เซี่ยซูเหยาคือตัวตนเช่นใด?
สูงส่งเป็นอิสระ และเอาแต่ใจอย่างยิ่ง!
นั่นคือสามคำที่สามารถบรรยายความเป็นตัวนางออกมาได้ดีที่สุด
หวงจื่อหานในยามที่พบเจอไป่ฟานเซียนครั้งแรกก็มีความรู้สึกว่านางค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับเซี่ยซูเหยาอยู่บางส่วนพวกนางไม่ชอบการถูกบังคับ ทั้งยังขี้รำคาญและชอบทำตามใจตัวเอง
แต่ท่านปรมาจารย์ไป่ออกจะใจเย็นและสงบมากกว่า
ชื่อของเซี่ยซูเหยาและ“นางพญาแม่ม่ายแดง” นั้นกลายเป็นมีชื่อเสียงขึ้นมาเมื่อราวๆสิบปีก่อน เมื่อเธอที่พึ่งออกจากการฝึกตนไปถูกนายน้อยตระกูลหนึ่งในภาคเหนือมาทำตัวรุ่มร่ามใส่ในคืนนั้น ตระกูลของนายน้อยคนนั้นล้วนถูกพิษที่ไม่สามารถรักษาได้กันทั้งตระกูลทั้งปวดกล้ามเนื้อ วิงเวียน ทั้งยังอาเจียนออกมาไม่หยุดถึงสองวันสองคืนจนต้องรีบไปขอขมาเธอถึงหน้าประตู
แม้แต่ปรมาจารย์คนหนึ่งของกองทัพยังต้องออกหน้าไปคุยกับเธอด้วยตัวเอง
และนั่นทำให้พวกเขาได้ค้นพบความจริงว่าเซี่ยซูเหยาก็เป็นปรมาจารย์คนหนึ่งเช่นเดียวกัน!
วันนั้นผู้คนได้เป็นสักขีพยานการเปิดตัวของปรมาจารย์คนใหม่
นั่นทำให้ตระกูลเซี่ยแห่งภาคเหนือกลายเป็นที่รู้จักขึ้นมาทันที แต่เซี่ยซูเหยานั้นวางตัวเป็นอิสระและไม่มีทายาทเธอยกตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเซี่ยให้น้องชายคอยรับมือกับผู้ฝึกตนที่ต้องการเข้าร่วมกับตระกูลเซี่ยแทนส่วนตัวของเธอเองนั้นออกเดินทางท่องเที่ยวและก่อวีรกรรมไปทั่วทั้งประเทศ
แต่ว่าแม้แต่ลุงหวงเองก็ยังไม่คิดว่าเซี่ยซูเหยาจะมาปรากฏตัวขึ้นที่หมู่บ้านใต้เมฆาในเวลาแบบนี้!
เพราะตามปกติแล้วตัวของนางไม่ค่อยจะถูกกับสมาคมนักปรุงโอสถเสียเท่าไร
ยาพิษและยารักษาย่อมเป็นของคู่กัน แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดเกลียดชังจนต้องฆ่าแกงแต่ความรู้สึกที่เป็นปรปักษ์กันทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยสบายใจที่จะมาอยู่ใกล้ๆ
“คุณคือ รอยยิ้มของเทพธิดาใช่ไหมคะ?”
เซี่ยซูเหยาหรี่ตาลงขณะที่จับจ้องใบหน้าของไป่ฟานเซียนทั้งใบหน้าและรูปร่างรวมถึงกิริยาภายนอกของผู้หญิงตรงหน้านั้นจัดได้ว่าสมบูรณ์แบบ
สมบูรณ์แบบจนเสี้ยวความคิดครู่หนึ่งของเธอยังยอมรับว่าตัวเองสู้ไม่ได้!
“...”
“...ไม่ใช่”
ไป่ฟานเซียนเอียงคออย่างสงสัยนางแค่กำลังสนใจเจ้าตู้กดน้ำอัตโนมัตินี่จนไปรีดไถเอาเหรียญจำนวนหนึ่งจากถังเทียนจี๋มาลองกดดูเท่านั้นไม่คิดว่าพอเงยหน้าขึ้นมาจะมีผู้หญิงคนหนึ่งมายืนจ้องหน้านางอย่างเอาเป็นเอาตาย
นอกจากนี้นางเองก็ไม่รู้จัก “รอยยิ้มของเทพธิดา” จริงๆ
“ไม่หรอก! นี่คือคุณแน่ๆ!” เซี่ยซูเหยาขมวดคิ้วมุ่น เธอหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแล้วยื่นออกมาด้านหน้า
ในนั้นคือรูปใบหน้าของไป่ฟานเซียนที่มีรอยยิ้มงามประดับที่ริมฝีปาก เป็นรูปที่ถูกถ่ายไว้เมื่อตอนบ่ายที่เธอพึ่งจะมาถึงหมู่บ้านนั่นเอง
“อืม...นั่นก็ข้าจริงๆนั่นแหละ”
เซี่ยซูเหยารู้สึกเหมือนผู้หญิงตรงหน้ากำลังกวนประสาทเธออยู่อย่างไรอย่างนั้นแต่ลุงหวงกลับแปลกใจเพราะนางพญาแม่ม่ายแดงที่น่ากลัวอย่างยิ่งนั้นกลับดูไม่ได้น่ากลัวอย่างตามข่าวลือ
เมื่อมีคนมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอนว่าย่อมมีคนจดจำเธอได้ ชื่อของนางพญาแม่ม่ายแดงนั้นโด่งดังเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงสี่ปีนี้ที่มีคนนำใบหน้าของเธอไปจัดอันดับในการจัดอันดับเทพธิดาของยุทธ์ภพ
พอมีคนมากเรื่องก็มากตาม บางคนก็แค่กระซิบกระซาบ แต่ก็มีบางคนที่ปากไวไปเสียหน่อยเมื่อเห็นใบหน้าของไป่ฟานเซียน
“...นั่นมัน รอยยิ้มของเทพธิดาใช่ไหม?”
“ใช่ ดูรูปนี่สิไม่ผิดหรอก ตัวจริงแน่ๆ”
“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
“ฉันว่านางพญาแม่ม่ายแดงต้องอิจฉาความสวยของเธอแน่ๆเลย”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดแต่เซี่ยซูเหยาที่ได้ยินถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
พลังปราณของเธอระเบิดออกมาจากร่างแทบจะในทันทีที่อารมณ์ของเธอแปรปรวนผู้คนที่มามุงดูสามารถรู้สึกถึงแรงกดดันที่ทำให้ใบหน้าซีดเผือด สำหรับผู้ที่อ่อนแอนั้นถึงกับล้มลงน้ำลายฟูมปากทั้งบนตัวยังปรากฏรอยจ้ำสีม่วงขึ้นมาเป็นจุดๆ
พวกเขาถูกพิษเข้าไปเต็มๆ!
เซี่ยซูเหยาเองก็เหมือนจะรู้ตัวเธอรีบสงบสติอารมณ์ลงมาเล็กน้อยทำให้พลังปราณที่แปรปรวนนั้นกลับมาในร่างแววตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ
แต่ไป่ฟานเซียนกลับมองท่าทางของเซี่ยซูเหยาอย่างแปลกใจ
หญิงสาวคนนี้เหมือนจะไม่ได้ต้องการทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้อง?
