น้ำแกงสื่อรัก บะหมี่มัดใจ

    พบกันโดยบังเอิญ

    ในเวลาช่วงเย็นของวันนั้น รถม้าคันเล็กๆ ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากบึงกลางหุบเขาอย่างช้าๆ โดยมีอ๋องจินอู่เป็นคนบังคับรถม้าออกไป ส่วนฉีซื่อก็นอนหลับพักผ่อนอยู่ในรถม้าด้วยสภาพที่หมดเรี่ยวหมดแรง ตลอดทางที่กลับกระท่อมบรรยากาศที่เคยเงียบสงบวันนี้กลับเต็มไปด้วยความสดใส ทุกอย่างมันช่างดูสวย งดงามไปเสียหมด

    รถม้าเคลื่อนตัวมาเรื่อยๆ จนมาถึงปลายทาง อ๋องจินอู่จึงหันไปปลุกอีกคนที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในรถม้าให้ตื่น จากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินเข้าไปตามปกติ จนกระทั่งมาถึงบริเวณประตูหน้าบ้าน อ๋องจินอู่และฉีซื่อกลับได้ยินเสียงของคนบางคนกำลังพูดคุยกันอยู่ในบ้าน แม้จะจับใจความในบทสนทนาไม่ได้แต่ก็ได้ยินเสียง อ๋องจินอู่เลยเดินเอาตัวเองออกมากันฉีซื่อเอาไว้ พร้อมกับชักกระบี่ออกมา เตรียมตัวจู่โจมก่อน พร้อมกับยกขาขึ้นเตรียมจะถีบประตูบ้านเพื่อพังเข้าไป


    ... แย่แล้ว พี่จินกำลังจะพังประตูบ้าน ไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ...


    ฉีซื่อวิ่งพรวดเข้ามาขวางพร้อมกับจับขาอ๋องจินอู่ไว้ทันที ทำเอาอีกคนต้องรีบชักขากลับอย่างไว เดี๋ยวจะพลั้งไปถีบคนแทนไม่ใช่ประตู ก่อนฉีซื่อจะพยายามดันอ๋องจินอู่ออกไปหน้ารั้วบ้านเพื่อเจรจา

    “พี่จิน นี่ท่านจะทำอะไร”

    “ก็จะพังประตูไง...”

    “โถ่ว! พี่จิน ท่านไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วหรือ”

    “...ไม่มี” อ๋องจินอู่ตอบสั้นๆ

    “ถ้าท่านถีบประตูพัง แล้วคืนนี้เราจะนอนยังไง เราจะนอนแบบไม่มีประตูทั้งคืนเลยน่ะ”

    “ข้าก็แค่ไปซื้อมาใส่ให้ใหม่ไง ข้ามีเงินน่ะ...”

    “มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านมีเงินหรือไม่ แต่นี่จะค่ำแล้ว จะไปซื่อที่ไหน ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงนะที่ท่านจะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ได้ดั่งใจ” ฉีซื่อพูดพลางทุบกำปั้นไปที่แขนของอ๋องจินอู่เบาๆ

    “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำยังไง...”

    “เราก็แค่เดินเข้าไปเปิดประตูก็เท่านั้น ที่มันบ้านของเราน่ะ” ฉีซื่อพูดพลางคล้องแขนอีกคนให้เดินไปด้วยกัน

    ส่วนอ๋องจินอู่ก็เดินตามไปด้วยแต่โดยดี จนกระทั่งเดินไปจนใกล้จะถึงประตูหน้าบ้าน แต่แล้วประตูนั้นก็ถูกเปิดออกโดยคนข้างใน และทันทีที่ฉีซื่อเห็นคนที่อยู่ข้างใน ทำเอาฉีซื่อน้ำตาแทบไหลวิ่งเข้าไปหาคนข้างในโดยอัตโนมัติ

    “ท่านพ่อ ท่านแม่...” ฉีซื่อวิ่งเข้าไปกอดคนที่ยืนอยู่ภายในบ้าน จากนั้นอ๋องจินอู่ก็เดินตามเข้ามาพร้อมกับเก็บกระบี่เข้าฝัก

    “อาฉี ลูกแม่ เจ้าซูบไปน่ะ” โจวหลิงหลิง หรือ ฉีหลิงหลิง มารดาของฉีซื่อ กอดบุตรชายด้วยความคิดถึง

    “ข้าน้อยฉีหลง ขอคารวะท่านอ๋อง” ฉีหลง บิดาของฉีซื่อเมื่อเห็นอ๋องจินอู่เดินเข้ามา ได้ก้มโค้งทำความเคารพ ก่อนมารดาของฉีซื่อร่วมกันทำความเคารพด้วยอีกคน

