แสงอรุณในเขตชั้นแรกของสำนักหมื่นกลจักรไม่เคยเหมือนแสงแดดยามเช้าในหมู่บ้านซื่อหาน—มันไม่อบอุ่น ไม่อ่อนโยน หากแต่เย็นเยียบและเรืองแสงด้วยประกายสีฟ้าจากกลไกที่ซ่อนอยู่ในเสาหินสูงทั่วเขตนครแห่งนี้
หลิงเซียวตื่นขึ้นตั้งแต่รุ่งสาง สองมือยังคงลูบผ่านขอบโลหะของกล่องเครื่องมือประดิษฐ์ข้างเตียง นิ้วเรียวสัมผัสได้ถึงความเก่าแก่ปนความแม่นยำอย่างลึกล้ำ ราวกับทุกสิ่งภายในกล่องนี้เคยผ่านมือของผู้รู้มาแล้วหลายชั่วอายุคน
เสียงระฆังจักรกลดังขึ้นจากหอคอยหลัก—เสียงโลหะกระทบกันอย่างเป็นจังหวะ แทนเสียงระฆังธรรมดา มันก้องลึกลงในอกดั่งเข็มกลไกกำลังเดินหน้าชีวิตของผู้คนทุกคนในที่แห่งนี้
เฟิ่งเหยาเคาะประตูห้องเบา ๆ ก่อนเปิดเข้ามา
“ถึงเวลาบทเรียนแรกแล้ว” นางกล่าว ดวงตายังแดงเล็กน้อยจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
“ข้าไม่เคยนึกมาก่อนเลย… ว่าวันหนึ่ง ข้าจะตื่นขึ้นมาเพื่อเรียนรู้จักรกลแทนการฝึกกระบวนท่า”
เฟิ่งเหยาเพียงยิ้มจาง ไม่ตอบอะไร
ทั้งคู่ก้าวออกจากหอศิษย์ใหม่ ร่วมทางกับศิษย์ใหม่อีกสี่คนเพื่อมุ่งหน้าไปยังหอเรียนรู้
…
หอเรียนรู้ชั้นแรกตั้งอยู่ใต้เงาของหอคอยจักรกลสูงตระหง่าน มันไม่ใช่อาคารทั่วไป หากแต่เป็นแท่นลอยทรงกลมที่หมุนได้ช้า ๆ อยู่กลางอากาศ เชื่อมต่อกับพื้นเบื้องล่างด้วยสะพานกลไกที่พับตัวเข้าหากันเป็นช่วง ๆ
เมื่อทุกคนขึ้นมายังแท่นเรียนรู้ พวกเขาก็พบกับชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดคลุมเงินเข้มยืนรออยู่ก่อนแล้ว ผมขาวสะบัดยาวถึงกลางหลัง แววตาคมลึกดั่งจักรที่เดินมาหลายรอบชีวิต
“ข้าคือปรมาจารย์อิ๋นซาน—ผู้ดูแลการสั่งสอนเบื้องต้นแก่ศิษย์ใหม่ทุกคน”
เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ก้องกังวานด้วยพลังบางอย่างที่สั่นสะเทือนทั่วทั้งแท่น
“ก่อนจะเรียนรู้จักรกลภายนอก พวกเจ้าต้องเข้าใจจักรกลภายในตนเสียก่อน”
เขาชี้ไปที่กำแพงด้านหนึ่ง ซึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเผยให้เห็น ‘กลจักรชีวภาพ’—หุ่นโครงสร้างคล้ายมนุษย์แต่ภายในประกอบด้วยเฟือง หม้อแรงดัน ท่อนำพลังปราณ และร่องสายโลหะละเอียดที่เชื่อมโยงกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
“สำนักหมื่นกลจักรมีคำสอนหนึ่งว่า—‘ร่างกายมนุษย์คือจักรกลชั้นสูงสุด’ หากไม่เข้าใจตน ก็ย่อมเข้าใจจักรอื่นไม่ได้”
หลิงเซียวจ้องสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง—ไม่ใช่ด้วยความสงสัย หากแต่ด้วยความเข้าใจจากบางสิ่งในอดีตชาติ
‘นี่มัน…คล้ายกับระบบพลังชีวกลในยุคสุดท้ายของโลกก่อนของข้า’
เฟิ่งเหยาที่อยู่ข้าง ๆ ก็เบิกตาเล็กน้อย สีหน้าสับสนปนตกตะลึง
“พวกเจ้าจะได้เรียนรู้วิธีโคจรพลังให้สอดคล้องกับกลไก เส้นพลังปราณแต่ละเส้นต้องจัดเรียงประหนึ่งวงจรปรับแรงดัน” อิ๋นซานกล่าวต่อ ก่อนยื่นมือออกมาเรียก ลูกกลไกแปลงพลัง ขนาดเท่าหัวใจคนออกจากแท่นด้านข้าง
มันหมุนตัวและเปิดออกเป็นชั้น ๆ ภายในมีแท่งแกนพลังเจ็ดชิ้นหมุนรอบกันอย่างแม่นยำ
“จงสัมผัสมัน…และให้มันตอบกลับพลังของพวกเจ้า”
หลิงเซียวเอื้อมมือแตะก่อนเป็นคนแรก แท่งแกนพลังค่อย ๆ เปล่งแสงสีเงินอ่อนหมุนรอบแกนกลางอีกครั้ง—ช้ากว่าปกติ…แต่มั่นคง
“เส้นพลังเจ้าจัดเรียงอย่างมีโครงสร้าง แต่อัตราเร่งยังต่ำ” อิ๋นซานกล่าวเรียบ ๆ “หากพัฒนาได้อีก—เจ้าจะเป็นผู้สังเคราะห์กลไกได้ในระดับสูง”
ต่อมาเป็นตาของเฟิ่งเหยา เซี่ยหรง ซ่งหลี่ หลิงจื้อ และอีกหนึ่งศิษย์ที่ชื่อ ชินอวี่ พลังตอบสนองของแต่ละคนต่างกันไป บางคนพุ่งพรวดแรงเกินควบคุม บ้างหมุนเวียนเร็วแต่ไม่เสถียร
เมื่อครบแล้ว อิ๋นซานก็พยักหน้า
“การเรียนรู้จะดำเนินไปตามระดับของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเผชิญเหมือนกัน—คือการ ‘ฟังเสียงของกลไก’ ด้วยใจ ไม่ใช่แค่ตาและมือ”
จากนั้นเขาก็กางฝ่ามือ
แสงเรืองรองพลันพุ่งขึ้นกลางแท่น—เผยให้เห็น เสาแห่งบททดสอบแรก
“ผู้ที่ผ่านการทดสอบนี้—จะได้เข้าสู่การสร้างกลจักรชิ้นแรกของตนเอง”
หลิงเซียวจ้องเสาตรงหน้านั้นแน่นิ่ง
เสียงกลไกที่อยู่ในหัวใจของเขา…เริ่มดังขึ้นแล้ว