ตอนที่ 24 ถูกใช้เป็เครื่องมือค้นหาสมบัติ บารมีอันสูงส่งติดตัวมาแต่กำเนิด
ในชั่วอึดใจเดียว บรรยากาศในมหาวิหารก็สั่นสะท้านไหว
ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนรุ่นาุโหรือหนุ่มสาว ต่างเบิกตากว้างจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันด้วยความตกตะลึง
ไร้ร่องรอย ปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆ
ราวกับว่าเขามิได้ดำรงอยู่ในโลกนี้
ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ สวมชุดยาวสีดำสนิทไร้เครื่องประดับ แต่กลับแผ่รังสีแห่งความสูงส่งและสง่างามออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
เื้ัเขามีเ้าสำนักไท่เสวียนที่แสดงท่าทีเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งยืนอยู่เคียงข้าง พร้อมกับสตรีในชุดขาวที่ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าโปร่งบางเบา
ั์ตาชุ่มฉ่ำราวน้ำค้างยามใบไม้ร่วง คิ้วเรียวยาวดั่งทิวเขาอันไกลโพ้น
เพียงชั่วพริบตาก็สามารถดึงดูดสายตาของเหล่าบุรุษหนุ่มนับไม่ถ้วน
“เ้าสำนักไท่เสวียน...”
“เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักไท่เสวียน ผู้มีชื่อเสียงอันลือชื่อว่าเป็หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตงฮวง...”
“ไม่ผิดแน่”
“พวกข้าขอคารวะท่านผู้สูงศักดิ์”
ในขณะนั้น ผู้คนในมหาวิหารต่างพากันน้อมกายคารวะพร้อมเพรียงด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
จ้าวเทียน ฉู่อู๋จี๋ เซียวฮั่ว และคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึง
พลังของบุรุษหนุ่มผู้นี้ช่างลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง พวกเขาไม่อาจััได้ถึงพลังปราณอันใดของเขาได้เลยแม้แต่นิด
แต่นี่กลับทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นราวกับกำลังเผชิญกับเหวลึกที่ไร้จุดสิ้นสุด
“ทุกท่านมิต้องมากพิธี”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เพียงแค่ปรากฏตัวและแสร้งทำเป็ยิ่งใหญ่เท่านั้น
เขาย่อมไม่ปฏิเสธโอกาสเช่นนี้แน่นอน
และแน่นอนว่า เขายังสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อส่งสัญญาณเตือนเหล่าขุมอำนาจอื่นในดินแดนตงฮวงได้อีกด้วย
เพราะในบรรดาผู้ที่มาร่วมชุมนุม มีไม่น้อยที่เคยคบค้าสมาคมกับเย่เฉิน
เื่เล็กน้อยเช่นนี้ ด้วยฐานะของเขา เพียงแค่เอ่ยวาจาออกไป ขุมอำนาจใดก็คงไม่กล้าติดต่อกับเย่เฉินอีกต่อไป
ผู้ยึดมั่นในทางธรรมย่อมมีผู้สนับสนุน ส่วนผู้ที่ละทิ้งธรรมย่อมไร้ที่พึ่งพิง
เขากลับอยากรู้ว่าโชคชะตาของเย่เฉิน จะสามารถช่วยเหลือเขาไปได้อีกนานเพียงใด
จากนั้น ทุกคนต่างก็เริ่มแนะนำตัวและขุมอำนาจที่ตนสังกัด โดยหวังที่จะสร้างความประทับใจให้กับกู้ฉางเกอ
แต่ทว่าเขากลับมิใคร่ใส่ใจนัก ใบหน้ายังคงเรียบเฉยและเ็าเช่นเดิม
ความคิดของเขาล่องลอยไปไกล เอาแต่คิดถึงเื่การปรับแต่งหน้าต่างสถานะของตนเอง
ส่วนฝ่ายเย่เฉินนั้น ก็คงเก็บเกี่ยววาสนามาได้นานพอสมควรแล้ว คงถึงเวลาที่จะกำจัดเขาให้สิ้นซากเสียที
โอสถผสานิญญาเม็ดนั้นหาได้ใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นไม่
เนื่องจากเขาได้ใช้เวทลับที่บันทึกไว้ในวิชามหามารกลืนเทพสร้างตราประทับทิ้งไว้บนเม็ดโอสถ
หากเยี่ยนจีอยู่ใน่รุ่งโรจน์และยังคงมีพลังเต็มเปี่ยม นางก็อาจจะสามารถตรวจพบได้
แต่ด้วยสภาพของนางในตอนนี้ ย่อมไม่มีทางพบเห็นพิรุธได้โดยเด็ดขาด
กู้ฉางเกอนั้นมีความมั่นใจในบรรดาวิชามหามารกลืนเทพที่เขาเป็อย่างยิ่ง
แล้วเช่นนี้เย่เฉินจะหนีไปได้ไกลเพียงใดกัน
เขาเป็เพียงเครื่องมือค้นหาสมบัติสำหรับกู้ฉางเกอเท่านั้น
ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดแปลกของกู้ฉางเกอในตอนนี้
เขาลดเปลือกตาลง จิบสุราในถ้วยอย่างนิ่งสงบ
โชคดีที่บุคลิกของเขาเป็เช่นนี้อยู่แล้ว
เพียงแค่ไม่ยิ้ม ก็ทำให้เขาดูเ็าลึกลับ
เรียกได้ว่าเป็บารมีที่ติดตัวมาั้แ่กำเนิด
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้คนในวิหารก็ต่างหวาดกลัว เกรงว่าจะไปทำให้บุรุษหนุ่มผู้นี้ขุ่นเคืองใจ
เหล่าขุมอำนาจต่างก็พยายามเอาอกเอาใจกู้ฉางเกออย่างระมัดระวัง บ้างก็พยายามสืบหาจุดประสงค์ที่เขาลงมาจากแดน์ บ้างก็พยายามถามถึงความชอบส่วนตัวของเขาอย่างอ้อมๆ
กู้ฉางเกอเองก็เพลิดเพลินกับความรู้สึกเช่นนี้อยู่มิน้อย
การเป็ตัวร้ายนี่มันช่างสุขสบายเสียจริง
ทุกคนต่างก็มองออก
ว่าการที่สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกู้ฉางเกอเช่นนี้นั้นก็ล้วนเป็เพราะซูชิงเกอ
สตรีผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตงฮวง ซึ่งนามนั้นหาใช่ได้มาโดยไร้เหตุผลไม่
ซูชิงเกอเปรียบเสมือนเทพธิดาในดวงใจของเหล่าบุรุษหนุ่มผู้มีพร์มากมาย
ดังนั้นเหล่าผู้าุโต่างก็เริ่มคิดใคร่ครวญว่าในตระกูลของตนมีหญิงสาวผู้ใดที่มีรูปโฉมงดงามเพียบพร้อมบ้างหรือไม่
แน่นอนว่าหากรูปโฉมด้อยกว่าซูชิงเกอมากนัก ก็อย่าได้นำไปให้เป็ที่น่าขายหน้าเลย
ในตอนนั้นเอง สายตาของกู้ฉางเกอพลันไปสะดุดกับหญิงงามผู้หนึ่ง
“เ้ามีนามว่าอันใด”
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถาม
“เอ๊ะ...ท่านกำลังพูดกับข้าหรือเ้าคะ”
หญิงสาวผู้นั้นรู้สึกดีใจและตื่นเต้นจนเสียงสั่นเครือ ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความชื่นชม คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับความสนใจจากกู้ฉางเกอ
“ข้ามีนามว่าหวังเสวี่ย เป็ศิษย์แห่งวังหมื่นบุปผาเ้าค่ะ”
ทุกสายตาต่างจับจ้องมองมาที่นางด้วยความประหลาดใจ
หลายคนต่างอิจฉาหญิงสาวที่ถูกกู้ฉางเกอเอ่ยถาม
การได้รับความสนใจจากบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ ถือเป็เกียรติยศอันสูงสุดอย่างยิ่ง!
นางมีบุญวาสนาอันใดถึงได้รับความเมตตานี้
“ก่อนหน้านี้เ้าเคยพบข้ามาก่อนหรือไม่ แล้วเ้ามีความสัมพันธ์เช่นไรกับเย่เฉิน”
กู้ฉางเกอจ้องมองนางพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อ๊ะ...เย่เฉิน...”
เมื่อศิษย์หญิงนามหวังเสวี่ยได้ยินคำถามนี้ก็พลันก็เกิดความตระหนกจนทำอันใดไม่ถูก
“เสวี่ยเอ๋อร์ ท่านผู้สูงศักดิ์กำลังพูดกับเ้าอยู่” อาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ นางร้อนใจยิ่งกว่าตัวนางเสียอีก จนอยากจะกล่าวตอบคำถามแทนนางด้วยตนเอง
“เรียนท่านผู้สูงศักดิ์ เย่เฉินเคยเป็คู่หมั้นหมายของข้าเ้าค่ะ แต่เมื่อสามปีก่อนข้าก็ได้ถอนหมั้นกับเขาไปแล้ว...”
“และเมื่อครั้งที่ท่านได้ไปเยือนยังชายแดนของดินแดนหมื่นอสูรต้องห้าม ตอนที่ท่านได้ใช้กระบี่สังหารสัตว์อสูรระดับเ้าครองแคว้นภายในกระบวนท่าเดียว ตอนนั้นข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นั่นพอดี จึงพลอยได้รับความช่วยเหลือจากท่านไปด้วย ดังนั้น...”
หวังเสวี่ยพยายามรวบรวมสติแล้วรีบกล่าวคำอธิบายอย่างรวดเร็ว
อดีตคู่หมั้นของเย่เฉินเมื่อสามปีก่อนงั้นหรือ
และยังบังเอิญรอดชีวิตมาได้เพราะตน
กู้ฉางเกอพยายามค้นหาความทรงจำในหัว
่ก่อนหน้านี้ ตัวตนเดิมของเขาเคยไปยังดินแดนหมื่นอสูรต้องห้ามเพื่อหวังเสาะหาโชคลาภ
แต่ก็จบลงด้วยการคว้าน้ำเหลว
มิน่าเล่า หญิงสาวผู้นี้จึงได้มองเขาด้วยแววตาเคารพชื่นชม
ที่แท้ก็เป็เพราะบุญคุณที่เคยผูกพันกันไว้ั้แ่ตอนนั้น
“หืม”
“ใช้กระบี่สังหารสัตว์อสูรระดับเ้าครองแคว้นเพียงครั้งเดียวหรือ...”
หลังจากได้ยินคำพูดของหวังเสวี่ย ทุกคนในมหาวิหารต่างก็พากันสูดหายใจลึกด้วยความตกตะลึง
จ้าวเทียน ฉู่อู๋จี๋ และคนอื่นๆ ต่างก็เผยสีหน้าตื่นตระหนก หัวใจเต้นระรัว ขนลุกชันไปทั้งศีรษะ
พวกเขามิได้หูฝาดไปใช่ไหม
บุรุษหนุ่มผู้นี้มีพลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ผู้ที่บรรลุถึงระดับมหาปราชญ์นั้นสามารถเหยียบย่างไปได้ไกลนับหมื่นลี้
ส่วนระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์นั้นสามารถเป็ประมุขของสำนักศักดิ์สิทธิ์ ปกครองดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลนับล้านลี้
หากผู้ที่มีพลังระดับเ้าครองแคว้นมิปรากฏตัว ก็แทบจะกล่าวได้ว่าแทบจะไร้ผู้ต่อกรได้ในโลกนี้
และผู้ที่มีพลังระดับเ้าครองแคว้นจะสามารถพบเจอได้เพียงในดินแดนต้องห้ามเท่านั้น
นั่นหมายความว่า เหล่าขุมอำนาจต่างๆ ในดินแดนตงฮวง ไม่สามารถต้านทานพลังกระบี่เพียงครั้งเดียวของบุรุษผู้นี้ได้เลยอย่างนั้นหรือ
มิมีผู้ใดสงสัยในคำพูดของหวังเสวี่ย
แม้แต่ซูชิงเกอเองก็ยังต้องตกตะลึง นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ประจักษ์ชัดถึงความน่าสะพรึงกลัวในพลังของกู้ฉางเกอได้อย่างชัดเจน
เหล่าคนรุ่นเยาว์ในดินแดนตงฮวง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาแล้วก็เป็ได้เพียงแค่มดปลวกอันไร้ค่าเท่านั้น
ผู้คนทั้งหลายต่างก็รู้สึกหวาดกลัวและยำเกรงบุรุษหนุ่มผู้นี้มากยิ่งขึ้น
‘โชคยังดีที่มิได้เอ่ยถามถึงเบาะแสของเย่เฉิน นับจากนี้ไปจะต้องไม่ให้หลานสาวของข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเด็ดขาด…’
‘เย่เฉินนี่ช่างรนหาที่ตายเสียจริง ไฉนถึงได้ไปล่วงเกินสร้างความขุ่นเคืองให้ท่านผู้นี้ได้เล่า’
ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยางซวีคิดในใจอย่างหวาดผวา ขณะที่เหงื่อเย็นไหลชุ่มเต็มแผ่นหลัง
เมื่อครู่เขาเกือบจะรนหาที่ตายพลั้งปากถามไปแล้ว