ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 60 ผู้บุกรุกในยามวิกาล


            หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นจึงไม่รีรอที่จะอยู่ที่จวนอัครเสนาบดีต่อไป จึงพาจื่อเซียงกลับทันที สุดท้ายการออกมาในวันนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะเตรียมของขวัญอะไรดี

            “คุณหนูคุณชายใหญ่บอกแล้วนี่เจ้าคะ องค์ชายหกเป็นคนนิสัยแปลกประหลาด นอกจากสะสมสิ่งของพิลึกพิลั่นยังหมายถึงสิ่งใดได้อีกเจ้าคะ?” จื่อเซียงถามอย่างสงสัย

            มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะออกมาพลางมองไปทางจื่อเซียง“เจ้าว่ามีสิ่งพิลึกอะไรที่ฉู่ลี่ไม่เคยพบเคยเห็น เขาไม่มีทางอยากได้ของพิลึกจากข้าหรอก”

            “ในเมื่อของแปลกพิลึกไม่เอาอย่างนั้นบ่าวคิดว่าคุณหนูควรประดิษฐ์ของด้วยมือของคุณหนูเองสิเจ้าคะ หาซื้อที่ไหนไม่ได้ไม่มีใครเห็นมาก่อนอีกต่างหากเจ้าค่ะ” จื่อเซียงหัวเราะคิกคัก

            ของประดิษฐ์ด้วยมือ?

            มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วครุ่นคิดยกมือของนางขึ้นมาพินิจถึงเจ้าของร่างที่ผิวพรรณผ่องใสงดงามเหลือเกินนี้

            แต่ดูเหมือนสิ่งที่มู่อวิ๋นจิ่นไม่ถนัดมากที่สุดคือการประดิษฐ์ของด้วยมือนี่แหละ

            ถ้าให้นางทะเลาะตบตีกับคนอื่นย่อมไม่ใช่ปัญหาทว่าให้นางประดิษฐ์ของจากมือ ช่างดูยากแสนยากเหลือเกิน

            ในชั่วขณะมู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน

            เมื่อกลับมาถึงจวนองค์ชายหกแม่นมเสิ่นรีบออกไปรับด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม “พระชายาคิดออกหรือยังเจ้าคะ ว่าจะให้ของขวัญอะไรกับองค์ชายหกดี?”

            มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่ส่ายหน้าไปมา“ยังคิดไม่ออกเลย”

            แม่นมเสิ่นพยักหน้ารับทราบ“ยังไม่ต้องรีบร้อนเจ้าค่ะ อย่างน้อยยังมีเวลาเหลือ ค่อย ๆ คิดก็ได้เจ้าค่ะ”

            “อืม เวลานี้ข้ารู้สึกง่วงนิดหน่อยเดี๋ยวกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน” มู่อวิ๋นจิ่นบอก

            “จื่อเซียงเจ้ามาช่วยข้าเก็บดอกไม้แล้วกัน” แม่นมเสิ่นเอ่ยยืมตัวจื่อเซียงไว้

            จื่อเซียงพยักหน้ารับทราบ

            จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นเดินกลับเรือนลี่เฉวียนสวนด้านหลังและเรือนในจวนองค์ชายหก ช่างกว้างใหญ่มากกว่าจวนอัครเสนาบดีหลายเท่าตัว

            แต่ถึงกระนั้นนางก็ถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อยจากนั้นเดินไปทางเรือนที่ไม่เคยไปมาก่อน

            พอเดินผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยหลายห้องมู่อวิ๋นจิ่นพลันนึกถึงเรื่องที่จื่อเซียงเคยเล่าให้ฟัง เรือนเหล่านี้คงเตรียมไว้เพื่อให้ภรรยาเล็กภรรยาน้อยอยู่

            ในระหว่างที่ก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าวหูของนางกลับได้ยินเสียงคนพูดดังขึ้นออกมาจากเรือน

            มู่อวิ๋นจิ่นหยุดฝีเท้าลงในฉับพลันด้วยความสงสัยใคร่รู้จากนั้นค่อย ๆ ก้าวย่องเข้าไปใกล้ขึ้นจนได้ยินเสียงของติงเสี่ยนดังขึ้นจากด้านใน

            “การเดินทางลงไปทางใต้ในครั้งนี้ไม่ได้รับผลประโยชน์แม้แต่น้อย แต่ของชิ้นนั้นสำคัญยิ่งกับองค์ชาย การเดินทางไปอาณาจักรตงหลินครั้งนี้ต้องหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้ได้มากที่สุด”

            “ใช่แล้วติงเว่ย”

            “องค์ชายลำบากตรากตรำเสาะหาของชิ้นนั้นมานานนับสิบปีช่วงนี้เบาะแสและช่องทางต่าง ๆ มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเจ้าต้องช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่”

            …

            มู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้เงี่ยหูฟังบทสนทนาจนจบก็รีบย่องเดินกลับเรือนไปก่อนทันใดนั้นภายในหัวของนางก็ปรากฏภาพการเข้าวังหลวงครั้งแรกผุดขึ้นมาเห็นภาพที่นางไปชนกับฉู่ลี่โดยมิได้ตั้งใจจนต้องถูกเขาบีบคอแน่นไปหมด

            ภาพที่ผุดขึ้นในตอนนั้นเป็นสิ่งที่นางแอบได้ยินมันช่างคล้ายกับการได้ยินในวันนี้ นั่นคือการเสาะหาของบางอย่าง จากนั้นฉู่ลี่ก็พบว่านางแอบฟังจนหมายคิดจะฆ่านางปิดปาก

            หากเสาะหามานับสิบปีแล้วสิ่งของสำคัญชิ้นนั้นคืออะไรกันแน่?

            เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเดินกลับมาที่เรือนลี่เฉวียนบังเอิญเจอฉู่ลี่เดินจากห้องด้านข้างเพียงลำพัง

            ทันทีที่มู่อวิ๋นจิ่นเห็นฉู่ลี่ภาพที่นางแอบฟังเรื่องที่ติงเสี่ยนพูดคุยเมื่อครู่ก็พลันทำให้นางรู้สึกทำตัวไม่ถูกได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แทนคำพูด

            ฉู่ลี่จ้องมองนางพลางเอ่ยเสียงเรียบ “จะยิ้มเจื่อนๆ โง่เง่าแบบนี้ทำไม?”

            “...”มู่อวิ๋นจิ่นรีบตั้งสติห้ามปากของนางที่อยากจะด่าทอ โดยจ้องไปที่หน้าของฉู่ลี่แทน จากนั้นก้าวเข้าไปในห้องนอนของนาง

            ฉู่ลี่ยืนมองอยู่ที่เดิมส่ายหน้าด้วยความงงงวย

            …

            เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเข้าห้องงีบหลับก็ได้สติกลับขึ้นมาในยามดึก

            มู่อวิ๋นจิ่นเปลี่ยนอิริยาบถลุกขึ้นมานั่งมองเห็นในห้องเต็มไปด้วยความมืดมิด จากนั้นนึกได้ว่าหลังจากกลับมายามบ่าย นางก็งีบหลับมาจนถึงเวลานี้

            คิดมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจเดินลงจากเตียงเตรียมหาของทานนิดหน่อย

            เมื่อเปิดประตูเรือนมองออกไปภายนอกแขวนโคมไฟมากมายส่องสว่างไปทั่วจวน มีเพียงห้องเยื้องนางเท่านั้นที่มืดมิด

            ฉู่ลี่ไม่อยู่ที่จวนอีกแล้วสินะ

            ระหว่างที่นางเตรียมตัวเดินไปที่ห้องครัวเรือนที่เงียบสงบกลับมีลมพัดลูกใหญ่ปะทะหลายลูก ส่งผลให้โคมไฟที่แขวนรอบเรือนดับวูบลงจนหมดในทันที

            ทั้งเรือนลี่เฉวียนไร้แสงสว่างในฉับพลัน

            จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเสียงย่องเดินอย่างแผ่วเบาบนหลังคาของเรือนพร้อมกับเสียงหายใจของคนจำนวนไม่น้อย

            มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยนี่คือ…

            ผู้บุกรุกอย่างนั้นหรือ?

            คิดได้ดังนั้นมู่อวิ๋นจิ่นรีบถอยกลับเข้าไปในห้องยืนพิงตู้อย่างสงบและรวบรวมสมาธิเพื่อฟังเสียงจากรอบด้าน

            จากนั้นชั่วพริบตาเดียวภายใต้แสงจันทราอันริบหรี่มู่อวิ๋นจิ่นเห็นเงาของคนสองสามคนกระโดดลงมาจากหลังคา

            “ค่ำคืนนี้ฉู่ลี่ไม่อยู่ที่จวนย่อมเป็นโอกาสเหมาะเจาะที่สุดในการลงมือ”นอกห้องมีเสียงบุรุษเอ่ยเสียงต่ำ

            สิ้นเสียงนั้นเหล่าผู้บุกรุกพยักหน้าและแบ่งกลุ่มกระจายกันไป

            เสียงผิวปากดังขึ้นจากนั้นมีผู้บุกรุกผลักประตูห้องของมู่อวิ๋นจิ่นออก

            มู่อวิ๋นจิ่นที่เปลี่ยนไปหลบอยู่ด้านหลังตู้เห็นฝีเท้าของผู้บุกรุกก้าวเดินด้วยวิชาตัวเบาเข้ามาในห้อง พวกเขาเข้ามาเปิดทั้งตู้และกล่องเพื่อค้นหาบางอย่าง

            ไม่นานนักบรรดาผู้บุกรุกในชุดดำก็ก้าวเดินมาทางตู้ที่นางหลบซ่อนอยู่

            มู่อวิ๋นจิ่นเอื้อมมือกำมีดกริชที่ซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อตลอดเวลาออกเพื่อกันภัยจากชายชุดดำเหล่านั้นที่เดินใกล้เข้ามา

            เมื่อชายชุดดำเปิดตู้ออกมาทันใดนั้นนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็ได้ปรากฏตัวพุ่งออกมา โดยใช้มีดกริชปักไปที่อกของชายชุดดำอย่างรุนแรง

            ชายชุดดำคิดไม่ถึงว่าในตู้จะมีคนปรากฏตัวพุ่งออกมาระหว่างที่กำลังจะเอาคืน ลมหายใจกลับดับสิ้นลงแล้ว

            มู่อวิ๋นจิ่นดึงกริชที่ปักคาอกชายชุดดำออกแล้ววิ่งออกไปข้างนอก

            ในเวลานี้ทั้งเรือนลี่เฉวียนถูกล้อมด้วยชายชุดดำทุกทิศทางมู่อวิ๋นจิ่นหรี่ตาลงพยายามจ้องมองหาชายชุดดำเหล่านั้น

            ระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นกำลังเตรียมสะบัดแส้เพื่อจัดการชายชุดดำนั้นนางกลับสัมผัสได้ถึงลมหายใจของชายชุดดำรอบด้านอีกกลุ่มที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ช่างเหมือนกับลมหายใจในตอนที่พบหน้าฉู่ลี่เป็นครั้งแรกจากภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

            ทันใดนั้นโคมไฟที่ดับวูบลงในเรือนลี่เฉวียนกลับสว่างไสวกลับสู่สภาพเดิม

            ชายชุดดำที่ดักซุ่มอยู่รอบทิศพยายามอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนหลังจากนั้นประตูทางเข้าเรือนกลับเปิดออกเห็นชายชุดดำเดินเข้ามา

            พอมู่อวิ๋นจิ่นได้เห็นก็ทราบได้ในทันทีว่าเป็นฉู่ลี่

            ที่แท้ฉู่ลี่ได้เตรียมการรับมือไว้เรียบร้อยแล้ว

            “แย่แล้วติดกับเข้าแล้ว รีบถอยเร็วเข้า!” ชายชุดดำคนหนึ่งตะโกนและกระโดดหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

            ฉู่ลี่ได้ยินก็แสยะยิ้มอย่างเลือดเย็นก่อนจะสั่งการไปว่า “จัดการพวกมันให้หมดทุกคน อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”

            “ได้ขอรับองค์ชาย”

            สิ้นเสียงแล้วบรรดาองครักษ์ลับค่อย ๆ เริ่มปฏิบัติการ

            ฉู่ลี่กวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบเห็นมู่อวิ๋นจิ่นยืนอยู่หน้าประตูเรือนด้วยสายตาแปลกประหลาดจนเขาต้องผงะถอยหลัง

            เมื่อฉู่ลี่เดินมายืนเบื้องหน้ามู่อวิ๋นจิ่นเขาเม้มปากถามขึ้น “ทำให้ตกใจแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            “ไม่มีทางเพียงแต่ในห้องของข้ามีร่างไร้วิญญาณของชายชุดดำ ประเดี๋ยวให้คนขององค์ชายมาจัดการให้เรียบร้อยด้วย”มู่อวิ๋นจิ่นพูดเสร็จชี้นิ้วไปในห้อง

            ฉู่ลี่ขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย“เจ้าเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ?”

            “ข้าแอบลอบโจมตีนับว่ายังโชคดี” มู่อวิ๋นจิ่นพูดด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ โดยในใจคิดว่าหากปิดบังเรื่องแบบนี้ได้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

            “อ่อ”ฉู่ลี่พยักหน้ารับทราบ

            ไม่นานนักติงเสี่ยนได้กระโดดลงจากหลังคาด้านบนพร้อมกับยื่นชุดสีดำในมือให้ฉู่ลี่ดู “องค์ชายนี่เป็นคนของอาณาจักรตงหลินขอรับ”

            “จัดการให้หมดทุกคน”ฉู่ลี่หันไปย้ำกับติงเสี่ยน

            ติงเสี่ยนพยักหน้ารับคำสั่ง

            บัดนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็เกิดการรู้จักมักคุ้นกับชื่ออาณาจักรตงหลินด้วยว่าแอบได้ยินติงเสี่ยนพูดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

            มิน่าเล่าเรื่องโชคร้ายแบบนี้จึงมาถึงตัวได้

            ดูท่าแล้วในจวนองค์ชายหกแห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยและสงบเยือกเย็นเท่าไหร่นัก

            ไม่นานนักรอบ ๆ บริเวณจวนก็ได้เงียบสงบลงเหมือนเดิม มู่อวิ๋นจิ่นที่เดินเข้าในห้องหมายจะนอนหลับพักผ่อนแต่เมื่อก้าวเข้าไปก็ต้องผงะถอยหลังด้วยความสะอิดสะเอียน

            ฉู่ลี่จึงหันมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่นด้วยความงงงวย

            “ข้าหิวแล้วข้าจะไปหาอะไรทานเสียหน่อย” พูดจบมู่อวิ๋นจิ่นเบะปากเดินเชิดหน้าออกจากเรือนไป

            ฉู่ลี่ยืนมองมู่อวิ๋นจิ่นเดินจากไปหันไปสั่งติงเสี่ยนว่า “รีบไปจัดการกลิ่นคาวเลือดในห้องมู่อวิ๋นจิ่นให้หมดโดยเร็วที่สุด”

            “ขอรับองค์ชาย”

            …

            ภายในห้องครัวที่ค่อนข้างเล็กมู่อวิ๋นจิ่นค้นหาของทานในห้องจนทั่วทุกซอกทุกมุม ในที่สุดก็พบหมั่นโถวแห้งๆ และข้าวที่ทานเหลืออยู่ไม่มาก

            มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่เบ้ปากจากนั้นพับแขนเสื้อขึ้น หาไข่ไก่สองฟองนำมาผัดกับมะเขือเทศ

            พอตักอาหารเข้าปากเคี้ยวมู่อวิ๋นจิ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนต้องสำรอกออกมา และวางชามข้าวไว้ด้านข้าง

            สุดท้ายนางเลือกหยิบหมั่นโถวหนึ่งลูกแล้วเดินออกจากห้องครัว

            ยามค่ำคืนในฤดูร้อนสายลมอ่อน ๆ พัดโชยปะทะร่างกายให้ความเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก

            ในเวลานี้มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่อยากเดินกลับไปที่เรือนลี่เฉวียนจึงนั่งอยู่ที่ศาลารับลมเย็น ๆ พลางค่อย ๆ กัดหมั่นโถวทานทีละคำ

            ระหว่างนั้นนางเงยหน้าชมจันทราที่ส่องแสงสว่างไปทั่วพลางเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

            “สมัยวัยเยาว์ไม่ประสาจันทราคือสิ่งใดนึกเสมอเป็นหยกขาวสว่างไสว เมื่อพินิจเห็นเป็นเทพธิดา ลอยเวียนไปวนมากลางเมฆา”

            หลังอารัมภบทอยู่สักพักมู่อวิ๋นจิ่นได้แต่หัวเราะเสียงต่ำออกมา

            “ดึกดื่นวิกาลเช่นนี้เจ้ายังมีกะจิตกะใจมาเสพสุขได้อีก” เสียงของฉู่ลี่ลอยมาจากด้านหลังด้วยน้ำเสียงดูแคลน

            มู่อวิ๋นจิ่นชะงักในทันใดรีบมองไปรอบตัวก่อนเอ่ยถามว่า “องค์ชายหกไม่พักผ่อนหรือ มาทำอะไรที่นี่?”

            “เจ้าเป็นคนแต่งกลอนที่ร่ายมาอย่างนั้นหรือ?” ฉู่ลี่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้

            “เจ้าประเมินข้าสูงเกินไปแล้วข้าไม่มีความอดทนอดกลั้นแต่งกลอนได้หรอก” มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากและหันมากัดหมั่นโถวคำสุดท้ายจากนั้นหยิบผ้าไหมขึ้นมาเช็ดมือ

            ฉู่ลี่จ้องมองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยสายตาแน่นิ่งเสมือนคิดสิ่งใดอยู่ จากนั้นหยิบนกหวีดหยกออกจากแขนเสื้อยื่นให้นาง

            “หากเป่านกหวีดหยกแล้วจะสามารถเรียกองครักษ์ลับให้มารวมตัวที่จวนได้”

            มู่อวิ๋นจิ่นอึ้งตาค้างอยู่ครู่หนึ่งมองพิจารณานกหวีดหยกชิ้นนั้นก่อนจะเบะปากไม่ยื่นมือมารับ “ไม่ต้องหรอก ข้าสามารถดูแลตัวเองได้”

            “ด้วยความสามารถของเจ้าเอง?” ฉู่ลี่สัพยอกกลับ

            มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ขบฟันกรอดๆ ครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวก่อนเอ่ยพลางยิ้มมุมปาก แล้วยื่นมือไปรับนกหวีดหยกนั้นมา “อย่างนั้นข้ายอมรับมันไว้ก็ได้”

            มู่อวิ๋นจิ่นแอบคิดเผื่ออนาคตไว้แล้ววันนี้นางได้ใช้กริชที่ซ่อนติดตัวไว้ออกมา หากวันใดเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาอีก อย่างนั้นเมื่อเป่านกหวีดหยกนี้ก็ย่อมที่จะสามารถเรียกองครักษ์ลับมาช่วยคุ้มกันโดยที่นางไม่ต้องควักกริชติดตัวออกมาใช้ได้

            เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นรับนกหวีดหยกแล้วฉู่ลี่จึงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งว่า “กลิ่นคาวเลือดในห้องเจ้าไม่มีแล้ว กลับไปพักผ่อนได้”

            “เอ่อ…”มู่อวิ๋นจิ่นยืนเบะปากนิ่งอยู่ที่เดิม

             

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508