รอจนทุกคนกินของว่างเสร็จ ทั้งหมดจึงย้ายสถานที่ไปนั่งที่ศาลาในสวนเพื่อพูดคุยเรื่องแผนธุรกิจกันต่อ
“ก่อนอื่นข้าต้องขอขอบคุณท่านเจ้าเมืองด้วยนะขอรับที่สำรวจข้อมูลชาวบ้านมาให้ข้าอย่างละเอียด มันทำให้พวกเรารู้เลยว่าท่านมีความห่วงใยชาวบ้านจากใจจริง เมืองหยินของเราช่างโชคดีที่มีเจ้าเมืองที่ดีอย่างนี้จริงๆ ขอรับ” โจวหยวนเฉิงชมเจ้าเมืองจากใจจริง
“เจ้าไม่ต้องชมข้ามากขนาดนั้นหรอก อย่างไรเมืองหยินก็คือบ้านของข้า” ท่านเจ้าเมืองยิ้มรับอย่างดีใจ
“จากข้อมูลนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงและทำการเกษตร และส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ส่วนคนที่มีที่ดินก็ไม่รู้ทักษะการปลูกพืชที่ดี เรื่องการปลูกพืชนั้นสามารถเรียนรู้ได้ แต่เราต้องหาพืชที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศของบ้านเราให้พวกเขาปลูก อย่างนี้ผลผลิตถึงจะออกมาดีขอรับ ส่วนคนที่ไม่มีที่ดินก็เป็นคนทำงานรับจ้าง เราจะส่งเสริมอาชีพให้เขาทำธุรกิจหรือจะหางานให้เขาทำก็ได้ แต่การส่งเสริมอาชีพนั้นต้องเป็นคนที่มีความอดทนและตั้งใจ ความเห็นส่วนตัวของข้าเห็นว่าพวกเขาทำงานรับจ้างกันมาจนชิน เรื่องการส่งเสริมอาชีพจึงค่อนข้างยาก แต่การหางานและให้ค่าจ้างคงจะเหมาะกับพวกเขามากกว่าขอรับ” โจวหยวนเฉิงเริ่มบอก
“จริงอย่างที่คุณชายโจวว่านะขอรับท่านพ่อ ทำการค้าต้องมีความกล้าและหัวไว คนงานรับจ้างส่วนใหญ่จะชินกับการทำงานตามคำสั่งมากกว่าที่ต้องมาคิดจัดการด้วยตัวเอง” ไฉลู่ซือเห็นด้วย
“เนื่องจากเมืองของเรามีกลุ่มพ่อค้าอยู่แค่ไม่กี่ตระกูล การจัดเก็บภาษีก็ไม่เพียงพอกับการพัฒนาเมือง ดังนั้นหากเมืองหยินมีกิจการที่อยู่ในการควบคุมของตัวเองสักสองสามอย่างก็น่าจะดี และสินค้านั้นควรจะเป็นสินค้าหายากแต่ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ และท่านเจ้าเมืองยังสามารถควบคุมราคาไม่ให้เกิดการเก็งกำไรได้ด้วยขอรับ” โจวหยวนเฉิงอธิบายต่อ
“สินค้าที่ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้และจะต้องควบคุมราคาได้เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไรอย่างนั้นหรือ แล้วมันคือสินค้าชนิดใด” ท่านเจ้าเมืองสงสัย
“เกลือ น้ำตาล และน้ำมันขอรับ” โจวหยวนเฉิงเว้นจังหวะพูด “พื้นที่ของเมืองหยินเป็นพื้นที่ติดทะเล เราสามารถผลิตเกลือได้ด้วยการทำนาเกลือ ส่วนพืชที่เหมาะกับการเพาะปลูกของที่นี่คือมะพร้าว ซึ่งเราสามารถนำมะพร้าวมาสกัดเป็นน้ำมันและน้ำตาลมะพร้าวได้ขอรับ สินค้าทั้งสามชนิดนี้ทุกบ้านมีความจำเป็นต้องใช้ หากทางการเป็นผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ได้เองก็จะตัดปัญหาเรื่องการกักตุนสินค้าและการเก็งกำไรในอนาคตได้ขอรับ”
“เจ้าผลิตสินค้าทั้งสามอย่างนี้เป็นด้วยหรือ” ท่านเจ้าเมืองถามอย่างตกใจ เป็นเรื่องจริงที่สินค้าทั้งสามชนิดนั้นเป็นของสำคัญที่ทุกบ้านต้องใช้ หากมีพ่อค้าหน้าเลือดเป็นเจ้าของกิจการ ไม่แน่ว่าสินค้าทั้งสามอย่างนี้จะต้องมีราคาสูงแบบขูดเลือดขูดเนื้อมากจริงๆ เช่นนั้นไม่สู้ทางการผลิตขายเองเพื่อควบคุมราคาไปในตัว ทั้งยังเป็นการหารายได้มาใช้ในงานพัฒนาเมืองและสามารถจ้างแรงงานทำให้ชาวบ้านได้มีงานทำอีกด้วย
“ข้าไม่เคยผลิตสินค้าทั้งสามนี้หรอกขอรับ แต่ข้ามีตำราบอกวิธีทำสินค้าทั้งสามอย่างละเอียด เริ่มแรกท่านเจ้าเมืองอาจจะต้องหาวัตถุดิบและทดลองทำในปริมาณน้อยก่อนขอรับ หากผลิตสินค้าได้สำเร็จ หลังจากนั้นทางการถึงจัดตั้งเป็นโรงงานและจ้างแรงงานเข้ามาทำงานขอรับ” โจวหยวนเฉิงเสนอ
“ถึงแม้ลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างจากการทำงานแล้วก็ตาม แต่ข้าคิดว่าควรจะมีของตอบแทนอื่นให้พวกเขาด้วยขอรับ อย่างเช่นว่าในทุกปีใหม่จะมีเสื้อผ้าใหม่มอบให้คนละหนึ่งชุด หรือในทุกสิ้นเดือนจะมีข้าวสารมอบให้คนละหนึ่งจิน (1 จินเท่ากับครึ่งกิโลกรัมหรือ 500 กรัม) หรือเมื่อลูกจ้างลาป่วยก็จะไม่ถูกหักค่าแรง แต่ต้องกำหนดว่าในหนึ่งปีหรือหนึ่งเดือนจะลาป่วยได้ไม่เกินกี่วัน วิธีการนี้เป็นการซื้อใจคนงานด้วยขอรับ ที่ร้านค้าสกุลโจวของเราก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน ความคิดนี้ก็เป็นหยวนเฉิงที่แนะนำเช่นกันขอรับ” โจวหลี่เฉียงอธิบายเสร็จก็ไม่ลืมที่จะยกความดีให้น้องชาย
ทุกคนที่ได้ฟังก็ถึงกับทึ่งในวิธีการคิดและการอธิบายของพี่น้องสกุลโจว แม้แต่ท่านกุนซือประจำตัวท่านเจ้าเมืองที่อาสามาเป็นคนจดบันทึกในวันนี้ยังทึ่งกับแนวคิดที่ชาญฉลาดของเด็กหนุ่มทั้งสอง
แนวคิดนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับโจวหยวนเฉิง แต่กับคนยุคนี้มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น โจวหยวนเฉิงกับโจวหลี่เฉียงจึงถูกมองราวกับฮีโร่ผู้มีความสามารถอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านเจ้าเมืองขอรับ แนวคิดนี้ดียิ่งนักขอรับ เราลองทำตามคำแนะนำของคุณชายใหญ่กับคุณชายรองโจวดูก่อนก็ได้นะขอรับ หากสินค้าที่ผลิตออกมาได้ผลจริงๆ เราก็เตรียมพื้นที่สำหรับปลูกมะพร้าวและพื้นที่สำหรับทำนาเกลือได้เลย หลังจากนั้นเราค่อยประกาศรับสมัครคนงาน โดยค่าแรงจะคิดตามอัตราค่าแรงปกติของเมืองเรา” ท่านกุนซือยอมรับวิธีการของโจวหยวนเฉิงอย่างไม่มีข้อสงสัย
“เช่นนั้นก็ดี” ท่านเจ้าเมืองยิ้มรับ และยังไม่วายที่จะหันไปถามเรื่องอื่นกับโจวหยวนเฉิงต่อ “เจ้ายังมีแผนใดที่จะเสนออีกหรือไม่”
“นี่เป็นการแก้ไขปัญหาของแรงงานได้บางส่วนขอรับ เพราะงานเหล่านี้เหมาะกับแรงงานชาย แต่ในเมืองของเรายังมีสตรีและเด็กที่ต้องได้รับการดูแลด้วยนะขอรับ” โจวหยวนเฉิงมองทุกคนที่มองเขามาอย่างเลื่อมใสแล้วก็ได้แต่เขิน แต่ไหนๆ วันนี้จะพูดถึงแผนพัฒนาออกมาแล้วก็ขอพูดให้หมดทีเดียวเลยก็แล้วกัน หลังจากนั้นเขาก็จะได้เดินหน้าทำธุรกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่
“ท่านเจ้าเมืองขอรับตอนนี้เพื่อนของข้าคือเยี่ยเต๋อ” โจวหยวนเฉิงชี้ไปที่เยี่ยเต๋อ “เขากำลังจะเปิดร้านขายแพรพรรณ และโรงทอผ้า แต่เขายังไม่มีที่ดินสำหรับสร้างโรงทอ...”
“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา ข้าจะให้เจ้าหน้าที่จัดการให้โดยเร็ว” เจ้าเมืองรับปากทั้งที่ยังฟังโจวหยวนเฉิงพูดยังไม่จบด้วยซ้ำ
“ข้าขอขอบคุณท่านเจ้าเมืองแทนครอบครัวของอาเต๋อด้วยนะขอรับ อย่างที่ทราบกันดีว่าโรงทอผ้าจะต้องอาศัยฝ้ายและใยไหมมาใช้ในการผลิต แต่ครอบครัวของอาเต๋อต้องการรับผิดชอบเพียงงานทอผ้าเท่านั้น ดังนั้นชาวบ้านที่ต้องการหารายได้สามารถปลูกฝ้ายหรือเลี้ยงไหมมาผลิตเป็นเส้นไหมเพื่อส่งขายให้โรงทอผ้าของสกุลเยี่ยได้นะขอรับ แต่ราคาของฝ้ายและเส้นไหมจะต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพที่นำมาขาย” โจวหยวนเฉิงพูดต่อ
“แล้วเมล็ดพันธุ์ของต้นฝ้ายและใบหม่อนเราจะไปหาได้จากที่ใด ยังมีตัวอ่อนของไหมอีก” คราวนี้กุนซือถามก่อนใคร เขาเคยได้ยินเรื่องการปลูกฝ้ายและเลี้ยงไหมอยู่บ้าง แต่ของเหล่านั้นมีในพื้นที่ทางเหนือเท่านั้น
“ท่าเรือของเรามีเรือจากต่างถิ่นเข้าออกมากมาย เราสอบถามจากเขาได้ขอรับ” โจวหยวนเฉิงตอบ
“พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าบุตรชายของข้าเป็นแม่ทัพอยู่ทางเหนือ ของพวกนี้สามารถให้เขาหามาให้ได้ ทั้งยังให้เขาพาผู้เชี่ยวชาญมาสอนชาวบ้านของเราด้วยยังได้” ท่านแม่ทัพอาวุโสพูดขึ้นหลังจากนั่นฟังอยู่นาน ท่านรอเวลานี้มานานแล้ว ในเมื่อคนอื่นมีผลงาน ครอบครัวจ้าวก็ต้องมีผลงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองกับเขาด้วย
“จริงด้วยขอรับ ข้าลืมไปเสียสนิทว่าท่านแม่ทัพจ้าวชิงประจำการอยู่ทางเหนือ” ท่านกุนซือตอบรับอย่างนึกขึ้นได้
“หยวนเฉิง เจ้ายังมีแผนใดอยากจะพูดอีกหรือไม่” ท่านเจ้าเมืองตื่นเต้นอย่างที่สุด เมื่อนึกถึงภาพของชาวบ้านที่กำลังจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาก็แทบร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจแล้ว
“เด็กก่อนวัยเรียนควรได้รับการศึกษาด้วยขอรับ อย่างน้อยเด็กๆ ควรเรียนรู้เรื่องการนับเลขและต้องเขียนชื่อตัวเองได้ สถานศึกษาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนจะรับเด็กที่มีอายุระหว่างสี่ถึงหกปี หลังจากอายุครบหกปีเขาก็สามารถไปเรียนที่สำนักศึกษาได้แล้ว เพราะหากบ้านไหนไม่มีกำลังส่งบุตรหลานให้ได้เรียนต่อ การนับเลขได้และเขียนชื่อตัวเองเป็นก็นับว่าดีสำหรับพวกเขาแล้วขอรับ” โจวหยวนเฉิงยังนึกถึงนักเรียนยากจนที่เขาเคยไปฝึกประสบการณ์เมื่อชาติที่แล้วได้เป็นอย่างดี เด็กเหล่านั้นแค่นับเลขและเขียนชื่อตัวเองได้พวกเขาก็ดีใจกันจนน้ำตาไหลแล้ว “ท่านเข้าเมืองสามารถหาพื้นที่สร้างสถานศึกษาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนได้ล่วงหน้า ส่วนค่าใช้จ่ายสามารถนำผลกำไรจากการผลิตเกลือ น้ำมัน และน้ำตาลมะพร้าวมาใช้จ่ายได้ขอรับ”
ท่านเจ้าเมืองและท่านกุนซือต่างพากันน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่แล้ว หลายปีที่ทั้งสองพยายามพัฒนาเมืองและปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับชาวเมือง แต่ก็ไม่มีทางไหนที่พวกเขาจะทำได้เลย เมื่อได้ฟังแผนของโจวหยวนเฉิง มันทำให้พวกเขามองเห็นทางสว่างที่สดใสสวยงามในอนาคตได้อย่างน่ายินดียิ่ง