ตอนที่ 4 ดาววิกาลนิรันดร์
“พาข้าไปด้วย!?” จางหม่านโถวถามอย่างใ
“ใช่แล้ว จะมีทาสไว้ทำไม ถ้าไม่พาติดตัวไปคอยรับใช้ด้วย” หญิงสาวตอบแบบไม่สนใจสีหน้าของจางหม่านโถวแม้แต่น้อย
“อย่างน้อยข้าก็มีบุญคุณช่วยให้ท่านหลุดจากการถูกขังมาได้นะ ถือซะว่าทดแทนที่ข้าช่วยท่านออกมา ปล่อยข้าเป็อิสระเถอะนะ” จางหม่านโถวอ้อนวอนพร้อมส่งสายตาแบบลูกแมวใส่หญิงสาวสุดชีวิต
“ถุย!!!!! ทดแทนอะไรกัน เ้าลงมาเพื่อปล้นสุสาน ไม่ได้มาเพื่อช่วยข้าสักหน่อย การช่วยข้าออกมาถือเป็ข้อผิดพลาดของเ้าต่างหากล่ะ จะเอามาอ้างเป็บุญคุณได้อย่างไร” หญิงสาวตอบแบบไร้เยื่อใย หาได้รับผลกระทบจากสายตาลูกแมวน้อยนั้นไม่ ออกจะเหยียดหยามความพยายามอันน่าทุเรศนี้ด้วยซ้ำ
“แม้จะเป็การกระทำโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็สร้างประโยชน์ให้กับท่าน ถึงจะไม่นับเป็บุญคุณ แต่ก็ไม่ควรได้รับโทษต้องตกเป็ทาสนี่” จางหม่านโถวยังคงส่งสายตาลูกแมวส่องประกายวิ๊งๆต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
“หึ!! ไม่ควรโดนลงโทษอย่างนั้นหรือ สิ่งที่เ้าคิดจะทำกับข้าตอนที่ข้าเพิ่งฟื้นนั้น ข้าไม่ตัดท่อน้ำทิ้งเ้าก็นับว่าทดแทนเื่ที่เ้าปลุกข้าขึ้นมาแล้ว” หญิงสาวยังคงไม่หวันไหวไปกับสายตาลูกแมวอยู่ดี แถมยังดูจะโมโหกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
“ท่อน้ำทิ้งอย่างนั้นหรือ ข้ามั่นใจว่ามันมีประโยชน์มากกว่าทิ้งน้ำเสียแน่นอน ซักวันข้าจะพิสูจน์ให้ท่านดู” จางหม่านโถวคิดในใจแบบลืมตัวไปว่านางสามารถอ่านความคิดเขาได้
“ท่าทางเ้าจะไม่อยากเก็บมันไว้จริงๆสินะ”หญิงสาวเริ่มแสดงรังสีอำมหิตออกมา
“ข้าต้องอยากเก็บมันไว้แน่นอน ร่างกายนี้พ่อแม่ให้มา จะให้ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็ลูกอกตัญญู” จางหม่านโถวรีบหาข้ออ้างทันที สายตาขี้อ้อนตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็หวาดกลัวแทนเสียแล้ว
“เท่าที่ข้ารู้เ้าก็เป็ลูกอกตัญญูอยู่แล้วนี่นะ”หญิงสาวตอบอย่างเ็า แต่รังสีอำมหิตรอบตัวนางได้จางหายไปแล้ว
“เอาเป็ว่าข้าจะไม่คิดล่วงเกินท่านอีกแล้ว และข้าขออภัยต่อท่านในสิ่งที่ข้าเคยคิดไม่ดีกับท่านอีกด้วย”จางหม่านโถวรีบขอโทษเพื่อเลี่ยงการลงโทษ
“ค่อยสมกับเป็ทาสหน่อย” หญิงสาวยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าเช่นเคย แต่ความโกรธก็ได้หายไปจากน้ำเสียงของนางแล้ว
“ว่าแต่ข้ายังไม่รู้จักชื่อท่านเลย ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่”จางหม่านโถวรีบเปลี่ยนประเด็นโดยทันที
“เ้าไม่ต้องรู้หรอก เรียกข้าว่า เ้านาย ก็พอแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างเ็าเช่นเดิม
“ในเมื่อท่านเป็จักรพรรดินีปีศาจ ให้ข้าเรียกท่านว่า จักรพรรดินี ก็แล้วกันนะ” จางหม่านโถวต่อรอง การเรียกนางว่า จักรพรรดินี ตามศักดิ์ฐานะของนางย่อมดีกว่าการเรียกนางว่า เ้านาย อย่างแน่นอน
“ตามใจเ้าแล้วกัน”หญิงสาวตัดบทไม่อยากต่อรองกับผู้ชายหน้าด้านคนนี้ต่อไป
“ขอบคุณท่าน...อุ๊ก!!!!!” ก่อนที่จางหม่านโถวจะพูดจบเขาก็รู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงไปในอากาศอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สาหัสกว่า 2 ครั้งก่อนหลายเท่าตัว จางหม่านโถวรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะฉีกออกเป็ชิ้นๆเลยทีเดียว ครั้งนี้ไม่เพียงจะรู้สึกทรมานกว่าทั้งยังกินเวลานานกว่ามากด้วย จางหม่านโถวมั่นใจว่านี่เป็การเดินทางไปยังดาวของหญิงสาวนางนี้แน่ เมื่อคิดถึงความสามารถในการเดินทางด้วยความเร็วที่น่าตระหนกของนางแล้ว มันมั่นใจว่าเทพเซียนทั้ง 4 ของโลกนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้แบบนาง การที่มันรอดชีวิตจากการลงมือของนางมาได้ก็นับเป็โชคดีอย่างที่สุดแล้ว
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าไหร่จางหม่านโถวล้มตัวลงนอนกับพื้น ความเ็ปยังคงวิ่งไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยได้เป็มาก่อนในชีวิตของเขา แต่เขาก็ยังคงมีสติอยู่ เขารู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขามาถึงจุดหมายแล้ว อย่างน้อยนี่ก็เป็ที่ๆนางตั้งใจจะหยุดอย่างแน่นอน และการที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็ชัดเจนเช่นกัน คนตายคงไม่รู้สึกเจ็บแบบนี้หรอก
จางหม่านโถวนอนกองอยู่กับพื้นทราย กำลังสำรอกทุกอย่างในกระเพาะอาหารออกมาจนหมด ก่อนที่มันจะได้พูดอะไร คอของมันก็ถูกจับและร่างของมันก็ถูกกระชากเข้าไปในช่องว่างของอากาศอีกครั้ง เมื่อพ้นออกมาได้เพียงครู่เดียว มันยังไม่ทันได้มองเห็นสภาพรอบกายเลย มันก็ถูกกระชากอีกครั้ง และก็อีกครั้ง และก็อีกครั้ง จำมันเองก็นับไม่ถูกว่ากี่ครั้งกันแน่ สุดท้ายมันก็ถูกทิ้งให้นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหญ้า
หญิงสาวยืนสงบนิ่งอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก ต้นไม้นี้นับว่าใหญ่มากกว่าต้นไม้ใดๆที่จางหม่านโถวเคยพบเห็นมาทั้งชีวิต มันอาจจะกว้างกว่าบ้านที่เข้าอาศัยอยู่ในวัยเด็กด้วยซ้ำ ป่านี้เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมายส่วนใหญ่ก็มีความกว้างของลำต้นไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ต้นที่ใหญ่มากๆก็กว้างกว่า 7 เมตร แต่ต้นที่นางเดินไปหานั้น ความกว้างของลำต้นไม่น่าต่ำกว่า 10 เมตร เรียกได้ว่าสามารถสร้างบ้านอยู่ภายในต้นไม้นี้ได้เลยทีเดียว
จางหม่านโถวพลิกตัวนอนหงาย เมื่อมันมองขึ้นไปบนฟ้า มันก็มั่นใจเลยว่ามันไม่ได้อยู่บนโลกของมันอีกต่อไปแล้ว เพราะมันเห็นพระจันทร์ดวงใหญ่ถึง 2 ดวงส่องแสงสว่างสวยงามอยู่บนท้องฟ้า ดวงจันทร์ดวงหนึ่งเล็กกว่าอีกดวงหนึ่ง แต่ดวงที่เล็กกว่านั้นก็ยังใหญ่กว่าดวงจันทร์เต็มดวงในโลกของมันเสียอีก นอกจากนี้ยังมีดวงดาวมากมายให้เห็นเต็มฟ้า ปกติแล้วถ้าเป็คืนจันทร์เต็มดวงจะเห็นดาวได้ไม่มากนัก เพราะแสงของดวงจันทร์จะบดบังแสงจากดวงดาว แต่ที่มันเห็นในตอนนี้คือภาพดวงดาวมากมายเต็มฟ้าล้อมรอบดวงจันทร์เต็มดวง 2 ดวงอยู่กลางฟ้า
“โชคดีจริงๆที่อาคมของข้ายังไม่เสื่อมและทุกอย่างยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์” เสียงของหญิงสาวดังมาจากมุมที่ห่างไกลออกไป
จางหม่านโถวหันหน้าไปดูในทิศทางต้นเสียง และพบภาพอันน่าประหลาดใจ ต้นไม้ที่หญิงสาวเดินไปหานั้น บัดนี้มีประตูอยู่ตรงกลางลำต้น และกำลังเปิดออกช้าๆ จางหม่านโถวรีบลุกขึ้นทันทีแล้วเดินไปยังจุดที่หญิงสาวยืนอยู่
“จักรพรรดินี ท่านกลับมาแล้ว เป็ท่านจริงๆด้วย” เสียงผู้หญิงสั่นเครือ ดังออกมาจากต้นไม้นั้น
“อิสซาเบล ไม่เจอกันนานนะ” หญิงสาวกล่าวทักด้วยน้ำเสียงแฝงความยินดี
ผู้หญิงที่ชื่ออิสซาเบลนั้นสูงประมาณ 160 ซม. ผิวขาวเนียนดั่งหยกขาวไร้มลทิน ใบหน้างดงามแฝงด้วยความเมตตาแต่ก็มีอำนาจอยู่ในตัว รูปร่างได้สัดส่วนไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป นางใส่ชุดคลุมยาวสีน้ำตาลทำให้ยากที่จะคาดเดารูปร่างที่แท้จริงได้ นางดูไปคล้ายอายุ 30-35 ปีแต่จางหม่านโถวมั่นใจเลยว่านางต้องอายุมากกว่านั้นจนไม่อาจจินตนาการได้
“นานมากจริงๆเ้าค่ะ จักรพรรดินี” อิสซาเบลตอบกลับดวงตายังคงมีน้ำตาเอ่อคลอ
“จักรพรรดินี อ่า… ช่างน่ายินดีจริงๆ ในที่สุดท่านก็กลับมา” เสียงชายแก่ดังมาจากด้านหลังของอิสซาเบล
“พลูตัส ท่านดูแก่ลงไปเยอะเลยนะ” เสียงของหญิงสาวแฝงไว้ด้วยความสนิทสนม
ชายแก่ที่ชื่อพลูตัสนี้รูปร่างสูงใหญ่ เขาสูงกว่าจางหม่านโถวเกือบหนึ่ง่ศีรษะ หน้าตามีรอยย่นดังคนมีอายุที่ผ่านเื่เลวร้ายในชีวิตมา ทั้งยังดูทรงภูมิปัญญา ท่อนแขนใหญ่กว่าต้นขาของจางหม่านโถวเสียอีก เขาใส่เสื้อเก่าสีดำหลวมกว้าง เปิดเผยแผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขาให้เห็นอย่างชัดเจน ดูจากหน้าตาและน้ำเสียงแล้วเขาเหมือนคนอายุ 55-60ปี แต่ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามกลับมีผิวเรียบตึงเหมือนชายหนุ่มอายุไม่เกิน 30 ปี ช่างดูขัดแย้งกันยิ่งนัก
“แก่แล้ว… แก่มากแล้ว ยังดีที่ได้พบจักรพรรดินีก่อนตาย” พลูตัสพูดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแต่ดวงตาแวววาวด้วยน้ำตาที่คลออยู่
“มีใครอยู่บ้างนี่ แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่กันหมด” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ… เื่นี้เข้ามาคุยกันข้างในดีกว่า” อิสซาเบลตอบ สีหน้าเป็กังวล
“จางหม่านโถว ตามข้าเข้าไปข้างใน” หญิงสาวสั่งโดยไม่หันมามองที่มันด้วยซ้ำ
จางหม่านโถวรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น มันรีบเดินตามนางเข้าไปโดยดี มันเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็เพราะความตั้งใจของมันเอง หรือเป็เพราะอำนาจ[ยันต์ผูกสัมพันธ์นาย-ทาส]กันแน่
เมื่อทุกคนเดินผ่านประตูเข้ามาหมดแล้ว ประตูนั้นก็ปิดลง หากมองจากภายนอกจะเห็นเพียงต้นไม้ใหญ่ธรรมดา ภายในประตูนี้สภาพโดยรอบเหมือนอยู่ในโพรงของต้นไม้ ตรงกลางของโพรงนี้มีบ้านหลังหนึ่งขนาดไม่ใหญ่นักตั้งอยู่ รอบตัวบ้านมีข่ายพลังเวทย์ครอบอยู่ จางหม่านโถวมองออกว่านี่เป็ข่ายพลังป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แม้แต่จอมยุทธระดับเทพเซียนนำอาวุธระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์มาโจมตีก็ไม่แน่ว่าจะฝ่าเข้าไปได้
อิสซาเบลแตะที่ขอบของข่ายพลังก็เกิดช่องขนาดพอให้คนๆหนึ่งผ่านไปได้ปรากฏขึ้น ทุกคนเดินผ่านช่องนั้นเข้าไปภายในข่ายพลัง จางหม่านโถวไม่สามารถบอกได้ว่าวัสดุที่ใช้สร้างบ้านน้อยหลังนี้คืออะไร มันรู้เพียงแต่ว่าวัสดุนี้แข็งแกร่งมาก อาจจะมากกว่าข่ายพลังที่คลุมมันไว้เสียอีก จากนั้นอิสซาเบลก็ได้ใช้กุญแจไขประตูบ้านน้อยหลังนี้เมื่อประตูเปิดออก ภาพภายในตัวบ้านเป็สิ่งที่จางหม่านโถวไม่คาดคิดมาก่อน
ภายในบ้านน้อยหลังนี้นั้นไม่มีห้อง ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ใดๆทั้งสิ้น เป็ห้องโล่งๆ ไม่ต่างจากห้องโล่งของนครโบราณที่จางหม่านโถวไปพบกับหญิงสาวลึกลับนางนี้ซักเท่าไหร่ พลูตัสเดินไปมุมหนึ่งของห้องโล่งนั้นแล้วเขาก็เคาะที่ผนัง สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือพื้นที่กลางห้องโล่งนี้แยกออกจากกัน ทำให้มองเห็นบันไดลงไปยังชั้นใต้ดินของบ้านน้อยหลังนี้
จางหม่านโถวเดินตามทุกคนลงไป มันบอกได้เลยว่าบันไดวนนี้ลึกลงไปมาก อาจจะลึกกว่าบันไดวนที่ลงไปยังห้องเก็บโลงที่ขังหญิงสาวลึกลับไว้เสียอีก เมื่อลงมาจนสุดทางพลูตัสก็เปิดประตูออก ภาพที่เห็นหลังประตูนั้นทำให้จางหม่านโถวถึงกับอ้าปากค้าง มันเหมือนเปิดประตูไปสู่อีกโลกหนึ่ง ภาพที่มันเห็นคือภาพบ้านแบบหมู่ตึกที่มีสวนโล่งกว้างอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยตึกต่างๆหลายตึก ในนี้มีแม้แต่สิ่งที่ดูคล้ายท้องฟ้า แม้แต่มีแสงแดด ดอกไม้ในสวนก็ดูเหมือนจะเป็ของจริง ขณะที่จางหม่านโถวยืนตะลึงอยู่นั้น ทุกคนก็เดินผ่านสวนเข้าสู่อาคารใหญ่สุดที่อยู่ตรงกลาง คาดว่าอาคารนี้คืออาคารหลักของหมู่ตึกนี้ จางหม่านโถวได้แต่ต้องเดินตามพวกมันเข้าไป
เมื่อมาถึงห้องประชุมใหญ่ ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันนั่ง ดูเหมือนว่าทุกคนต่างรู้ตำแหน่งที่นั่งของตนเป็อย่างดี หญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้บนพื้นยกสูงด้านในสุดของห้องซึ่งมีเก้าอี้เพียงตัวเดียวบนพื้นยกนี้ อิสซาเบลนั่งบนเก้าอี้ทางขวามือติดกับพื้นยกนับว่านางมีตำแหน่งสูงไม่น้อยทีเดียว พลูตัสนั่งทางด้านซ้ายมือของพื้นยกหากแต่เขาไม่ได้นั่งเก้าอี้ที่ติดกับพื้นยก แต่เป็เก้าอี้ตัวที่ 3 เว้น 2 ตัวแรกที่ใกล้กับพื้นยกให้ว่างไว้ นี่บอกได้ชัดเจนว่าตำแหน่งของพลูตัสนั้นต่ำกว่าอิสซาเบล มีเพียงจางหม่านโถวเท่านั้นที่ยืนงงอยู่ไม่ทราบว่าตัวเองจะนั่งตรงไหน
“เ้าก็มานั่งคุกเข่าอยู่ข้างข้านี่ เ้าทาส” จักรพรรดินีเอ่ยขึ้นเมื่อมองไปยังจางหม่านโถวที่ยืนงงงวยอยู่
“ให้ข้านั่งเก้าอี้ที่อยู่ไกลสุดนั้นแทนได้หรือไม่” จางหม่านโถวพยายามต่อรอง
“เ้าไม่มีสิทธิ์นั่งเก้าอี้!!!” จักรพรรดินีตอบเสียงแข็ง
จางหม่านโถวเดินไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหญิงสาวในทันที ตอนนี้จางหม่านโถวมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็เพราะ[ยันต์ผูกสัมพันธ์นาย-ทาส] เพราะมันคิดที่จะต่อรองอีกหน่อย แต่กลับไม่สามารถพูดได้แถมยังเดินมาคุกเข่าโดยที่เขาไม่้าอีก “นี่ข้ากลายเป็หุ่นให้นางเชิดไปแล้วจริงๆหรือนี่”จางหม่านโถวคำนึงอยู่ในใจ
“มีใครมีสิทธิ์นั่งในห้องนี้อยู่อีกบ้าง ไปตามมาให้หมด” จักรพรรดินีออกคำสั่ง
“เ้าค่ะ” หญิงสาวผู้มีหูแมวอยู่บนหัวปรากฏตัวออกมาจากมุมมืดในห้อง โน้มคำนับรับคำสั่ง
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีผู้หญิง 2 คนเดินเข้ามาในห้อง คนแรกที่เข้ามารูปร่างผอมสูงใส่ชุดสีเขียวอ่อนดูสะอาดตา ใบหน้าเรียวยาวดูสงบและงดงามมาก นางเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ติดกับอิสซาเบล ส่วนอีกคนตัวค่อนข้างเตี้ยรูปร่างท้วมเล็กน้อยใส่ชุดคลุมสีแดงเข้มใบหน้ายิ้มแย้มดูใจดี นางนั่งเก้าอี้ติดกับพลูตัสตัวที่อยู่ไกลออกไปจากพื้นยก ในบรรดาคนที่นั่งอยู่ในตอนนี้นางมีตำแหน่งต่ำที่สุด
“มีเท่านี้เ้าค่ะ จักรพรรดินี” อิสซาเบลพูดเมื่อทั้งสองคนนั่งประจำที่แล้ว
“เอาละ รายงานมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง่ที่ข้าไม่อยู่” จักรพรรดินีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
--------------------------------------------------------------------------------------
นอกเื่ท้ายตอน
จางหม่านโถว: สาวใช้มีหูแมวหรือลุง
ตาลุงติดเกมส์: ใช่แล้ว นี่เป็ดาวปีศาจนะก็ต้องมีปีศาจแมวสิ
จางหม่านโถว: เอาแมวมาเป็ทาสแบบนี้ไม่เกรงใจทาสแมวกันเลยหรือ
ตาลุงติดเกมส์: ไม่ใช่แค่แมวนะ เดี๋ยวมีหมา มีนก มีแฮมสเตอร์ด้วย
จางหม่านโถว: สรุปเื่นี้เราจะสร้างฮาเร็มหรือจะสร้างสวนสัตว์
จางหม่านโถว: ต้องบอกว่าเ้าเป็พวกโรคจิตที่สร้างฮาเร็มสัตว์น่าจะถูกต้องที่สุดนะ