกับเรื่องจอมหมัดราชันย์ ที่คุณอ่าน