“ไง ตกใจมากรึไงเจ้าเพื่อนทรยศ ใช้ประโยชน์อะไรจากนางไปบ้างแล้วล่ะยาฟื้นพลังหรือว่ายาแก้พิษจากลมหายของพวกไคร์มเมอร์” รีสเย้ยหยัน
“ฉันไม่เคยใช้ประโยชน์อะไรจากชีน่าฉันเพียงแต่อยากให้เธอฟื้นขึ้นมาเท่านั้น” อีรอสยืนยันแม้รอยยิ้มของเขาจะหายไปจากใบหน้าแล้วก็ตาม
“เธอตายไปแล้วตายไปนานแล้วถ้าหางอีกสองของข้ายังอยู่ก็คงชุบชีวิตเธอขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่ชีวิตนั้นข้าให้ไปกับคนที่ทรยศเผ่าพันธุ์ของข้าและราชินีของข้าอย่างร้ายกาจไปแล้ว” รีสคำราม
“ฉันจะไม่ขอให้นายเชื่อหรือเข้าใจในสิ่งที่ฉันทำแต่ที่ฉันอยากจะบอกนายคือฉันไม่เคยคิดจะทำลายเผ่าพันธุ์ของนาย” อีรอสยืนยันหนักแน่นขึ้น
“โกหก! ไม่เคยรึ ใครกันที่มันบอกโฮล์เบเรียสว่าพวกข้าหลบซ่อนอยู่หนใดตอนเกิดสงครามมังกรใครกันที่รักตัวกลัวตายจนลวงชีน่าออกไปตายแทนข้าเจ้าขายความลับให้พวกมันจนพวกข้าจำต้องหลบไปอาศัยอยู่ภายใต้จมูกของโฮล์เบเรียสกับพวกสวะไคร์มเมอร์สมุนใต้ห้วงนรกของมันเพียงพื้นที่แคบๆ ในหลุมอากาศนั่นให้พวกข้าได้พอมีชีวิตดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป” ร่างกายของรีสเริ่มสั่นสะท้านความเจ็บปวดจากอัญมณีและความแค้นกำลังปนเปอยู่ภายในจิตใจของเขา
“ฉันเสียใจที่ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตนายต้องเดือดร้อนถึงขนาดนั้น” แววตาของอีรอสฉายชัดอย่างที่เขาพูดแต่คนฟังก็ไม่หลงเชื่อ
“ฮึ..! เสียใจเรอะ แล้วนี่เจ้าเก็บร่างของชีน่าไว้เพื่อจะได้ใช้หางของนางต่อชีวิตให้ตัวเองด้วยหรือไม่” รีสแยกเขี้ยวคำรามทั้งความแค้นและความเจ็บปวดจากร่างกายเริ่มผสมผสานปนเปจนเขาแยกแทบไม่ออกว่าอันไหนทำให้เขาเจ็บปวดมากกว่ากัน
“ฉันพยายามจะชุบชีวิตชีน่าไม่ใช่หวังประโยชน์จากหางของราชาหรือราชินีวูฟวิงค์แม้ว่ามันจะคืนชีวิตให้ฉันได้หากฉันตายไปอีกหนก็ตามฉันก็ไม่เคยคิดจะใช้มันเลย” น้ำเสียงอีรอสกดต่ำลงอย่างขมขื่น
“ชุบชีวิตเหรอ แม้จะเป็นหมอเทวดาอย่างเจ้าที่เขาเล่าลือก็ไม่มีทางชุบชีวิตนางขึ้นมาได้เพราะเธอไม่ได้ตายจากการต่อสู้ธรรมดาแต่เธอตายเพราะจุมพิตมังกรของโฮล์เบเรียสที่เจ้าลวงนางไปให้มันแต่ตอนนี้เจ้าตายได้และคงไม่มีใครชุบชีวิตเจ้าได้อีกเพราะเจ้าพูดเองว่าจะไม่ใช้หางของเธอเพราะฉะนั้นอสุรเทวานอกรีตอย่างเจ้าก็จงตายด้วยพิษจากเขี้ยวของข้าก็แล้วกัน” รีสสยายปีกออกพร้อมสู้
