หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นจึงไม่รีรอที่จะอยู่ที่จวนอัครเสนาบดีต่อไป จึงพาจื่อเซียงกลับทันที สุดท้ายการออกมาในวันนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะเตรียมของขวัญอะไรดี
“คุณหนูคุณชายใหญ่บอกแล้วนี่เจ้าคะ องค์ชายหกเป็นคนนิสัยแปลกประหลาด นอกจากสะสมสิ่งของพิลึกพิลั่นยังหมายถึงสิ่งใดได้อีกเจ้าคะ?” จื่อเซียงถามอย่างสงสัย
มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะออกมาพลางมองไปทางจื่อเซียง“เจ้าว่ามีสิ่งพิลึกอะไรที่ฉู่ลี่ไม่เคยพบเคยเห็น เขาไม่มีทางอยากได้ของพิลึกจากข้าหรอก”
“ในเมื่อของแปลกพิลึกไม่เอาอย่างนั้นบ่าวคิดว่าคุณหนูควรประดิษฐ์ของด้วยมือของคุณหนูเองสิเจ้าคะ หาซื้อที่ไหนไม่ได้ไม่มีใครเห็นมาก่อนอีกต่างหากเจ้าค่ะ” จื่อเซียงหัวเราะคิกคัก
ของประดิษฐ์ด้วยมือ?
มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วครุ่นคิดยกมือของนางขึ้นมาพินิจถึงเจ้าของร่างที่ผิวพรรณผ่องใสงดงามเหลือเกินนี้
แต่ดูเหมือนสิ่งที่มู่อวิ๋นจิ่นไม่ถนัดมากที่สุดคือการประดิษฐ์ของด้วยมือนี่แหละ
ถ้าให้นางทะเลาะตบตีกับคนอื่นย่อมไม่ใช่ปัญหาทว่าให้นางประดิษฐ์ของจากมือ ช่างดูยากแสนยากเหลือเกิน
ในชั่วขณะมู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
เมื่อกลับมาถึงจวนองค์ชายหกแม่นมเสิ่นรีบออกไปรับด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม “พระชายาคิดออกหรือยังเจ้าคะ ว่าจะให้ของขวัญอะไรกับองค์ชายหกดี?”
มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่ส่ายหน้าไปมา“ยังคิดไม่ออกเลย”
แม่นมเสิ่นพยักหน้ารับทราบ“ยังไม่ต้องรีบร้อนเจ้าค่ะ อย่างน้อยยังมีเวลาเหลือ ค่อย ๆ คิดก็ได้เจ้าค่ะ”
“อืม เวลานี้ข้ารู้สึกง่วงนิดหน่อยเดี๋ยวกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน” มู่อวิ๋นจิ่นบอก
“จื่อเซียงเจ้ามาช่วยข้าเก็บดอกไม้แล้วกัน” แม่นมเสิ่นเอ่ยยืมตัวจื่อเซียงไว้
จื่อเซียงพยักหน้ารับทราบ
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นเดินกลับเรือนลี่เฉวียนสวนด้านหลังและเรือนในจวนองค์ชายหก ช่างกว้างใหญ่มากกว่าจวนอัครเสนาบดีหลายเท่าตัว
แต่ถึงกระนั้นนางก็ถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อยจากนั้นเดินไปทางเรือนที่ไม่เคยไปมาก่อน
พอเดินผ่านเรือนเล็กเรือนน้อยหลายห้องมู่อวิ๋นจิ่นพลันนึกถึงเรื่องที่จื่อเซียงเคยเล่าให้ฟัง เรือนเหล่านี้คงเตรียมไว้เพื่อให้ภรรยาเล็กภรรยาน้อยอยู่
ในระหว่างที่ก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าวหูของนางกลับได้ยินเสียงคนพูดดังขึ้นออกมาจากเรือน
มู่อวิ๋นจิ่นหยุดฝีเท้าลงในฉับพลันด้วยความสงสัยใคร่รู้จากนั้นค่อย ๆ ก้าวย่องเข้าไปใกล้ขึ้นจนได้ยินเสียงของติงเสี่ยนดังขึ้นจากด้านใน
“การเดินทางลงไปทางใต้ในครั้งนี้ไม่ได้รับผลประโยชน์แม้แต่น้อย แต่ของชิ้นนั้นสำคัญยิ่งกับองค์ชาย การเดินทางไปอาณาจักรตงหลินครั้งนี้ต้องหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้ได้มากที่สุด”
“ใช่แล้วติงเว่ย”
“องค์ชายลำบากตรากตรำเสาะหาของชิ้นนั้นมานานนับสิบปีช่วงนี้เบาะแสและช่องทางต่าง ๆ มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเจ้าต้องช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่”
…
มู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้เงี่ยหูฟังบทสนทนาจนจบก็รีบย่องเดินกลับเรือนไปก่อนทันใดนั้นภายในหัวของนางก็ปรากฏภาพการเข้าวังหลวงครั้งแรกผุดขึ้นมาเห็นภาพที่นางไปชนกับฉู่ลี่โดยมิได้ตั้งใจจนต้องถูกเขาบีบคอแน่นไปหมด
ภาพที่ผุดขึ้นในตอนนั้นเป็นสิ่งที่นางแอบได้ยินมันช่างคล้ายกับการได้ยินในวันนี้ นั่นคือการเสาะหาของบางอย่าง จากนั้นฉู่ลี่ก็พบว่านางแอบฟังจนหมายคิดจะฆ่านางปิดปาก
หากเสาะหามานับสิบปีแล้วสิ่งของสำคัญชิ้นนั้นคืออะไรกันแน่?
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเดินกลับมาที่เรือนลี่เฉวียนบังเอิญเจอฉู่ลี่เดินจากห้องด้านข้างเพียงลำพัง
ทันทีที่มู่อวิ๋นจิ่นเห็นฉู่ลี่ภาพที่นางแอบฟังเรื่องที่ติงเสี่ยนพูดคุยเมื่อครู่ก็พลันทำให้นางรู้สึกทำตัวไม่ถูกได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แทนคำพูด
ฉู่ลี่จ้องมองนางพลางเอ่ยเสียงเรียบ “จะยิ้มเจื่อนๆ โง่เง่าแบบนี้ทำไม?”
“...”มู่อวิ๋นจิ่นรีบตั้งสติห้ามปากของนางที่อยากจะด่าทอ โดยจ้องไปที่หน้าของฉู่ลี่แทน จากนั้นก้าวเข้าไปในห้องนอนของนาง
ฉู่ลี่ยืนมองอยู่ที่เดิมส่ายหน้าด้วยความงงงวย
…
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเข้าห้องงีบหลับก็ได้สติกลับขึ้นมาในยามดึก
มู่อวิ๋นจิ่นเปลี่ยนอิริยาบถลุกขึ้นมานั่งมองเห็นในห้องเต็มไปด้วยความมืดมิด จากนั้นนึกได้ว่าหลังจากกลับมายามบ่าย นางก็งีบหลับมาจนถึงเวลานี้
คิดมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจเดินลงจากเตียงเตรียมหาของทานนิดหน่อย
เมื่อเปิดประตูเรือนมองออกไปภายนอกแขวนโคมไฟมากมายส่องสว่างไปทั่วจวน มีเพียงห้องเยื้องนางเท่านั้นที่มืดมิด
ฉู่ลี่ไม่อยู่ที่จวนอีกแล้วสินะ
ระหว่างที่นางเตรียมตัวเดินไปที่ห้องครัวเรือนที่เงียบสงบกลับมีลมพัดลูกใหญ่ปะทะหลายลูก ส่งผลให้โคมไฟที่แขวนรอบเรือนดับวูบลงจนหมดในทันที
ทั้งเรือนลี่เฉวียนไร้แสงสว่างในฉับพลัน
จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเสียงย่องเดินอย่างแผ่วเบาบนหลังคาของเรือนพร้อมกับเสียงหายใจของคนจำนวนไม่น้อย
มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยนี่คือ…
ผู้บุกรุกอย่างนั้นหรือ?
คิดได้ดังนั้นมู่อวิ๋นจิ่นรีบถอยกลับเข้าไปในห้องยืนพิงตู้อย่างสงบและรวบรวมสมาธิเพื่อฟังเสียงจากรอบด้าน
จากนั้นชั่วพริบตาเดียวภายใต้แสงจันทราอันริบหรี่มู่อวิ๋นจิ่นเห็นเงาของคนสองสามคนกระโดดลงมาจากหลังคา
“ค่ำคืนนี้ฉู่ลี่ไม่อยู่ที่จวนย่อมเป็นโอกาสเหมาะเจาะที่สุดในการลงมือ”นอกห้องมีเสียงบุรุษเอ่ยเสียงต่ำ
สิ้นเสียงนั้นเหล่าผู้บุกรุกพยักหน้าและแบ่งกลุ่มกระจายกันไป
เสียงผิวปากดังขึ้นจากนั้นมีผู้บุกรุกผลักประตูห้องของมู่อวิ๋นจิ่นออก
มู่อวิ๋นจิ่นที่เปลี่ยนไปหลบอยู่ด้านหลังตู้เห็นฝีเท้าของผู้บุกรุกก้าวเดินด้วยวิชาตัวเบาเข้ามาในห้อง พวกเขาเข้ามาเปิดทั้งตู้และกล่องเพื่อค้นหาบางอย่าง
ไม่นานนักบรรดาผู้บุกรุกในชุดดำก็ก้าวเดินมาทางตู้ที่นางหลบซ่อนอยู่
มู่อวิ๋นจิ่นเอื้อมมือกำมีดกริชที่ซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อตลอดเวลาออกเพื่อกันภัยจากชายชุดดำเหล่านั้นที่เดินใกล้เข้ามา
เมื่อชายชุดดำเปิดตู้ออกมาทันใดนั้นนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็ได้ปรากฏตัวพุ่งออกมา โดยใช้มีดกริชปักไปที่อกของชายชุดดำอย่างรุนแรง
ชายชุดดำคิดไม่ถึงว่าในตู้จะมีคนปรากฏตัวพุ่งออกมาระหว่างที่กำลังจะเอาคืน ลมหายใจกลับดับสิ้นลงแล้ว
มู่อวิ๋นจิ่นดึงกริชที่ปักคาอกชายชุดดำออกแล้ววิ่งออกไปข้างนอก
ในเวลานี้ทั้งเรือนลี่เฉวียนถูกล้อมด้วยชายชุดดำทุกทิศทางมู่อวิ๋นจิ่นหรี่ตาลงพยายามจ้องมองหาชายชุดดำเหล่านั้น
ระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นกำลังเตรียมสะบัดแส้เพื่อจัดการชายชุดดำนั้นนางกลับสัมผัสได้ถึงลมหายใจของชายชุดดำรอบด้านอีกกลุ่มที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ช่างเหมือนกับลมหายใจในตอนที่พบหน้าฉู่ลี่เป็นครั้งแรกจากภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
ทันใดนั้นโคมไฟที่ดับวูบลงในเรือนลี่เฉวียนกลับสว่างไสวกลับสู่สภาพเดิม
ชายชุดดำที่ดักซุ่มอยู่รอบทิศพยายามอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนหลังจากนั้นประตูทางเข้าเรือนกลับเปิดออกเห็นชายชุดดำเดินเข้ามา
พอมู่อวิ๋นจิ่นได้เห็นก็ทราบได้ในทันทีว่าเป็นฉู่ลี่
ที่แท้ฉู่ลี่ได้เตรียมการรับมือไว้เรียบร้อยแล้ว
“แย่แล้วติดกับเข้าแล้ว รีบถอยเร็วเข้า!” ชายชุดดำคนหนึ่งตะโกนและกระโดดหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ฉู่ลี่ได้ยินก็แสยะยิ้มอย่างเลือดเย็นก่อนจะสั่งการไปว่า “จัดการพวกมันให้หมดทุกคน อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”
“ได้ขอรับองค์ชาย”
สิ้นเสียงแล้วบรรดาองครักษ์ลับค่อย ๆ เริ่มปฏิบัติการ
ฉู่ลี่กวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบเห็นมู่อวิ๋นจิ่นยืนอยู่หน้าประตูเรือนด้วยสายตาแปลกประหลาดจนเขาต้องผงะถอยหลัง
เมื่อฉู่ลี่เดินมายืนเบื้องหน้ามู่อวิ๋นจิ่นเขาเม้มปากถามขึ้น “ทำให้ตกใจแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มีทางเพียงแต่ในห้องของข้ามีร่างไร้วิญญาณของชายชุดดำ ประเดี๋ยวให้คนขององค์ชายมาจัดการให้เรียบร้อยด้วย”มู่อวิ๋นจิ่นพูดเสร็จชี้นิ้วไปในห้อง
ฉู่ลี่ขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย“เจ้าเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าแอบลอบโจมตีนับว่ายังโชคดี” มู่อวิ๋นจิ่นพูดด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ โดยในใจคิดว่าหากปิดบังเรื่องแบบนี้ได้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
“อ่อ”ฉู่ลี่พยักหน้ารับทราบ
ไม่นานนักติงเสี่ยนได้กระโดดลงจากหลังคาด้านบนพร้อมกับยื่นชุดสีดำในมือให้ฉู่ลี่ดู “องค์ชายนี่เป็นคนของอาณาจักรตงหลินขอรับ”
“จัดการให้หมดทุกคน”ฉู่ลี่หันไปย้ำกับติงเสี่ยน
ติงเสี่ยนพยักหน้ารับคำสั่ง
บัดนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็เกิดการรู้จักมักคุ้นกับชื่ออาณาจักรตงหลินด้วยว่าแอบได้ยินติงเสี่ยนพูดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
มิน่าเล่าเรื่องโชคร้ายแบบนี้จึงมาถึงตัวได้
ดูท่าแล้วในจวนองค์ชายหกแห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยและสงบเยือกเย็นเท่าไหร่นัก
ไม่นานนักรอบ ๆ บริเวณจวนก็ได้เงียบสงบลงเหมือนเดิม มู่อวิ๋นจิ่นที่เดินเข้าในห้องหมายจะนอนหลับพักผ่อนแต่เมื่อก้าวเข้าไปก็ต้องผงะถอยหลังด้วยความสะอิดสะเอียน
ฉู่ลี่จึงหันมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่นด้วยความงงงวย
“ข้าหิวแล้วข้าจะไปหาอะไรทานเสียหน่อย” พูดจบมู่อวิ๋นจิ่นเบะปากเดินเชิดหน้าออกจากเรือนไป
ฉู่ลี่ยืนมองมู่อวิ๋นจิ่นเดินจากไปหันไปสั่งติงเสี่ยนว่า “รีบไปจัดการกลิ่นคาวเลือดในห้องมู่อวิ๋นจิ่นให้หมดโดยเร็วที่สุด”
“ขอรับองค์ชาย”
…
ภายในห้องครัวที่ค่อนข้างเล็กมู่อวิ๋นจิ่นค้นหาของทานในห้องจนทั่วทุกซอกทุกมุม ในที่สุดก็พบหมั่นโถวแห้งๆ และข้าวที่ทานเหลืออยู่ไม่มาก
มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่เบ้ปากจากนั้นพับแขนเสื้อขึ้น หาไข่ไก่สองฟองนำมาผัดกับมะเขือเทศ
พอตักอาหารเข้าปากเคี้ยวมู่อวิ๋นจิ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนต้องสำรอกออกมา และวางชามข้าวไว้ด้านข้าง
สุดท้ายนางเลือกหยิบหมั่นโถวหนึ่งลูกแล้วเดินออกจากห้องครัว
ยามค่ำคืนในฤดูร้อนสายลมอ่อน ๆ พัดโชยปะทะร่างกายให้ความเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก
ในเวลานี้มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่อยากเดินกลับไปที่เรือนลี่เฉวียนจึงนั่งอยู่ที่ศาลารับลมเย็น ๆ พลางค่อย ๆ กัดหมั่นโถวทานทีละคำ
ระหว่างนั้นนางเงยหน้าชมจันทราที่ส่องแสงสว่างไปทั่วพลางเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
“สมัยวัยเยาว์ไม่ประสาจันทราคือสิ่งใดนึกเสมอเป็นหยกขาวสว่างไสว เมื่อพินิจเห็นเป็นเทพธิดา ลอยเวียนไปวนมากลางเมฆา”
หลังอารัมภบทอยู่สักพักมู่อวิ๋นจิ่นได้แต่หัวเราะเสียงต่ำออกมา
“ดึกดื่นวิกาลเช่นนี้เจ้ายังมีกะจิตกะใจมาเสพสุขได้อีก” เสียงของฉู่ลี่ลอยมาจากด้านหลังด้วยน้ำเสียงดูแคลน
มู่อวิ๋นจิ่นชะงักในทันใดรีบมองไปรอบตัวก่อนเอ่ยถามว่า “องค์ชายหกไม่พักผ่อนหรือ มาทำอะไรที่นี่?”
“เจ้าเป็นคนแต่งกลอนที่ร่ายมาอย่างนั้นหรือ?” ฉู่ลี่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“เจ้าประเมินข้าสูงเกินไปแล้วข้าไม่มีความอดทนอดกลั้นแต่งกลอนได้หรอก” มู่อวิ๋นจิ่นเบะปากและหันมากัดหมั่นโถวคำสุดท้ายจากนั้นหยิบผ้าไหมขึ้นมาเช็ดมือ
ฉู่ลี่จ้องมองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยสายตาแน่นิ่งเสมือนคิดสิ่งใดอยู่ จากนั้นหยิบนกหวีดหยกออกจากแขนเสื้อยื่นให้นาง
“หากเป่านกหวีดหยกแล้วจะสามารถเรียกองครักษ์ลับให้มารวมตัวที่จวนได้”
มู่อวิ๋นจิ่นอึ้งตาค้างอยู่ครู่หนึ่งมองพิจารณานกหวีดหยกชิ้นนั้นก่อนจะเบะปากไม่ยื่นมือมารับ “ไม่ต้องหรอก ข้าสามารถดูแลตัวเองได้”
“ด้วยความสามารถของเจ้าเอง?” ฉู่ลี่สัพยอกกลับ
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ขบฟันกรอดๆ ครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวก่อนเอ่ยพลางยิ้มมุมปาก แล้วยื่นมือไปรับนกหวีดหยกนั้นมา “อย่างนั้นข้ายอมรับมันไว้ก็ได้”
มู่อวิ๋นจิ่นแอบคิดเผื่ออนาคตไว้แล้ววันนี้นางได้ใช้กริชที่ซ่อนติดตัวไว้ออกมา หากวันใดเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาอีก อย่างนั้นเมื่อเป่านกหวีดหยกนี้ก็ย่อมที่จะสามารถเรียกองครักษ์ลับมาช่วยคุ้มกันโดยที่นางไม่ต้องควักกริชติดตัวออกมาใช้ได้
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นรับนกหวีดหยกแล้วฉู่ลี่จึงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งว่า “กลิ่นคาวเลือดในห้องเจ้าไม่มีแล้ว กลับไปพักผ่อนได้”
“เอ่อ…”มู่อวิ๋นจิ่นยืนเบะปากนิ่งอยู่ที่เดิม