จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 91 เพิ่งถึงเมืองเหยียนหลินแหวนมิติก็ถูกขโมย?!

            มณฑลเป่ยเหยียนตั้งอยู่สุดขอบอาณาจักรเทียนหุนในช่วงเดือนแปดเช่นนี้มณฑลเป่ยเหยียนอยู่ในช่วงหน้าแล้งอันยาวนานอากาศร้อนแผดเผาตลอดทั้งวันราวกับทั้งโลกอยู่ในเตา

            เมืองเหยียนหลินเป็นเมืองหลวงของมณฑลเป่ยเหยียนทั้งยังเป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรืองที่สุดของมณฑล อาศัยดวงตาเพียงข้างเดียวมองลงจากยอดเขาก็ยังไม่อาจมองเห็นเมืองอันใหญ่โตนี้ได้ทั่วส่วนที่โดดเด่นที่สุดของเมืองคือบริเวณนอกกำแพงเมือง มีแท่งศิลานับไม่ถ้วนเรียงรายแน่นขนัดอยู่ทุกแห่งหนดูราวกับผ้าขนสัตว์บ้างสูงบ้างต่ำเตี้ยดูไปคล้ายกับป่าที่ประกอบจากแท่งศิลา ทั้งเมืองเหยียนหลินถูก’ปกป้อง’จากป่าศิลานี้เอง

            ยามตะวันเริ่มลาลับความร้อนแผดเผาและอากาศที่ร้อนแทบตายก็ลดอุณหภูมิลง บนถนนด้านใต้ของเมืองเหยียนหลินปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่งในชุดคลุมสีขาวสวมหมวกฟางมันเดินฝ่าแสงแดดยามสนธยามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองอย่างแช่มช้า

            ชายหนุ่มเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยหมวกฟางเก่าคร่ำคร่า สองมือซ่อนจากสายตา และผมที่ตัดสั้นเรียบร้อยมองไปไม่เป็นที่สะดุดตาแต่กระนั้นด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยวจริงจังกลับให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือแก่ผู้พบเห็น

            ชายหนุ่มผู้นี้คือไป๋หยุนเฟยจากเมืองชุ่ยหลิวถึงที่นี่มันมักจะเลือกใช้เส้นทางหลักตลอดทางมานี้ล้วนปราศจากอันตรายอันใดจึงไม่เร่งรีบเดินทางทั้งยังรู้สึกเสียดายที่ต้องเร่งร้อนเดินทางในช่วงเริ่มต้นออกเดินทางอย่างแช่มช้าแต่ไม่ช้าเกินไป หลังผ่านการเดินทางมันก็ปรับตัวให้คุ้นเคยกับโลกภายนอกได้ใช้เวลาเดือนเศษในที่สุดก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลเป่ยเหยียนได้

            เหตุผลที่ใช้คำว่า’มักจะ’ก็เพราะเมื่อยี่สิบวันก่อน ไป๋หยุนเฟยเลือกใช้เส้นทาง“ชัดเจนและไม่มีทางหลงได้” ซึ่งต่างจากเส้นทางจากเดิม ผ่านไปครึ่งวันชายหนุ่มจึงสำนึกได้ว่าเส้นทางไม่ได้เป็นเช่นแผนที่ระบุมันหลงทางจนเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในป่าไป๋หยุนเฟยจึงตระหนักได้ว่าผิดทางแล้ว มันคาดว่าจะหาเส้นทางได้โดยเร็วแต่สุดท้าย...  

            หลังจากเดินอยู่หนึ่งวันเต็มในที่สุดมันก็หาทางออกจากป่าอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้านี้ได้ และนับว่าเป็นโชคดีที่ได้พบโรงเตี๊ยมตั้งอยู่ชายป่าแม้ความจริงที่ว่ามีโรงเตี๊ยมในที่นี้นั้นน่าสงสัยแต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ครุ่นคิดมากความเลือกที่จะเข้าโรงเตี๊ยมเพื่อหาที่พักผ่อน

            ที่แท้มันก็มาพบ‘โรงเตี๊ยมโจร’ที่ร่ำลือกันนั่นเอง นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่ยาสลบซึ่งใส่ในน้ำให้ไป๋หยุนเฟยดื่มไม่รุนแรงนักอาจจะมีผลกับคนทั่วไปบ้างแต่กับไป๋หยุนเฟยซึ่งบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางเพียงโคจรพลังวิญญาณก็ขับฤทธิ์ยาออกหมดสิ้นเหล่าคนร้ายที่ดวงตาทอประกายมุ่งร้ายจึงถูกไป๋หยุนเฟยทุบตีจนร้องหาบิดามารดาขณะพยายามหลบหนี

            พวกมันสาบานด้วยน้ำมูกน้ำตานองหน้าว่าเพียงหวังทรัพย์สินไม่เคยทำร้ายผู้ใดหลังจากไป๋หยุนเฟยยืนยันคำพูดว่าพวกมันไม่ได้โกหกแล้วจึงปล่อยตัวไปหากไป๋หยุนเฟยมีจิตใจชิงชังความชั่วร้ายดุจศัตรูคู่แค้นคงเผาพวกมันเป็นเถ้าถ่านคาที่ไปแล้ว

            หลังจากหาทางกลับเส้นทางหลักได้อย่างยากเย็นไป๋หยุนเฟยก็ตัดสินใจว่าหากไม่มีคนนำทางให้ มันจะไม่ออกจากเส้นทางหลักเป็นอันขาด

            จากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงเดินทางราวเพลิดเพลินกับถนนหนทางในที่สุดมันก็เดินทางมาถึงมณฑลเป่ยเหยียนหลังออกจากเมืองชุ่ยหลิวได้สี่สิบวัน

            เมื่อมองไปยังป่าศิลาและเมืองที่ถูกรายล้อมอยู่ด้านบนไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกตะลึงลาน นี่เป็นภาพที่มันไม่เคยพบเห็นมาก่อน เพียงเห็นความใหญ่โตอันน่าเกรงขามก็ทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกตื่นเต้นความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็บรรเทาเบาบางลง

            “มาได้ครึ่งทางแล้ว!ข้าจะพักที่เมืองนี้สักสองวันค่อยเดินทางต่อ คาดว่าอีกไม่นานจะถึงมณฑลผิงชวนจากนั้นก็ไปยังสำนักช่างประดิษฐ์!” ไป๋หยุนเฟยเร่งฝีเท้าเดินไปยังตัวเมืองให้เร็วขึ้น

            เมื่อเข้าใกล้ป่าศิลาไป๋หยุนเฟยจึงพบว่าเสาศิลาแต่ละต้นตั้งห่างกันไม่น้อย ศิลาบางต้นสูงหลายสิบวาบางต้นเท่าคนที่ต่ำเตี้ยผู้หนึ่ง และบางต้นกว้างจนต้องใช้หลายคนโอบ ยังมีบางต้นคล้ายกับเป็นแท่งศิลางอกยื่นออกมาจากพื้นขณะที่บางต้นถูกฝังลึกอยู่ในพื้นดิน แต่ไม่ว่าต้นไหนก็ดูเหมือนว่าจะไม่ง่อนแง่นถล่มลงมาในเร็ววัน

            จากป่าศิลาไปจนถึงประตูเมืองเป็นเส้นทางตรงดิ่งยามเดินผ่านหมู่ศิลาให้ความรู้สึกราวกับเป็นองครักษ์ที่ยืนส่งสายตาอยู่ด้านข้างคล้ายดั่งว่าพวกมันรอต้อนรับอยู่

            หลังจากเข้าสู่เมือง ไป๋หยุนเฟยก็ถูกทักทายด้วยความรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนที่ผ่านมามันคิดว่าเมืองชุ่ยหลิวเจริญรุ่งเรืองที่สุดแล้วแต่เมื่อเทียบกับเมืองเหยียนหลินแล้ว เมืองชุ่ยหลิวก็เป็นเพียงหิ่งห้อยที่เทียบกับแสงจันทร์

            ในด้านความกว้างของถนนนั้นถนนในเมืองเหยียนหลินกว้างถึงสองเท่าของเมืองชุ่ยหลิวรถม้าห้าหกคันยังไม่พอจะเต็มถนนในตัวเมืองได้แม้แต่ยามค่ำคืนก็ยังปรากฏผู้คนเดินขวักไขว่ บางครั้งถึงกับมีรถม้าวิ่งสวนกันส่งเสียงดังสนั่น

            สองฟากถนนเป็นตึกรามตั้งเรียงรายสุดลูกหูลูกตาไม่เพียงไม่มืดมิดแต่ทุกตึกยังปรากฏแสงจากโคมไฟที่เรียงรายสว่างไสวมองจากที่ห่างไกลภายในตึกยังสว่างยิ่งกว่าด้านนอกอีก

            ไป๋หยุนเฟยมองดูอาคารสามชั้นหลังหนึ่งด้านบนสุดเป็นป้ายขนาดมหึมาเขียนว่า “ม่ายตังเปา*” --- เห็นได้ชัดว่าเป็นร้านที่ขายซาลาเปาโดยเฉพาะภายในอาคารเนืองแน่นด้วยผู้คน --- การค้าของที่นี่ต้องรุ่งเรืองอย่างยิ่งกลิ่นของซาลาเปาเนื้อโชยออกมาถึงด้านนอก ผู้คนที่ผ่านไปมาอดไม่ได้ต้องขยับจมูกยามได้กลิ่นหอมคนจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งเข้าเมืองมาและกำลังหิวโหยระหว่างเดินทางเมื่อพบเห็นล้วนตาเป็นประกายก่อนจะเข้าร้านไป

            ไป๋หยุนเฟยนึกดูก็รู้สึกหิวโหยเมื่อลองใคร่ครวญดูอีกครั้งก็เห็นว่าร้านนี้นับว่าดีกว่า‘ร้านซาลาเปาสุขสันต์’ที่เคยใช้บริการมากมายนัก จึงเดินเข้าไปทันที

            หลังจากมีพนักงานต้อนรับหญิงนำทางขึ้นไปยังชั้นที่สองแล้วไป๋หยุนเฟยจึงให้แนะนำซาลาเปามาสักหลายชนิด เมื่อมีพนักงานหญิงคอยปรนนิบัติไป๋หยุนเฟยจึงดื่มกินราวกับราชาในที่สุดชายหนุ่มก็เข้าใจแล้วว่าไฉนร้านนี้จึงมีลูกค้ามากมายปานนี้ เมื่อได้รับประทานซาลาเปาที่พิเศษเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องพึงพอใจ

            หลังจากจัดการซาลาเปาทั้งสิบลูกบนโต๊ะหมดไป๋หยุนเฟยจิบชาอย่างพอใจเมื่อใช้ไม้จิ้มฟันแคะฟันเสร็จจึงเรียกชำระเงิน

            ขณะลุกขึ้นจากโต๊ะไป๋หยุนเฟยหยิบเงินจ่ายเหรียญแก่พนักงานไปไม่น้อยขณะหันกายเดินลงจากชั้นบนออกจากร้าน ถุงใส่เงินในมือมันก็หายวับไป

            ด้วยความเบิกบานไป๋หยุนเฟยจึงไม่ได้ระวังตัวยามออกจากร้านขณะที่นำถุงใส่เงินออกจากแหวนช่องมิติ ชายวัยกลางคนผมยุ่งเหยิงท่าทางธรรมดากำลังลอบมองจากมุมของชั้นสองยามมองเห็นถุงใส่เงินหายวับไปดวงตามันก็ฉายแววตื่นเต้น

            ยามที่ไป๋หยุนเฟยเดินลงสู่ชั้นล่าง ชายผู้นั้นก็ยืนขึ้นจ่ายเงินและตามติดไป๋หยุนเฟยอย่างใกล้ชิดเป็นถึงภูตวิญญาณระดับกลางแต่ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ระวังตัวแม้แต่น้อย

            บนถนนยังคงสว่างไสวเนื่องด้วยยังหัวค่ำผู้คนมากหลายยังเดินขวักไขว่ ไป๋หยุนเฟยไม่รีบร้อนหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนจึงตัดสินใจเดินเล่นชมเมืองและซื้อหาสิ่งของก่อน

            ผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปไป๋หยุนเฟยก็พบว่าในเมืองนี้มีผู้ฝึกปรือวิญญาณมากมายนัก!

            พลังวิญญาณอันเปี่ยมล้นและเป็นเอกลักษณ์ของผู้ฝึกปรือวิญญาณมักจะสั่นไหวต่อผู้ฝึกปรือวิญญาณด้วยกันแม้ไม่ถึงขั้นประเมินความแข็งแกร่งที่แท้จริงของผู้ฝึกปรือวิญญาณออกขอเพียงพลังไม่ต่างชั้นจนเกินไป ก็ย่อมสามารถบอกได้ว่าคนใดเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ

            ไป๋หยุนเฟยพบเห็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่โอหังหลายคนไม่คิดจะปิดบังพลังของตนมิหนำซ้ำยังใช้พลังข่มขวัญผู้คนให้หลีกทางด้วยความรำคาญดูท่าผู้ฝึกปรือวิญญาณเหล่านี้มักจะทำเช่นนี้เสมอ พวกมันเดินพลางหัวเราะอย่างโอหังราวกับบนถนนมีมันเป็นผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

            “แม้แต่ปัจเจกวิญญาณระดับกลางก็กล้าโอหังปานนี้?หรือพวกมันไม่กลัวจะล่วงเกินผู้ฝึกปรือวิญญาณคนอื่น? บางที...พวกมันจะมีผู้หนุนหลังอันยิ่งใหญ่ในเมืองนี้?” ไป๋หยุนเฟยหรี่ตามองดูผู้ฝึกปรือวิญญาณผู้หนึ่งโยนคนที่ไม่อาจขยับตัวหลีกทางได้ทันลงกับพื้นเมื่อเห็นว่าผู้ที่ถูกโยนโขกศีรษะกับพื้นขออภัย ไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่สั่นศีรษะหมดความคิดจะลงมืออีกมันจึงหันหลังเดินต่อไปตามถนน

            ชั่วขณะที่หันกายคนผู้หนึ่งก็ไม่อาจหลีกทางได้ทันจึงชนเข้ากับไป๋หยุนเฟย ขณะที่ตัวมันไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียวอีกฝ่ายกลับร้องสั้นๆก่อนจะล้มไปด้านหลัง

            ด้วยความตกใจไป๋หยุนฟยยื่นมือโดยสัญชาตญาณไปคว้าข้อมือฝ่ายตรงข้ามไว้ชายผู้นั้นก็ตกใจคว้ามือไป๋หยุนเฟยและถูกดึงไว้ก่อนจะล้มลงกับพื้น

            “เฮ้! เป็นอะไรของเจ้า --- จู่ๆก็หันกลับมาโดยไม่สนใจรอบข้างเลยหรือ?”ชายวัยกลางคนร่างผอมแห้งกล่าวอย่างขุ่นเคืองพลางใช้มือซ้ายนวดไหล่ขวา

            “โอ ข้าขออภัย”ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดขึ้นก่อน ไป๋หยุนเฟยได้แต่นิ่งงัน ก่อนจะกล่าวขออภัยโดยไม่โต้แย้งอันใดปล่อยให้ชายกลางคนเดินบ่นจากไป

            ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะเบาๆเลิกสนใจอีกฝ่ายและเดินต่อไปก่อนจะทันได้เดินก้าวที่สองมันก็ขมวดคิ้วอย่างสับสน

            “ข้ารู้สึกแปลกๆหรือมีบางอย่างไม่ถูกต้อง?”

            ใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะไป๋หยุนเฟยก็พลันหอบหายใจขณะยกมือขวาขึ้นมาสองตาก็เบิกค้างด้วยความแตกตื่น ปากอ้าค้างด้วยความเหลือเชื่อ

            แหวนบนมือขวา แหวนช่องมิติหายไปแล้ว!!

            --------------------------------------------------------------------------

            (*)ม่ายตังเปา เป็นการล้อเลียนชื่อแมคโดนัลด์ ซึ่งภาษาจีนจะเรียกว่าม่ายตังเหลา

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน