ในเกมสังหารเทพอนันต์ภพนั้น จะมีความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ 3 ่ทางร่างกาย นั่นคือ ่แห่งการได้รับเศษเสี้ยวแห่งความเป็เทพ เืสีแดงของมนุษย์จะเปลี่ยนสีจากแดงเป็สีทองและส่องประกายสว่างได้ ใน่นี้คือการเปลี่ยนเป็เสี้ยวเทพ หลายๆ คนอาจจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า ได้รับเศษเสี้ยวพลังจากความเป็เทพของอะไร ต่อมาคือ ครึ่งเทพเืจะเป็สีเงินและยิ่งระดับสูงก็จะยิ่งส่องประกายขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคือ เทพที่แท้จริงสีเืจะเป็สีทอง!!! พร้อมร่างกายมีรัศมีทองส่องสว่างตลอดเวลา
จ้าวหมื่นมารไม่ได้พูดอะไรออกมาในทันทีแต่รู้ว่าเฉียวเฟิงคิดอะไร
“ความฝันของนางคือการได้อยู่เคียงข้างข้า… เมื่อเวลาผ่านไปนาง้าเพียงแค่...เป็หญิงชาวบ้านธรรมดา ใช้ชีวิตธรรมดา…อยู่ข้างๆ ข้า …ศิลาปัญญานางเป็คนนำมาให้ข้าเอง แต่ข้าก็ไม่อาจจะทำฝันของนางให้เป็จริง ความฝันของนางช่างธรรมดานัก หากข้ารู้ใจนางคงไม่เลือกเป็มาร ข้าอาจจะไม่ต้องมีศัตรูมากมายเช่นนี้”
จ้าวหมื่นมารมองดูภาพาทวยเทพที่หยุดนิ่ง มันยิ่งใหญ่และตระการตามากสำหรับเฉียวเฟิง เทพ อสูร ั และมารนับล้านกำลังต่อสู้กัน แสงสีและเขตพลังแสดงให้เห็น เขตพลังของคนเหล่านี้ต่ำที่สุดก็คือเสี้ยวเทวะ มีแต่ตัวตนระดับเทพเท่านั้น จึงจะอยู่ในานี้ได้
จ้าวหมื่นมารเอามือจับไหล่เฉียวเฟิง สายตาเต็มไปด้วยความหวังและรอยยิ้ม “ข้าฝากเ้าด้วยนะ ข้าไม่อาจจะส่งต่อพลังของข้าให้เ้าได้ แต่ข้ารู้ว่า ถ้าเ้าปรารถนาพลังจะไม่มีใครหยุดเ้าได้เพราะเ้าคือข้า”
ไม่ช้าจ้าวหมื่นมารก็เอาหน้าผากของมันชนเข้ากับหน้าผากของเฉียวเฟิง “ข้าฝากความรู้สึกของข้าให้เ้าแบกรับแทน ข้ารู้สึกผิด… รู้สึกผิดมากมายเหลือเกิน...ต่อคนทั้งสี่”
และเช่นเดียวกัน ในไม่ช้า ความรู้สึกและความทรงจำของจ้าวหมื่นมารอันมากมาย ก็ไหลเชี่ยวมาที่เฉียวเฟิงไม่หยุด ความโศกเศร้าเกินจะทานทน น้ำตาของเฉียวเฟิงไหลริน เขาเข้าใจแล้วว่า เหตุใดต้องทำเช่นนี้ ชายผู้มีพลังราวไร้ผู้ต้านทาน ชายผู้เดินถึงจุดที่ใครๆ ก็คิดว่า ใกล้เคียงกับพระเ้าที่สุด ชายผู้ที่เป็ศัตรูกับคนทั่วโลกหล้ามหาจักรวาล ทั้งหมดก็เพื่อสตรีนางเดียว
"สวีอี้เฟย"
“ได้เวลาที่เ้าต้องไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เ้าเห็นในโลกแห่งเกมสังหารเทพอนันต์ภพที่ข้าสร้างขึ้น มันคือเื่ราวของข้าและผู้คนที่เคยเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยของข้า ที่ข้าได้ใช้พลังจากศิลาทั้ง 4 สร้างขึ้น เ้าไม่จำเป็ต้องเป็เหมือนข้า เ้าไม่ต้องเดินตามข้า แต่จงไปตามเส้นทางที่เ้าปรารถนาเถอะ ข้าหวังเพียงฝากความรู้สึกของข้าไปถึงคนทั้งสี่เท่านั้น ด้วยความรู้สึกเหล่านี้ ตัวเ้าจะได้พบเจอพวกเขาเ่าั้อย่างแน่นอน เพราะมันคือ ‘โชคชะตา’ และข้าจะมอบของขวัญที่พิเศษที่สุดให้เ้าด้วยเช่นกัน แม้มันจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแต่ข้าคิดว่าเ้าต้องชอบมันแน่ๆ เพราะมันจะช่วยเ้าให้ไม่ต้องพบเจอเื่โหดร้ายเช่นข้า”
ตัวของเฉียวเฟิงตอนนี้ลอยขึ้นกลายเป็ร่างิญญาที่ไม่มีเืเนื้อ จากนั้นข้างกายของจ้าวหมื่นมารคล้ายปรากฏร่างิญญาแห่งสตรีผู้งดงาม นางมีเส้นผมสีแดง ร่างของจ้าวหมื่นมารมองจ้องนาง ทั้งสองยิ้มให้กัน
ก่อนจะจับมือแน่น และโบยบินประทับเข้าไปในร่างเฉียวเฟิงที่เป็ร่างิญญา ร่างิญญาเฉียวเฟิงตอนนี้คล้ายมีแสงทองส่องประกายออกมาไม่หยุด ห้วงอารมย์แห่งมันปรากฏความรู้สึกหลากหลาย ในใจเห็นยอดหญิงงาม ‘สวีอี้เฟย’ มากมายนัก มันยิ้มและมีความสุขอย่างมากมาย ยามที่สตรีนางนี้ยิ้ม และทุกครั้งที่เห็นภาพของนางเ็ป เฉียวเฟิงก็คล้ายเ็ปกับนางไปด้วย
ตอนนี้กลางกายิญญาของเฉียวเฟิงมีสิ่งที่คล้ายอัญมณีส่องแสงอ่อนๆ สี่ก้อนเล็กๆ ปรากฏอยู่ จากนั้นร่างกายิญญาของเฉียวเฟิงตอนนี้ก็คล้ายถูกห้วงมหาจักรวาลดูดเข้าประตูมิติประหลาดเข้าไป
เวลาผ่านไปนับร้อยปีกับการเดินทางนี้ แต่เฉียวเฟิงกลับรู้สึกว่ามันแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น แต่เฉียวเฟิงก็รู้ว่า...นี้คงเป็เพราะพลังของจ้าวหมื่นมารที่้าคงสติให้ตัวเขา โดยทั่วไป เมื่อสิ่งมีชีวิตใดๆ จบลงเส้นทางแห่งชีวิต กฏแห่งโชคชะตาและวัฏฏะก็จะเริ่มต้นทำหน้าที่นำพาดวงิญญาไปเกิดใหม่ ผ่านห้วงกระแสเวลาและมิติแห่งมหาจักรวาลด้วยร่างิญญาอันไร้รูป และการเดินทางที่ยาวนานแสนยาวนานนี้ จะทำให้ผู้คนลืมสิ้นในเื่ใดๆ ของ่ชีวิตที่แล้วมา แต่หากกระแสแห่งการเดินทางนั้นสั้นจนเกินไป ผู้คนเ่าั้จะจำชีวิตเดิมได้ แต่นั่นก็เป็ส่วนน้อย เฉียวเฟิงเดินทางผ่านกระแสเวลาในมหาจักรวาล โดยทั่วไปตัวเขาต้องลืมสิ้นทุกสิ่ง แต่เพราะจ้าวหมื่นมารและเศษเสี้ยวพลังแห่งศิลาทั้งสี่ของจ้าวหมื่นมาร เฉียวเฟิงในเวลานี้จึงแตกต่างจากผู้อื่นแล้ว
.
.
.
ในการเวลาที่ล่องลอยอย่างยาวนาน เฉียวเฟิงเห็นภาพต่างๆ มากมายจากห้วงความทรงจำของจ้าวหมื่นมาร มันคล้ายกับว่า จ้าวหมื่นมารอยากให้เฉียวเฟิงตระหนักรู้ความรู้สึกที่ตัวจ้าวหมื่นมารมีต่อคนทั้งสี่
แต่ตัวจ้าวหมื่นมาร ก็ไม่้าบอกสิ่งใดกับเฉียวเฟิง
เพราะในภาพเื่ราวและความรู้สึกใดๆ ที่เฉียวเฟิงเห็น เฉียวเฟิงััผู้คนเ่าั้ เฉียวเฟิงกลับมิอาจจะมองเห็นหน้าของพวกเขาได้ มันว่างเปล่า คล้ายมีหมอกจางๆ ปิดกั้นเสมอ
แต่นั้นก็ทำให้เฉียวเฟิงรับรู้ว่า จ้าวหมื่นมารมีความรู้สึกนึกคิดใดต่อผู้คน
แม้ครองนามแห่งมาร
แต่หัวใจของจ้าวหมื่นมารก็ไม่เคยเป็มาร
.
.
.
กลางจิติญญาส่วนลึกที่สุดของเฉียวเฟิง
เศษจิติญญาของจ้าวหมื่นมารกำลังค่อยๆ สลายไปอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับสตรีที่งดงามที่สุดในโลกหล้า
"ข้ากำลังจะเป็เพียงเศษจิติญญาที่ไร้ตัวตน" เสียงยอดหญิงงามผมแดงเผลิงพูด แต่ใบหน้านางมีแต่รอยยิ้ม
จ้าวหมื่นมารกอดร่างนางแนบกาย
"สองเราจะเป็ดั่งความฝัน แต่อี้เฟยโปรดจงเชื่อมั่น ในฝันนี้จะไม่มีเื่โหดร้ายอีกต่อไป จะไม่มีใครพรากเราสองได้อีก เทพ มาร อสูร าตนใด รังแกพวกเราได้อีกแล้ว"
ใบหน้ายอดหญิงงามยิ้ม หน้าของนางแนบอกจ้าวหมื่นมาร
"ใช่สองเราจะเป็เพียงความฝัน..." กล่าวถึงตรงนี้ใบหน้าของยอดหญิงงามคล้ายมีสีหน้าแง่งอนสักหน่อย "หากเ้ามีชีวิตได้อีกครั้ง และที่ตรงนั้นมีข้าและนางสองยื่นอยู่ด้วยกันเ้าจะเลือก"
จ้าวหมื่นมารตอนนี้ใบหน้านิ่งทำได้แต่ยืนยิ้ม ราวกับเป็พ่อบ้านที่ถูกจับได้ว่ามีบ้านเล็ก
ยอดหญิงงามตอนนี้ยิ้มขบขัน
"ช่างเถอะ ข้าจะยอมเื่ของนางสักคน"
ดวงิญญาแห่งนางดันกายขึ้น ริมฝีปากประทับแนบจ้าวหมื่นมาร
ทั้งสองกอดคล้องกัน ดื่มด่ำกับ่เวลาห้วงสุดท้าย
ร่างกายค่อยๆ กายเป็อณูิญญา ที่ไม่อาจจะคิดอ่านสิ่งใดได้อีกต่อไป เป็สำนึกไร้ตัว ไร้ตนนิจนิรันดร์