    “พวกท่านไม่ต้องมากพิธีหรอก ทำตัวตามสบายเถอะ”

    “ทะ ทะ ท่านอ๋อง... เขาคือ ท่านอ๋องหรือขอรับ...” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ ตกตะลึงในเหตุการณ์ตรงหน้า เขาคาดไม่ถึงว่า ชายที่มาส่งบะหมี่ให้เขาบ่อยๆ จะเป็นถึงอ๋องเลยหรือ

    “พวกท่าน รู้ได้ยังไงว่าข้ามาอยู่ที่นี่” ฉีซื่อถามผู้เป็นมารดา

    “ข้าก็มาเที่ยวเล่นไปเรื่อยกับพ่อของเจ้า จนเดินทางมาถึงที่นี่ในตอนเช้า เลยมาหาอะไรกินที่โรงเตี๊ยม เถ้าแก่เขานำเสนอบะหมี่ถ้วยหนึ่งให้ข้ากับพ่อเจ้าได้ลองชิม ถ้าจำรสชาตินี้ได้ว่านี่เป็นรสมือเจ้าแน่นอน แม้ว่าวิธีการกินแบบนี้จะแปลกไปเสียหน่อย แต่ก็เป็นวิธีกินที่สนุกใช้ได้เลย ข้าเลยคิดว่าคงจะเป็นแน่ๆ เพราะน่าจะมีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่คิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ ข้าเลยได้สอบถามเถ้าแก่ถึงคนที่ทำบะหมี่นี้มาส่งขาย เขาเลยพามานี่ที่” อ๋องจินอู่เมื่อได้ยินก็ขมวดคิ้วหันไปมองเถ้าแก่โรงเตี๊ยม

    “เถ้าแก่ เจ้านี่มันจุ้นจ้านเสียจริง ใครถามหาคนทำบะหมี่ ท่านก็พามาที่นี่ง่ายๆ ท่านเห็นบ้านนี้เป็นที่เดินเล่นหรือไร”

    “พี่จิน...ท่านใจเย็นๆ ไม่เป็นไร นี่ท่านพ่อท่านแม่ของข้าเอง ไม่ใช่คนร้ายเสียหน่อย” ฉีซื่อรีบห้ามปราม

    “คราวนี้ไม่เป็นไร แต่คราวหน้าเล่า เขาจะพาใครมาหาเจ้าอีก...”

    “อั๊ยหยา ท่านอ๋อง... ไม่มีแล้ว ข้าน้อยไม่กล้าพาใครมาแล้วขอรับ”

    “เจ้าจำไว้ นอกจากทั้งหมดนี้ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพาใครมาที่นี่อีก หากเขาอยากจะพบพวกเราจริงๆ ต้องมาถามพวกเราก่อน แล้วค่อยนัดแนะกันอีกที เข้าใจหรือไม่” อ๋องจินอู่วางท่าใส่เถ้าแก่ไปยกใหญ่ ก่อนจะบอกให้เถ้าแก่กลับไป พร้อมกับสั่งให้ก่อนค่ำ ให้นำอาหารชั้นยอดมาส่งให้ที่บ้าน เพื่อเป็นการเลี้ยงต้อนรับพ่อตาแม่ยาย

    หลังจากนั้นฉีซื่อก็นั่งพูดคุยกับบิดามารดาของคนอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ได้เจอกันนานเลยมีเรื่องราวมากมายที่จะเล่าสู่กันฟัง รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่ตระกูลโจวเรื่องการลักลอบและยักยอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย เมื่อผู้เป็นมารดาได้ฟังก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังกล่าวชมเชยฉีซื่อเสียด้วยซ้ำว่าจัดการได้อย่างเหมาะสมแล้ว ส่วนอ๋องจินอู่ก็ขอตัวออกไปทำธุระด้านนอก โดยแอบกระซิบบอกฉีซื่อว่าเขาขอออกไปตัดฟืน เพราะอ๋องจินอู่อยากให้ฉีซื่อมีเวลาส่วนตัวกับครอบครัว

    “อาฉี แม่ขอถามเจ้าตามตรงได้หรือไม่”

    “ท่านแม่จะถามข้าเรื่องไหนขอรับ”

    “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ปกติ เจ้าห่วงร้านอย่างกับอะไรดี แต่ครั้งนี้กลับยอมทิ้งร้านมาได้”

    “เอ่อ...ข้าก็แค่เบื่อขอรับท่านแม่ แล้วอีกอย่าง ตอนนี้ ข้ามีคู่ค้าที่ดีอย่างอาตี้คอยช่วย ข้าเลยพอได้หายใจหายคอขอรับ”

    “ดังนั้น เจ้าเลยออกมาท่องเที่ยว...กับท่านอ๋อง... อย่างนั้นหรือ” มารดาถามฉีซื่อย้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เพราะเขารู้จักนิสัยลูกชายของตนดี โดยปกติแล้วฉีซื่อไม่ชอบคบค้ากับพวกลูกขุนนางหรือพวกมีเชื้อมาสายสักเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้กลับมาอยู่กับท่านอ๋อง แถมเป็นอนุชาคนโปรดของฮ่องเต้เสียด้วย

    “ขอรับ... ข้ากับท่านอ๋อง เราออกมาเที่ยวด้วยกัน” ฉีซื่อก้มหน้าตอบเสียงอ่อย

    ฉีหลงนั่งฟังเงียบๆ ปล่อยให้ภรรยากับลูกชายพูดคุยกันไปเรื่อยๆ พร้อมกับมองดูสำรวจสภาพภายในกระท่อมหลังเล็กแห่งนี้ อย่างพินิจพิเคราะห์จนแน่แก่ใจแล้วว่า ลูกชายของตนกับท่านอ๋องผู้นี้ต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ เพราะแม้เตียงนอนยังนอนด้วยกัน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จัดวางไว้ด้วยกันไม่มีแยกส่วน แม้แต่เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ยังกองไว้ในตะกร้ารอซักด้วยกัน หากเป็นเพียงสหายร่วมเดินทาง ต่อให้สนิทกันสักเพียงใด ยังไงๆ ข้าวของต่างๆ ก็ต้องแยกเป็นสัดส่วนอย่างแน่นอน

    “อาฉี...เจ้ากับท่านอ๋อง คบหากันหรือ...” ฉีหลงผู้เป็นบิดาเปิดประเด็นถามหลังจากนั่งฟังมาพักหนึ่ง

    “ท่านพ่อ...ท่าน...หมายถึงอย่างไรหรือขอรับ”

    “นอนเตียงเดียวกัน ใช้ของร่วมกัน แถมเขายังเป็นถึงท่านอ๋อง เจ้าจะบอกว่าเขาไม่ถือยศถือศักดิ์ หากเป็นอ๋องคนอื่นข้าคงเชื่อ แต่อ๋องคนนี้ข้าคงไม่เชื่อ เพราะเรื่องของเขาพ่อก็ได้ยินมาตลอดว่า ท่านอ๋องผู้นี้ทั้งเจ้ายศเจ้าอย่าง ขนาดลูกน้องยังเผลอเดินเหยียบชายเสื้อยังโดนเขาลงโทษสถานหนัก เพราะเขาถือว่าเป็นการลบหลู่เขา จะทำอะไรก็ต้องได้ดั่งใจไม่มีใครกล้าขัดใจ แต่นี่กลับออกมาท่องเที่ยวกับเจ้า ใช้ชีวิตแบบสามัญชน แถมยอมให้เจ้าชี้นิ้วสั่งงาน มันช่างขัดกับที่ข้ารู้มาจริงๆ”

    “ท่านพ่อ...ท่าน...” ฉีซื่อไม่รู้จะพูดยังไง

    “อาฉี เจ้าบอกมาตามตรงเถิด พ่อกับแม่ ไม่ได้ว่าอะไรเจ้าหรอก เจ้าโตแล้ว เจ้ามีสิทธิ์เลือกหนทางตนเอง” ฉีหลงเอ่ยออกมาอย่างเอ็นดูผู้เป็นลูกชาย

    “ท่านพี่ ท่านจะซักไซ้ไปทำไมให้มากความ ท่านไม่เห็นหรือว่า อาฉีของเรา เรียกท่านอ๋องว่าอย่างไร... เขาเรียกว่า พี่จิน พี่จิน ไม่ได้เรียกท่านอ๋อง ท่านอ๋อง เหมือนอย่างพวกเราเสียหน่อย”

    “ท่านแม่ ท่านอย่าล้อเลียนข้าซิขอรับ”

    “เจ้านะเจ้า ปกติไม่ชอบคบค้าใคร แต่ครั้งนี้เจ้าเข้าใจเลือกเสียด้วย” นางโจวหลิงหลิงพูดแซวลูกชายของตน

    ผ่านไปไม่นานอ๋องจินอู่ก็เดินเข้ามาพร้อมเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่นำอาหารมาส่ง พวกเขาเลยช่วยกันจัดโต๊ะอาหารมื้อค่ำ จากนั้นก็ร่วมกันรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนอ๋องจินอู่พยายามพูดคุยกับพ่อแม่ของฉีซื่อ เพราะเขาอยากจะรู้จักสองคนมากขึ้น และพอได้เริ่มพูดคุยกันทำให้เขาได้รู้ว่า นิสัยของฉีซื่อนั้นคล้ายคลึงกับมารดาอย่างมาก ไม่ว่าการพูด หรือความคิด แม้แต่ผิวพรรณ

    เมื่ออาหารมื้อเย็นจบลง บิดามารดาของฉีซื่อก็จะขอกลับไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมที่เปิดไว้ แม้ว่าฉีซื่อจะขอร้องให้ค้างคืนด้วยกันที่กระท่อมก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

    “ท่านพ่อท่านแม่ เดี๋ยวข้าไปส่งท่านที่โรงเตี๊ยมดีกว่าขอรับ”

    “อาฉี เจ้าเด็กดี เจ้าไม่ต้องไปส่งพวกเราหรอก พวกข้าไปกันเองได้” ผู้เป็นมารดาเอ่ยอย่างเอ็นดู

    “แต่ว่านี่มันค่ำแล้วขอรับ เดินทางยามวิกาลแบบนี้ อันตรายนะขอรับ”

    “ข้ากับพ่อของเจ้า ไปเที่ยวไหนต่อไหน เดินทางมาตั้งกี่ที่ เจ้าอย่าได้กังวลไป นี่แค่เดินทางกลับไปโรงเตี๊ยมเอง ทางไม่ได้น่ากลัวเสียหน่อย จากกระท่อมตีนเขา เข้าไปในเมือง ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว”

    “ท่านแม่....”

    “เจ้าไปส่งเพราะเจ้าห่วงพวกข้า พอเจ้ากลับพวกข้าก็ห่วงเจ้า ห่วงกันไปห่วงกันมา ดังนั้นแยกกันตรงนี้เถิดลูกแม่”

    “ท่านแม่ ท่านจะไปแล้วหรือ ไม่อยู่ที่นี่ต่ออีกสักวันสองวันเล่าขอรับ ข้ายังไม่หายคิดถึงพวกท่านเลย”

    “เด็กดี พวกข้าคิดไว้ว่า อีกไม่นานก็จะกลับเมืองหลวงแล้วเช่นกัน เอาไว้เราไม่เจอกันที่ร้านก็ได้ ตอนนี้ เจ้าก็อยู่กับสามีเจ้าไปก่อนเถิด” โจวหลิงหลิงพูดแซวลูกชายของตนที่กำลังงอแง พร้อมกับมองไปที่อ๋องจินอู่ที่ยืนประกบฉีซื่อไม่ห่าง

    “พวกท่านอย่าได้กังวล ข้าจะดูแลอาฉีเป็นอย่างดีแน่นอน เพราะเขาคือภรรยาของข้า” อ๋องจินอู่รีบตอบรับทันทีไม่มีปฏิเสธ

    “ลูกพ่อ การพบกันครั้งนี้ของเราคือการพบกันโดยบังเอิญ แต่ครั้งต่อไปครั้งหน้าคือการนัดหมายของเรานะลูก อีก 2 เดือนเราเจอกันที่เมืองหลวง”

    พูดจบฉีหลงก็จูงมือผู้เป็นภรรยาเดินออกไปนั่งรถม้าของทั้งคู่ ไม่นานรถม้านั้นก็เริ่มค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปทางในเมืองอย่างช้าๆ ทำเอาคนที่ยืนมองดูหน้าหงอยไปเลย

    “อาฉี...ภรรยาข้า...เจ้าอย่าเสียใจไปเลย ยังมีข้าอยู่อีกคนตรงนี้” อ๋องจินอู่พูดพลางสวมกอดอีกคน

    “พี่จิน ท่านอย่าเรียกข้าแบบนี้ซิ พวกเรายังไม่ได้...”

    “ทำไมข้าจะเรียกไม่ได้ ก็เจ้าเป็นจริงๆ เป็นภรรยาของข้า ข้าก็เป็นสามีของ เหมือนกับที่แม่ยายบอกไว้ไง” อ๋องจินอู่พูดไปก็ยิ้มไป

    “ท่านนี้เปลี่ยนสรรพนามไวดีแท้ พวกเรายังไม่แต่งงานกันเลย ท่านจะเรียกข้ากับท่านแม่ของข้าแบบนี้ไม่ได้น่ะ”

    “ได้ๆๆ ตามใจภรรยาข้าก็แล้วกัน ภรรยาว่ายังไงสามีอย่างข้าก็ว่าอย่างนั้น” อ๋องจินอู่ยังคงเรียกตามใจตน แม้ว่าจะโดนอีกคนมองค้อนใส่ก็ตาม