“นายไม่คิดจะเชื่อฉันจริง ๆ สินะ ได้ถ้าอย่างนั้นก็ลงมือเถอะ” อีรอสสะบัดสองแขนไปข้างลำตัวเคียวคู่คมปราบก็เลื่อนออกมาจากแขนเสื้อของเขาทันทีอีรอสก้าวออกมาจากประตูหนึ่งก้าวก่อนมันจะปิดลงพร้อมกับเถาไม้ที่คืบคลานคืนที่เดิมแต่รีสก็พ่นลูกไฟออกไปทำลายจนประตูนั้นพังพินาศเสียงระเบิดดังก้องไปทั่วและอีรอสหลบลูกไฟลูกต่อๆ มาได้อย่างฉิวเฉียด
“ก้าสสสสสสสสสสส!” เสียงมังกรคำรามอย่างกราดเกรี้ยวสะท้อนดังไปทั่วทั้งปราสาทเนย่าและเพื่อน ๆ กำลังวิ่งตรงไปที่ห้องของอีรอสที่อยู่ชั้นบนสุดของตึกทางปีกขวาแต่การวิ่งผ่านบันไดวนก็กินระยะเวลานานมาก กระจกใสตามทางเดินบันไดเวียนทำให้เนย่ามองเห็นร่างมังกรสีหมอกที่กำลังบินวนไปเวียนมาและคำรามอย่างบ้าคลั่งเพราะผู้ฟูมฟักอยู่ในอันตราย
“นั่นมังกรของอาจารย์อีรอสนี่” รินรินเหนื่อยหอบแต่ก็ยังไม่วายจะวิ่งและตกตะลึงไปกับภาพมังกรขนาดใหญ่ราวกับซูมเข้าหาเธอเต็มสองตารินรินหวั่นใจเหลือเกินว่ามังกรของอีรอสจะทรงตัวได้ดีไม่ฟาดหางหรือปีกเข้าใส่กระจกทางเดินมาถูกเธอและเพื่อนๆ เข้า
มันกำลังโกรธที่อาจารย์อีรอสสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่ง” เนย่าตอบ
“เธอรู้ได้ยังไง” รินรินเอ่ยถามในขณะที่วิ่งตามคนที่ดูเหมือนไม่รู้จักเหน็ดรู้จักเหนื่อยทั้งสาม
“ก็เขากำลังพูดอยู่นี่” เนย่าก้าวขาอย่างรีบเร่งพลางตอบ
“ฉันลืมไปเธอรู้ภาษามังกรเธอคงจะได้คะแนนเต็มปีนี้ในวิชาของมาดามรีรีน” รินรินชะงักเล็กน้อยเมื่อนึกได้ถึงความสามารถของเพื่อนรัก
“เรื่องนี้เอาไว้คุยทีหลังเถอะรีบไปให้ถึงห้องของอาจารย์อีรอสก่อน” เนย่าเร่งอีก
“ตูม!”เสียงระเบิดดังขึ้นบนหัวของทุกคนมีเศษกระเบื้องชิ้นเล็กๆ ตกลงมา แค่นี้ก็พอจะทำให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องของอีรอสที่กำลังรับศึกหนัก
“ไปเร็วเข้า” เนย่าเร่งเพื่อน ๆหวังว่าอาจารย์อีรอสของเธอจะยังมีลมหายใจตอนเธอไปถึงนะ
ทั้งสี่กำลังเร่งรีบเมื่อทุกคนขึ้นมาถึงโถงทางเดินระหว่างตึกที่เชื่อมต่อกับห้องของอีรอสทุกคนก็พบกับ...
“มาดามรีรีน อาจารย์ซาร์เรีย” รินรินเอ่ยชื่อทั้งสองอย่างตกใจทำให้ทั้งคู่ต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกเพื่อมารวมกับเด็กๆ
ถ้าเธอจะมองหาอาจารย์คนอื่นล่ะก็คงไม่มีเพราะตอนนี้ถูกทางสมาพันผู้ฟูมฟักเรียกตัวไปกันหมด” มาดามรีรีนตอบ
“หนูยังไม่ได้ถามเลยค่ะ” รินรินก้มหน้าลง
“สายตาเธอมันฟ้องจ้ะว่าแต่ว่าพวกเธอมาทำอะไรที่นี่กันหอพักพวกเธออยู่อีกตึกหนึ่งฝั่งโน้นนี่ส่วนของเนย่าก็อยู่หลังปราสาทนี้” มาดามรีรีนเชิดหน้าขึ้นนิดนึงอย่างรู้ทัน พลางเอ่ยถามเด็กๆ ที่บุกรุกตึกเรียนในยามวิกาลเช่นนี้
“คือหนูมาตามรีสน่ะค่ะเขามาหาอาจารย์อีรอสเกรงว่าคงจะกำลังทะเลาะกันอยู่” เนย่าตอบพลางยิ้มเฝื่อน
“ตูม!!” เสียงระเบิดดังขึ้นอีกทำให้ทุกคนพุ่งไปที่ห้องสุดทางเดินอย่างไม่ต้องหาตำตอบกันอีก
“ประตูเปิดไม่ได้ ทนายห้องไม่อนุญาตพวกเราเหรอเนี่ย” มาดามรีรีนบ่นอย่างร้อนใจ พัดสีม่วงในมือโบกไม่หยุดราวกับจะยิ่งโหมให้ไฟในใจยิ่งลุกโชน
“เปล่าหรอกค่ะ ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สติ” เนย่าจ้องมองหน้าของมาดามรีรีนนิ่งก่อนจะเอ่ย
“เธอหมายถึงฉันเหรอเนย่า ฉันมีสติครบนะ” มาดามรีรีนโบกพัดไปมาตรงหน้าเนย่า
“หนูหมายถึงทนายห้องของอาจารย์อีรอสน่ะค่ะดูเหมือนเธอจะถูกสะกดให้หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น” เนย่าวิเคราะห์จากภาพที่เธอเห็น
“นี่เธอมองเห็นเหรอ” รอยย่นที่มุมปากของมาดามรีรีนถึงกับกระตุกด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ค่ะ ทุกห้องเลยด้วยตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้วค่ะ”เนย่าตอบตามจริง แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลามาอธิบายเธอต้องช่วยอาจารย์อีรอสก่อน
“เด็กอะไรเนี่ย ฉันจะเป็นลม” มาดามรีรีนถึงกับเอาพัดตบศีรษะตัวเองหลายทีเพราะไม่อยากจะเชื่อไม่แพ้รินรินที่ยืนอึ้งไปสามวิส่วนสองหนุ่มและหนึ่งอาจารย์ดูเหมือนจะไม่แปลกใจเท่าไรนัก
“เรื่องนี้เอาไว้คุยกันที่หลังเถอะว่าแต่เราจะเข้าไปช่วยอีรอสได้อย่างไรพลังสะกดของพวกวูฟวิงค์กินเวลาไม่ต่ำกว่ารุ่งสางพรุ่งนี้แน่” ซาร์เรียเอ่ยขึ้นในที่สุดคิ้วสวยที่ขมวดปมทำให้รู้ว่าเธอร้อนใจแค่ไหน
“หนูผ่านได้ค่ะ” เนย่าฉีกยิ้ม
“ยังไง” ทุกคนพุ่งสายตาไปที่เธอก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อร่างของเนย่าค่อยๆ กลายเป็นเม็ดทรายลงไปกองอยู่ที่พื้นแล้วลอดเข้าไปใต้ช่องประตูเล็กแคบนั้น
“พรของซาร์ฟินสินะ” เซนดรินว่า
เก่งสุดยอดไปเลยเพื่อนฉันหนูคิดว่าเนย่าจัดการได้ค่ะไม่ต้องห่วงที่เราต้องทำต่อจากนี้ก็คือรอค่ะ” รินรินเอ่ยชมเพื่อนก่อนจะหันไปเห็นสายตาสงสัยจากทุกคนจึงเอ่ยให้สบายใจ
ภายในห้องภาพที่เนย่าเห็นคืออีรอสกับรีสปะทะกันอย่างดุเดือดรีสกระโจนใส่อีรอสที่ดูเหมือนเขาทำเพียงปัดป้องกรงเล็บและคมเขี้ยวของรีสเท่านั้นแม้เขาจะมีเคียวคู่อยู่ในมือ
“รีสหยุดนะ” เนย่าตะโกนสั่งในขณะที่กำลังคืนร่างเดิม
“หลบไปเนย่านี่เรื่องระหว่างข้ากับมัน” การประลองชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเนย่าเอ่ยเรียกคนที่กำลังจะพ่นลูกไฟอีกครั้ง
“แต่เขาเป็นอาจารย์ของฉัน และฉันขอให้นายหยุด” เนย่าตะโกนสั่งอีกอีรอสเซไปกระแทกกับกรอบหน้าต่างแล้ว
“ก็ดีนะที่เจ้ามา เพราะมันทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว แต่จะมีแค่ครั้งนี้แหละเนย่าที่ข้าจะขัดคำสั่งเจ้า” รีสรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจากอัญมณีที่ลดลงเพราะเนย่าอยู่ใกล้ๆ แต่เขาจะไม่เสียเวลาแก้แค้นไปอย่างแน่นอน เขาพุ่งเข้าใส่อีรอสอีกและอีรอสหลบได้อย่างหวุดหวิด
“อาจารย์อีรอสคะ” เนย่าเรียกชื่อเขาอย่างขอร้อง
“ช่างเถอะเนย่านี่อาจจะถึงเวลาที่ฉันจะต้องชดใช้” เมื่ออีรอสพูดจบรีสก็กระโจนใส่เขาทันทีและเขาไม่คิดจะหลบอีกต่อไปทำให้ทั้งคู่พุ่งทะลุหน้าต่างออกไปสู้กันต่อด้านนอก
“ชดใช้อะไรกันเล่าโธ่เอ๊ย!” เนย่าวิ่งไปเกาะขอบหน้าต่างอย่างนึกเสียดายที่ห้ามทั้งสองไม่ได้และทั้งคู่ก็ยังคงต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ เธอมองเห็นซาร์เรียมาดามรีรีนและเพื่อน ๆ ของเธอกำลังวิ่งตามทั้งคู่ไปและเธอก็จะไม่รอช้าที่จะทำอย่างนั้น
“ไม่ต้องกังวลนะผู้ฟูมฟักของเธอจะไม่เป็นอะไรอาจารย์และเพื่อนๆ ฉันกำลังตามไปช่วยแล้ว” เนย่าหันไปสบเข้ากับมังกรของอีรอสพอดีตอนเธอมาถึงระเบียงหน้าต่างและบอกกับมันมันไม่ได้ตามไปมันหยุดมองจ้องเขม็งไปที่การต่อสู้ปีกทั้งสองหุบลู่อย่างกังกลมันหันมามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะมุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้ต่อ
เนย่าทำท่าจะผละออกไปจากตรงนั้นเพื่อลงไปห้ามการต่อสู้ที่กำลังไกลออกไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็น หลังกรอบประตูที่ถูกระเบิดจนยับเยินนั่น
“นั่นอะไรน่ะ วูฟวิงค์เหรอ แต่ทำไมมีสามหางล่ะ” เนย่าค่อย ๆเดินเข้าไปใกล้ช่างงดงามจริง ๆ สีขาวสะอาดของร่างนั้นผิดกับรีสที่ขนของเขาดำสนิทแต่ความงดงามก็ไม่ต่างกัน
“เหมือนเจ้าจะลืมนะว่าข้าอยู่บนหัวเจ้าน่ะ” ชูม่าใช้หางฟาดหน้าผากเนย่าเบา ๆเพื่อเรียกสติ
“ชูม่า นายตามเข้ามาได้ยังไงเนี่ย” เนย่าสะดุ้งเมื่อรู้ว่าเป็นใคร
“พรของมังกรมีผลกับทุกอย่างที่เธอสัมผัสนั่นแหละและฉันก็อยู่บนหัวเธอตลอด” เนย่าลืมนึกไปเสียสนิทก่อนจะใช้พรของซาร์ฟินเธอไม่แปลกใจที่ชูม่ารู้เรื่องพรของมังกรเพราะเขาเป็นหมัด (มังกร) ยังไงเขาก็ต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมังกรอยู่แล้ว
“งดงามสมคำล่ำลือจริง ๆ แฮะ” ชูม่าใช้มือน้อย ๆลูบคางไปมาเมื่อมองไปยังโหลแก้วภายในห้อง
“ใครเหรอชูม่า” เนย่าถามพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้
“คู่รักของเจ้าขนปุยน่ะ” ชูม่าตอบอย่างสบาย ๆ เนย่ากอดอกเงียบรอคำตอบจากคนบนหัวเพราะชูม่าน่าจะรู้ว่าเธอจะถามอะไร
“ก็ข้าเข้าไปในหัวของหมอนั่นมา” ชูม่าตอบอย่างเสียไม่ได้เขากลัวว่าเนย่าจะหิ้วหางเขาอีกจึงรีบบอก
“อะไรนะ!” เนย่าทำเสียงสูง
“ตามนั้นแหละเอ่อ! ว่าแต่แม่ขนปุยนี่ยังไม่ตายสนิทนะดูเหมือนอีรอสยื้อเธอมานานพอดูเลย” ชูม่าเปลี่ยนเรื่องแล้วกระโดดลงมาจากหัวของเนย่าเกาะไหล่ เกาะแขนไหลลงมาเรื่อยจนลงมาอยู่บนพื้นได้สำเร็จเขาเดินเตาะแตะเข้าไปใกล้โหลแก้วมากขึ้น
“รีสโกรธอาจารย์อีรอสเพราะเธออย่างนั้นเหรอ” เนย่าเดินตามชูม่าเข้าไปใกล้เธอบ้าง
“ก็นะ...จากที่ข้าเข้าไปในความทรงจำหมอนั่นก่อนเกิดสงครามมังกรอีรอสกับรีสก็เป็นเพื่อนรักกันดีอยู่หรอกแต่ดูเหมือนว่าอีรอสจะขายความลับที่รีสกับพรรคพวกเข้าร่วมกองทัพไฮดราน่ะแถมลวงแม่ปุยนี่ไปให้ฝ่ายตรงข้ามฆ่าก็เลยผิดใจกัน” ชูม่ากอดอกแล้วเดินสำรวจไปมาตรงหน้าโหลแก้วขนาดใหญ่
“แย่จังนะ” เนย่าคุกเข่าลงจะได้ฟังชูม่าอย่างถนัดขึ้น
“เจ้าปุยนั่นน่ะเห็นอย่างนั้นเขาเป็นถึงราชาของพวกวูฟวิงค์เชียวนะส่วนแม่ปุยนี่ก็ราชินีแต่พอสิ้นราชินีพวกวูฟวิงค์ก็ยิ่งโกรธแค้นและลุกฮือช่วยกองทัพไฮดราอย่างเต็มที่ก็เลยตายกันมากมายแต่พวกฝ่ายกบฎเยอะกว่าแถมมีหนอนบ่อนไส้จึงทำให้สูญเสียราชาและราชินีมังกรไปกองทัพไฮดราจึงพ่ายแพ้พวกพันธมิตรของกองทัพไฮดราที่เหลือก็ถูกโฮล์เบเรียสไล่ล่า เพื่อกำจัดขวากหนามในการขึ้นครองบัลลังก์เจ้าปุยกับพวกวูฟวิงค์ที่เหลือรอดก็เลยต้องไปหลบอยู่ใต้จมูกของโฮล์เบเรียสเพราะที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดไง” ชูม่าหยุดเดินแล้วหันมาอธิบายให้เนย่าฟังด้วยท่าทีสบายๆ
“ในหลุมอากาศเนี่ยนะ” เนย่าตะแคงคออย่างสังสัย
“ช่ายแต่ลึกลงไปใต้หลุมอากาศอีกทีเป็นแหล่งอาศัยของพวกไคร์มเมอร์สมุนใต้นรกที่เชื่อฟังและรับใช้โฮล์เบเรียสนะ”
“ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย” เนย่าถอนหายใจอย่างนึกสงสารพวกวูฟวิงค์
“ก็แน่ล่ะเหตุนี้เจ้าปุยถึงแค้นอีรอสมากไงเพราะคิดว่าอีรอสขายความลับให้โฮล์เบเรียส”
“จริงสิเขาสู้กันอยู่นี่นาแต่ว่าถ้าเธอฟื้นรีสก็คงจะไม่ทำร้ายอาจารย์สินะ” ทางแก้ง่ายนิดเดียวเอง
“ก็ยังไม่แน่นะ” ชูม่าไหวปีก
“งั้นฉันจะช่วยเอง” เนย่ายืนขึ้นด้วยท่าทีมั่นใจ
“นี่แม่หนูตาเขียวฉันจะบอกไว้อย่างนะว่าแม่ปุยเนี่ยไม่ได้ตายแบบธรรมดานะ เธอถูกจุมพิตมังกร” ชูม่าเท้าสะเอวมองคนตัวสูงกว่าอย่างขัดใจเด็กนี่ทำอะไรไม่ค่อยคิดเลยในความคิดของเขา
เขามองดูภาพเด็กหญิงกำลังกุลีกุจอหาทางปล่อยแม่ปุยนุ่นออกมาอย่างนึกขันยายเด็กนี่คิดว่ามันง่ายไปเสียหมดรึไงนะ คิดตื้นชะมัด
“ได้ไงมังกรจูบหมาได้ด้วยเหรอ” เนย่ากระแทกก้นนั่งลงอีกครั้งตรงหน้าชูม่าอย่างสงสัย
“ไม่ใช่จูบจุมพิตมังกรคือการที่มังกรแบ่งเสี้ยวหนึ่งของดวงจิตตัวเองฝังไว้ในวิญญานของคนอื่นในห้วงนิมิตซึ่งตอนนี้วิญญาณของแม่ปุยเนี่ยมีส่วนหนึ่งของโฮล์เบเรียสฝังอยู่”
“มันก็ค่อนข้างซับซ้อนน่ะนะที่โฮล์เบเรียสทำอย่างนี้ก็เพราะว่าเมื่อร่างของเจ้าของวิญญาณตายไปก็ยังไม่มีใครที่สามารถฆ่าโฮล์เบเรียสได้อยู่ดีเพราะไม่มีศัตรูของโฮล์เบเรียสคนไหนจับต้องหรือมองเห็นดวงวิญญาณได้นอกจากพวกยมทูตไม่ว่าวิญญาณของแม่ปุยเนี่ยลอยไปอยู่ภพภูมิใดก็ไม่มีใครรู้และไม่มีใครพบเห็นได้ก็ไม่มีใครฆ่าโฮล์เบเรียสได้ไง”
“เพราะฉะนั้นโฮล์เบเรียสจะห่วงอยู่เรื่องเดียวคือคนที่ใช้ภาษาบรรพกาลได้เพราะคนนั้นจะสามารถต่อรองกับภพทุกภพได้ไงล่ะแม้แต่ภพแห่งความตาย” ชูม่าส่ายหัวอย่างระอาก่อนจะอธิบายอย่างตั้งใจเพื่อให้การสื่อสารของเขาเข้าหัวยายหนูตาเขียวที่เอาแต่เกาหัวและกรอกตาไปมาอย่างพยายามคิดตาม
“ถ้าอย่างนั้นที่โฮล์เบเรียสส่งคนมาเล่นงานฉันก็เพราะฉันใช้ภาษาบรรพกาลได้งั้นสิ” เนย่าเหมือนจะปะติดปะต่อเรื่องได้ในที่สุด
“ก็คงจะอย่างนั้นน่ะนะ และน่าจะยังมีมาอีกไม่ได้มีแค่พวกสมุนโฮล์เบเรียสหรอกที่จะเล่นงานเจ้าพวกที่ล่วงรู้และไม่ไว้ใจเจ้าเรื่องภาษาบรรพกาลก็จะมาร่วมวงรุมกินโต้ะเจ้าด้วย” ชูม่าถอนหายใจแสดงว่าที่เขาพูดไปยายหนูนี่เข้าใจจะว่าไปเธอก็ไม่ได้โง่เท่าไร
“มิน่าล่ะพวกผู้ครองธาตุถึงกังวลเลยหลงลมปากของเขาง่าย ๆแต่โฮล์เบเรียสรู้เรื่องฉันได้ยังไงในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ที่นี่...หนอนบ่อนไส้ ในนี้มีหนอนงั้นอาจารย์อีรอสอาจจะเป็น...ไม่จริงฉันต้องหาคำตอบแต่ก่อนอื่นฉันต้องทำให้เธอฟื้นเพื่อให้รีสหยุดลงมือถ้านำวิญญาณเธอคืนร่างได้ก็จบสินะแล้วฉันจะมีทางนำวิญญาณของเธอคืนมายังไงล่ะ” เนย่าต่อติดเรื่องราวได้เรื่อย ๆแต่เธอยังไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะได้คำตอบจากปากของอีรอสว่าเขาเป็นคนของโฮล์เบเรียสรึเปล่า
“มีสิ” ชูม่าเอ่ยขึ้น
“ยังไง” เนย่าเอ่ยถาม อยู่ ๆร่างของชูม่าก็ลอยขึ้นดวงตาพริ้มลง แสงว่างสีเงินล้อมรอบตัวเขาก่อนจะเอ่ยวาจา
“ ‘เพียงเสี้ยวหนึ่งแห่งศาตรา หนึ่งชีวาจะฟื้นคืน’ ”
“ชูม่านายเป็นอะไรไปน่ะ” เนย่าโบกมือไปมาตรงหน้าคนที่ลอยอยู่
“อะไร ฉันเป็นอะไร” ชูม่าลอยลงพื้นอย่างแผ่วเบาและเมื่อเขาลืมตาก็ทำท่าฉงนฉงาย
“เมื่อกี้นายลอยขึ้นแล้วก็พูดแปลก ๆ” เนย่าถูคางไปมาอย่างใช้ความคิด
“แปลกยังไงล่ะถ้าเจ้าจับใจความในตอนนั้นได้เจ้าอาจจะพบวิธีก็ได้นะ” ชูม่าทำทีเป็นสำรวจเล็บมือของตัวเอง
“นายพูดว่า เพียงเสี้ยวหนึ่งแห่งศาสตรา หนึ่งชีวาจะฟื้นคืนศาสตราที่ว่าคงเป็นอาวุธใช่มะ” แม้เนย่าจะสงสัยแต่ที่เธอต้องทำตอนนี้คือฟังคำแนะนำของชูม่าเนย่าจับจี้ที่คอแล้วถอดมันออกมาไว้ในมือ
“นั่นเจ้าทำบ้าอะไร” ชูม่าตะแคงคอมองด้วยความสงสัย
“แบ่งครึ่งไง เสี้ยวหนึ่งของศาลตาก็อาวุธนี่คืออาวุธของฉันไง อึ้บ!” เธอลองออกแรงหักมันดูจากความบางของมันเธอคงจะหักมันได้ไม่ยากแต่ทว่าไม่ได้ผล
“บ้าจริงทำไมมันหักไม่ได้ล่ะ” เนย่าลองซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง
“อาวุธที่จะทำลายอาวุธจากมังกรได้ก็ต้องอาวุธจากพวกเดียวกันเท่านั้นน่ะ” ชูม่าส่ายหัวไปมามนุษย์นี่ช่างมีความคิดตื้นเขินเสียจริง
“อ้า! งั้นฉันจะไปยืมจากเพื่อน ๆ มา” เนย่าทำท่าจะวิ่งออกไป
“เสียใจอย่าลืมสิว่าไข่มังกรที่เธอฟูมฟักเป็นระดับราชานะอาวุธจากมังกรธรรมดาจะทำลายอาวุธของราชาได้เรอะโง่จริง ๆ เลยแฮะโซซาร์ลกับโรเกลเลือกยายนี่มาได้ยังไงนะ” ชูม่าบ่นอุบอิบในท้ายประโยค
“เอ้อ..!งั้นอาวุธที่อยู่กับรีสสินะถึงจะทำลายได้” เนย่าวิ่งตรงไปที่ระเบียงการต่อสู้ยังคงดำเนินและไกลออกไปเรื่อย ๆ
“ไกลเกินไปฉันจะไปบอกเขาเรื่องนี้ยังไงดีล่ะ” เนย่ากระวนกระวายร้อนใจ
“เธอสื่อกับเจ้านั่นไม่ได้รึไงเนี่ย” เขาจะถอนคำพูดที่ว่าเธอไม่ค่อยโง่เท่าไรดีไหมนะ
“เขาปิดกั้นฉันจากทุกทางถ้าฉันทำได้ป่านนี้เขาคงจะรู้เรื่องทุกอย่างแล้วมาเองโดยที่ฉันไม่ต้องไปตามให้เหนื่อยหรอกน่าเฮ้อ!ฉันคงต้องวิ่งลงไปอีกเหรอเนี่ย” เนย่าถอนหายใจก่อนจะจับชูม่ามาวางไว้บนหัวแล้วเตรียมวิ่งลงไปทางเดิม
“เฮ้อ! ต้องให้บอกทุกอย่างเลยไหมว่าเธอใช้เวทย์ลมจากวีดาน่าพาเธอลงไปได้เนี่ย” ชูม่ากรอกตาไปมา ไม่อยากจะเชื่อเลยเวลาคับขันยายนี่ยังทำตัวประสาทแบบนี้ไม่มีความคิดดี ๆ ในหัวบ้างรึไงหนอมนุษย์
“นี่!หวังว่านายคงไม่เข้ามาในหัวฉันจนรู้หมดทุกอย่างหรอกนะ” เนย่าจับหางเขามาห้อยหัวเล่นอยู่ตรงหน้าทั้งที่เขายังคงกอดอกอยู่และถ้าเธอรู้ว่าชูม่ายุ่มย่ามในสมองเธอจริงรับรองได้เธอจะปาเขาทิ้งเหมือนก้อนหินสกปรกๆ เลย
“แหม ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า เอ้า! เร็วเข้าสิจะไปตามเจ้าปุยนั่นไม่ใช่หรือไง” ชูม่าเสหลบสายตาไปทางอื่นแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องยายเด็กโหดนี่คิดจะปาเขาทิ้งเชียวหรือขืนบอกความจริงว่ารู้เขาคงได้ไปกองอยู่กับบ่อโคลนข้างล่างปราสาทแน่
เนย่าหลับตาลงไม่กี่อึดใจเงาสีขาวคล้ายกับปีกผีเสื้อขนาดใหญ่ก็โบยบินมาทาบทับร่างของเด็กหญิงที่กลางหลังก่อนจะพาเธอและชูม่าบินจากระเบียงเข้าไปใกล้บริเวนที่รีสและอีรอสกำลังต่อสู้กัน