จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 ผลัดกันสู้

            เฮือก!

            เขากระอักเลือดออกมาอีกหนึ่งคำ ศิษย์คนนั้นถูกทุบตีจนลอยออกไปราวกับเป็นกระสอบทรายที่ลอยออกจากลานประลองทำให้พื้นผิวของลานประลองกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่

            “นี่...นี่แพ้แล้วหรือ?”

            “นี่มันช่าง...ช่างรวดเร็วเกินไปหรือเปล่า!” เหล่าบรรดาศิษย์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านล่างยังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

            ในตอนนี้เหล่าบรรดาศิษย์ด้านล่างยังไม่ได้เห็นเคล็ดวิชาลึกลับที่งดงามในจินตนาการของพวกเขาเลยและถ้าจะพูดให้ถูกก็คือยังไม่ทันได้มีเวลาที่จะใช้เคล็ดวิชาเหล่านั้นเลยก็ถูกเย่เฉินเอาชนะศิษย์ที่แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางต่อเนื่องกันไปถึงสองคนแล้ว

            “เย่เฉินเจ้านี่มันสมควรตายจริงๆ” ด้านของยอดเขาเหรินหยาง มีศิษย์อีกหนึ่งคนรีบพุ่งขึ้นมา

            “ตราประทับหวงซาน”ศิษย์คนนี้มีความฉลาดหลักแหลมเขารู้ว่าถ้าเข้าไปใกล้เขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเย่เฉินดังนั้นเขาจึงขึ้นมาพร้อมกับกระบวนท่าไม้ตาย

            “พวกระดับขั้นพลังธาตุข้าก็ฆ่ามาหมดแล้วยังจะต้องกลัวลูกหมีอย่างเจ้าด้วยหรือ?” เย่เฉินแข็งแกร่งมากจนไร้ที่เปรียบเขาจึงไม่ได้ถอยไปไหนแต่กลับก้าวออกไปข้างหน้ามือซ้ายใช้ฝ่ามืออสุนีบาตทำลายตราประทับหวงซานส่วนมือขวาก็ใช้หมัดเขย่าบรรพตโจมตีศิษย์คนนั้นจนถอยออกไป

            “วิชาเถาวัลย์พันผูก”ในขณะที่ถอยหลังไป ศิษย์คนนั้นก็ได้รีบประสานมือทั้งสองรวบเข้าทำมุทราอย่างรวดเร็ว

            ทันใดนั้นบนลานประลองก็มีเถาวัลย์จำนวนมากเลื้อยโผล่ขึ้นมาราวกับงูพิษบิดเป็นเกลียวมุ่งเข้าไปหาเย่เฉิน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าศิษย์คนนี้คือผู้ฝึกตนที่มีคุณสมบัติในธาตุไม้ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาเถาวัลย์พันผูกได้

            เช้ง!

            เย่เฉินพลิกมือของเขาเรียกกระบี่เมฆแดงออกมาจากนั้นก็ก้าวไปตามเคล็ดวิชาความเร็วลมกรดใช้กระบี่ตัดเถาวัลย์ที่พันอยู่ด้วยกันออก และพุ่งเข้าไปใกล้ศิษย์คนนั้นสองสามก้าวและฟันกระบี่ลงมาจากฟ้า

            “คาถาดำดิน” เมื่อเห็นดังนั้น ศิษย์คนนั้นก็รีบดำลงไปใต้พื้นดิน

            “ออกมาเดี๋ยวนี้”เสียงที่แหลมคมดังขึ้นมา เย่เฉินโบกแขนของเขาอย่างแรงและเหวี่ยงหมัดเขย่าบรรพตลงไปยังพื้นลานประลอง

            ตูม!

            ลานประลองเกิดการสั่นสะเทือนศิษย์คนที่ดำดินลงไปเมื่อครู่นี้ ก็ถูกแรงสั่นสะเทือนจนต้องเหาะขึ้นมา

            เย่เฉินจึงพุ่งพรวดเข้ามาดั่งสายลมและก่อนที่ศิษย์คนนั้นจะลงกลับถึงพื้น เย่เฉินก็รีบจับขาของเขาไว้

            ต่อมาก็เป็นงานถนัดของเขาแล้ว

            ตูม!

            เสียงตูมตามที่ดังกึกก้องศิษย์ที่ถูกจับขาไว้คนนั้น ได้ถูกเย่เฉินเหวี่ยงลงกับพื้นเช่นเดียวกันกับศิษย์คนก่อนหน้าเขาถูกเหวี่ยงลงพื้นจนกระเพาะลำไส้แทบจะทะลักออกมา

            “เอ่อ...อีกคนแล้วหรือ”ด้านล่างลานประลอง ผู้คนจำนวนมากต่างถอนหายใจดูเหมือนว่ากำลังประหลาดใจกับความแข็งแกร่งของเย่เฉิน

            เช้ง!

            เช้ง!

            เมื่อลำแสงของกระบี่ทั้งสองสายกระทบลงบนลานประลองฝั่งของยอดเขาตี้หยางก็พุ่งขึ้นมา

            เปรี้ยง!

            เปรี้ยง!

            เย่เฉินเรียกกระบี่ออกมาโดยเร็วและฟาดลำแสงกระบี่ออกไปเป็นสองสาย จากนั้นจึงถอยหลังไปอย่างรวดเร็วเป็นเพราะศิษย์คนนั้นได้พ่นควันออกมา หมอกควันฟุ้งตลบอบอวล ปกคลุมไปทั่วลานประลองบดบังสายตาของผู้ชมที่อยู่ด้านล่าง

            เปรี้ยง!

            แกร๊ง!

            เวิง!

            ได้ยินแต่เพียงเสียงของการต่อสู้ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันดังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเย่เฉินและศิษย์คนนั้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

            “นี่คือมนต์หมอกพรางตาไม่รู้ว่าเย่เฉินจะทำลายมันได้หรือไม่”

            “ข้าได้ยินมาว่ามนต์หมอกพรางตาทำให้ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งต้องสูญเสียมาแล้วมากมาย”

            “จริงหรือ”

            ตูม!

            ด้วยเสียงตูมตามที่ดังมาจากลานประลองการสนทนาของผู้คนด้านล่างต่างก็หยุดลง

            จากนั้นร่างของคนผู้หนึ่งที่เต็มไปด้วยเลือดก็ลอยออกมาจนกระทั่งร่วงลงมาถึงพื้น เขาก็หมดสติไปแล้ว

            “แย่แล้วอย่าไปมองๆ ถูกเย่เฉินโจมตีจนเกือบตายอีกแล้ว”

            ในไม่ช้ามนต์หมอกพรางตาก็กระจายและสลายไป เงาร่างของเย่เฉินก็ปรากฏขึ้นบนเวที

            “ได้รับบาดเจ็บแล้ว”เจ้าหมีสองเห็นเลือดไหลอยู่ที่หลังของเย่เฉิน และมีรอยกระบี่รอยหนึ่งอยู่ตรงไหล่ของเขา

            “ฆ่าเขาซะ”ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางเริ่มเคลื่อนไหวราวกับจะไม่ให้เย่เฉินได้มีเวลาตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย

            การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

            ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางคนนี้มีความแข็งแกร่งกว่าที่เย่เฉินคิดไว้สิ่งสำคัญที่สุดคือเขามีวิชาลับติดตัวอยู่มากมายหลายชนิด ทำให้เขาไม่อาจป้องกันได้

            จนกระทั่งศิษย์คนนั้นถูกโจมตีจนตายร่างกายของเขาก็มีบาดแผลเพิ่มขึ้นมากมาย

            “ฆ่ามัน!” ศิษย์แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางคนหนึ่งพุ่งขึ้นมาและเริ่มลงมือใช้กระบวนท่าไม้ตาย

            และในเวลาต่อมาศิษย์ที่แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางต่างพุ่งขึ้นมาบนลานประลองอย่างต่อเนื่อง

            พวกเขาทั้งหมดต่างลงมืออย่างดุเดือดโดยไม่เว้นช่องว่างไว้เลยแต่ละการเคลื่อนไหวล้วนแต่เป็นกระบวนท่าไม้ตายของการสังหารที่รุนแรงและคนที่เข้ามาภายหลังก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆวิชาลับแต่ละชนิดต่างถูกนำมาใช้อย่างไม่ขาดสาย

            แม้ว่าเย่เฉินจะมีความแข็งแกร่งอย่างก้าวกระโดดแต่เขาก็ไม่สามารถที่จะยืนหยัดต่อการผลัดกันเข้ามาต่อสู้ของคนจำนวนมากได้ทุกครั้งที่เขาเอาชนะศิษย์ที่แท้จริงได้หนึ่งคนบนร่างกายของเขาก็จะมีรอยบาดแผลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเสื้อคลุมที่เขาสวมใส่อยู่ตอนนี้ก็เต็มไปด้วยคราบเลือด

            “ถ้ายังจะสู้แบบนี้ต่อไปไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกฆ่าตายแน่” เจ้าหมีสองกำมือเล็กๆ ของเขา พลางขบฟัน

            สู้!

            บนลานประลองเสียงของเย่เฉินดังกึกก้องไปทั่วทุกหนแห่ง

            ลมปราณของเขาแข็งแกร่งเช่นเดียวกับแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตาย ที่มีพลังชีวิตแข็งแกร่งอย่างยิ่งจึงสามารถโจมตีศิษย์ที่แท้จริงจนพิการไปหลายคน แต่กลับยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้

            โอ๊ย...!

            อ๊าก...!

            เมื่อเทียบกันกับใบหน้าของเย่เฉินแล้วนั้นใบหน้าของศิษย์ยอดเขาตี้หยางและยอดเขาเหรินหยางนั้นกลับน่าเกลียดกว่ามาก

            พวกเขาล้วนแต่เป็นศิษย์ที่ภาคภูมิใจอย่างมากของแต่ละยอดเขาและถูกตั้งความหวังไว้สูง มีใครกันที่ไม่เก่งกาจหรือฐานการฝึกฝนใดที่ไม่สามารถเอาชนะเย่เฉินได้แต่พวกเขากลับถูกเย่เฉินซึ่งอยู่ในขั้นรวมพลังโจมตีจนพ่ายแพ้ไปอย่างน่าอับอาย

            สถานการณ์การต่อสู้ที่นี่ได้ถูกรายงานไปยังยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางแล้ว

            “เหลวไหลเหลวไหลสิ้นดี” เก๋อหงโกรธมาก คนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นศิษย์ที่แท้จริงที่เขาทำการสั่งสอนด้วยตนเองนึกไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีโดยผู้ฝึกตนเพียงขั้นรวมพลังคนหนึ่งมันทำให้เขาโกรธเป็นอย่างมาก

            ด้านนักพรตชิงหยางก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เมื่อได้ฟังการรายงานจากศิษย์ ก็โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากความแข็งแกร่งของเย่เฉิน เกินความคาดหมายของเขาไปมากเขาเริ่มสงสัยว่าการที่ให้ศิษย์ที่แท้จริงออกไปต่อสู้นั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

            เมื่อเทียบเก๋อหงกับนักพรตชิงหยางท่าทีของจ่งเหลาเต้าแห่งยอดเขาเทียนหยางนั้นยอดเยี่ยมกว่ามาก

            บนยอดเขาเทียนหยางมีต้นไม้หักอยู่ต้นหนึ่งเขานั่งเอามือกอดอกอยู่ที่นั่น และก่นด่าสาปแช่งไม่รู้จบ“ข้าฝึกฝนวิชามาเป็นร้อยปี ตาบอดแล้วจริงๆ ผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังคนหนึ่ง! ทำไมจึงได้มีพรสวรรค์ขนาดนี้!”

            ต้องบอกว่าเขาสามารถมองออก

            ศิษย์ที่อยู่ในการปกครองของเขาแม้ว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเย่เฉินอยู่บ้างแต่เขาก็ยังสั่งสอนได้เป็นอย่างดีอย่างน้อยเขาก็ไม่มีส่วนร่วมในการสมรู้ร่วมคิดและกลอุบายต่างๆเหมือนกับคนใจแคบดั่งไส้ไก่อย่างนักพรตชิงหยางและเก๋อหง

            ตอนนี้ดูเหมือนว่าการตัดสินใจของเขานั้นถูกต้อง หากเขาปล่อยให้ลูกศิษย์ออกไปสู้กับเย่เฉินใครจะรู้ว่าจะเหลือรอดกลับมาสักกี่คน

            “บาปกรรม!” จ่งเหลาเต้ากุมใบหน้าเอาไว้ หัวใจของเขาแสนจะเจ็บปวด!

            ตูม!

            บนลานเมฆวายุศิษย์ของยอดเขาตี้หยางคนหนึ่งได้ถูกเย่เฉินตีเข้าจนจำไม่ได้แม้แต่แม่ของตนเอง

            “นี่คนที่เท่าไรแล้ว”ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างเอ่ยคำถามขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

            “คนที่สิบห้าแล้ว”มีคนเริ่มถอนหายใจ

            “ศิษย์แท้จริงของยอดเขาเหรินหยางและยอดเขาตี้หยางถูกเย่เฉินทำร้ายไปเกินกว่าครึ่ง!”

            “แต่ข้าคิดว่าเย่เฉินก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไร”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลายคนจึงมองไปบนลานประลอง

            ที่นั่นเย่เฉินก็โชกไปด้วยเลือด มีบาดแผลมากมายจนทำให้ไม่สามารถจะทนดูได้เดินโซเซอยู่สองสามครั้งจนเกือบจะล้มลงบนลานประลอง ทั้งสองยอดเขาผลัดกันเข้ามาสู้และตอนนี้ทะเลลมปราณในร่างเขาก็ใกล้จะใช้หมดแล้วและพลังปราณในร่างก็เริ่มขาดแคลนไปบ้างแล้ว

            “เจ้าหนุ่มไปเถอะ ถ้ายังสู้อีกเป็นเรื่องแน่” เจ้าหมีสองตะโกนเตือนจากด้านล่างลานประลอง

            เย่เฉินพยักหน้าเขารู้สภาพร่างกายของเขาดี หากคิดจะตอบรับและสู้ต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็คงจะต้องตายอยู่บนลานประลองเป็นแน่

            ยิ่งไปกว่านั้นการต่อสู้ก่อนหน้านี้ล้วนแต่เป็นการต่อสู้กับศิษย์ที่แท้จริงขั้นพลังธาตุชั้นที่ห้าจนถึงชั้นที่เจ็ดส่วนศิษย์แท้จริงที่เหลืออยู่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นพลังธาตุชั้นที่แปดจนถึงชั้นที่เก้าและอีกสองคนที่เหลือแค่เพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุถึงขั้นพลังหยาง

            แม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าจะจัดการกับคนขั้นพลังธาตุชั้นที่แปดคนหนึ่งได้แต่มันก็ต้องเสียเลือดเนื้อต่อไป ซึ่งร่างกายของเขาคงทนรับไม่ไหวอีกแล้ว

            เมื่อคิดแบบนี้ขึ้นมาเขาจึงหันกลับ

            แต่ด้านของยอดเขาตี้หยาง ก็มีศิษย์อีกคนหนึ่งเดินขึ้นมาแล้ว

            ศิษย์คนนี้มีใบหน้าที่งดงามในมือถือพัดหยกวิญญาณไว้อันหนึ่ง ดูท่าทีแล้วสุภาพเรียบร้อยแต่ทว่ามุมปากกลับมีลักษณะไม่แยแสต่อผู้ใด บนใบหน้านึกไม่ถึงว่าจะมีการประทินโฉมราวกับสตรีคนที่ไม่รู้อาจจะต้องคิดว่าคนผู้นี้เป็นสตรีหรือไม่?

            “ข้าน้อยสวีคั่ง ขอคารวะ” ศิษย์ในชุดม่วงผู้นี้ไม่ได้เริ่มต่อสู้ทันทีแต่ได้ทำการแนะนำตัวก่อน และไม่ลืมที่จะประสานมือทำการทักทายเย่เฉิน

            เพียงแต่ทุกคนอาจจะไม่ทันสังเกตว่าขณะที่เขากำลังทำการคารวะเย่เฉินอยู่นั้นเข็มเงินที่บางกว่าเส้นผมเล่มหนึ่งได้ถูกดีดออกไปแม้ว่าเย่เฉินจะป้องกันตัวเป็นอย่างดี แต่ก็ยังถูกเข็มเล่มนั้นแทงเข้าจนได้

            ในไม่ช้าพิษของเข็มเงินนั้นก็กระจายเข้าสู่ร่างกายของเย่เฉินอย่างรวดเร็ว

            จากนั้นร่างกายของเขา ตรงจุดที่ถูกเข็มพิษแทงนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและความเร็วในการแพร่กระจายของพิษนั้นทำให้เขาถึงกับต้องประหลาดใจ

            เฮือก!

            เย่เฉินกระอักเลือดออกมาร่างกายโซเซ จนเกือบจะล้มลง

            “การประลองบนลานเมฆวายุเจ้ากล้าใช้พิษได้อย่างไรกัน” เย่เฉินจ้องมองสวีคั่งอย่างเยือกเย็นประกายแสงวูบวาบปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา