ณ ลานประลองโรงเรียนสหเวทย์ แม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ แต่ความร้อนแรงของบรรยากาศกลับมิได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทพธิดาผมทองผู้เป็น ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง คนใหม่ก้าวลงจากเวที
"แม่นางณิชาผู้เลอโฉม! ในเมื่อท่านคว้าชัยได้แล้ว..." คณิน ธีรเดช รีบเยื้องย่างเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอันเขาเชื่อว่าจักพิชิตใจสตรีได้ "เรื่องที่นัดหมายกันไว้ ณ เหลาอาหารของตระกูลข้าเล่า..."
ณิชาเหลือบมองเขาเพียงหางตา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงไอเย็น "ข้าจำได้ว่ากล่าวไปเพียง หากท่านมีชัยเหนือแม่นางโชติกา ข้า อาจ จักรับคำเชิญ แต่เมื่อแม่นางโชติกามิได้ลงสนาม เงื่อนไขนั้นย่อมเป็นโมฆะ วาจาใดๆ ที่ท่านอ้างถึงจึงมิเคยมี"
คณินถึงกับหน้าชาไปวูบหนึ่ง ความมั่นใจที่เคยมีพลันเลือนหาย เขาอ้าปากจะเอื้อนเอ่ยวาจา แต่ถ้อยคำกลับติดอยู่ที่ลำคอ เสียงหัวเราะเยาะหยันและเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากเหล่าคุณชายตระกูลอื่น "ฮ่าๆๆ คุณชายเจ้าสำราญหวังจะเด็ดบุปผางาม กลับต้องคว้าน้ำเหลวเสียนี่!" "อุตส่าห์วางท่าเสียโก้ ที่แท้ก็ถูกนางปั่นหัวเล่นดอกรึ!"
ยังไม่ทันที่คณินจะได้แก้หน้า คุณชายอัคคี รัชโยธิน ก็แทรกตัวเข้ามาด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยโกรธเกรี้ยว บัดนี้กลับมีแววตาชื่นชมอย่างเปิดเผย "ท่านณิชา! ข้า...ข้าอัคคี ต้องขออภัยในความเขลาของตนเองเมื่อครั้งก่อน ข้าช่างโง่เขลามิได้เห็นประกายแห่งท่าน" เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย "บัดนี้ข้าประจักษ์แล้วถึงความงามและความเก่งกาจอันแท้จริงของท่าน หากท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าอัคคีผู้นี้ก็พร้อมจะถวายชีวิต!"
"โอ้?" ณิชาเลิกคิ้ว "ท่านไม่โกรธข้าแล้วหรือ ที่ทำให้ท่านต้องพ่ายแพ้ในการทดสอบรอบแรก?"
"โกรธเคืองอันใดกัน! การได้พ่ายแพ้ให้แก่สตรีผู้สูงส่งเช่นท่าน ถือเป็นเกียรติของบุรุษเช่นข้าแล้ว!" อัคคีตอบอย่างหนักแน่น ดวงตาเป็นประกาย
ณิชาแย้มยิ้มบางๆ มุมปาก 'หึ...มีข้ารับใช้เพิ่มมาอีกผู้หนึ่ง ก็มิใช่เรื่องเสียหาย'
"แต่แม่นางณิชา!" คณินที่เพิ่งตั้งสติได้รีบแทรกขึ้นมาอีกครั้ง "ถึงแม้ข้าจะมิได้ประลองกับแม่นางโชติกา แต่ความตั้งใจของข้าที่มีต่อท่านนั้นเป็นของจริง! โปรดให้โอกาสข้าได้พิสูจน์..."
"เจ้าคนไร้ยางอาย! ท่านณิชาเขาไม่สนใจเจ้าแล้ว!" อัคคีตวาดใส่คณินอย่างไม่พอใจ
"อะไรนะ! เจ้ากล้าดียังไงมาว่าข้า!"
ไม่นานนัก กลุ่มคุณชายน้อยใหญ่คนอื่นๆ ที่พอจะมีหน้ามีตาและมั่นใจในรูปโฉมของตน ก็เริ่มทยอยกันเข้ามาเสนอหน้า หวังจะได้รับความสนใจจากเทพธิดาผมทองคนใหม่บ้าง กลายเป็น กลุ่มคนจอแจ ที่เต็มไปด้วยเสียงเกี้ยวพาราสีและคำเยินยอ
โชติกาที่ยืนมองอยู่ห่างๆ กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าบูดบึ้งด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด 'นังเด็กนี่...มันใช้มารยาอะไรกันแน่!'
"เฮ้อ..." เชียร์ร่าถอนหายใจยาว มองภาพตรงหน้าด้วยความระอา "ดูท่าทางข้าคงจะต้องเริ่มหมั่นไส้ณิชาจริงๆ จังๆ ก็คราวนี้แหละ"
"ใช่ๆ" รุจีพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความชื่นชม "ท่านพี่หญิงของข้าช่างสง่างามเหลือเกิน! บุรุษใดๆ ก็ต้องยอมสยบแทบเท้า!" มารินเพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้เอ่ยอะไร
"ผู้ชนะเลิศ! เชิญขึ้นมารับรางวัลบนเวทีด้วยขอรับ!" เสียงกรรมการประกาศก้องขึ้นอีกครั้ง
ณิชาเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยท่วงท่าสง่างาม ทุกย่างก้าวของนางราวกับถูกจับจ้องด้วยสายตานับพันคู่ นางรับมอบรางวัลต่างๆ ทั้งรอยสักวงแหวนระดับสี่ ลูกแก้วว่างเปล่าระดับมิทริล ผลึกเวทมนตร์บริสุทธิ์ และลูกแก้ววิญญาณหงส์อัคคี
ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้อง ใบหน้าภายใต้ผ้าปิดปากนั้นยังคงเรียบเฉย แต่นางแย้มยิ้มกับตนเอง ความคิดอันแสนหวานหากแต่แฝงความอำมหิตผุดขึ้นในใจ 'หึ...ของรางวัลพวกนี้...คงจะช่วยให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้อีกเยอะทีเดียว...แล้วเมื่อถึงวันนั้น...ใครที่เคยคิดร้ายกับข้า...มันจะต้องเสียใจ!'
'ยัยเด็กนี่...มันใช่คนเดียวกับเด็กสาวขี้ขลาดเมื่อวันก่อนแน่รึ?' นิชา ที่อยู่ในห้วงจิตถึงกับหรี่ตามองความคิดนั้นอย่างกังวลใจ
ณ เมืองเอเลน
ตำหนักของพระมเหสีฮวาอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความขุ่นข้องหมองใจ ควันจากกำยานชั้นดีลอยกรุ่น แต่ก็มิอาจกลบกลิ่นอายแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่แผ่ออกมาจากเหล่าพระโอรสธิดาได้
"ท่านแม่พ่ะย่ะค่ะ! เรื่องนี้มันออกจะเกินไปแล้ว!" องค์ชายรองคิมบอลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "เพียงแค่เจ้าไท่เซวียนนั่นจับปลาหายากได้ตัวหนึ่ง แล้วปรุงน้ำแกงอันโอชะถวายทูลกระหม่อมพ่อจนเป็นที่พอพระทัย เสด็จพ่อถึงกับประทานห้องฝึกเวทย์ส่วนพระองค์ให้มันเชียวรึ! ทั้งที่พวกเรา...โดยเฉพาะท่านพี่ใหญ่...ทุ่มเทฝึกฝนมาแทบตาย กลับไม่เคยได้รับความเมตตาถึงเพียงนี้!"
"ใช่แล้วเพคะเสด็จแม่!" องค์หญิงคิมรยาเสริมด้วยใบหน้าบึ้งตึง "นังพระสนมอิลิยานั่นก็อีกคน ทำเป็นแสร้งป่วยออดอ้อน ให้เสด็จพ่อต้องใจอ่อนเรียกเจ้าไท่เซวียนกลับมาจนได้ น่ารำคาญนัก!"
พระมเหสีฮวาถอนหายใจยาว แววตาฉายความเหนื่อยหน่าย "พวกเจ้าก็รู้ว่าฝ่าบาททรงเอ็นดูพระสนมอิลิยาและบุตรชายของนางเพียงใด...พูดไปก็เท่านั้น"
"แต่หม่อมฉันมีแผนพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่" องค์ชายใหญ่คิมทันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม แต่แววตากลับฉายประกายบางอย่าง
"รยา เจ้าไปตามตัว 'นานา' มาพบข้า เราอาจจะต้องใช้นางอีกครั้ง ส่วนเจ้า คิมบอล เจ้าไปลากตัวเจ้าไท่เซวียนมาที่ลานฝึกซ้อม ข้าจะ 'สั่งสอน' มันเอง" คิมทันแย้มยิ้มเย็นชา การส่งข่าวเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่การลงมือเมื่อโอกาสอำนวย นานาย่อมทำได้ไม่ยาก
ไท่เซวียนกำลังเดินออกจากห้องฝึกเวทย์ส่วนพระองค์ที่เพิ่งได้รับมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นยินดี การทะลุขึ้นสู่ระดับสองดาวทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างชัดเจน ยังไม่ทันที่เขาจะได้ไปรายงานความคืบหน้าให้ท่านแม่ องค์ชายรองคิมบอลก็เดินหน้าตาถมึงทึงเข้ามาหา
"เสด็จพี่คิมทันให้ข้ามาตามเจ้าไปที่ลานฝึกซ้อม" คิมบอลกล่าวเสียงห้วน
"ท่านพี่ใหญ่เรียกข้าไปทำไมรึ?" ไท่เซวียนถามอย่างสงสัย
"ไปถึงก็รู้เองนั่นแหละ! อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย!"
ณ ลานฝึกซ้อมดาบส่วนตัวขององค์ชายคิมทัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด องค์ชายคิมทันยืนกอดอกมองมายังไท่เซวียนด้วยแววตาเย็นชา
"ได้ข่าวว่าเจ้าจัดเตรียมสำรับปลาหายากด้วยตนเองจนเป็นที่พอพระทัยทูลกระหม่อมพ่อ จนได้ห้องฝึกส่วนตัวไปใช้เชียวนะ" คิมทันกล่าวเย้ยหยัน "เห็นทีข้าคงต้องทดสอบฝีมือเจ้าเสียหน่อย ว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว หรือยังคงเป็นไอ้ขี้ขลาดที่ต้องให้ข้าคอยปัดป้องในสนามรบเหมือนเดิม!"
ไท่เซวียนกำหมัดแน่น พยายามข่มความโกรธไว้ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจงใจหาเรื่อง เขายังไม่อยากเปิดเผยพลังที่แท้จริงที่ได้ฝึกฝนมา จึงทำได้เพียงตั้งรับการโจมตีของคิมทันอย่างสุดความสามารถ
เคร้ง! ฉัวะ! เคร้ง!
ดาบไม้สองเล่มปะทะกันอย่างดุเดือด คิมทันรุกไล่อย่างหนักหน่วง ท่วงท่าดาบของเขาแข็งแกร่งและรวดเร็วสมกับเป็นทายาทอันดับหนึ่ง ไท่เซวียนจงใจแสดงท่าทีเงอะงะในช่วงแรก รับดาบพลาดบ้าง เสียจังหวะบ้าง เพียงเพื่อตบตาผู้เป็นพี่ชาย เขาเคลื่อนไหวเพียงเพื่อป้องกันตัว ปัดป้องคมดาบที่ถาโถมเข้ามาอย่างฉิวเฉียดหลายครั้ง
แม้จะดูเหมือนกำลังจะพ่ายแพ้ในทุกกระบวนท่า แต่ลึกลงไปในแววตาของเขานั้นกลับมีความนิ่งสงบที่ผิดกับท่าทางภายนอก หลายครั้งที่คมดาบของคิมทันน่าจะฟาดฟันโดนจุดสำคัญ แต่ไท่เซวียนกลับสามารถเบี่ยงตัวหลบหรือใช้ดาบไม้ของตนรับไว้ได้อย่างหวุดหวิดราวกับปาฏิหาริย์ ราวกับว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าดาบนั้นจะมาในทิศทางใด อาศัยสัญชาตญาณและพื้นฐานวิชา "อาญาตัดศูนย์" ที่ท่านอาจารย์เจี้ยนซินสอนสั่ง ทำให้รอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด
"หึ! ก็ยังพอมีกระดูกอยู่บ้างนี่" คิมทันแค่นเสียงหัวเราะ เริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่ยังเผด็จศึกน้องชายไม่ได้เสียที ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายบุกจู่โจมอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นว่าไท่เซวียนยังพอจะรับมือเพลงดาบของตนได้หลายกระบวนท่า เขาก็เพิ่มความเร็วและความรุนแรงในการโจมตีขึ้นอีก!
"เพลงดาบแห่งเอเลน! กระบวนท่าที่หนึ่ง! คมเขี้ยวมังกรผยอง!" คิมทันตวาดลั่น ดาบไม้ในมือสั่นสะท้าน ปลดปล่อยไอพลังกดดันออกมาอย่างหนักหน่วง ฟาดฟันเป็นประกายดาบคมกริบเข้าใส่ไท่เซวียน!
ไท่เซวียนเบิกตากว้าง แสร้งทำเป็นตกใจสุดขีด แต่ในใจกลับคำนวณวิถีดาบของพี่ชายอย่างรวดเร็ว เขาเห็นช่องโหว่เล็กๆ ที่สามารถหลบได้ แต่กลับเลือกที่จะ "พลาดท่า" เอี้ยวตัวรับคมดาบนั้นเข้าที่สีข้างอย่างจงใจ แม้จะเจ็บแต่ก็ไม่เข้าจุดสำคัญ เพื่อให้แผนการของเขาดำเนินต่อไปได้
ผลัวะ!
ไท่เซวียนถึงกับจุก ล้มลงไปกองกับพื้น คิมทันเดินเข้ามาใกล้ เอาปลายดาบไม้จ่อที่คอของไท่เซวียน
"จำใส่หัวของเจ้าไว้ ไท่เซวียน" คิมทันกล่าวเสียงเย็นเยียบ "อย่าได้คิดทะเยอทะยานริอาจจะมาเทียบรัศมีของข้า! มิเช่นนั้น...ชีวิตของเจ้าจะหาไม่!"
ไท่เซวียนนอนนิ่งอยู่กับพื้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ความเจ็บปวดในใจนั้นมากกว่านัก เขาเงยหน้ามองพี่ชายต่างมารดาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจ...เขายันกายลุกขึ้นคุกเข่าลงเบื้องหน้าคิมทัน!
"ท่านพี่ใหญ่...ข้า...ข้าน้อยไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจใดๆ กับท่านทั้งสิ้น" ไท่เซวียนกล่าวเสียงสั่นเครือ "ข้าขอเพียงให้ท่านพี่เมตตา ปล่อยข้ากับท่านแม่ไปจากวังแห่งนี้ได้หรือไม่...พวกข้าขอไปใช้ชีวิตอย่างสามัญชนเงียบๆ จะไม่มาเป็นหนามยอกอกท่านอีกต่อไป"
คิมทันมองภาพนั้นด้วยความสมเพชระคนสะใจ เขาหัวเราะเสียงดังลั่น "ฮ่าๆๆ! เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่องั้นรึ!? คนขี้ขลาดตาขาวเช่นเจ้าเนี่ยนะจะมาแย่งชิงอำนาจกับข้า! ช่างไม่เจียมตัว! ไปกันเถอะบอล รยา อย่าได้เสียเวลากับมันเลย!"
คิมบอลและคิมรยาเดินตามพี่ชายไป พร้อมกับหันมาส่งเสียงเยาะเย้ยถากถางใส่ไท่เซวียนเป็นครั้งสุดท้าย "เจ้ามันก็แค่เศษธุลีในสายตาข้า!" "อย่าได้คิดอาจเอื้อมในสิ่งที่มิคู่ควร!"
ไท่เซวียนยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าก้มต่ำจนมองไม่เห็นแววตา แต่ไหล่ของเขากลับตั้งตรงอย่างมั่นคง ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง...ราวกับเขาได้ตัดใจจากบางสิ่งบางอย่างไปแล้วโดยสิ้นเชิง...
"องค์ชาย...ทรงเป็นอะไรไปหรือเพคะ?" เสียงหวานใสอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
ไท่เซวียนสะดุ้งเล็กน้อยกับน้ำเสียงนั้น เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น...และแล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด!
"นะ...นานา!?" เขาอุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา สตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา คือ นานา นักบุญฝึกหัดที่เขาเคยลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวจนทำให้นางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกปลดออกจากตำแหน่ง! เขาเข้าใจมาตลอดว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น ท่านแม่ของเขาได้ส่งเสียดูแลและให้นางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่นแล้ว ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้พบนางอีกครั้ง...ที่นี่...ในวังแห่งนี้!
ความรู้สึกผิดอันใหญ่หลวงถาโถมเข้าใส่หัวใจของไท่เซวียนอย่างจัง เขาคือต้นเหตุที่ทำให้อนาคตของนางต้องมัวหมอง! ใบหน้าหล่อเหลาของเขาซีดเผือดลงทันที คำพูดใดๆ ที่คิดจะเอื้อนเอ่ยกลับติดอยู่ที่ลำคอ ทำได้เพียงมองนางด้วยแววตาสับสนและละอายใจอย่างสุดซึ้ง
นานายังคงยืนมองเขาด้วยแววตาที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเป็นห่วง "องค์ชาย...ดูทรงอิดโรยยิ่งนักนะเพคะ ให้หม่อมฉันช่วยประคองไปพักผ่อนดีหรือไม่เพคะ?"
"ข้า...ข้าไม่เป็นไร" ไท่เซวียนตอบเสียงแผ่ว เขาพยุงกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล พยายามหลบสายตาของนาง "ข้าจะไปเยี่ยมท่านแม่เสียหน่อย...ก่อนจะออกไปหาอสูรวิญญาณที่เหมาะสมกับข้า"
เขากล่าวจบก็รีบเดินจากไปทันที ไม่กล้าที่จะสบตานานาหรือพูดคุยกับนางนานไปกว่านี้ ความรู้สึกผิดมันหนักอึ้งจนเขาแทบจะแบกรับไม่ไหว โดยมิได้หันกลับมามองนานาที่ยืนอยู่ข้างหลัง...และมิได้เห็นรอยยิ้มแสยะอันน่าขนลุกที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของนางแม้แต่น้อย...