“ข้ารู้ว่าที่พวกเขายอมกล้ำกลืนฝืนทนยอมให้ข้าเข้ามาอยู่ในกองทัพด้วยก็เป็เพราะคำสั่งของท่านแม่ทัพคนไร้ประโยชน์อย่างข้าใครจะอยากเอาไปเป็ภาระ เ้านำพวกเขากลับไปเถอะ อย่าให้ใครต้องมาลำบากเพราะข้าอีกเลยแล้วฝากนำความนี้บอกกุนซือหลี่ด้วยว่าเมื่อใดที่ข้า้าคนหวังว่าท่านจะช่วยเป็ธุระจัดการให้”
“ขอรับ ข้าจะนำความนี้ไปบอกแก่ท่านกุนซือให้ฮูหยินรองอย่าได้น้อยใจ ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งท่านจะต้องได้รับสิ่งที่ดีตอบแทนกลับมาแน่”ฮุ่ยเหอเก็บซ่อนความประหลาดใจไว้ ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกไปให้อีกฝ่ายรู้ตัว
มีอะไรบางอย่างในตัวฮูหยินที่ผิดแปลกไป ทั้งอุปนิสัยและท่าทางที่แสดงออกอยู่ตอนนี้ช่างแตกต่างจากคนก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
เมื่อสามเดือนก่อนหลังจากที่ฝูกว่างเยว่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็ภรรยารอง
ท่านแม่ทัพ เด็กคนนี้มีท่าทีสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัด แสดงสีหน้าเ็ปออกมา น้ำตารินไหลอาบแก้มไม่หยุดยิ่งทำให้ดูอ่อนแอเปราะบางไร้ที่พึ่งความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่วร่างจนทุกคนััได้ถึงพลังชีวิตที่ลดทอนลงเรื่อยๆ ยังดีที่ได้หลี่ซื่อจื่อคอยดูแลเอาใจใส่อยู่ตลอดอาการถึงได้ดีขึ้นกว่าตอนแรกมาก ไม่เซื่องซึมไร้ชีวิตชีวาเหมือนเก่า
คนที่เคยท้อแท้สิ้นหวังในชีวิตจะมีประกายตามุ่งมั่นเข้มแข็งแบบนี้ได้ยังไง
“ฮูหยินยัง้าอะไรอีกหรือไม่ขอรับ อยากได้น้ำชาร้อนๆสักกา หรือว่า...”
“ไม่ล่ะ! เอ่อ...ข้าอยากพักผ่อนแล้วพวกเ้ากลับไปเถอะ”
แค่ได้ยินเื่ที่เกี่ยวกับอาหาร ขนตรงหลังคอของฝูกว่างเยว่ก็ลุกตั้งในทันใด!
ขนาดข้าวยังกินแทบไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับน้ำชาน่ากลัวว่ารสชาติที่ได้จะฝาดขมคอน่ะสิ ใบชามีคุณภาพต่ำใช้สำหรับพวกทหารลิ้นจระเข้เท่านั้นแหละ
“ขอรับ” ฮุ่ยเหอตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเสริมขึ้นอีกประโยค“อีกเดี๋ยวจะมีทหารยกถังน้ำอุ่นเข้ามาพร้อมกับอาภรณ์ชุดใหม่จากนั้นอีกหนึ่งชั่วยาม* จะมีทหารมานำทางฮูหยินไปยังกระโจมท่านแม่ทัพนะขอรับ”
“หา! ทำไมข้าต้องไปกระโจมคนผู้นั้นด้วย!”
ฝูกว่างเยว่ที่ได้ยินเื่น่าสยองที่สุดของเช้านี้ถึงกับอุทานเสียงหลงแทบจะลุกขึ้นเต้นผางโวยวายเสียงดังยังดีที่สะกดใจไว้ได้ถึงแกล้งกระแอมไอกลบเกลื่อนไป
________________________________________
* หนึ่งชั่วยาม เท่ากับสองชั่วโมง
“ตัวข้ามือเท้างุ่มง่ามเกรงว่าจะทำข้าวของเสียหายซะมากกว่าเ้าน่าจะให้ท่านหมอในค่ายมาดูแลท่านแม่ทัพอย่างใกล้ชิดนะข้ากลัวว่าจะทำได้ไม่ดีเท่า”
“ฮูหยินไม่ต้องกังวลเื่นั้นหรอกขอรับ แค่ดูแลใส่ยาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ท่านแม่ทัพคิดว่าคงไม่ใช่เื่ยากอะไรอีกอย่างกุนซือหลี่บอกว่าฮูหยินอาสาจะรับหน้าที่ดูแลท่านแม่ทัพในระหว่างที่าเ็อยู่ข้าได้ฟังแล้วซาบซึ้งใจยิ่งนัก ฮูหยินช่างเปี่ยมด้วยคุณธรรมจนข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรดีนอกจากขอบคุณฮูหยินที่ช่วยดูแลท่านแม่ทัพให้ หากมีสิ่งใดที่ข้าพอทำให้ได้ เชิญกล่าวมาได้เลยข้าน้อยยินดีทำทุกอย่างขอรับ”
ฮุ่ยเหอผุดยิ้มหน้าตาเฉยไม่ยอมให้ชายรูปงามตรงหน้าหาข้ออ้างปฏิเสธได้
“ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก เื่นี้หากจะกล่าวให้ถูกต้องชัดเจนคงต้องไปขอบคุณกุนซือหลี่มากกว่า ข้าเพียงแต่ถูกขอร้องมาอีกทีหากไม่ใช่เพราะพี่หลี่ขอมาข้าหรือจะกล้าเสนอหน้าไปเ้าก็รู้ว่าท่านแม่ทัพเกลียดชังข้าแค่ไหน ข้าไม่กล้าโผล่หน้าไปให้เขาระคายสายตาหรอก”
ฝูกว่างเยว่ก้มหน้าลงคลี่ยิ้มเศร้า ท่าทางเหมือนเสียใจนักหนาทั้งที่ในใจนั้นตรงข้ามลอบก่นด่าคนเ้าเล่ห์ตรงหน้าที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หนีเอาตัวรอดเลย
“สักวันหนึ่งความดีของท่านจะต้องเอาชนะใจท่านแม่ทัพได้แน่ฮูหยินอย่าเพิ่งถอดใจนะขอรับ วันนั้นจะต้องมาถึงในอีกไม่ช้านี้แน่”
“หวังว่าจะมีวันนั้นนะ” น้ำเสียงแ่เบาราวกับยุงบินหลุดพูดกับตัวเอง
ความหวังอันริบหรี่ที่จะให้ตัวเองผงาดขึ้นมามีเกียรติมีศักดิ์ศรีนั้นยากเย็นยิ่งกว่าอะไรชะตาที่ถูกลิขิตมาแบบนี้ ถ้าท้อถอยหมดกำลังใจไปซะก่อนก็คงไม่มีวันกลายเป็จริง
ให้ตายเถอะ แล้วหลังจากนี้จะเอายังไงต่อดีวะ นี่มันชักจะมืดมนไร้หนทางออกเข้าไปทุกทีแล้ว
ขณะที่ทอดถอนใจก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนึกถึงผลลัพธ์ที่จะเป็ไปได้ในรูปแบบต่างๆ แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจสุดท้ายก็เลือกโยนปัญหาหนักอึ้งพวกนั้นทิ้ง หันมาเผชิญหน้ากับปัญหาตรงหน้าก่อนจะดีกว่า
เด็กหนุ่มยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย ขับเน้นให้ใบหน้ากระจ่างใสดูมีชีวิตชีวาขึ้นท่ามกลางลมพายุหิมะหนาวเย็น สีแดงสวยสดของดอกเหมยช่างงดงามชวนมองจนไม่ว่าใครก็ไม่อาจละสายตาได้ไม่มีแววหม่นหมองเศร้าซึมเหมือนอย่างตอนแรก แต่ถ้าสังเกตดูให้ดีก็จะรู้ว่านั่นเป็แค่การเสแสร้งเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเท่านั้น
ฝูกว่างเยว่จ้องเขม็งองครักษ์ข้างกายของหานเจี้ยตรงๆ ฮุ่ยเหอคนนี้ช่างองอาจห้าวหาญซะจริงแถมยังฉลาดเป็กรดอีกด้วย ปฏิกิริยาว่องไวเฉียบแหลมจนประมาทไม่ได้ ดูท่าจะล่อลวงได้ยากคิดจะหลอกมาเป็พวกคงไม่ใช่เื่ง่ายนัก ก็เล่นจงรักภักดีกับเ้านายตัวเองซะขนาดนั้นคงไม่ยอมมาเป็พวกเดียวกับเขาแน่
เอาเถอะๆ ขืนได้คืบจะเอาศอกจะกลายเป็สูญเสียไปทั้งสองอย่างคำพูดก่อนหน้านั้นทั้งหมดก็เป็แค่การลองหยั่งเชิง ทดสอบดูว่าเขาเป็คนยังไง หรือไม่อีกฝ่ายก็กำลังสงสัยว่าเขาอาจไม่ใช่ฝูกว่างเยว่ตัวจริงถึงได้แสร้งทำตัวเป็คนดีทั้งที่อีกฝ่ายออกจากดุดันแข็งกร้าว แววตาเหมือนพยัคฆ์ดักซุ่มรอขย้ำเหยื่อหากตอบอะไรผิดหูไปต้องได้เป็เื่แน่
เด็กหนุ่มระบายรอยยิ้มเต็มริมฝีปากเก็บกดความขัดเคืองใจเอาไว้ข้างในดวงตาที่เป็เส้นโค้งลงทอประกายอ่อนโยนระคนด้วยความจนใจ
“ข้ามีเื่อยากจะขอร้องสักหน่อยได้หรือไม่ ตัวข้าเป็คนอ่อนแอไร้ทางสู้มันเป็คำขอที่มากเกินไป แต่หากวันใดที่ภัยอันตรายมาถึงตัว หวังว่าเ้าจะยอมยื่นมือมาช่วยเหลือข้าสักครั้ง”
“ฮูหยินได้โปรดวางใจ ข้าจะให้ทหารเฝ้าตรวจตราทางเข้าออกอย่างเข้มงวดไม่ปล่อยให้มีสิ่งใดมาทำอันตรายฮูหยินได้”
“ขอบคุณเ้ามาก แต่ข้าไม่ได้กลัวอันตรายพวกนั้นหรอก ข้ากลัวอย่างอื่นมากกว่าในค่ายทหารอาจมีบางสิ่งที่น่ากลัวแอบแฝงอยู่ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆหนอนน่ะ ที่ไหนมีของอร่อยให้มันมันก็ชอบไปชอนไชอยู่ตรงนั้นแหละ ตัวข้าตายไปก็ไม่เท่าไรหรอก แต่ถ้าท่านแม่ทัพเป็อะไรไปคงไม่ดีแน่ถึงเขาจะเป็แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่มีแต่ผู้คนเกรงกลัว แต่ถ้ารอบตัวมีแต่พวกคิดไม่ซื่อ เกรงว่าเขาอาจจะถูกเล่นงานเข้าในสักวันหนึ่ง”
หนอนที่เขาพูดถึงก็คือคนทรยศที่อาจแฝงตัวอยู่ในค่ายหรืออาจจะเป็คนของศัตรูที่แอบลักลอบเข้ามา หากไม่รีบกำจัดทิ้งหรือลากตัวมาลงโทษโดยเร็วอีกไม่นานต้องกลายเป็ภัยใหญ่หลวงแน่
ฮุ่ยเหอเข้าใจความนัยนั้นดีจึงได้แต่ยิ้มรับไม่เอ่ยวาจาใดแม้ในใจจะใกับคำพูดนั้นมาก แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ ไม่อยากเชื่อว่าท่าทางเรียบร้อยใสซื่อจะเป็เพียงแค่เปลือกนอกเห็นได้ชัดว่าฮูหยินรองคนนี้มีสติปัญญาเฉียบแหลมไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดเลยเพียงแต่ที่ผ่านมาเก็บงำความสามารถนี้ไว้จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
สมแล้วที่เป็บุตรชายของราชครูฝู ในเมื่อพ่อเป็พยัคฆ์ลูกจะกลายเป็สุนัข*ได้อย่างไร ราชครูฝูถูกกล่าวขวัญให้เป็ผู้มากปัญญาเก่งกาจในศาสตร์ทุกแขนง บุตรชายเพียงคนเดียวของเขาย่อมต้องสืบทอดความสามารถนั้นติดตัวมาด้วย
“ข้าน้อยขอตัวก่อน เื่ที่ฮูหยินชี้แนะไว้ข้าจะจดจำให้ขึ้นใจจะรีบหาหนทางแก้ไขโดยเร็วขอรับ”
ฮุ่ยเหอประสานมือคารวะฮูหยินอีกครั้ง ในดวงตาเพิ่มแววเคารพนับถือขึ้นอีกหลายส่วนเขาพาทหารสองนายที่หมายมั่นปั้นมือ ตั้งใจว่าจะให้มาปรนนิบัติดูแล
ฮูหยินกลับไป ในใจเก็บข้อสงสัยทั้งหมดไว้เตรียมเอากลับไปปรึกษากับเ้ากุนซือ
เหลี่ยมจัดนั่นที่ไหว้วานให้เขามาทำงานนี้
เห็นทีคำพูดของเ้าจิ้งจอกนั่นจะไม่ใช่เื่ล้อเล่นเสียแล้วที่ว่าฮูหยินรองแตกต่างไปจากเดิมคงจะเป็เื่จริง
ฝูกว่างเยว่คนนี้ดูไม่เหมือนกับฝูกว่างเยว่คนนั้นมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป แต่เพราะอะไรถึงเปลี่ยนและเปลี่ยนไปในทางที่ดีไหม คงต้องรอให้จิ้งจอกเ้าเล่ห์อย่างหลี่ซื่อจื่อเป็คนตรวจสอบดูไม่รู้ว่าฮูหยินรองคนนี้จะงัดไม้เด็ดอะไรมาแสดงให้ดูอีก เขาอยากเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเด็กคนนี้แล้วสิ
________________________________________
* พ่อเป็พยัคฆ์ลูกจะกลายเป็สุนัขได้อย่างไรก็คล้ายกับ ลูกไม้หล่นไปไม่ไกลต้นของไทยพ่อเป็อย่างไรลูกก็ไม่คลาดเคลื่อนไปจากนั้น
หนึ่งเค่อ* ผ่านไป ปากทางเข้ากระโจมด้านหน้าจู่ๆก็มีมือปริศนายื่นเข้ามาข้างในอย่างไม่บอกกล่าว เล่นเอาคนที่กำลังนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสะดุ้งใเกือบแหกปากร้องลั่นสองตาจ้องเขม็งมองมือเรียวบางข้างนั้นไม่กะพริบ
นี่มันมือผู้หญิงนี่หว่า หรือว่าจะเป็คนที่ฮุ่ยเหอบอกว่าจะมานำทางเขาไปกระโจมไอ้คนโหดนั่นงั้นสินะ
เขารออยู่อึดใจหนึ่ง ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ยอมโผล่หน้าเข้ามาแต่นางดันเอาขาเข้ามาก่อนนี่สิ หืม ขานางเรียวมากเหมือนพวกนางแบบเลย ไหนจะร่างสูงเพรียวอ้อนแอ้นที่ค่อยๆแทรกตามเข้ามาอีก ไล่ขึ้นไปยังลำคอระหงและท้ายสุดคือใบหน้าอันงดงามชวนตะลึงของเทพธิดา!
นางฟ้าตรงหน้าเขาเป็ใครเนี่ย! ทำไมถึงได้กล้าเข้ามาในกระโจมผู้ชายเพียงลำพังด้วยใบหน้าระรื่นชวนขนลุกอย่างนี้เล่าที่นี่มันมีแต่คนแปลกประหลาดเต็มไปหมดเลยรึไงวะ ช่วยหาคนที่สติดีโผล่มาสักคนเหอะ!
ฝูกว่างเยว่ลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอแสร้งหลุบตาทำทีเขินอายกับสภาพดูไม่ได้ของตัวเองที่ไม่อาจโผล่หน้าไปพบใครได้ยามถูกดวงตาเฉียบคมสวยซึ้งคู่นั้นจ้องมอง เขาก็ถึงกับเหงื่อแตกพลั่กรู้สึกกระสับกระส่ายหายใจไม่ทั่วท้องดวงตาของนางเหมือนแมงมุมที่กำลังมองเหยื่อไร้เดียงสาที่ติดกับดักใยของตัวเอง จากนั้นก็มองดูเหยื่อดิ้นรนหาทางหนี
เดี๋ยวก่อนสิ ในสายตานางเขาคือเหยื่องั้นเหรอ?!
ดวงตาดำขลับเป็ประกายสั่นไหวด้วยความหวั่นใจบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกกลัวขึ้นมาดื้อๆ ขณะที่อากาศรอบตัวพลันร้อนระอุขึ้นมากะทันหันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลยแฮะ ทั้งที่ถูกคนตรงหน้าก็สวยหยาดเยิ้มปานเทพธิดา แต่แทนที่เขาจะประหม่ากลับเสียวสันหลังวาบมากกว่า
เพราะดวงตาเฉี่ยวคมมองคนได้ทะลุปรุโปร่งคู่นั้นหรือเปล่าถึงทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย เหมือนกับไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกนางรู้ทันไปหมด
________________________________________
*หนึ่งเค่อเทียบเวลาเท่ากับ สิบห้านาที
ถึงว่า...แวบแรกที่เห็นนางเขาถึงได้สั่นสะท้านหนาวเยือกไปทั้งตัวนางเป็ประเภทนักล่า ใครก็ตามที่อยู่ตรงหน้านางจะตกเป็เหยื่อไปโดยปริยาย นางมีแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ศัตรูต้องขอยอมแพ้ไปเอง
ชื่อของนางก็คือ ‘มี่เอ๋อร์’ เป็ภรรยาของพี่หลี่นั่นเอง
จากความทรงจำของฝูกว่างเยว่ มี่เอ๋อร์เป็ผู้ติดตามรับใช้หลี่ซื่อจื่อมาั้แ่เด็กนางเป็เด็กกำพร้าที่ได้อาจารย์ของพี่หลี่เก็บมาเลี้ยง แต่อาจารย์ของเขากลับไม่รับศิษย์ผู้หญิงนางจึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของเขาแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อใกล้ถึงเวลาออกเรือนนางก็ยังรั้งอยู่ข้างกายเขาไม่ไปไหนหวังว่าเขาจะตบแต่งนางเป็ภรรยา ต่อให้เป็ได้แค่เมียบ่าวก็ไม่สนใจแต่ก็ถูกพี่หลี่ปฏิเสธกลับมา
ทุกครั้งเพราะ้าให้นางได้เจอกับบุรุษที่ดีกว่า ทว่านางก็ยังตามตื้อไม่เลิกไม่ยอมถอดใจท่าเดียวหยอกกันไปเย้ากันมาอยู่หลายปี ในที่สุดพี่หลี่ก็ยอมใจอ่อนแต่งนางเป็ภรรยา สองผัวเมียจึงพากันติดตามเข้าสู่สนามรบไปเสี่ยงอันตรายด้วยกัน
เขาคิดว่าที่พี่หลี่ไม่ยอมแต่งงานกับนางั้แ่แรก คงเพราะกลัวว่านางจะไม่ปลอดภัยซะมากกว่าหน้าที่ของกุนซือจะต้องออกติดตามท่านแม่ทัพไปทำศึกด้วยกันทุกแห่งหนจะอยู่ห่างกายไม่ได้เด็ดขาดเพราะต้องคอยวางแผนการรบอยู่ตลอดเวลา นางเองก็คงเข้าใจถึงข้อนี้ดีถึงได้ไม่ยอมตัดใจ
ในเมื่อตัดสินใจว่าจะเป็ภรรยาของคนที่ชอบเสี่ยงตายมากที่สุดก็มีแต่ต้องเดินหน้าทำทุกอย่างจนกว่าจะประสบผลสำเร็จเท่านั้น