ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่481 ตามเสียงต่อสู้

      ก่อน พวกเขาทั้งสอง จะตามเสียงต่อสู้นั้นไป ทว่าอี้เฉินในยามนี้ กลับรู้สึกไม่ค่อยสู้ดีนัก ก่อนเขาจะเอ่ยพูดพึมพำออกมา "เกรงว่าคงจะไม่ใช่ พวกเยว่ชิงเซียน กับ ซีเผิง หรอกนะที่กำลังทำการต่อสู้อยู่ในยามนี้"
 


      ครั้นเมื่อมาถึง ห้องโถง ใจกลางมีกระถางเพลิงใบใหญ่ ลุกโชติช่วง ราวกับเพลิงที่เต้นระบำ กระเพื่อมไหวไปกับแรงปะทะของการต่อสู้ หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี ต่อสู้ร่ายรำกันอย่าง ออกรสออกชาติ มันก็ทำให้อี้เฉิน ตบศีรษะตนเอง ไปหนึ่งที ไม่ผิดจากที่เขาคาดคิดไว้

 


       แต่เมื่อกวาดสายตาออกไปรอบๆ ห้องโถง มันก็ทำให้อี้เฉินหน้ามืดทะมึน เมื่อเห็น ซีเผิง ซีเยว่ กงหนาน สัตว์วิเศษ เยว่ เยว่ บาดเจ็บ กองอยู่กับพื้น ริมฝีปากเปรอะเปื้อน ไปด้วยคราบเลือด มันจึงทำให้อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม หันใบหน้า ไปมองในทิศทางที่ เยว่ชิงเซียนเข้าต่อสู้ในทันที

 


       ครั้นเมื่ออี้เฉินเห็น สตรีศักดิ์สิทธิ์เยว่ชิงเซียน กอดรัดฟัดเหวี่ยง กับบุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหล่า ผมสีดำคลับ อาภรณ์แดงทอง โบกสะบัดโยกย้ายไปตามการก้าวเดินของเขา ราวกับชายหนุ่มในยามนี้ เกี้ยวพาราสี สตรีในอ้อมแขน ก็มิปาน แม้แต่เยว่ชิงเซียนที่ต่อสู้ ยังต้องกัดกรามก่นด่าออกมาในใจ

 


      อี้เฉิน ถึงกับหรี่ตาจนเล็กแคบ เมื่อเห็นอนุชนจำศีล ราชันน้อย เหรินเจี๋ย แห่งแดน นนทกานต์ มาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ แถมเหมือนว่า บุรุษผู้นี้ จะไม่ได้สนใจในตัวเขาเสียด้วยซ้ำ เอาแต่ จ้องมอง ใบหน้างามเพริศพริ้งของเยว่ชิงเซียน อย่างไม่วางตา

 


      "บัดซบ! บัดซบ! เจ้าปล่อยข้าเดียวนี้ เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ กล่าวพูดมันออกมาดีกว่า อนุชนจำศีล ราชันน้อย เหรินเจี๋ย" สตรีศักดิ์สิทธิ์เยว่ชิงเซียน แค่นเสียงกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ ใบหน้าพองลม ตุ๊บป่อง แล้วในยามนี้

 


ราชันน้อย เหรินเจี๋ย กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียง แฝงไว้ด้วยความต้องการของเขา "เจ้ามาเป็นคู่บำเพ็ญของข้าดีหรือไม่ แม่นางน้อย"

 


      ทว่าเมื่อน้ำเสียงที่กระแอมไอ ของอี้เฉินดังขึ้นมา "อะแฮ่มๆ" กลับทำให้ทั้งสองหยุดชะงัก ละออกจากกันในทันที เมื่อสัมผัสได้ถึง จิตสังหารที่อี้เฉินส่งเล็ดลอดออกมา อย่างไม่มีเก็บซ่อน



       ราชันน้อย เหรินเจี๋ย กัดกรามกรอด แค่นเสียงด่าในใจออกมาในทันใดที่ถูกขัดขวางความสำราญ 'เจ้ามารหัวขน ดันมาขวางข้ากับนางเสียได้' ก่อนเขาจะปรายตามองอี้เฉินด้วยความเย้ยหยัน ดูถูกดูแคลน "เจ้าหึงหวงนางอย่างนั้นหรือ หนุ่มน้อย นางเป็นของข้าแล้ว หากเจ้าไม่อยากตาย จงไสหัวไปเสีย ยามนี้เจ้าบาดเจ็บหนักไม่ใช่หรือ"

 


ครั้น ราชันน้อย เหรินเจี๋ย กล่าวคำพูดเสร็จสิ้น เขาก็ปรายตามอง สภาพของอี้เฉิน ที่เต็มไปด้วยเลือดสาดกระเซ็นอาบย้อมอาภรณ์ ผมสีขาวกระเซอะกระเซิง แต่งแต้มไปด้วยโลหิต



       อี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มีระลอกคลื่นออกมาเพียงนิด แม้จะไม่สบอารมณ์ในยามนี้เท่าใดนัก แต่เขาก็กล่าวออกไปด้วยความจริงใจ "ข้ายอมรับในการตัดสินใจของนาง ไม่คิดบีบบังคับนางแม้แต่น้อย หากนางคิดจะเลือกคนอื่น ที่ไม่ใช่ข้า ข้าก็ไม่ถือโทษโกรธนาง" ครั้นคำพูดนั้นดังขึ้นมา มันก็ทำให้เยว่ชิงเซียนหน้าแดงน้อยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ ราชันน้อย เหรินเจี๋ยยังสังเกตเห็นได้ชัดถนัดตา

 


         ก่อนอี้เฉินจะหันไปมอง ซีเยว่ ซีเผิง ในยามนี้ ที่ถูกโม่กวาง ขวางหน้า คุ้มกันพวกเขาไว้ ..อี้เฉินจึง ก้าวเดินเข้าไปช้าๆ พร้อมกล่าวพูดออกไปอีกครา ด้วยความดุดันและแข็งกร้าว "แต่ยามนี้เจ้ากล้า ทำร้าย มิตรสหาย ของข้าอย่างนั้นหรือ?"

 


         ครั้นน้ำเสียงอี้เฉินที่เอ่ยเสร็จสิ้น เสียงฝีเท้าของเขาก็ดังออกมาก้อง เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบีบคั้นส่งไปหา ราชันน้อย เหรินเจี๋ย จนทำให้หัวใจของเขาเต้นตามจังหวะการก้าวเดินของอี้เฉิน รับรู้ถึงแรงบีบคั้นอันบ้าคลั่ง มากมหาศาล แผ่ซ่านเข้าใส่กายาของเขา ราวกับเขาในยามนี้ เขายืนอยู่ต่อหน้าราชันหนุ่มผู้รุ่งโรจน์

 


       ส่งให้กายาของเขาสั่นไหวน้อยๆ ริมฝีปาก มีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย   แม้จะมองว่า อี้เฉินในยามนี้บาดเจ็บ ไม่เหมาะให้เขาลงมือ แต่ยามนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดัน อันบ้าคลั่ง จนดวงตาต้องหรี่เล็กแคบลง กลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ มองอี้เฉินใหม่ในทันที

 


      "เจ้าไม่เลว อี้เฉิน ข้าไม่อยากฆ่าสังหารเจ้าในยามนี้ ข้าอยากจะสู้กับเจ้าในสภาพที่พร้อมกว่านี้" ครั้นเขากล่าวคำพูดเสร็จสิ้น เขาสืบเท้าเดินอย่างไม่เร่งร้อน เปิดโลงศพหิน หนึ่งในสามโลงออกมาในทันที ครั้นเมื่อเขาได้ ซากศพเซียนโบราณ เขาก็กล่าวพูดมันออกไปอีกคราด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


 

       "ข้าจะสู้กับเจ้าในศึกชี้ชะตา หลังจากที่พวกเราเปิดเส้นลมปราณเซียนสำเร็จ สิ่งของที่เดิมพัน คือแม่นางผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ หวังว่าเจ้าจะเข้าร่วมศึกชี้ชะตา ไม่กลัวจนกลายเป็นเต่าหดหัวไปเสียก่อนเล่า" สิ้นคำพูดของ ราชันน้อย เหรินเจี๋ย เขาก็สืบเท้ายิ้มหวานให้เยว่ชิงเซียนก่อนที่เขาจะจากไป

 


       เยว่ชิงเซียนที่ได้รับฟังพร้อมกับเห็นรอยยิ้มของ บุรุษหนุ่มที่จากไป มันก็ทำให้นางหนังตากระตุกเล็กๆ กระทืบเท้าลงพื้นอย่างแรงด้วยความไม่สบอารมณ์ กล่าวถ้อยคำ สบถด่าในทันใด "ไอ้เวร พวกเจ้าช่างโอหังนักนะ จะสู้กัน เหตุใด พวกเจ้าลากข้าไปเอี่ยวด้วยเล่า"

 


        อี้เฉินที่เห็นว่าทุกๆ อย่างผ่อนคลายลงได้ เขาถึงกับกระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ จากการสำแดงปราณพลังออกมาใช้ ก่อนเขาจะผ่อนลมหายใจออกมา บ่งบอกถึงความโล่งใจของเขาในยามนี้ จ้องมองไปที่เยว่ชิงเซียนอยู่แวบหนึ่ง ทว่าแววตานั้นถึงกับทำให้เยว่ชิงเซียน ต้องรีบหลบเลี่ยง ไม่กล้าสบตากับอี้เฉิน อาย หน้าม้วนในทันใด เมื่อจำคำพูดของอี้เฉินในยามก่อนได้



        อี้เฉินยิ้มเจื่อนในทันใดที่เห็นปฏิกิริยาเหล่านั้น ก่อนกล่าวตัดบทพูดเมื่อเห็น กลุ่มมิตรสหายของเขาที่บาดเจ็บเตรียมจะเข้ามาดูอาการของเขา "พวกเราต้องรีบฟื้นฟูปราณพลังรักษาอาการบาดเจ็บ ไม่ช้าห้องโถงใหญ่ใจกลาง จะเกิดสงครามการแย่งชิงของล้ำค่า"

 


       ครั้นได้ยินคำพูดของอี้เฉิน พวกเขาก็เริ่มได้สติกลับมา พยักหน้ารับคำอี้เฉินในทันใด ก่อนนั่งลงฟื้นฟูปราณพลัง พวกเขาต่างก็บาดเจ็บกันถ้วนหน้า ปราณพลังเองก็หดหายออกไปไม่น้อย จึงไม่ได้กล่าวพูดสิ่งใด ทำได้เพียงหยุดพัก ฟื้นฟูปราณพลังให้กลับมาสมบูรณ์ในยามนี้

 


        ด้าน เยว่ชิงเซียนที่คิดจะจากไป จากสถานที่แห่งนี้ ครั้นเมื่อนึกถึง คนพวกนี้ที่บาดเจ็บเพราะนาง มันจึงทำให้นางรู้สึกผิด ในใจอยู่ไม่น้อย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้สนิทกันมากมาย แต่คนกลุ่มนี้ กลับต่อสู้ช่วยเหลือนางอย่างไม่มีข้อแม้ มันจึงทำให้หัวใจของนางรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา อย่างบอกไม่ถูก

 


       ...หลังจากผ่านไป2วันเต็ม กลุ่มมิตรสหาย ของอี้เฉิน จึงเปิดเปลือกตาขึ้นมา มอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ ในการฟื้นตัวอันรวดเร็วของอี้เฉิน แม้แต่เยว่ชิงเซียน ที่จ้องมองอยู่บ่อยครั้น ยังตกตะลึงกับการฟื้นตัวของอี้เฉิน

 


       ทว่าในยามที่อี้เฉินปิดขั้นพลัง พวกเขาไม่ได้ เข้าไปแตะต้องโลงศพหินอีก2โลงแต่อย่างใด แต่ยามที่อี้เฉินลืมตาตื่นขึ้นมา พวกเขาต่างก็พากันไปเปิดโลงหินตรวจดูของล้ำค่ากันในทันที

 


       ครั้นเมื่อเห็นภายในโลงทั้งสอง มีซากของเซียนโบราณ มันก็ทำให้ หลายๆ คนดีอกดีใจ อี้เฉินกับเยว่ชิงเซียน ที่กวาดสายตาออกไปสำรวจ พวกเขาเองก็ตกตะลึงสุดแสนเช่นกัน เมื่อสัมผัสได้ว่า ซากของเซียนโบราณ มีความคล้ายกับ ซากเทวะที่เขาได้มา  ก่อนอี้เฉินจะไต่ถาม เยว่ชิงเซียน "เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่ เยว่ชิงเซียน"

 


        "อืมๆ ข้าก็คิดเหมือนเจ้า" ก่อนนางจะนำเอา ซากเทวะส่วนหัวของจักรพรรดิโลหิต ออกมา ครั้นเมื่อตรวจดูอย่างถี่ถ้วน ว่ามันมีปราณพลังเซียนอยู่เช่นเดียวกัน มันก็ทำให้ อี้เฉินกับเยว่ชิงเซียนยกยิ้มออกมาไม่น้อย

 


         เนื่องด้วยของที่พวกเขามี เหมือนจะอยู่ในระดับสูงกว่า ซากเซียนโบราณ อยู่ระดับหนึ่ง ครั้นเมื่อมันเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องหา ซากเซียนโบราณ ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการดูดปราณพลังเซียน เข้าร่าง

 


"ซีเผิง ซีเยว่ กงหนาน โม่กวาง เยว่ เยว่ พวกเจ้า แบ่งสันปันส่วน กันเองเถอะ เหมือนข้ากับ เยว่ชิงเซียน จะไม่ต้องการมันแล้วในยามนี้"

 


คนอื่นๆ เอ่ยตอบในทันที "อืมๆ เอาเช่นนั้นก็ได้อี้เฉิน ..ดูสิตรงห้องโถงทิศทางนั้น ที่ห่างออกไป เหมือนว่ายังมีโลงหินเฉกเช่นนี้ด้วย เช่นนั้น พวกเราไปสำรวจกันเถอะ"

 


       เพียงเวลาที่พวกเขาสำรวจได้ไม่นาน พวกเขาก็ได้ของที่ต้องการจนครบถ้วน หลายคนต่างก็อยากได้ ซากเซียนโบราณ ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการดูดซับปราณพลังเซียน เปิดเส้นลมปราณเซียน ทว่าภายในสุสานแห่งนี้ กลับมีซากเซียนโบราณอยู่ไม่น้อย

 


      ครั้นเมื่อได้ของที่ต้องการพวกเขาต่างก็ไม่รอช้า ตรงไปยังห้องโถงใหญ่ใจกลางในทันที ในยามนี้เหมือนจะมีการต่อสู้ใหญ่ แรงสั่นไหวส่งออกมาไม่ขาด ประหนึ่งว่าเกิดสงคราม ย่อมๆ ก็มิปาน แสดงว่าด้านบนจะต้องมีของล้ำค่า อย่างไม่ต้องสงสัย แถมว่าจะล้ำค่ามากเสียด้วย

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน