BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    61 : เรื่องราวในคืนรอ [3]

            

            61 : เรื่องราวในคืนรอ

            [3]

            

     

            เรือโดยสารค่อยๆ จอดเทียบท่าเรือ  พาคลื่นซัดเข้าหาชายฝั่ง  บันไดเล็กพาดลงมาเพื่อให้คนบนเรือลงมาได้  พวกเขาขนกล่องลังกันตามมาทางยาวของท่าเรือ

            “พวกเรานำของที่ท่านตนัยสั่งไว้มาให้แล้วครับ”  คนที่เดินนำมาคนแรกกล่าวกับชายชราที่ยืนกอดอกเฝ้าดูอยู่  “จะให้นำไปให้ที่เรือนของท่านตนัยเลยไหมครับท่านเดสิต”

            เดสิตจ้องกล่องลังสามกล่องนั่นที่หนักมากจนต้องให้ผู้ชายสองคนช่วยกันยก  แม้จะไม่รู้ว่าของข้างในเป็นอะไร  แต่เพียงแค่มันมาจากโลกภายนอก  เดสิตก็มองมันด้วยความรังเกียจทันที

            “ตนัยมันสั่งอะไรมา”

            “ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกหนังสือเรียนน่ะครับ  นอกนั้นก็เป็นพวกนิตยสาร วารสารต่างๆ....มันเป็นหนังสืออย่างหนึ่งน่ะครับ  จะเขียนถึงเรื่อง...”

            “ไม่ต้องอธิบายหรอก  ฉันเข้าใจแค่ว่ามันเป็นของจากโลกภายนอกก็พอ”

            คนหวังดีเงียบคำไป  ถึงแม้ตัวพวกเขานั้นจะถูกส่งไปอยู่โลกภายนอกตามคำสั่ง  แต่ก็ยังคงยึดมั่นในกฏอย่างมั่นคง  ด้านความรู้ของพวกเขานั้นมีเยอะกว่าคนในหมู่บ้านแน่นอน  แต่พวกเขาตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าจะไม่คิดว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าคนในหมู่บ้านเด็ดขาด

            ชายชราผู้เป็นหัวหน้าเผ่าเอดีวาส รอจนกระทั่งของขนเสร็จ  แล้วค่อยๆ พาตัวเองไปที่เรือนเล็กในป่า  ได้ยินเสียงใสของเด็กหญิงที่กำลังตื่นเต้นกับของใหม่ที่เพิ่งมาถึง  แต่ทันที่ที่เห็นเขาก้าวมาอยู่ตรงเฉลียงด้านนอกมองเข้ามาแล้วนั้น  เกลเกือบหวีดร้องตกใจอยู่แล้วแต่ห้ามตัวเองไว้ทัน  วางหนังสือลงอย่างเร็วจนแทบโยนทิ้ง  ก้มหน้าทำความเคารพผู้นำเผ่าในทันใด

            ฝาแฝดทั้งสองก้มหน้าสำนึกผิดเต็มที่เพราะคิดว่าเดสิตจะมาต่อว่าเรื่องการละเลยหน้าที่  แต่เดสิตไม่ได้ว่าอะไรออกมาทั้งนั้น  นอกจากไล่ให้พวกเขาลงไปจากเรือน

            “รู้สึกช่วงนี้แกจะสั่งของจากโลกภายนอกบ่อยเหลือเกินนะ”

            บ่อยขึ้น...นับตั้งแต่พวกกิลอ่านหนังสือออก

            “กีเลนอลกับเกลลีนาอ่านหนังสือกันได้ไวมากครับ  เลยต้องซื้อเข้ามาบ่อยๆ”  ตนัยตอบโดยไม่มองหน้าพ่อตัวเองด้วยน้ำเสียงเฉยชา  นี่เป็นครั้งแรกที่เดสิตเข้ามาพูดตรงๆ นับจากวันที่ตนัยมาอยู่นี่ก็ครึ่งค่อนปีมาแล้ว  ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าอยากหลบเลี่ยงกัน

            ทว่าในฐานะผู้นำ  เดสิตมีหน้าที่ปกป้องเกาะนี้...ทั้งจากภายนอก  และภายในเอง  เขาจึงละเลยเรื่องนี้ไปไม่ได้

            “แกจะสอนอะไรให้กับเด็กของตระกูลดราอูเกฟิสไป  ฉันไม่ว่าหรอกนะ  แต่อย่าได้เอาของจากโลกภายนอกไปให้คนอื่นในหมู่บ้านเด็ดขาด”

            “ทำไมครับ  กลัวว่าคนในหมู่บ้านจะฉลาดกว่าตัวเองเหรอครับ”

            คำสบประมาทนั้นทำให้ดวงตาสีน้ำตาลแก่วาวโรจน์  “อย่าทำอวดดีให้มากนัก ตนัย!  แกยังไม่เข้าใจอีกรึไงว่าพวกคนภายนอกมันชั่วช้าขนาดไหน  ฉันไม่ต้องการเอาความรู้จากคนชั่วช้าพวกนั้นให้คนในหมู่บ้านได้เรียนรู้หรอก”  เดสิตตวาดลั่น  แต่เมื่อเห็นลูกชายยังมีหน้าเมินเฉย  ราวกับไม่คิดสนใจว่าเขาจะพูดว่าอย่างไร  เดสิตเลยก้าวสู่จุดหวงห้าม  “แกที่สูญเสียคนสำคัญให้พวกนั้นไป  ยังไม่รู้ซึ้งอีกรึไง”

            เสียคนสำคัญ...  เพียงชั่วครู่เดียว  ตนัยทำสีหน้าหลากหลาย

            เจ็บปวด...โกรธ..

            ...และ 

            ...เคียดแค้น

            ตึง!

            ชายหนุ่มเอามือชกกับพื้นไม้  มือที่กำแน่นจนเห็นเส้นเลือดขอด  “ผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไรดีครับ  และผมจะดีใจมากถ้าท่านเลิกพูดถึงเรื่องนี้  แล้วออกไปได้เสียที ท่านพ่อ!”

            ไม่จำเป็นต้องเอ่ยซ้ำ  เดสิตก้มหน้ามองลูกชายเพียงคนเดียวด้วยสายตาอ่านยากก่อนจะออกไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ  นานชั่วครู่  กิลกับเกลก็โผล่ขึ้นมา  ทั้งคู่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่ตรงทางเข้า  บ่งบอกว่าได้ยินเสียงดังที่เขากับเดสิตขึ้นเสียงใส่กัน

            ตนัยพยายามสูดลมหายใจให้เป็นปกติ  คุมเสียงให้อ่อนลงบอกกับเด็กทั้งสอง  “เข้ามาเถอะ  ฉันไม่ระบายอารมณ์กับพวกเธอหรอก”

            กระแสเสียงนั้นปลอบโยนไม่ให้เด็กทั้งคู่หวาดกลัวต่อการเข้าใกล้  แต่กระนั้นแล้ว...การได้ยินบางอย่างเข้านั้น  เปลี่ยนบางสิ่งไม่ให้เหมือนเดิมได้

            “ทำไมท่านตนัยถึงกลับมาที่นี่ล่ะครับ?”

            คำถามที่นึกสงสัยมาตั้งแต่แรกเจอถูกปล่อยออกไป  เคยคิดว่าไม่ต้องรู้ก็ได้  แต่บัดนี้ความอยากรู้มันพุ่งพล่านขึ้นมาจนไม่อาจทานไว้อีกต่อไป  และใจที่นึกกลัวอย่างที่สุดว่าจะทำให้อีกฝ่ายนั้นโมโหขึ้นมาอีกครา

            แต่ท่านตนัยไม่ได้โมโหอย่างที่คิดไว้  เขามองหน้ากิลด้วยสีหน้าราวกับ...รู้ว่าจะต้องถูกถามเข้าสักวันหนึ่ง  บางทีมันอาจเป็นการเตรียมใจไว้นานแล้วว่าจะต้องตอบอย่างไรเมื่อถูกถามคำถามนี้... ไม่สิ..คำตอบน่ะ รู้อยู่แล้ว  แต่เป็นการทำใจที่จะต้องพูดมันออกมามากกว่า

            “ฉันเสียภรรยาไปน่ะ”

            เสียงนั้นสั่น  ทว่าฃัดเจน  เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาที่นี่ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้  เพราะในตอนนั้น...ตนัยคิดว่ามันอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง  อาจเป็นเพียงฝันร้าย...หลอกตัวเองแบบนั้น  ทว่าเสียงของเธอ  ไออุ่นของเธอ ทั้งความรู้สึกของวันที่สูญเสียเธอไปนั้นกลับตอกย้ำวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา

            ปิดไว้ซะ  กั้นทุกสิ่งนั้นไว้  อย่าไปคิดถึง  อย่าคิดถึงอีก...เพราะถ้าเขาปล่อยให้มันครอบงำ  ในใจของเขาคงมีแต่ความทุกข์ทรมาน  ความเจ็บปวดอันยากจะเลือนหาย  เขาคงจะดำดิ่งอยู่กับความทรงจำของวันนั้นตลอดไป

            เรื่องเล่านั้นทำให้เกลร้องไห้ราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง  เธออาจสูญเสียพ่อแม่ไป  แต่นั่นเป็นเรื่องในวัยเด็กที่เธอแทบจำไม่ได้  และนั่นทำให้เกลเศร้าทุกครั้งที่ถูกเด็กคนอื่นล้อว่าเป็นคนไม่มีพ่อแม่  แต่นี่ท่านตนัยกลับต้องสูญเสียคนที่ตัวเองรักไปต่อหน้าต่อตา  อีกทั้งยังจำความรู้สึกเหล่านั้นได้อีก...และที่สำคัญกว่านั้นคือเธอคนนั้นยังคงอยู่ในห้วงความทรงจำ  ยังคงจำได้...แม้ไม่มีวันได้อยู่ด้วยกันอีกแล้ว

            นั่นต้องเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดสาหัสยิ่งกว่าแน่ๆ เกลรู้ถึงเรื่องนี้ถึงได้ร้องไห้ออกมา

            แต่สำหรับกิล...เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าก็จริงอยู่  แต่เขาก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า  “ท่านถึงได้สอนอะไรต่อมิอะไรให้พวกเรามากมาย  เพื่อที่ท่าน...จะได้ลืมสินะครับ?”

            “ใช่”  ตนัยยอมรับ  ทำให้กิลเสียความรู้สึก

            กิลคิดว่าตัวเองน้ำตาจะไหลตามเกลไปแล้ว  หากตนัยไม่พูดต่อว่า  “ตอนแรกมันเป็นแบบนั้นก็จริงอยู่  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  พวกเธอมีความหมายกับฉันมากกว่านั้น  เป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างฉันเสมอ  และฉันรู้สึกขอบคุณที่พวกเธอสองคนช่วยทำให้ฉันมีชีวิตต่อไปได้”

            ตนัยมอบรอยยิ้มให้กลับมา  “ขอบคุณพวกเธอมากเลยนะ”

            ...ได้มั้ยนะ?

            เด็กสองคนนี้จะช่วยเติมเต็มหลุมดำในหัวใจนี้ให้ได้มั้ยนะ  เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไปกับเด็กสองคนนี้...จะเป็นไปได้มั้ย?

            นับจากวันนั้นตนัยจึงเริ่มวางแผนการเริ่มต้นชีวิตใหม่  โดยที่ยังไม่บอกให้พี่น้องฝาแฝดได้รู้

            เกลอาจไม่คิดสงสัยอะไรในความแปลกไปของท่านตนัย  แต่กิลนั้นเริ่มสงสัย  เมื่อตนัยเข้ามาถามด้วยคำถามแปลกๆ เป็นต้นว่า

            “พวกเธออยากลองใช้ชีวิตในโลกภายนอกดูมั้ย?”

            และแปลกสุดๆ ก็คือ

            “พวกเธออยากลองมีพ่อดูมั้ย?”

            นั่นน่ะ..เป็นคำถามที่กิลอยากให้เป็นจริงที่สุดแล้ว  แต่เขาพยายามไม่แสดงออกไปว่าอยากมีมากออกไป  ในขณะที่เกลกระตือรือร้นในการตอบคำถามทั้งหมดนั่น  กิลถือว่าให้น้องสาวเป็นคนแสดงความต้องการเผื่อตัวเองไปด้วย

            นอกจากคำถามที่แปลกแล้ว  ท่าทีที่ท่านตนัยมีต่อพวกเขาก็เปลี่ยนไปด้วย  นอกเหนือไปจากความเอ็นดูอย่างทุกครั้ง  กิลไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม  ที่จะรู้สึกว่ามันมีความรักเข้ามาด้วย...ความรักอย่างที่พ่อจะมีให้กับลูก

            จะเป็นไปได้มั้ยที่คำถามที่ท่านตนัยถามมาทั้งหมดนั่น  เพื่อที่จะเป็นพ่อให้กับพวกเขาจริงๆ...เพียงแค่คิดนั้นกิลก็มีความสุขขึ้นมาแล้ว  แต่เป็นความสุขที่ต้องยั้งตัวเองไว้...ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร  แล้วตัวเองนั้นเป็นใคร

            อีกฝ่ายเป็นถึงลูกชายหัวหน้าเผ่าเอดีวาสเฃียวนะ  ตัวเองเป็นแค่ทาสรับใช้แท้ๆ อย่าฝันสูงเกินไป...เพราะเมื่อความจริงฉุดรั้งให้ตกลงมาเมื่อไหร่  มันจะเป็นความเจ็บปวดสาหัสที่สุด

            กิลไม่เคยคิดเลยว่า  ฝันนั้นจะเป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด

            “ให้ฉันเป็นพ่อของพวกเธอได้มั้ย”

            ตนัยถามอย่างนั้นโดยที่กอดกิลกับเกลไว้แน่น  ทำเอาทั้งคู่ช็อกจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว

            วันนี้มีแต่เรื่องแปลกประหลาด  ท่านตนัยขอเข้าไปคุยกับท่านเดสิต  ทั้งที่ปกติแทบไม่มองหน้ากัน  แล้วจู่ๆ ก็กลับมาด้วยสีหน้าราวกับสูญเสียของที่รักไป  ทั้งอย่างนั้นเขากลับเข้ามากอดแล้วถามคำถามนี้  พร้อมกับพึมพำพูดอะไรบางอย่างที่กิลฟังแล้วไม่เข้าใจ

            “ให้ฉันได้ชดใช้ด้วยเถอะ”

            ทำไมต้องชดใช้?  ท่านตนัยไม่ได้ติดค้างอะไรพวกเขาสักหน่อย  พวกเขาต่างหากที่รู้สึกเป็นบุญคุณเสียเหลือเกิน

            “...ฉัน..ก็เคยอยากมีลูกเหมือนกัน  นึกเสียใจมาตลอดว่าน่าจะมีลูก...”  ตนัยดึงตัวฝาแฝดออกมามองหน้า  “กีเลนอล  เกลลีนา  พวกเธอจะมาเป็นลูกให้กับฉันได้มั้ย”

            ถ้านี่เป็นความจริง  กิลก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าท่านตนัยต้องการอะไร  แต่ว่าการที่อีกฝ่ายมาถามแบบนี้หลังจากกลับมาจากคุยกับท่านเดสิต  ท่าทีประหลาดเหล่านั้น...มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน?  ท่านตนัยถึงรีบร้อนมาถาม  ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะหนีหายไปไหน

            ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ  แม้แต่เกลที่เคยบอกกับพี่ชายบ่อยๆ ว่าอยากให้ท่านตนัยเป็นพ่อ  ยังไม่แน่ใจกับเรื่องนี้

            “จะดีเหรอคะท่านตนัย  พวกเราเป็นแค่ทาสรับใช้เท่านั้นเองนะคะ  มะ..ไม่ใช่ว่าเกลไม่อยากให้ท่านตนัยเป็นพ่อนะคะ”  เกลรีบเสริมอย่างร้อนรนจนลิ้นพันไปหมด  “เกลดีใจจนพูดไม่ออก...แต่ว่า  ดีแล้วเหรอคะ  พวกเกลคู่ควรที่จะเป็นลูกของท่านจริงๆ เหรอคะ”  เกลหลับตาปี๋  กลัวว่าพูดออกไปแล้วอีกฝ่ายจะลังเลจนเปลี่ยนใจขึ้นมา

            “...บอกตามตรงนะ  ฉันไม่เคยเห็นพวกเธอเป็นทาสรับใช้เลยสักครั้งเดียว  ครั้งหนึ่ง...พ่อแม่ของพวกเธอก็ทำหน้าที่เหมือนพ่อแม่ของฉันมาก่อน”  ตนัยนึกถึงพ่อแม่ของพวกกิล  ต้องหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้  ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาใหม่  “ฉะนั้น...ตอนนี้ให้ฉันได้เป็นพ่อแทนพวกเขาเถอะนะ...ได้มั้ย ลูกรัก?”

            คำเรียกที่เป็นดั่งการยอมรับ  ไม่ใช่เห็นเป็นเพียงก้อนหินที่ไม่มีใครสนใจอีก...พวกเขาจะไม่ใช่ก้อนหินอีกแล้วใช่มั้ย  พวกเขาจะได้เป็นคนสำคัญ  เป็น...ครอบครัว

            “ครับ...ท่านพ่อ”

            พ่อ...คำเรียกนั้นแผ่ซ่านความอบอุ่นไปถึงหัวใจ

            ในช่วงแรก  กิลยังเขินกับการต้องเรียกอีกฝ่ายว่าพ่อ  อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าการเป็นครอบครัวเดียวกันนั้นต้องทำอย่างไร

            ไม่รู้ว่าเพราะเห็นเขากับเกลเกร็งกับการอยู่ด้วยกันรึเปล่า  ที่ทำให้ท่านตนัยเริ่มพาพวกเขาออกไปข้างนอกบ่อยขึ้น  แรกๆ ก็พาไปแถวน้ำตก  แต่ที่นั่นกิลได้เจอกับเด็กในหมู่บ้านอีกครั้งหลังจากที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอ  เด็กพวกนั้นหยิบหินขึ้นมาปาไล่ทันที  บอกว่าที่นี่มันไม่ใช่ที่สำหรับทาสอย่างเขา

            กิลคิดว่าจะทนกับการกลั่นแกล้งอย่างทุกครั้ง  แต่จู่ๆ ท่านตนัยก็โผล่มา  เพราะเกลที่ไม่รู้ว่าไปตามตั้งแต่เมื่อไหร่ 

            ท่านตนัยเข้ามาเอาตัวเองบังก้อนหินที่ปามาให้กิลอย่างที่ทั้งกิลและคนแกล้งก็คิดไม่ถึง

            การกลั่นแกล้งหยุดลงแค่นั้นเมื่อท่านตนัยไล่เด็กในหมู่บ้านไป  แต่กิลกับน้องสาวไม่ได้สนเรื่องนั้น  นอกจากแผลที่ท่านได้รับ  พวกเขาทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ  ทั้งที่ควรปกป้อง

            แต่ท่านตนัยกลับตอบกลับมาเพียงแค่

            “เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อจะต้องปกป้องลูกอยู่แล้ว  พวกเธอไม่เป็นอะไร  แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ”

            ความรักของพ่อ...

            ไม่ต้องบอก  แต่สัมผัสได้ชัด

            นับจากนั้นมา  พวกเขาจึงเริ่มไปที่ที่ไม่มีคนในหมู่บ้านไปกัน  อย่างริมหาดที่ท่านตนัยสอนการเล่นก่อทราย  สร้างอะไรหลายๆ อย่างจากทราย  ก่อนจะถูกทลายลงเมื่อคลื่นทะเลซัดเข้ามา  บางครั้งท่านตนัยยังแอบแกล้งโดยการโยนพวกเขาลงน้ำ 

            วันนั้นจบลงตรงที่เล่นสาดน้ำใส่กัน  ตัวเปียกโชกกลับเรือนเล็กไป

            กิลคิดว่านั่นเป็นความสุขที่สุดในชีวิตนี้แล้ว  แต่ทว่า...ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไม่เคยอยู่ยืนยง

            เวลาผ่านไป....ตนัยกลับมาอยู่บนเกาะได้สองปีแล้ว  แต่ก็ยังมีการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสม่ำเสมอ  เกลเคยหยิบโทรศัพท์มือถือของท่านตนัยมาเล่นอยู่หนหนึ่ง  รู้ว่ามันสามารถชาร์ตแบตเตอรี่ได้ด้วยที่ชาร์ตพลังงานแสงอาทิตย์  เหมาะกับสถานที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เช่นนี้  แต่พอถูกท่านตนัยห้ามไม่ให้เล่นอีก  เกลเลยถามว่าเขาคุยอะไรกับคนภายนอก

            “เรื่องธุรกิจน่ะ”

            นั่นคือคำตอบ  ดูเหมือนว่าท่านตนัยจะยังไม่ตัดขาดจากโลกนั้นซะทีเดียว  ทำให้กิลหวั่นใจว่าสักวันหนึ่งอีกฝ่ายอาจต้องกลับไป

            ...และวันที่ว่านั้นก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด

            หลังจากที่อ่านข้อความล่าสุดที่ถูกส่งมาแล้ว  จู่ๆ ท่านตนัยก็ออกไปจากเรือนทันทีโดยไม่บอกอะไรสักคำ

            ที่จริงความตึงเครียดนี้มันเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มาแล้ว  เพียงแต่ครั้งนี้คงจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าครั้งไหนๆ  ไม่งั้นท่านตนัยคงไม่หุนหันรีบไปแบบนี้หรอก

            ด้วยความสงสัย  กิลสั่งน้องสาวให้อยู่เฝ้าเรือนไว้  ส่วนตัวเองก็แอบตามท่านตนัยไป  แล้วต้องพบว่าชายหนุ่มเข้าไปขอคุยกับท่านเดสิตนั่นเอง  จากทุกครั้งที่ผ่านมา  กิลคิดว่าอาจจะได้ยินสองคนนั้นทะเลาะกันอีก  ทว่าครั้งนี้กลับแปลกไปกว่าทุกครั้ง

            มันสงบจนผิดปกติ  กิลถึงกับต้องแนบหูฟังจึงจะได้ยินที่พูดกัน

            “ผมปล่อยให้ทางนั้นบริหารกันเองนานไปแล้วครับ  คงต้องกลับไปทำงานต่อเสียที  เดิมทีตอนแรกก็กะแค่กลับมา...ทำใจเรื่องนั้นเท่านั้นเอง”

            กิลชาวาบไปทั้งตัว  เมื่อกี้นี้ที่ท่านตนัยพูดนั่น  หมายความว่าเขาจะกลับไปอย่างนั้นเหรอ

            “สุดท้ายแล้ว  แกก็เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกโสมมนั้นสินะ”  น่าแปลกที่เดสิตไม่ห้าม  เสียงถอนหายใจราวกับระอากับเรื่องนี้เต็มทน  “ฉันยังต้องขอเตือนแกอีกเป็นครั้งสุดท้าย  ว่าคนของโลกภายนอกนั้นไม่ได้ดีอย่างที่แกคิดไว้หรอก”

            “ผมเองก็ไม่ได้ตาบอด  จนถึงกับมองไม่เห็นความจริงข้อนี้”  ตนัยเริ่มเสียงแข็งขึ้น  “ผมรู้และทราบอยู่แก่ใจดีแล้ว  พวกมันพรากคนสำคัญของผมไปถึงสองครั้ง...เรื่องนี้ผมไม่มีวันยอมให้อภัยได้แน่ๆ”  กระแสความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อคนภายนอกนั้น  เป็นครั้งแรกที่เดสิตได้รับรู้

            “ในเมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว  แกยังจะกลับไปอีกทำไม”

            “...ถึงเวลาที่โลกนี้ควรชดใช้บ้างแล้วครับท่านพ่อ  โลกนี้สกปรกเกินไปเสียแล้ว  ถึงเวลาชำระล้างให้สะอาดเสียที”

            “ตนัย  นี่แก...”

            ทว่าตอนนี้ตนัยไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว

            “ไม่ว่าจะต้องทำอะไร  ใช้วิธีแบบไหนก็จะสร้างโลกนี้ใหม่ให้ได้  จะไม่ยอมให้ใครเข้าขัดขวางอย่างเด็ดขาด  ไม่มีวัน!”

            โกรธแค้น...เกลียดชัง...ท่วมท้นจนแทบระเบิดออกมา  แรกกดดันมหาศาลอย่างที่เดสิตไม่อาจเอ่ยค้านอะไรออกมาได้อีก  จนกระทั่งตนัยบอกว่าจะออกเดินทางไปในวันพรุ่งนี้เลยก่อนจะทำความเคารพลาออกมา

            ตนัยเดินลงมาจากเรือนใหญ่พลางถอนหายใจ  กำลังตั้งต้นนึกทบทวนแผนการที่ต้องทำภายในคืนนี้  เสียงฝีเท้าของคนที่กำลังวิ่ง  และเงาดำของเด็กหนุ่มคนหนี่งที่กำลังหายเข้าไปในแนวป่า  ทำให้ตนัยใจหายรีบตามเด็กหนุ่มคนนั้นไป  รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องได้ยินที่เขาพูดกับท่านเดสิตไปหมดแล้วแน่

            “กีเลนอล!  เดี๋ยวสิ”  คำเรียกนั้นไม่ได้ผล  ตนัยจึงสั่งในอีกฐานะหนึ่ง  “พ่อบอกให้หยุดไงล่ะ!”

            ร่างของเด็กชายหยุดชะงักทันที  ทว่ายังไม่หันกลับมา

            “...ท่านบอกว่าจะเป็นพ่อให้กับพวกเรา...ผมคิดว่าท่านจะเห็นผมกับเกลเป็นครอบครัว”

            “ฉันก็คิดแบบนั้น...”

            “แล้วทำไมถึงต้องทิ้งเราไป! ท่านโกหก!”  ครั้งแรกและครั้งเดียวที่กิลกล้าตวาดใส่หน้าอีกฝ่าย  ไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกได้อีกแล้ว

            “ตอนนี้ฉันหาตัวคนที่ฆ่าภรรยาของฉันเจอแล้ว”

            “คนที่ฆ่าภรรยาของท่านเหรอครับ  ไหนท่านบอกท่านเดสิตว่าเป็นเรื่องของบริษัท...”

            “ฉันไม่มีทางปล่อยให้พวกมันลอยนวลไปง่ายๆ หรอกนะ”  ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเย็น  ทำให้กิลรู้สึกว่าคืนนี้ในป่าชื้นมันหนาวกว่าคืนใดๆ

            “ไม่สิ...ไม่ใช่แค่พวกนั้น  แต่ยังรวมไปถึงทุกคนบนโลกใบนี้  มันเกินกว่าจะเยียวยา...ให้พวกมันได้ชดใช้  เพราะฉันจะไม่มีทางให้อภัยพวกมันเด็ดขาด”

            “การแก้แค้นมันสำคัญมากขนาดนั้นเลยหรือครับ  แล้วพวกผมล่ะ?  ผมกับเกลยังสำคัญน้อยกว่าการแก้แค้นนั้นอีกหรือ”

            ตนัยมองเด็กชายอย่างนึกสังเวช  “ไม่ใช่ว่าพวกเธอไม่สำคัญ  แต่ลลันคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน  หล่อนคือดาวนำทางเพียงหนึ่งเดียว  ใครก็ตามที่พรากเธอไป หรือแม้แต่โลกที่เอาตัวเธอไป...มันต้องชดใช้”  คำตอบนั้นชัดเจน  และตีใส่หน้ากิลอย่างจัง

            มีความหมาย...หากไม่สำคัญเท่า

            เหมือนถูกทรยศ  แม้ไม่เคยเอ่ยสัญญา  แต่อย่างน้อยก็หวังว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป  ถึงการเป็นทาสจะถูกฝึกมาให้อย่าตั้งความหวัง  ทว่าสุดท้ายแล้วนั้นเขาก็ยังตั้งไปจนได้

            ความหวังแรก...ที่ถูกทำลายยับไม่เหลือดี

            “...ท่านบอกว่าจะไปเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้”

            ตนัยไม่ตอบราวกับจะยอมรับ

            “ด้วยวิธีไหนเหรอครับ?”

            กิลแค่ถามไปอย่างนั้นเอง  ดังนั้นตอนที่อีกฝ่ายทำหน้าปั้นยากตอบว่ามีวิธีของตัวเอง  เขาก็ไม่นึกอยากซักไซ้ถามต่อ  มันเหมือนกับตัวเองจะไร้ความรู้สึกไปแล้ว  ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป  นิ่งงันเช่นนั้นจนตนัยเลิกสนใจเขาอีก

            ตลอดคืนนั้น  กิลไม่กล้ากลับไปหาเกล  ไม่อยากให้เธอรู้ถึงเรื่องนี้จนกระทั่งยามเช้าของวันถัดไปมาเยือน  ข่าวการไปของท่านตนัยก็ดังไปถึงหูน้องสาวของเขาได้ในที่สุด

            การจากลากะทันหันนั้น  เกลไม่มีทางเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น  เธอร้องไห้หนักที่สุดเท่าที่กิลเคยเห็น  เธอกรีดร้องเสียงดังที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน  เรียกหาให้ท่านตนัยกลับมา  แต่ท่านตนัยกลับจากไปโดยไม่มีการร่ำลากับพวกเขาเลยสักคำ...ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

            กิลไม่มีแรงจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายกลับมา  คิดในใจอย่างท้อแท้ว่า ท่านตนัยตัดสินใจไปแล้ว  เขาคงไม่มีสิทธิ์ทัดทานอะไรได้อีก

            จวบจนกระทั่งวันปัจจุบันนี้...วันที่เขานึกหวนเสียใจอย่างสุดซึ้ง  ว่าเขาน่าจะลองรั้งท่านตนัยเอาไว้  ถ้าเขาลองพยายามมากกว่านี้  ถ้าเขาไม่คิดปล่อยอีกฝ่ายง่ายไปแบบนั้น  บางทีท่านตนัยอาจจะเปลี่ยนใจล้มเลิกความคิดก็ได้

            ถ้าเป็นเช่นนั้น  ทุกวันนี้...เรื่องเลวร้ายทุกอย่างคงไม่เกิด  ส่วนเขาและเกลก็คงจะยังมีความสุขกับ ท่านพ่อ ต่อไป

            วันนั้น  เขาไม่ควรปล่อยไปเลยจริงๆ

             




     

            ตั้งแต่น้องสาวเกิดมา  เขาก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่  พอเข้าโรงเรียนก็มักจะโตเร็วกว่าเด็กคนอื่นเสมอ  จนตอนนี้  ทินก็เป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มเด็กที่มีพลังจากธรรมชาติอีก

            เพราะอย่างนั้น  ทินจึงคิดว่าตัวเองก็มีความคิดอ่านเหมือนๆ กับบรรดาผู้ปกครองพวกนี้นั่นแหละ  ฉะนั้น  เขาอาจให้ความเคารพต่อคนพวกนี้  แต่จะไม่มีคำว่าเกรงใจ

            เวลาเล่าสาธยายเรื่องทั้งหมดนั้น  ก็ทั้งกล่อมปนกรรโชก  จนในที่สุดเหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายก็เริ่มจะเชื่อขึ้นมาบ้าง  แม้จะยังไม่สนิทใจก็ตามที...อรรคเดชเชื่อเกือบเต็มร้อย  เมื่อตอนที่ทินบรรยายลักษณะของสัตว์รับใช้ของผู้มีพลัง  เพราะมันเหมือนกับตุ๊กตาตอนนั้นไม่มีผิด  ยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าวางอยู่บนเตียงดีๆ แล้วจากนั้นมันหายไปไหน  ถ้าเป็นตามที่เด็กหนุ่มพูดจริง  นั่นก็ช่วยไขข้อสงสัยให้ได้แล้ว

            จะมีพ่อแม่ของริสเท่านั้นที่ยังไม่ปักใจเชื่อ  แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีคัดค้านอะไรออกมาอีก

            “ตอนนี้เราควรจะหาทางหนีออกจากนี่ให้เร็วที่สุด”  ทินว่า

            “ไม่ได้หรอก”  อรรคเดชตอบทันที  “ทางออกมีแค่ประตูบานนั้น  และมันก็ล็อกอยู่  แล้วยังมีคนเฝ้าอยู่หน้าห้องด้วย  หน้าต่างหรือท่ออากาศอะไรนั้น...ถ้าเธอจะถามถึงล่ะก็นะ”  อรรคเดชชี้ไปที่ท่อที่ว่านั่น  ซึ่งมันอยู่ติดเกือบเพดาน  “อยู่สูงเกินไป  ต่อให้เอาโต๊ะเก้าอี้มาต่อ  ก็ปีนไม่ถึง”

            ทินพอใจ  เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนเคยพยายามจะหาทางออกไปจากที่นี่

            “ถ้าอย่างนั้น...”  ทินเกริ่น  “ก็เหลือแค่รอให้คนมาช่วยสินะ”

            “แต่พวกนั้นเอาโทรศัพท์ของพวกเราไปหมดแล้ว  พวกสิ่งติดต่อสื่อสารอย่างอื่นด้วยเหมือนกัน”  พิมบอก

            “ฉันรู้ว่าใครมีนะ”  เลิศฤทธิ์พูด  ถึงจะไม่เชื่อเรื่องทั้งหมด  แต่เขาก็เห็นด้วยกับการหนีออกไปจากนี่  “คนที่เฝ้าอยู่ข้างนอกไง  ตอนมันเข้ามาหนนึง  ฉันเห็นว่ามันพกโทรศัพท์เหน็บไว้ที่เอว”

            ทินเพิ่งรู้ว่าการติดแหง็กอยู่กับพวกผู้ใหญ่นี่มันดีอย่างนี้เอง  ไม่ต้องคอยสั่งก็รู้ดีว่าควรจะทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อการช่วยตัวเองที่สุ  ไม่อย่างนั้น  ถ้าเป็นเด็กๆ คงจะสติแตกกระเจิงไม่เป็นอันทำอะไรแน่

            “แต่พวกนั้นมีปืน  ถ้าเธอจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงฉันไม่ว่าหรอกนะ  ขออย่างเดียว  อย่าลากฉันกับภรรยาซวยไปด้วยก็แล้วกัน”  เลิศฤทธิ์เสริมท้าย

            “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ  ผมคิดแผนดีๆ ออกแล้ว”  ทินคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์  “ขอแค่ทำตามที่ผมบอกและเชื่อใจผมก็พอ”

             



     

            ยามหน้าประตูสองคนที่หาเก้าอี้มานั่งแก้เมื่อย  พวกเขาทั้งสองมาเฝ้าแบบนี้ตั้งแต่บ่ายแล้ว  จนกระทั่งตอนนี้  ไม่แปลกที่จะรู้สึกเบื่อกับการมาเฝ้าประตูที่ปิดสนิทนี้

            “เอ้านี่”  หนึ่งในนั้นยืนขวดน้ำชูกำลังให้สหาย ที่รับไปด้วยความยินดี  ก่อนเจ้าตัวจะหยิบอีกขวดขึ้นมากระดกเอง

            “ให้ตาย  นี่พวกเราจะต้องมานั่งเฝ้าแบบนี้อีกนานมั้ยเนี่ย”  หลังได้รับน้ำตาลเข้าเส้นเลือดให้กระชุ่มกระชวยบ้าง  ก็เริ่มมีแรงบ่น

            “อีกชั่วโมงก็มีกะต่อไปมาเปลี่ยนแล้วน่า”  อีกคนปลอบทั้งเพื่อนและตัวเองไปด้วย

            ทั้งสองคนเงียบกันไปอีกครั้ง  เพราะหมดเรื่องจะคุยไปตั้งแต่ก่อนเย็นแล้ว...ทว่าเพียงไม่นานทั้งสองก็สะดุ้งโหยง  เมื่อได้ยินเสียงดังเอ็ดตะโรร้องว้ากออกมาจากห้องปิดสนิท  ทันทีที่เกิดเรื่องแปลก  ทั้งคู่ก็ไม่รีรอสงสัย  กระตือรือร้นจะทำงานเปิดประตูเข้าไปดูทันที

            “ส่งเสียงดังอะไรกัน!”  เสียงตะคอกดังด้วยความอยากปลดปล่อย  พลางจ้องมองทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นด้วยแววตามุ่งร้าย  ก่อนทั้งหมดนั้นจะพุ่งเป้าไปที่เด็กหนุ่มผมสีแปลกตาที่เปิดเพลงเสียงท่อนร้องว้ากพอดีดังกระหึ่มราวกับคิดจะจัดคอนเสิร์ตที่นี่

            ไม่มีใครช่วยตอบคำถาม  ทำให้ยามทั้งคู่พุ่งตรงไปหาเด็กปัญหา ที่ยังคงไม่สนใจพวกเขา

            “นี่!  ปิดเพลงเดี๋ยวนี้นะ  พวกฉันจับแกมาเป็นตัวประกันนะ  ไม่ใช่ให้มาเปิดตัวศิลปิน”

            “เฮ้ย! ไม่ได้ยินรึไง  ปิดเพลงเดี๋ยวนี้!”

            ทินยอมปิดเพลงในที่สุดแล้วทำเป็นแคะหูตัวเอง  “ไม่เห็นจะต้องตะคอกเลยน้า”  เขาพูดเหมือนกับพวกเขาสองคนส่งเสียงดังกว่าเพลงที่เปิดนั่นซะอีก  แล้วเข้าไปใกล้ยามทั้งสองด้วยท่าทีสบายๆ ยั่วโมโหคนดู

            “ก็อุตส่าห์มีเครื่องให้เล่นทั้งที  จะใช้ให้มันคุ้มๆ หน่อยไม่ได้รึไง”

            “ไอ้เด็กบ้านี่  อย่ามาทำเป็นเล่นนะ”

            “งั้น...”  เด็กหนุ่มแยกยิ้ม  “ไม่ทำเป็นเล่นก็ได้”

            ว่าจบ  เด็กหนุ่มก็พุ่งใส่ยามคนหนึ่งทันที  กว่าที่อีกฝ่ายจะรู้ตัวนั้น  ก็เห็นว่าหนุ่มผมสองสีถือตะบองที่เขาเหน็บไว้ที่เอวออกมาแล้ว  และกำลังฟาดมันใส่หัวของเขา  ทว่า  เพื่อนของเขาไหวตัวทัน หยิบตะบองตัวเองออกมาฟาดไปที่ท้ายทอยเด็กหนุ่มซะก่อน  ทำให้ร่างสูงทรุดไถลไปกองกับพื้น  แล้วโดนเท้ายามที่ถูกขโมยเข้ากระทืบใส่

            “อย่าทำกร่างแถวนี้  รู้ไว้ซะด้วยไอ้เด็กเวร”  คนโดนขโมยอาวุธแทบหายใจโล่งอก  เมื่อตัวประกันยังหนีไปไหนไม่ได้ 

            “จำไว้  ถ้าพวกแกคิดหนี  จะต้องโดนหนักกว่าไอ้เด็กนี่แน่”  เขาบอกทิ้งท้ายให้กับพวกที่เหลือ  ก่อนจะออกจากห้องนี้ไป ปิดลงล็อกประตูตามเดิม

            “เป็นอะไรมากรึเปล่า”  พิมรีบเข้าไปประคองตัวเด็กหนุ่มทันที  แล้วก็ได้เห็นใบหน้าที่ควรจะบอกถึงความเจ็บกลับกลายเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์  พร้อมกับเสียงหัวเราะหึๆ

            “หัวเราะแบบนี้  แสดงว่าแกได้มาแล้วใช่มั้ย”  เลิศฤทธิ์ถามอย่างคาดหวัง  ซึ่งทินก็ไม่ทำให้ผิดหวัง  ด้วยการชูโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งจิ๊กมาได้เมื่อกี้ให้ทุกคนได้เห็น 

            “ดีมาก  รีบโทรแจ้งตำรวจเร็วเข้า”

            ทินปฏิเสธด้วยการส่ายหน้า  แล้วยังยืนมือถือออกห่างจากมือเลิศฤทธ์ที่คิดจะเข้ามาคว้าไว้  ทำให้เลิศฤทธิ์กลับมาตีหน้ายักษ์อีกครั้ง

            “ใจเย็นก่อนซี่”  ทินบอก ขณะที่มืออีกข้างลูบท้ายทอยที่ถูกตีเมื่อกี้  “โทรแจ้งตำรวจไปมันก็เท่านั้นแหละ  พวกนี้มันมีสายอยู่ทุกที่  ไม่อย่างนั้นพวกคนใหญ่คนโต เจ้าของบริษัทที่มีมาตรการคุ้มครองแน่นหนาแบบพวกคุณ  จะถูกจับตัวมาได้ง่ายๆ แบบนี้รึไง”

            เหตุผลของคนที่เด็กกว่า ทำให้ผู้ใหญ่บางคนรู้สึกเสียหน้า

            “ในเมื่อตำรวจก็ไว้ใจไม่ได้  แล้วเธอคิดจะโทรหาใครล่ะ”  อรรคเดชกอดอกถาม

            ทินไม่ได้ตอบ  แต่กดเบอร์ลงมือถือโทรหาใครบางคนทันที  แล้วยังทำท่าทีหันมาเอานิ้วทาบปากเป็นการบอกให้พวกเขาเงียบๆ อีก

            เบอร์โทรที่บอกมาในวันนั้น  แม้จะไม่ได้จดไว้แต่ทินก็ไม่เคยลืม  เมื่ออีกฝ่ายรับสาย  ทินก็เอ่ยทักไปทันที

            “ว่าไง  โดนกล่อมไปถึงไหนแล้วล่ะ”

            ...ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา  แต่ทินก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้จึงพูดต่อ

            “ตอนนี้พวกฉันต้องการความช่วยเหลือจากทางเธอหน่อยน่ะ”  แล้วทินก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง  โดยที่อีกด้านหนึ่งของสายเอาแต่เงียบอย่างที่ไม่รู้ว่ากำลังฟังอยู่รึเปล่า

            เมื่อเล่าจบ  ทินก็ได้แต่รอจนต่างฝ่ายต่างเงียบกันไป  แต่ทินนับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้วที่อีกฝ่ายยังไม่กดตัดสายเขาทิ้งไป  นั่นหมายความว่าการ ‘กล่อม’ ของใครบางคนคงจะได้ผลอยู่บ้าง

            [...ลำบากแล้วถึงค่อยเห็นฉันมีประโยชน์รึไง]

            ในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับมานิ่งสนิท

            “ไม่ดีรึไง  อย่างน้อยเธอก็เป็นคนแรกที่ฉันคิดถึง”  ทินตอบแบบกวนๆ แต่แล้วก็เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว  และน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น  “เธอจะคิดยังไงฉันไม่รู้หรอกนะ  แต่ไอ้พวกนั้นน่ะ  ไม่เคยคิดว่าเธอมีประโยชน์เลยสักครั้ง”

            [ถ้างั้น...]

            “แต่พวกนั้นคิดว่าเธอเป็นเพื่อนคนสำคัญ  ที่ถึงไม่มีประโยชน์อะไรก็ยังคงสำคัญอยู่”

            [...นาย..จะไปรู้ได้ยังไงว่าพวกนั้นคิดอะไรอยู่]

            คำพูดของทินคงจะส่งผลกระทบมากทีเดียว  เมื่อเสียงอีกฟากของสายมีกระแสหวั่นไหวออกมาจนจับได้

            “ใช่  ฉันไม่รู้หรอกว่าเจ้าพวกนั้นมันคิดอะไรอยู่”  ทินยอมรับ  “แต่เพราะไอ้พวกนั้นมันชอบบ่นออกมาทุกที  จนฉันรำคาญเลยล่ะ”

             

            ‘ไม่รู้ป่านนี้วาลจะเป็นยังไงบ้างนะ’

            ‘ถ้าวาลเข้าใจบ้างก็คงจะดีหรอก’

             

            คำพูดพวกนี้วนเวียนเป็นสิบๆ ครั้ง ในการเดินทางบนรถไฟที่พวกเนียร์ชอบบ่นออกมาเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่เผลอ  แล้วเพียวก็จะชอบตัดบททุกครั้งว่า ‘ช่างมันเถอะ  เนนคงช่วยยัยนั่นได้แหละ’

            “ถึงเธอจะไม่เชื่อ  แต่เด็กที่ชื่อว่าเนนนั่น  ก็น่าจะเป็นตัวพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีแล้วใช่มั้ยล่ะ  ว่ายังมีคนที่รักและเป็นห่วงเธออยู่”

            [..........]

            “เพราะฉะนั้นการที่เธอยังอยู่ที่นั่น  ไม่ได้ถูกจับตัวมาด้วยแบบนี้  อาจเป็นการทดสอบก็ได้ว่าเธอจะเชื่อใจพวกเรา  จะเห็นพวกเราที่เห็นเธอสำคัญ  มีความสำคัญต่อตัวเธอบ้างรึเปล่าก็ได้”

            [...พวกเรา?  นั่น..หมายถึงนายด้วยรึเปล่า]

            คำถามที่ไม่คิดว่าจะโดนถาม  ทำให้ทินถึงกับชะงัก  รู้ดีว่ากับคนนี้ห้ามโกหก  ทินจึงพยายามคิดถึงคำตอบนั้นจริงๆ

            “...ไม่รู้สินะ  เพราะตอนนี้นอกจากครอบครัวแล้ว  ฉันยังไม่เห็นใครคนไหนสำคัญเท่าเลย  แต่...ถ้าเธอมาช่วย  เพื่อเป็นการบอกว่าเธอยอมเปิดใจให้คนอื่นบ้าง  สักวันหนึ่ง...ฉันก็คงเห็นเธอสำคัญบ้างล่ะมั้ง”  ทินตอบกลับไป  ไม่รู้ว่าคำตอบของเขาจะสร้างความไม่พอใจอะไรรึเปล่า  แต่อย่างน้อยมันก็มาจากความรู้สึกของเขาจริงๆ

            ความรู้สึกของอีกฝ่ายนั้น  ทินไม่มีทางได้รู้  เมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆ ก่อนจะตัดสายทิ้งว่า

            [พรุ่งนี้เช้าแปดโมง]

            เหอะ  คิดจะตัดสายก็ตัดทิ้งเอาดื้อๆ เลยนะ  ทินแยกเขี้ยวใส่โทรศัพท์ในมือ  แต่ก็มีรอยยิ้มผุดที่มุมปากอย่างรวดเร็ว  เมื่อนั่นหมายถึงคำตกลงจะมาช่วย  แล้วทินก็กดไปอีกเบอร์หนึ่งอย่างไม่รีรอ

            เพียงไม่นานที่อีกฝ่ายรับสายพร้อมกับตะคอกใส่

            [คิดจะโทรมาจับผิดกันทุกชั่วโมงเลยรึไงวะ  ฉันไม่ปล่อยให้พวกนั้นหนีไปหรอก]

            “ถ้าแกยังอยากให้พ่อแม่มีชีวิตอยู่ดี  ก็หุบปากแล้วฟังฉันให้ดี ไอ้เตี้ยแคระ”  ทินพูดเสียงต่ำ  แล้วอีกฝ่ายคงรู้ตัวแล้วว่ากำลังพูดอยู่กับใคร  จึงโหวกเหวกออกมาเสียงดัง  จนทินต้องรีบขัดก่อนที่มันจะทำแผนเสียให้คนอื่นรู้  “พ่อแม่นายยังปลอดภัยดีไม่ต้องห่วง  แล้วก็...เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีตัวช่วยส่งตรงจากถิ่นเกิดสองคน  วางใจได้  อ้อ...ฝากไปบอกไอ้พวกเด็กที่เอาแต่อยู่เฉยๆ รอคอยให้โชคช่วยพวกนั้นด้วยนะ  ว่าพรุ่งนี้แปดโมงเจอกัน”

            ทินวางสายลงเมื่อทำธุรกิจเสร็จสิ้น  หันมองเหล่าบรรดาผู้ปกครองที่กำลังมองมาที่เขาอยู่เช่นกัน

            “แล้วจะทำอะไรต่อล่ะ”  อรรคเดชถาม  ขณะที่ทินเดินไปที่ซุ้มเดิม  หยิบไมค์ขึ้นมาหันมาพูดเสียงรื่น

            “ร้อง ‘เกะไง  สนใจจะร้องสักเพลงมั้ยครับ?”

     

     

    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน