บทที่11
เพาะปลูก
หลังจากเดินมาถึงพื้นที่ด้านหลังของเรือนไม้เซี่ยอันอวี่ก็หยุดยืนตรงขอบอาณาเขตเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ภายในบริเวณจวนเ้าเมือง
พื้นที่เบื้องหน้าของนางไม่กว้างมากนักแต่ก็พอจะใช้จัดสรรเป็แปลงปลูกผักขนาดเล็กได้...หากว่ามันไม่แห้งแล้งเสียจนแทบไม่มีสิ่งใดงอกเงยขึ้นมาได้เช่นนี้
เซี่ยอันอวี่ก้มลงมองเท้าของตนเองพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแข็งกระด้าง ราวกับแผ่นหินเคลือบฝุ่น ผืนดินหยาบกร้านแตกระแหงไม่มีแม้แต่ความชื้น แม้แต่สีของมันก็ซีดจาง ราวกับชีวิตเคยเหือดแห้งจากที่นี่ไปนานแล้ว
อาณาเขตกู่หลิงซาที่ตั้งอยู่ ณปลายฟากของดินแดนฮั่วโจว ดินแดนทะเลทรายอันกว้างใหญ่จนเทียบได้กับอาณาจักรหนึ่งแม้จะมีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่บ้างแต่ก็เหมือนกับต้องฝืนทนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย
เพราะแบบนั้น... สิ่งที่ราชสำนักของต้าหลิงมอบให้หนานกงจิ่นอวี่ดินแดนแห่งนี้ จึงไม่ต่างจากการเนรเทศอย่างเงียบงัน ของขวัญที่ดูสง่างามจากภายนอกแต่แท้จริงคือโทษทัณฑ์ที่ปลอมแปลงด้วยถ้อยคำลวงตา
เซี่ยอันอวี่ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นดินเบาๆ พอเหยียบย่ำลงไปก็แทบไม่มีฝุ่นฟุ้งออกมา เพราะแม้แต่ฝุ่นก็แห้งกรังเกินกว่าจะลอยขึ้นได้ง่าย
นางถอนหายใจ แล้วพึมพำออกมา
“ไหวแน่หรือ มู่ซาน...”
แม้จะพอรู้ว่ามีเ้าภูติจิ๋วที่ไม่ธรรมดาอยู่กับตนเองแต่มองสภาพดินตรงหน้าแล้ว แม้แต่นางเองยังไม่กล้าเชื่อว่าสิ่งใดจะเติบโตได้
มันไม่ใช่แค่แห้งแต่มันคือดินที่ตายแล้ว...ดินที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกเลย
ความทรงจำของเ้าของร่างนี้ยังคงชัดเจนดินแดนแถบนี้ ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีฝนแม้แต่น้ำดื่มก็ต้องใช้บ่อน้ำในเมืองที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย นับประสาอะไรกับการเพาะปลูกที่ต้องพึ่งน้ำและธาตุดิน
เซี่ยอันอวี่ยืนพิจารณาผืนดินเบื้องหน้าอีกครั้งสายตาหรี่ลงเล็กน้อย
“ไม่รู้เลยจริง ๆว่าผู้คนที่เคยอาศัยที่นี่...เอาชีวิตรอดมาได้อย่างไร”
หลังจากที่เซี่ยอันอวี่เอ่ยคำอย่างไม่มั่นใจออกไปร่างเล็กจิ๋วในชุดจีนโบราณสีเขียวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มู่ซานลอยตัวอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มทะเล้นประจำตัว
“ไหวสิขอรับเื่แค่นี้...สบายมาก” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจเสียจนเซี่ยอันอวี่ยังแอบคลางแคลง
นางเหลือบตามองเขาแล้วเอ่ยถามต่อด้วยความคาดหวัง
“แล้วต้องทำยังไงต่อ?”
มู่ซานยกมือขึ้นไขว้หลังลอยวนอย่างสำรวม แล้วเอ่ยด้วยเสียงจริงจังเกินตัว
“นายหญิงก็ต้องพรวนดินหว่านเมล็ด…เป็ขั้นตอนพื้นฐานของการเพาะปลูกขอรับ”
เซี่ยอันอวี่ชะงักนางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะใช้นิ้วชี้ชี้หน้าตัวเอง
“ข้า?”
มู่ซานพยักหน้ารัว ๆ ก่อนจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโบกเบา ๆ ตรงหน้าเสื้อคลุม แขนเล็ก ๆ นั่นแทบไม่มีมัดกล้ามเนื้อแม้แต่น้อย
“ดูสิขอรับ...แขนของข้าไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนี้จะให้พรวนดินปลูกผักได้อย่างไร”
เซี่ยอันอวี่มุมปากกระตุกสีหน้าของนางแทบจะไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่นิดเดียว แถมท่าทางทะเล้นนั้น…นางเห็นแล้วอยากจะเอาหมัดกระแทกหน้ามันเสียให้ได้
“แล้วพลังวิเศษล่ะ?”นางถามขึ้นทันควัน
“เ้าใช้พลังได้นี่เปรี้ยงเดียวให้ดินมันแยกออก หว่านเมล็ด ข้าก็รดน้ำเบา ๆ เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะยาก”
ได้ยินดังนั้น มู่ซานถึงกับไอแห้ง ๆออกมาเบา ๆ
รอยยิ้มยังคงฉายบนใบหน้าแต่น้ำเสียงเริ่มเจื่อนลงเล็กน้อย
“ไม่ได้หรอกขอรับ...พลังของข้ามีจำกัด”
“หึ” เซี่ยอันอวี่หัวเราะในลำคอมองเ้าภูติน้อยที่ตอนนี้ดูจะทั้งไร้พลังและไร้ความรับผิดชอบ
“สรุปก็คือ เ้าอยากให้ข้าพรวนดินเองให้ได้เลยใช่หรือไม่?”
มู่ซานยิ้มหวาน ยกมือขึ้นกุมกันตรงหน้าอกแล้วเอ่ยเสียงใสอย่างไร้เดียงสา
“ต้องเป็แบบนั้นขอรับ~”
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจจ้องมองไปที่มู่ซาน
“ข้าจะลอยดูอยู่ตรงนี้และให้กำลังใจอย่างตั้งใจ!”มู่ซานกล่าวออกมาพร้อมกับยกนิ้วให้
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้วจริง ๆ
นางหันไปมองหาอุปกรณ์ทำสวนที่วางพิงอยู่ตรงมุมกำแพงแม้จะดูเก่าและขึ้นสนิมเล็กน้อย แต่ก็ยังพอใช้งานได้
“ยังดี...ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องขุดด้วยมือเปล่า”
นางบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินไปหยิบพวกมันขึ้นมาทีละชิ้น
จากนั้นร่างบางในชุดผ้าธรรมดาก็ย่อตัวลงหน้าพื้นดินที่แข็งกร้าน
แล้วเริ่มต้นพรวนดินด้วยแรงที่พอมีอยู่ในตัว
เพียงแค่พรวนได้ไม่กี่จังหวะเหงื่อก็เริ่มซึมผุดขึ้นตามไรผม
“โอ๊ย...นี่ฉันทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย”
นางพรวนไปก็คิดไปมือที่เคยจับเมาส์และดินสอกราฟิก บัดนี้ต้องมาจับจอบ
ชีวิตที่เคยนั่งในห้องแอร์ออกแบบวาดแปลนสบาย ๆ ในศตวรรษที่ 21
กลับกลายมาเป็หญิงสาวยุคโบราณที่ต้องพรวนดินหว่านเมล็ดด้วยตัวเองเพื่อเอาตัวรอดในดินแดนทะเลทราย
เซี่ยอันอวี่เม้มปากแน่นสีหน้าบูดเบี้ยวอย่างกลั้นอารมณ์
หากไม่กลัวว่าเ้านั่น มู่ซาน จะหัวเราะนางคงร่ำไห้ออกมาตรงนี้แล้ว
เมื่อแรงเริ่มลดลงนางก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอีกครั้ง
“นี่ร่างเดิมของข้านี่ไม่เคยออกกำลังกายเลยใช่ไหม?”
นางยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อรู้สึกเหมือนทั้งร่างกำลังจะหมดแรง แค่พรวนดินไม่กี่จุด ทำไมนางถึงเหนื่อยได้ถึงเพียงนี้
“ฟิตเนสเหรอ…เ้าของร่างเดิมคงไม่เคยได้ยินคำนี้ด้วยซ้ำ...”
แต่แม้จะบ่นไป พร่ำไปเซี่ยอันอวี่ก็ยังไม่ยอมหยุดมือ
หลังจากใช้เวลาสักพักใหญ่ ในที่สุดนางก็สามารถพรวนดินได้เป็แนวพอประมาณ จากนั้นจึงหยิบถุงผ้าใบเล็กขึ้นมาเทเมล็ดพันธุ์น้อยนิดลงบนฝ่ามือ มีเพียงไม่กี่สิบเมล็ดเท่านั้นเพราะแบบนั้นแปลงเล็กตรงหน้าก็ยังดูเวิ้งว้างไม่ต่างจากเดิมนัก
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้
เซี่ยอันอวี่ทรุดตัวลงนั่งยองข้างแปลงผักเหงื่อไหลเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง
ลมหายใจหอบเหนื่อยนางแลบลิ้นออกมาเบา ๆ อย่างคนที่กำลังหมดแรงเต็มที
“นี่หรือชีวิตใหม่...ของข้า...”นางพึมพำทั้งที่ยังนั่งอยู่ข้างแปลงผัก สีหน้าเหนื่อยล้า
“เก่งมากขอรับนายหญิง!” เสียงใสร่าเริงของเ้ามู่ซานดังขึ้นจากข้างตัวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี ราวกับกำลังชมเชยอย่างจริงใจ... แม้จะไม่ได้ลงแรงแม้แต่นิดเดียวก็ตาม
เซี่ยอันอวี่ที่นั่งหอบอยู่ข้างแปลงผักเพียงแค่เหลือบตามองก็เห็นร่างของเ้าภูติจิ๋วลอยตัวอยู่ด้านข้าง รอยยิ้มกว้างปรากฏอยู่บนใบหน้าจิ๋วของมันสายตาเป็ประกายราวกับเด็กที่เพิ่งชมการแสดงสุดตื่นเต้นจบ
มุมปากของเซี่ยอันอวี่กระตุกขึ้นเล็กน้อยนางหรี่ตามองมันอย่างเหนื่อยหน่าย ...ถ้าไม่ติดว่าเหนื่อยจนยกแขนไม่ขึ้นนางคงฟาดเ้าตัวเล็กนี่ไปหนึ่งทีแล้ว
“อย่างไรต่อ?” นางเอ่ยถามด้วยเสียงเหนื่อยหอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความระแวงไว้ลึก ๆกลัวว่าจะมันให้นางออกแรงอีก ถ้าเป็เช่นนั้นนางได้ตายแน่
มู่ซานพยักหน้าหงึก ๆก่อนจะยกมือจิ๋วขึ้นประกบกันตรงหน้าอก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ต่อจากนี้...ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเองขอรับ!”