รอบข้างของเหยียนชิงมืดมิดราวน้ำหมึกดำโดยสิ้นเชิง เหมือนกับว่าชายหนุ่มร่วงหล่นลงไปยังมหาสมุทรอันธการ ที่แสงเดือนแสงตะวันไม่อาจส่องลงมาได้
ห้วงราตรีแห่งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ค่อยๆโอบล้อมชายหนุ่มเอาไว้โดยที่เขาไม่อาจรู้สึกตัว ในที่สุดร่างกายของเขาก็ถูกผลักไปตามกระแสน้ำอย่างรวดเร็วจนสติค่อยๆดับลง
หลังจากที่เดินทางข้ามผ่านห้วงกระแสอันรุนแรงแห่งมหาสมุทรอันธการ ชายหนุ่มก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆในที่ๆเขาไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย
เขากำลังนอนอยู่ในเปลของทารก......
เขาลืมตาขึ้นมาบนร่างทารกน้อยผู้หนึ่ง ชายหนุ่มลืมเื่ราวในชีวิตก่อนหน้าจนหมดสิ้น ดวงตาใสมองซ้ายทีขวาทีราวกับกำลังสำรวจสภาพโดยรอบอยู่
“อ้ายย ดูสิเ้าคะฮองเฮา องค์ชายทรงลืมพระเนตรขึ้นมาแล้ว! ช่างน่ารักน่าชังเสียจริง!” เสียงหญิงชราดังขึ้น้าของเด็กหนุ่มจนเขาร้องไห้ออกมาเสียจ้าละหวั่น
“โอ๋ๆ องค์ชายช่างเสียงดียิ่ง มาๆให้ยายแก่คนนี้กล่อมท่านเสียดีๆ โฮ่ โฮ่ โฮ่!” เสียงหญิงชราดังขึ้นพร้อมทั้งค่อยๆช้อนร่างของทารกน้อยขึ้นมาแนบอกของนาง ในที่สุดเขาก็สามารถเห็นคนตรงหน้าได้ชัดเจนเป็ครั้งแรก
หญิงชราตรงหน้าอายุราวๆหกสิบปีเศษได้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นกำลังยิ้มมาทางเขาอย่างเอ็นดู นางสวมใส่ชุดสตรีสีขาวปนชมพูที่ดูสูงศักดิ์ ดูเหมือนว่านางคงมิใช่คนธรรมดาสามัญในที่แห่งนี้แน่นอน
หลังจากทารกน้อยหยุดร้องลง เขาก็ถูกอุ้มพาไปหาคนๆหนึ่งที่กำลังนอนทอดกายอ่อนแรงอยู่บนเตียงอันงดงาม เหยียนชิงเอียงคอมองคนที่กำลังรับเขาเข้ามาในอ้อมกอดนางเป็สตรีผู้หนึ่งที่ดูไร้เรี่ยวแรงอย่างเหลือกำลัง แต่ใบหน้าของนางกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขอย่างถึงที่สุด
“ในที่สุดแม่ก็ได้เห็นหน้าตาลูกชัดๆเสียที....ช่างหล่อเหลายิ่งนัก...เหมือนดั่งบิดาเ้าไม่มีผิด” เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากปากนาง เด็กหนุ่มสามารถััได้ถึงแรงกอดที่เพิ่มขึ้นนิดน้อยราวกับว่านางกลัวว่าเขาจะบุบสลายไปหากกอดแรงเกินไปกว่านี้
ทั้งคู่ยังคงกอดกันเกลียวไปทั้งค่ำคืน ร่างกายของมารดาเขาค่อยๆฟื้นฟูอย่างช้าๆจนในที่สุดใบหน้าของนางก็กลับมามีน้ำมีนวลเช่นเดิม นี่เป็ครั้งแรกที่เหยียนชิงได้รับรู้ว่ามารดาของเขานั้นงดงามถึงขนาดไหน
ใบหน้าได้รูปสอดรับเข้ากับริมฝีปากเรียวแดงของนางราวกับ์เป็ผู้รังสรรค์ด้วยตัวเอง คิ้วโค้งมนดุจจันทร์เสี้ยวอยู่เหนือดวงตาเรียวดุจพญาหงส์ที่หากใครได้เห็นก็สามารถรับรู้ได้ถึงแรงกดดันของสตรีผู้อ่อนโยนแต่กลับเข้มแข็งราวบุรุษเพศ
นางยังคงร้องเพลงกล่อมเด็กให้เขาฟังไปเรื่อยๆ เสียงทุ้มนุ่มของมารดาราวกับเป็บทเพลงที่ขับกล่อมลงมาจากฟากฟ้าทำให้ทารกน้อยนอนหลับตาด้วยความสบายใจ แต่ยามใดที่นางหยุดร้องเพลงกล่อมเขาก็จะร้องขึ้นมาอีก ในที่สุดทั้งมารดาและบุตรก็หลับไปพร้อมกันในค่ำคืนอันงดงาม
…………………………..
ผ่านไปได้ห้าปีเศษ เสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นภายในวังหลวงตลอดเวลาราวกับกำลังมีาครั้งใหญ่อยู่
“องค์ชาย!! อย่าได้วิ่งไปตรงนั้นเพคะ นั่นมันเขตนางสนมวังหลังของพระบิดาท่านนะ!”
“ไอ้หยา! หยุดขุดดินในกระถางเล่นเถิดองค์ชาย นี่เป็กระถางดินจากแดนกลางที่องค์จักรพรรดิทรงนำมาไว้สักการะบรรพบุรุษนะขอรับ!”
“โอ้! ไม่นะองค์ชายอย่าขุดต้นหยกปราณฟ้าขึ้นมาเช่นนั้น! ต้นนั้นท่านปู่ของท่านหวงแหนมันดั่งลูกหลานในไส้ท่านเลยนะขอรับ!”
เสียงเจียวจาวดังขึ้นไปทั่วทั้งวังหลวง บ่าวไพร่ทั้งหลายกำลังวิ่งไล่ตามเด็กน้อยวัยห้าขวบที่ซุกซนเกินวัย องค์ชายอวิ้นเสียง รัชทายาทคนสำคัญของราชวงศ์กำลังวิ่งวุ่นไปทั่ววังโดยมีเหล่าขุนนางและขันทีในวังวิ่งตามหลังจนเป็ขบวน เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักน่าชังที่ดูไม่สมกับนิสัยแสนซนของเขากำลังยิ้มกว้างอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปยังห้องบรรทมของพระราชบิดาด้วยความรวดเร็ว
ขุนนางทั้งหลายรู้สึกอับจนปัญญาเมื่อเด็กหนุ่มหลบซ่อนในห้องบรรทมขององค์จักรพรรดิและฮองเฮา ทั้งหมดได้แต่มองหน้ากับด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนราวกับหมดเรี่ยวหมดแรงหลังจากที่ไล่ตามองค์ชายน้อยมาทั้งวัน เสียงซุบซิบดังขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดประตูห้องบรรทมก็เปิดออก เผยให้เห็นคนที่อยู่ด้านในอย่างชัดเจน องค์จักรพรรดิกำลังอุ้มองค์ชายเอาไว้บนบ่าและฮองเฮากำลังยืนอยู่เคียงข้างท่าน
เมื่อบ่าวไพร่ทั้งหลายได้เห็นภาพตรงหน้าก็คุกเข่าลงคารวะทันที
“ท่านพ่อ คนพวกนี้ชอบห้ามไม่ให้ข้าทำนู่นนี่ ท่านช่วยลงโทษพวกเขาให้หน่อยได้รึไม่? ลูกขอร้องล่ะขอรับ” องค์ชายอวิ้นเสียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนในขณะที่เขายังคงถูกบิดาของตนอุ้มอยู่ เมื่อเห็นท่าทางออดอ้อนเช่นนั้นองค์จักรพรรดิเทียนอวิ้นเวิ่นตี้ก็อดนึกขำไม่ได้ ท่านยื่นมือไปบีบจมูกเด็กน้อยเบาๆพลางหยอกล้ออย่างเอ็นดู บรรยากาศอบอุ่นเข้าปกคลุมคนทั้งสามราวกับตัดขาดจากโลกไปสิ้นเชิง
เมื่อเหล่าข้าราชบริพารได้ยินสิ่งที่องค์ชายน้อยพูด บรรยากาศอันหนาวเหน็บก็พัดพาเข้ามาทันใด ทุกคนต่างก้มหน้าลงราวกับว่ากำลังหวาดกลัวโทษทัณฑ์ที่ได้รับ
ในที่สุดชายชราหนึ่งในข้าราชบริพารก็ทนไม่ไหวขึ้นมา ท่านค่อยๆลุกขึ้นนั่งพลางมองไปยังทั้งสามด้วยแววตาแปลกประหลาดราวกับว่ากำลังชั่งใจเื่บางอย่างอยู่ ท่าทางท่านดูทะมัดทะแมงแม้ว่าจะอายุมากแล้วก็ตาม หลังจากผ่านไปได้ครู่หนึ่งประกายความแน่วแน่ก็สาดขึ้นมาในแววตา ชายชราค่อยๆเงยหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดัง
“ในนามของข้าราชบริพารทั้งหลายในวัง ไท่ซือผู้นี้ขอถวายฎีกากับองค์จักรพรรดิ!!”
“ขอพระองค์ทรงพิจารณาจัดการกับองค์รัชทายาทอวิ้นเสียงด้วย! พวกกระหม่อมไม่อาจจะวิ่งไล่ตามองค์ชายอีกต่อไปได้แล้ว!”
“ข้าขอร้องให้พระองค์ได้โปรดเข้มงวดกับองค์ชายมากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นพวกเกล้ากระหม่อมคงไม่อาจหยุดยั้งองค์ชายเมื่อยามซุกซนได้อีกเป็แน่แท้”
“ขอองค์จักรพรรดิได้โปรดพิจารณาด้วย!”
“ขอองค์จักรพรรดิได้โปรดพิจารณาด้วย!”
“ขอองค์จักรพรรดิได้โปรดพิจารณาด้วย!!”
เมื่อสิ้นเสียงไท่ซือลง เสียงข้าราชบริพารทั้งหลายต่างดังเซ็งแซ่ขึ้นมาเป็เสียงเดียวกันราวกับว่าอัดอั้นตันใจกับความซุกซนขององค์ชายอวิ้นเสียงมาเนิ่นนานจนในที่สุดก็ปะทุออกมาต่อหน้าองค์จักรพรรดิและฮองเฮา
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วตำหนักอีกครา
อวิ้นเสียงเห็นว่าพระบิดาของตนกำลังจ้องมองมายังเขาอย่างเงียบเชียบก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มพยายามดิ้นออกจากอ้อมอกของบิดาสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจจะขยับออกไปได้แม้แต่น้อย
“เ้าซนจนไพร่ฟ้าของข้าต้องร้องขอถวายฎีกาเชียวรึเสียงเอ๋อร์?” ท่านตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลกอยู่เล็กน้อย
“มะ...ไม่ใช่นะท่านพ่อ! ข้าก็แค่วิ่งเล่นนิดหน่อยเอง...” อวิ้นเสียงเอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ภรรยาข้า เ้าว่าเราควรจะทำยังไงกับเ้าลูกชายจอมซนคนนี้ดี” ท่านไม่ได้ถามอวิ้นเสียงอีกต่อไป กลับกันท่านหันไปหาฮองเฮาที่ยืนอยู่ข้างกายแทน
“ลูกแม่ช่างแข็งแรงเป็อย่างยิ่งถึงขนาดที่บ่าวไพร่ทั้งหลายยังไม่อาจตามทัน ข้าว่าให้เขาเรียนวิชาต่อสู้ดีไหมเพคะ?” มารดาของเขาเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน
อวิ้นเสียงรับรู้ได้ทันทีว่า่เวลาอันสนุกสนานของเขากำลังจะหมดลงในไม่ช้า
“โอ้ ใช่แล้ว เป็ความคิดที่ดียิ่ง ข้ามีเ้าเป็บุตรเพียงคนเดียวเท่านั้น เมื่อยามที่ข้าสิ้นลมเ้าก็ต้องขึ้นเป็จักรพรรดิต่อจากข้า เพราะฉะนั้นวิชายุทธ์ทั้งหลายล้วนจำเป็จะต้องเรียนเพื่อใช้ปกป้องผู้คนของเ้า ฮุ่ยอ๋อง ลุกขึ้น!!”
“ขอรับฝ่าา!” เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้นมาท่ามกลางหมู่บ่าวไพร่ ฮุ่ยอ๋องเดินออกมาอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสามพลางก้มลงคารวะ
“ฝ่าามีเื่อะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือขอรับ?” ฮุ่ยอ๋องเอ่ยถามขึ้น
“ยามนี้บุตรข้าก็อายุห้าขวบบริบูรณ์ นับแต่นี้เ้าจงรับหน้าที่สอนวิชาดาบให้กับบุตรของข้าไปอีกแปดปี!” จักรพรรดิเทียนอวิ้นเวิ่นตี้พูดขึ้นด้วยเสียงดังก้อง
“น้อมรับคำบัญชา!”
องค์ชายอวิ้นเสียงหน้าซีดเซียวลงทันทีความสนุกสนานของเขากำลังถูกแทนที่ด้วยพายุแห่งความลำบากที่กำลังพัดเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หลังจากนั้นเพียงแค่วันเดียวฮุ่ยอ๋องก็มักจะมาลากเขาออกไปฝึกดาบนับแต่เช้าจรดเย็นไม่เว้นแต่ละวัน เขามักจะกลับห้องบรรทมยามดึกดื่นทุกคราพร้อมทั้งฟุบหลับไปทั้งอย่างนั้นราวกับเป็กิจวัตร
กระแสกาลเวลาเริ่มพัดพาขึ้นอีกครา ในที่สุดอวิ้นเสียงก็มีอายุครบสิบสามปีบริบูรณ์แล้ว
องค์ชายอวิ้นเสียงกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางงานเลี้ยงวันเกิดอันใหญ่โต เขาดูหล่อเหล่าขึ้นมากกว่าแต่ก่อนที่ยังเป็เพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา อวิ้นเสียงเหลือบมองบรรดาแเื่มากมายตบเท้าเข้าอวยพรเขาอย่างไม่ขาดสาย ข้างๆของเขาเป็มารดาผู้ให้กำเนิดที่กำลังมองมายังเขาด้วยสายตาอ่อนโยน อีกด้านคือบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งที่กำลังทอดสายตาออกไปไกลราวกับว่าเขาไม่ได้มองเหล่าขุนนางแม่ทัพตรงหน้า แต่กำลังมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่แทน
ท่านคือองค์จักรพรรดิเทียนอวิ้นเวิ่นตี้ผู้เป็พระราชบิดาของเหยียนชิง
“เสียงเอ๋อร์ เหตุใดจึงไม่ทานอาหารบ้างเล่า อาหารเหล่านี้ไม่ถูกปากเ้าหรือไร?” มารดาของเขาเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงเมื่อพบว่าลูกน้อยของเธอยังไม่แตะต้องอาหารบนโต๊ะแม้แต่น้อย
เมื่อสิ้นเสียงของมารดานางบิดาผู้อยู่ด้านข้างก็หันกลับมามองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ พลางเอื้อมมือมาลูบหัวเด็กน้อยด้วยความรักใคร่
“ทานอาหารเสียบ้าง เ้าจะได้มีแรง ถ้าหากเ้าง่วงแล้วพ่อจะให้นางกำนัลพาเ้ากลับห้องนอนไปก่อน” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง เหยียนชิงพยักหน้าให้ท่านคราหนึ่งก่อนจะทานอาหารบนโต๊ะเสวยบางอย่างก่อนจะเอ่ยลาทั้งคู่กลับไปยังห้องนอนของตน
เหยียนชิงเดินตามบ่าวรับใช้สตรีไปตามทางเดินเรื่อยๆ พวกนางยังคงเดินก้มหน้าก้มตาอย่างสำรวม บ่าวทั้งหกเดินล้อมรอบชายหนุ่มไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่นานนักเขาก็มาถึงห้องนอนของตัวเอง
“หากองค์ชาย้าสิ่งใดได้โปรดเอ่ยปากกับพวกกระหม่อม พวกเรายังคงอยู่ห้องข้างๆคอยรับใช้ท่านทั้งคืนนี้เ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ทั้งหกนางค้อมตัวลงทำความเคารพเขาก่อนจะค่อยๆลุกออกไปอย่างพร้อมเพรียง ทิ้งให้เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงนอนของเขาคนเดียว
มวลเมฆาสีเทาทึบคล้อยผ่านพระจันทร์อันสุกสกาว้า ไม่นานนักเมฆเ่าั้ก็ค่อยๆเคลื่อนห่างออกไป แสงจันทร์ที่เคยถูกบดบังค่อยๆกระจ่างแสงขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งสาดกระทบเข้ามาในห้องของเด็กหนุ่มที่ยังคงยืนเงียบอยู่ข้างเตียงเช่นเดิม
“ข้า.....เป็ใครกันแน่?” เสียงแ่เบาเอ่ยขึ้น
“ข้าจำได้ว่าข้าคืออวิ้นเสียง เหตุใดชื่อเหยียนชิงจึงปรากฎขึ้นในใจของข้ากัน?” เด็กหนุ่มเอ่ยกับตนอย่างงุนงง เขารู้สึกถึงเื่นี้ได้ั้แ่ที่อยู่ในห้องงานเลี้ยงเมื่อครู่จนทำให้เด็กหนุ่มค่อยๆจมอยู่กับความคิดของตนเอง หลงลืมคนรอบข้างไปอย่างสิ้นเชิง
“การทดสอบ....การทดสอบอะไร?” ความทรงจำบางส่วนค่อยๆไหลกลับมาเข้าหาเขาอีกครั้งจนมันตีกันยุ่งอยู่ภายในหัว อวิ้นเสียงโซเซเล็กน้อยจนเกือบล้มลม มือที่ค้ำยันไว้กับโต๊ะปัดถูกแจกันหยกใบงามจนตกแตกเสียงดัง
“เกิดอะไรขึ้นเปล่าเ้าคะองค์ชาย?” เสียงนางกำนัลด้านนอกเอ่ยขึ้นมา
“ไม่...ไม่มีอะไร ข้าแค่นึกอะไรขึ้นมาได้เท่านั้น” เหยียนชิงค่อยๆลดมือลงพร้อมทั้งปรับลมหายใจให้กลับมาเป็ปกติ
“ถ้าองค์ชายไม่มีอะไรให้บ่าวรับใช้เช่นนั้น บ่าวขอตัวเ้าค่ะ” เงาที่ตะกระทบแสงจันทร์ด้านนอกโงตัวลงเล็กน้อยก่อนจะเตรียมเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน!”
นางกำนัลด้านนอกหยุดฝีเท้าลงทันใดก่อนจะเดินกลับมายังหน้าห้องของเด็กหนุ่มเช่นเดิม
“องค์ชาย้าสิ่งใดหรือเ้าคะ?” นางเดินกลับมาพร้อมทั้งก้มหน้ารอรับคำสั่งของเขาอย่างรวดเร็ว
เหยียนชิงนิ่งเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง ภายในใจกำลังคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในตอนนี้ที่เขา้าจะรู้มากที่สุดคือเขาอยู่ที่ไหนและอยู่ใน่เวลาใดบนโลกใบนี้
“เ้าช่วยไปเอาสมุดบันทึกมาให้ข้าที พู่กันพร้อมขวดหมึกด้วย อ้อ! แล้วก็หนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่เ้าคิดว่ามันเก่าที่สุดในหอพงศาวดารกลาง ถ้าบรรณารักษ์ที่นั่นไม่อนุญาตให้เอามันออกมาก็จงใช้เหรียญคำสั่งองค์ชายของข้ายื่นให้เขาดูเสีย” เหยียนชิงเอ่ยรายการสิ่งที่เขา้าให้กับนางกำนัลด้านนอก เขาเปิดประตูห้องออกไปแล้วยื่นเหรียญคำสั่งประจำตัวเขาให้กับนางกำนัลด้านหน้าห้องสองสามคน
“เอ่อ.........เข้าใจแล้วเ้าค่ะ บ่าวจะรีบนำมาให้องค์ชายโดยเร็วที่สุดเอง” พวกนางคำนับให้เด็กหนุ่มก่อนจะแยกย้ายไปคนละทางเพื่อรวบรวมสิ่งของทั้งหลาย แม้พวกนางจะสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายผู้สนใจเพียงแค่วิชาการต่อสู้ถึงได้คิดอยากจะอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ขึ้นมาได้
แต่ทั้งสามก็ไม่ได้เอ่ยถามเขาแต่อย่างใด การจะถามเื่ส่วนตัวเช่นนี้นับว่าไร้มารยาทเป็อย่างยิ่ง ที่พวกนางควรจะทำคือนำสิ่งที่องค์ชาย้ามาให้เขาให้ไวที่สุด
ไม่นานนักทั้งสามคนก็กลับมาพร้อมกับสมุดหนึ่งเล่มและหมึกพู่กัน อีกคนหนึ่งนำเอาตำราที่ดูเก่าแก่เล่มหนึ่งมาให้เขาพร้อมทั้งพวกกุยแจแปลกๆพวกหนึ่ง
หลังจากที่ได้ฟังนางอธิบาย ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้จะต้องใช้กุญแจปลดกลไกเพื่ออ่านหนังสือ ในคราแรกนั้นพวกนางก็ไม่รู้ว่าจะหยิบหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใดดี แต่ในขณะที่นางกำลังเลือกหนังสือนั้นเอง องค์จักรพรรดิก็ทรงเสด็จผ่านมาพอดี เมื่อพระองค์ได้ยินเื่ที่เขาอยากจะได้หนังสือประวัติศาสตร์มา พระองค์ก็ทรงปีนขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของชั้นเก็บหนังสืออย่างไม่ถือตัว พร้อมทั้งมอบหนังสือเล่มนี้และพวกกุญแจให้กับพวกนาง พลางกำชับว่าหลังจากอ่านเสร็จแล้วก็ให้เอามาคืนที่เดิมด้วย
อวิ้นเสียงรับพวกมันมาทั้งหมดก่อนจะขอบคุณพวกนางคราหนึ่ง เขาเดินกลับไปที่โต๊ะหยกข้างเตียงแล้วค่อยๆจุดตะเกียงขึ้น แสงไฟสีนวลสาดประกายไปทั่วทั้งโต๊ะ ในที่สุดเขาก็เริ่มลงมือเปิดอ่านหนังสือที่ได้รับมาอย่างช้าๆ
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันยังสว่างจ้า เช่นเดียวกับอวิ้นเสียงที่ยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านอยู่จนกระทั่งผ่านไปได้ชั่วยามเศษเขาก็ค่อยๆปิดหนังสือประวัติศาสตร์ลง แล้วค่อยเอื้อมมือไปหยิบพู่กันจุ่มหมึกคราหนึ่งและลงมือขีดเขียนบางอย่างลงในสมุดที่เขาได้มา
เหยียนชิง
ทดสอบ
คำแรกถูกเขียนลงในหน้าแรกอย่างห้วนๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำนี้มันมีความหมายว่าอย่างไร มันเพียงแค่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างฉับพลันเท่านั้น แต่สัญชาติญาณต่างบอกเขาว่ามันเป็สิ่งที่จะต้องจดจำไปตลอดกาลนับแต่นี้ต่อไป
กระแสแห่งห้วงเวลายังคงไหลไปไม่หยุดนิ่งในที่สุดอวิ้นเสียงก็อายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์
ทุกๆคืนที่เขาอายุเพิ่มมาหนึ่งปี คำปริศนาทั้งหลายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวทีละคำทีละคำอย่างช้าๆ จนในที่สุดเขาก็ค่อยๆปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดเข้าด้วยกันทีละน้อย
เหยียนชิง ทดสอบ ราตรี กอบเพลิง กระบี่โบราณ ลิขิตฟ้า หนึ่งคู่
คำทั้งแปดถูกบันทึกเอาไว้ทุกครั้งที่เขาได้ยินมันในหัว แต่ไม่ว่าอวิ้นเสียงจะเสาะหาความหมายมันมากเท่าไรก็ไม่อาจจะเข้าใจในสิ่งที่ข้อความทั้งหลาย้าจะสื่อได้ ราวกับว่าเป็เพียงแค่กลุ่มคำอันไร้ความหมายธรรมดาๆเท่านั้น หลายครั้งที่เขาอยากจะล้มเลิกความพยายาม แต่ทุกๆคืนหลังจากที่อายุมากขึ้น คำเหล่านี้ก็ยังคงผุดเข้ามาในหัวของเขาเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน
“ไท่ซือ ท่านว่าคนเราจะมีชาติก่อนรึไม่?” เหยียนชิงเอ่ยถามขึ้นขณะนั่งเรียนอยู่กับไท่ซือเฒ่าที่ดูจะแก่หง่อมเต็มทน ผมบนศีรษะท่านขาวโพลนไร้ซึ่งสีดำ ใบหน้างองุ้มและเหี่ยวย่นเป็ร่องรอยการผ่าน่เวลาอันเนิ่นนานมาจนไม่อาจนับสมัยได้ ทั้งสองนั่งอยู่ที่ตำหนักเล็กๆกลางน้ำที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่
“ชาติก่อน? แน่นอนว่าต้องมีกันทุกคน เหตุใดองค์ชายจึงถามเช่นนั้นเล่าพะยะค่ะ?” ไท่ซือเงยหน้าขึ้นจากตำราเรียนพลางเริ่มต้นสนทนากับเขา
“ข้าแค่คิดว่าข้าเองก็อาจจะมีชาติก่อนเช่นเดียวกัน แล้วสิ่งใดเป็ตัวบ่งบอกว่าเรามีชาติที่แล้วเล่าไท่ซือ?” อวิ้นเสียงถามขึ้นด้วยความสงสัย
เมื่อไท่ซือได้ยินท่านก็ไม่ได้ตอบอวิ้นเสียงแต่อย่างใด ท่านลุกขึ้นเดินไปหยิบน้ำชามาวางตรงหน้าของชายหนุ่มพลางรินน้ำชาให้กับเขา
น้ำชาถูกรินจนเต็มถ้วย แต่ไท่ซือก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแต่อย่างไรจนกระทั่งมันค่อยๆเอ่อล้นและเจิ่งนองออกมา
“ไท่ซือ พอแล้ว! น้ำชาล้นถ้วยแล้ว ท่านไม่เห็นหรือ?” เหยียนชิงยกน้ำชาในมือชายชราออกด้วยความรวดเร็ว เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดไท่ซือจึงรินน้ำชาจนล้นถ้วยแก้ว
“ย้อนกลับไปที่องค์ชายทรงถามข้าว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนเรามีชาติภพที่แล้ว ข้าขอตอบว่าจะรู้ได้ย่อมต้องเป็ดังเช่นแก้วชานี่เสียก่อน” ท่านอธิบายออกมา
“หมายความว่าอย่างไร? แก้วชานี่จะไปเกี่ยวกับชาติที่แล้วได้อย่างไรกัน?”
“แก้วเป็เพียงภาชนะ น้ำชาต่างหากที่เป็สิ่งที่เราอยากลิ้มรส ในตอนที่ท่านดื่มชา ท่านกินแก้วไปด้วยรึไม่องค์ชาย?” ไท่ซือยังคงบรรยายไปเรื่อยๆโดยถามคำถามอวิ้นเสียงเป็ครั้งคราว
“.....ย่อมต้องไม่กิน” เขาตอบ
“ชีวิตก็เป็เช่นนั้น ร่างกายเป็เพียงภาชนะ ิญญาต่างหากที่เป็ดังน้ำชา ในน้ำชาประกอบไปด้วยรสมากมายดังเช่นสิ่งที่ิญญารับรู้ ความทรงจำ ความคิดต่างๆ ยังคงอยู่ในิญญา เมื่อยามที่ท่านตกตายไป ก็เป็ดังเช่นน้ำชาที่ถูกรินออกมาและดื่มจนหมดถ้วย หากน้ำชาค้างคืนท่านยังอยากจะกินมันรึไม่? ท่านย่อมจะชงมันขึ้นมาใหม่ในรุ่งเช้าของอีกวัน”
“เช่นเดียวกับิญญา เมื่อท่านตายไปแล้วท่านจะหลงเหลือความทรงจำใดๆอีกเล่า”
“แต่ในขณะเดียวกัน ก้นแก้วยังคงหลงเหลือเศษชาอยู่เล็กน้อย มันทับถมกันไปเรื่อยๆจนกลายเป็ตะกอน นั่นก็คล้ายกับชิ้นส่วนต่างๆที่อยู่ในหัวท่านยามนี้”
อวิ้นเสียงที่กำลังรับฟังไท่ซือพูดอย่างตั้งใจก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาทันที ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนราวกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ชายชราพูดออกมาก่อนหน้านี้
“ท่านพูดว่าเสียงในหัวของข้า?! ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“โฮ่ โฮ่ โฮ่ ตาเฒ่าคนนี้อยู่มานานปีจนไม่อาจนับแล้ว ข้ารับใช้แม้กระทั่งปู่ทวดของท่าน เหตุใดข้าจะไม่รู้เล่า” ไท่ซือหัวเราะพลางลูบเคราชองท่านไปด้วย ใบหน้าชายชราดูมีสดใสมากกว่าเดิมราวกับย้อนไปในช่วยที่ท่านยังเยาว์วัย
“เช่นนั้นท่านรู้รึไม่ว่าพวกมันหมายความว่าอย่างไร?” อวิ้นเสียงเอ่ยถามขึ้นด้วยความคาดหวัง
ไท่ซือไม่ได้ตอบเขาทันที ชายชราเงียบลงไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
“เหตุใดท่านจึงไม่ยอมตื่น หนึ่งคือท่าน สองท่านต้องทำ สามพาท่านมา สี่ผู้มากับท่าน ห้าจิตที่แท้จริง หกเป็วาสนาฟ้า เจ็ดท่านต้องกลับไปพร้อมกับคนผู้นั้น ข้าขอถามท่านอีกครั้ง องค์รัชทายาทอวิ้นเสียง เหตุใดท่านจึงไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีก?”