สัมผัสสวรรค์ของไป่ฟานเซียนแล่นปราดเดียวก็ครอบคลุมไปทั้งร่างของเซี่ยซูเหยาโดยที่เธอไม่รู้ตัว แล้วเธอก็เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาในทันที
ร่างกายและวิชาของผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างจะพิเศษ
เธอเกิดมาพร้อมกับ“กายารวมพิษ”
กายารวมพิษคือชื่อร่างกายที่มีความสามารถในการดูดกลืนพิษร้ายเข้ามาในร่างได้นอกจากพวกมันจะไม่ทำร้ายร่างกายแล้วมันยังส่งเสริมให้ร่างกายทุกด้านเกิดการพัฒนาอีกต่างหากเมื่อผสานกับวิชาปราณพิษที่เธอฝึกฝนทำให้ร่างกายของเซี่ยซูเหยาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพิษร้ายอยู่ตลอดเวลา
นั่นยังส่งผลให้ร่างกายของเธอไม่แก่ชราแม้จะมีอายุมากกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม
แต่มันก็ยังมีผลเสียร่างกายของเธอจะถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์และความรู้สึกได้ง่ายมากแค่ตัวเธอรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจพลังปราณที่เต็มไปด้วยพิษจากร่างกายของเธอก็จะแพร่กระจายออกมารอบตัวในทันที
เซี่ยซูเหยาสูดลมหายใจลึก
ที่เธอออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วส่วนหนึ่งก็เพราะสาเหตุนี้
เพราะอาการของมันยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆตามเวลา จนช่วงไม่กี่ปีมานี้เธอแทบจะเป็นบ้าเพราะมัน
นั่นทำให้ผู้คนมักจะหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้เธออยู่เสมอเธอถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวตนอันตรายโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างเมื่อครู่แค่เธอรู้สึกไม่พอใจพลังปราณในร่างก็พุ่งพล่านออกมาจากร่างกายเสียแล้ว
ในความเป็นจริงเซี่ยซูเหยาไม่ได้น่ากลัวและเอาแต่ใจอย่างที่คนอื่นคิดเธอแค่ออกจะเป็นคนอารมณ์ร้อนไปเสียหน่อย แต่ด้วยพลังของเธอที่ไม่สามารถควบคุมได้ส่งผลให้เธอมักจะเผลอไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
และที่เธอพบกับรอยยิ้มของเทพธิดาในวันนี้ก็เป็นเพียงความบังเอิญเธอเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อรอวันที่หมอเทวดาออกมาจากการฝึกตนเหมือนคนอื่นเท่านั้น
เธออยากให้เขาช่วยรักษาเธอคิดว่าร่างกายของตัวเองมีความผิดปกติอย่างแน่นอน
และที่เธอจับจ้องไปยังใบหน้าของไป่ฟานเซียนและถามเพื่อยืนยันตัวตนนั้นเป็นเพราะแค่ดีใจที่ได้เห็นคนที่อาจจะมาอยู่ในทำเนียบเทพธิดาในปีนี้เหมือนกันเท่านั้นเอง
แต่ผู้คนมักจะเข้าใจตัวเธอผิดอยู่ตลอด!
บางครั้งเซี่ยซูเหยาก็อยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอดเพราะข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงพวกนั้นทำให้เธอไม่เคยมีเพื่อนที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจเลยสักคนเดียว
เซี่ยซูเหยากัดริมฝีปากเธอคิดว่าวันนี้คงต้องไปพักที่อื่นเสียแล้ว หญิงสาวสะบัดหน้าและเตรียมจะเดินจากไปผู้ชมที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับขยับเปิดเป็นทางให้เธอเดินได้สะดวก
“...เดี๋ยวสิ”
แต่ในวินาทีนั้น ไป่ฟานเซียนกลับส่งเสียงเรียกขึ้นมาเสียก่อนมันเป็นเสียงที่แฝงไว้ด้วยพลังปราณและส่งมาถึงเซี่ยซูเหยาโดยตรงมีเพียงเธอที่ได้ยินและสัมผัสได้เท่านั้น
นางพญาแม่ม่ายแดงถึงกับหันมามองอย่างงุนงง
“พลังของเจ้าเหมือนจะระเบิดอยู่แล้วใช่หรือไม่?”
คำพูดต่อมาของไป่ฟานเซียนทำเอาเซี่ยซูเหยาเบิกตากว้างความตกใจเพียงครู่เดียวของเธอทำให้พลังปราณในร่างปะทุออกมาจนฝูงชนที่มามุงแตกกระจายออกเป็นวง
หญิงสาวรีบเรียกสติและควบคุมพลังของตนเองอีกครั้งเธอมองไปยังไป่ฟานเซียนด้วยความไม่เชื่อสายตาเสียงของเธอส่งผ่านพลังปราณไปยังไป่ฟานเซียนเช่นเดียวกัน
“คุณรู้ได้ยังไง?”
“ข้าจะรู้หรือไม่มันไม่สำคัญ...” ไป่ฟานเซียนเว้นช่วง
“...แต่ร่างกายของเจ้าน่าจะทนได้อีกไม่เกินสามวัน กายารวมพิษของเจ้าน่าจะมาถึงขีดจำกัดแล้วมันรับปราณพิษที่เพิ่มขึ้นทุกวันของเจ้าไม่ไหว”
“กายา...รวมพิษ?”เซี่ยซูเหยาพึมพำชื่อที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนอย่างประหลาดใจเธอเองก็พอจะรู้ตัวว่าร่างกายของตัวเองแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านเพราะวิชาของเธอไม่ได้มีผลในการช่วยชะลอความชราแต่ตัวเธอกลับยังดูสาวเหมือนอายุยี่สิบต้นๆไม่ว่าจะผ่านไปแล้วกี่สิบปีก็ตาม
“ถ้ามันระเบิด...หุบเขาแห่งนี้กลายเป็นนรกบนดินแน่นอนสิ่งมีชีวิตคงจะไม่สามารถอาศัยอยู่แถวนี้ได้เป็นร้อยปีเลยล่ะ”ไป่ฟานเซียนพูดเรื่องร้ายแรงออกมาด้วยสีหน้าสงบ
เซี่ยซูเหยาตะลึงเธอไม่อยากให้มันเกิดเรื่องอะไรแบบนั้น ถึงเธอจะชอบทำอะไรตามใจตัวเองแต่ความจริงจำนวนคนที่เธอสังหารไปตลอดชีวิตนี้มันน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ทั้งยังเป็นคนที่สมควรตายทั้งสิ้น
พิษของเธอส่วนมากจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อคลื่นไส้ วิงเวียน แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต
พอคิดว่าหากมันระเบิดจริงๆผู้คนมากกว่าหมื่นคนที่นี่จะตายเพราะเธอก็อดทำให้ร่างกายของเธอรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาไม่ได้
“...คุณรู้วิธีแก้ใช่ไหมคะ?”
เซี่ยซูเหยาถามด้วยความหวาดระแวง ตัวเธอกับผู้หญิงตรงหน้าไม่เคยเจอกันมาก่อนแต่ความที่นางสามารถพูดอาการของเธออกมาได้ถูกต้องก็เป็นเรื่องยืนยันว่าอย่างน้อยนางก็ต้องมีความรู้ระดับหนึ่งแน่นอน
“ไม่ใช่แค่รู้...ข้าสามารถแก้ปัญหาให้เจ้าได้ด้วย”
ไป่ฟานเซียนมองเซี่ยซูเหยาอย่างพิจารณาแม้จะฝึกวิชาด้วยพิษร้าย แต่ปราณสังหารของเธอคนนี้กลับไม่ได้รุนแรงนั่นแปลว่าเธอคนนี้ไม่ใช่คนไม่ดี
นอกจากนี้“กายารวมพิษ” ยังเป็นกายาที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งเมื่อยุคสมัยหนึ่งหมื่นปีก่อน
ปัญหานี้นางเคยแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่งทั้งครั้งนั้นมันยังรุนแรงกว่าครั้งนี้ไปหลายเท่าตัว เพราะในยามนั้นกว่าที่นางจะรู้ตัว มันก็เกือบจะ “ระเบิด” ขึ้นมาต่อหน้านางแล้ว
“ถ้างั้นได้โปรด...คุณช่วยรักษาฉันได้ไหมคะ?” เซี่ยซูเหยาขอร้องไป่ฟานเซียนด้วยความหวังเธอหมดสิ้นหนทางแล้วจริงๆ ในตอนแรกเธอคิดจะหวังพึ่งหมอเทวดาแต่เธอกลัวว่าจะรอจนถึงตอนนั้นไม่ไหว
“...ปลดปล่อยพลังของเจ้าเสีย”
ไป่ฟานเซียนกลับพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย เซี่ยซูเหยาได้ยินกลับลังเลใจเธอมองไปยังผู้คนรอบตัวที่ต้องโดนลูกหลงแน่นอนหากพลังปราณของเธอระเบิดออกมา
“เชื่อใจข้าสิ”
ไป่ฟานเซียนพูดจบ เซี่ยซูเหยาก็รู้สึกเหมือนว่าระหว่างตัวเธอกับผู้คนภายนอกมีบางสิ่งบางอย่างที่ทรงพลังขวางกั้นไว้อยู่เธอหันไปมองไป่ฟานเซียนอย่างหวั่นเกรง
“...ค่ะ”
ตูม!
เพียงพริบตาพลังปราณอันมหาศาลก็ปะทุออกมาจากร่างของเซ่ยซูเหยาราวกับน้ำหลากผู้ชมที่อยู่ใกล้เคียงต่างตกใจจนรีบถอยออกไปห่างๆเพราะกลัวลูกหลงพอรู้สึกว่าปลอดภัยก็ถอนหายใจอกมาอย่างโล่งอก
โดยไม่มีใครฉุกคิดเลยว่าพลังปราณที่รุนแรงถึงเพียงนั้นกลับไม่ทำอันตรายพวกเขาแม้แต่น้อย
แต่ถึงมันจะไม่ทำอันตรายแต่แรงกดดันอันสูงส่งของตัวตนระดับปรมาจารย์ก็ยังสามารถทำให้พวกเขาหวาดหวั่นแม้ว่าจะมีบางส่วนที่เป็นตัวตนระดับจอมยุทธ์ก็ยังมองพลังที่ตัวเองทำได้แค่ฝันนั้นอย่างหวั่นเกรง
เมื่อพวกเขารู้ตัวก็พบว่ามีเพียงหญิงสาวที่ถูกเรียกว่า รอยยิ้มเทพธิดา คนนั้นเท่านั้นที่อยู่ตรงข้ามกับเซี่ยซูเหยา
ราวกับพวกนางกำลังจะปะทะกันซึ่งหน้า!
ข่าวลือจึงแพร่กระจายออกไปราวกับลมกรดแค่ไม่กี่นาทีผู้คนในเมืองเมฆาครามก็รับรู้ถึงข่าวที่นางพญาแม่ม่ายแดงกำลังจะปะทะกับรอยยิ้มเทพธิดาแล้ว!
ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง! เพราะพวกนางพูดคุยกันผ่านลมปราณข่าวที่แพร่ออกไปก็คือเซี่ยซูเหยาไม่พอใจในความงดงามที่มากกว่านางซึ่งถ้าเธอได้ยินก็คงอยากจะร้องไห้อีกครั้งแน่ๆ
เพราะมันไม่ใช่เลย!
คุณรอยยิ้มเทพธิดาเป็นคนบอกให้ฉันทำต่างหากเล่า!
ตอนที่ 46
หญิงสาวทั้งสองย้ายสถานที่ออกมาด้านหน้าโรงแรมแทนพลังของตัวตนระดับปรมาจารย์แค่ระเบิดออกมาหากไม่ระมัดระวังก็คงจะทำให้สภาพแวดล้อมเสียหายได้ง่ายๆ
ไป่ฟานเซียนสังเกตลมปราณที่ปะทุออกมาจากร่างของเซี่ยซูเหยา แม้ว่าเธอจะไม่ได้ตั้งใจ แต่พิษที่สะสมอยู่ในร่างกายกลับอัดแน่นอยู่ในลมปราณของเธอจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พลังปราณของเซี่ยซูเหยามีสีดำสนิททั้งยังดูขมุกขมัว แค่เพียงปลดปล่อยมันออกมาพื้นดินโดยรอบร่างกายของเธอก็ละลายเป็นบ่อตื้นๆขึ้นมาแล้ว
“โจมตีข้า...”
ไป่ฟานเซียนพูดเสียงเรียบแตกต่างจากเหล่าผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองดูอย่างหน้าตาตื่น
“จะดีจริงๆเหรอคะ...”เซี่ยซูเหยาทำสีหน้าลำบากใจแม้ว่าเธอจะค่อนข้างรู้สึกว่าคุณรอยยิ้มของเทพธิดานี้น่าเชื่อถือแต่เพราะเธอไม่สามารถสัมผัสถึงพลังปราณในร่างของไป่ฟานเซียนได้เลยแม้แต่นิดเดียวเธอจึงยังไม่กล้าที่จะลงมือ
แต่ในพริบตานั้นแรงกดดันที่หนักหน่วงไม่แพ้กันของไป่ฟานเซียนก็ระเบิดออกมาผู้คนโดยรอบถึงกับตัวสั่นสะท้านเมื่อได้สัมผัสถึงพลังปราณที่รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อของหญิงสาวคนนี้!
พลังปราณระดับปรมาจารย์!
รอยยิ้มของเทพธิดาก็เป็นตัวตนระดับปรมาจารย์เช่นกัน!
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
“เดี๋ยวนี้ปรมาจารย์มันเป็นกันง่ายขนาดนี้แล้วเหรอ?”
ผู้คนที่มุงดูอยู่ร้องกันออกมาเสียงหลงยิ่งยามที่พลังปราณทั้งสองเริ่มปะทะและกดดันซึ่งกันและกันโดยไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำก็ยิ่งทำให้พวกเขาตื่นตะลึงขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นว่าคุณรอยยิ้มของเทพธิดาก็เป็นปรมาจารย์เช่นกันเซี่ยซูเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกอย่างน้อยเธอก็สามารถมั่นใจได้ส่วนหนึ่งว่าพลังของตัวเองคงจะทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
แต่อีกใจหนึ่งเธอก็แปลกใจอย่างยิ่งเพราะดูแล้วผู้หญิงคนนี้ก็มีอายุเพียงยี่สิบกว่าๆเท่านั้นแต่กลับสามารถบรรลุเป็นตัวตนระดับปรมาจารย์ได้หรือไม่บางทีนางอาจจะมีร่างกายเช่นเดียวกันกับเธอนะ?
ยิ่งคิดเซี่ยซูเหยาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนความคล้ายคลึงกันนี้ราวกับเป็นเส้นใยบางๆที่ทำให้เธอสามารถเชื่อใจและรู้สึกสนใจผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่ที่เจอครั้งแรก
“ระวังนะคะ...”
หญิงสาวสูดลมหายใจและเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีเธอสะบัดมือไปด้านข้าง พลังปราณของเธอก็ควบรวมเป็นก้อนพุ่งใส่ไปทางไป่ฟานเซียน
กลุ่มก้อนพลังนี้แฝงไปด้วยพิษร้ายที่สามารถกัดกร่อนสิ่งที่มันสัมผัสได้เซี่ยซูเหยากลัวว่าจะทำให้ไป่ฟานเซียนบาดเจ็บจึงค่อนข้างจะยั้งมือเอาไว้อยู่หลายส่วนแต่ผู้ชมที่ไม่รู้กลับคิดว่ามันเป็นการโจมตีถึงตายเพราะความต่างของระดับพลังจึงสูดปากมองไป่ฟานเซียนที่ยกมือเปล่าขึ้นมารับอย่างเสียวซ่าน!
ไป่ฟานเซียนสัมผัสถึงพลังปราณของเซี่ยซูเหยาที่อยู่ในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉยพิษที่แฝงมากับปราณพยายามจะกัดกร่อนผิวของนางอย่างตะกละตะกรามแต่พวกมันไม่สามารถแม้แต่จะสัมผัสผิวหนังจริงๆของนางได้เสียด้วยซ้ำ
เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วร่างกายของไป่ฟานเซียนไม่รู้ว่าหล่อหลอมมาด้วยโอสถกี่พันกี่หมื่นชนิดการนำร่างกายตัวเองมาทดลองโอสถที่หลอมขึ้นมาจนมันพัฒนากลายเป็นสิ่งที่อยู่เหนือสามัญสำนึกทำให้นางไม่เคยหวาดหวั่นต่อพิษหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆอีก
“ไม่ต้องยั้งมือ...”
ไป่ฟานเซียนเพียงสะบัดมือเบาๆกลุ่มก้อนพลังปราณนั้นก็หายไปนางหันหน้ามาสบตากับเซี่ยซูเหยาที่สั่นสะท้านทันทีที่สบตากัน
คุณคนนี้สามารถสัมผัสพลังปราณของนางได้โดยไม่บาดเจ็บ?
เรื่องนี้ทั้งประหลาดใจและดีใจในเวลาเดียวกันตั้งแต่ที่เธอบรรลุระดับปรมาจารย์ก็ไม่มีใครสามารถสัมผัสกับร่างกายของนางได้อีก ไม่ต้องนับถึงลมปราณอย่างไป่ฟานเซียนเลย!
“ค่ะ!”
เซี่ยซูเหยาตอบรับขณะที่จับจ้องไปยังไป่ฟานเซียนด้วยสายตาเป็นประกายเธอปลดปล่อยพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างออกมาจนพุ่งทะลวงสู่ฟากฟ้าตอนนี้พึ่งจะช่วงหัวค่ำ หมู่บ้านใต้เมฆาจึงยังคงคึกคักแสงสีและหลอดไฟในหมู่บ้านที่ประดับประดาจนคล้ายกับงานเทศกาลทำให้มันไม่มืดเลยสักนิด
พอพลังปราณของเซี่ยซูเหยาปรากฏขึ้นกะทันหันก็ทำให้มันกลายเป็นจุดสนใจอย่างแน่นอน ผู้คนที่อยู่ไกลๆสามารถมองเห็นคล้ายมีแมงมุมตัวใหญ่ขมุกขมัวทับซ้อนอยู่กับกระแสลมปราณบนฟากฟ้าราวกับภาพลวงตา
ฝูงชนเริ่มถอยห่างออกมามากขึ้นแค่จ้องมองพวกเขายังสามารถรับรู้ได้ถึงความอันตรายสำหรับผู้ฝึกตนตัวน้อยเช่นพวกเขาแล้วไม่มีใครกล้าเอาชีวิตมาเสี่ยง!
แรงกดดันที่รุนแรงนี้แน่นอนว่าย่อมต้องเรียกตัวตนที่ยิ่งใหญ่ให้ปรากฏตัวได้หานจุนโป๋ที่เก็บตัวอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะออกมารับชมด้วยตัวเองอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดี สีหน้ายังซีดขาวอยู่นิดหน่อยแต่การเดินเหินไปไหนมาไหนยังสามารถทำได้สบายอยู่
แน่นอนว่าการปรากฏตัวของตัวตนระดับปรมาจารย์อีกคนย่อมเป็นที่สังเกตอย่างรวดเร็วไม่นานข่าวที่หานจุนโป๋อยู่ที่นี่เองเช่นกันก็กระจายออกไป
“เซี่ยซูเหยาแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้?”ชายชรากัดฟันด้วยความไม่พอใจเขามองพลังปราณที่พุ่งพล่านของหญิงสาวด้วยความอิจฉา ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยอยู่ระดับเดียวกันแต่ไม่ได้เห็นเพียงไม่กี่ปีเซี่ยซูเหยากลับล้ำหน้าเขาไปหลายขั้นเสียแล้ว
“ส่วนอีกคนที่สู้อยู่นั่นมัน...ไป่ฟานเซียน!?”
หานจุนโป๋ตะลึงจนหลงลืมอาการบาดเจ็บเขาเผลอตัวโพล่งชื่อของหญิงสาวออกมาด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวชายชราจึงกระแอมเบาๆกลบเกลื่อนเขาหันหลังแล้วเดินจากไปเงียบๆแต่หางตาก็ยังจับจ้องไปที่การประลองนั้นอยู่
แต่มันจะไม่มีคนได้ยินได้อย่างไรเพราะตัวตนระดับปรมาจารย์แค่ปรากฏตัวก็เป็นจุดสนใจดังนั้นแค่ประโยคที่เขาเผลอหลุดออกมาย่อมถูกฝูงชนรอบๆแอบฟังและได้ยินเต็มสองหู!
“...ไป่ฟานเซียน?”
“ชื่อนี้คุ้นๆอยู่นะ”
“นั่นมันชื่อของปรมาจารย์คนใหม่ที่อยู่ทางภาคตะวันออกไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่แล้ว! เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวของเธออยู่!”
“แปลว่ารอยยิ้มเทพธิดาคือไป่ฟานเซียน?เรื่องมันจะบังเอิญเกินไปแล้ว!”
ฝูงชนพูดคุยกันอย่างเซ็งแซ่ทันทีที่ประเด็นนี้ถูกเปิดเผยเพราะโลกของผู้ฝึกตนในประเทศมันก็ไม่ได้กว้างขนาดนั้นข่าวที่มีปรมาจารย์คนใหม่ที่ชื่อไป่ฟานเซียนเคยแพร่สะพัดอยู่ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้แต่ไม่มีใครมีรูปมายืนยันมันจึงถูกคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือและหลงลืมไปในเวลาไม่นาน
ใครจะไปคิดว่าทั้งสองคนคือคนเดียวกัน!
ผู้กำกับหวังที่แอบอยู่ในฝูงชนเองก็กำลังตื่นเต้น หากรอยยิ้มของเทพธิดาคือคนเดียวกับไป่ฟานเซียนนั่นหมายความว่าเขาสามารถจัดอันดับนางให้สูงกว่าเซี่ยซูเหยาได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวแล้ว!
เพราะทั้งสองคนล้วนเป็นปรมาจารย์เหมือนกัน!
ยิ่งคิดก็ยิ่งดีใจเขาสั่งให้ผู้ช่วยเก็บภาพบรรยากาศรวมถึงการต่อสู้ของทั้งสองคนไว้ให้ดีไม่ให้พลาดไปแม้แต่จุดเดียว!
ทางฝั่งหญิงสาวทั้งสองเมื่อเซี่ยซูเหยาปลดปล่อยพลังออกมาจนหมดสิ้นก็เหมือนจะได้ระบายออกมานิดหน่อยแต่มันก็เพียงส่วนเดียวจริงๆ เพราะเธอยังรู้สึกถึงความอึดอัดที่อยู่ในร่างกายที่พร้อมจะระเบิดออกมาตลอดเวลา
“โจมตีเข้ามาไม่ต้องยั้งมือ...”
ไป่ฟานเซียนพูดเสียงเรียบ เซี่ยซูเหยากัดริมฝีปากแล้วตัดสินใจลงมือร่างของเธอหลอมรวมกับพลังปราณรอบตัวจนเกิดเป็นชั้นสีดำเพียงการขยับตัวครั้งเดียวเธอก็พุ่งเข้ามาอยู่ต่อหน้าไป่ฟานเซียนแล้ว!
ตูม!
แรงปะทะที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกระจายออกเป็นวงกว้างอาคารบ้านเรือนโดยรอบสั่นเบาๆเป็นหลักฐานว่ามันรุนแรงเพียงไหน!
เมื่อควันจางลงฝูงชนก็เห็นร่างของหญิงสาวสองคนยืนอยู่ประชิดกันเสื้อผ้าของทั้งสองกำลังโบกสะบัดจนเกิดเป็นภาพงดงาม ฝ่ามือของนางพญาแม่ม่ายแดงถูกไป่ฟานเซียนคว้าเอาไว้จนขยับไม่ได้
เซี่ยซูเหยามองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกตกใจเธอมองนิ้วมืองดงามซึ่งกำข้อมือของเธอไว้ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดวินาทีแรกเธอคิดจะสะบัดมันทิ้งเพราะความหลังฝังใจกลัวว่าจะทำให้คนที่มาสัมผัสตัวเธอต้องบาดเจ็บ
แต่เมื่อสบตาเข้ากับไป่ฟานเซียนหญิงสาวกลับรู้สึกว่าภาพในหัวระเบิดกลายเป็นสีขาวโพลนยิ่งยามที่อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้เหมือนกับเธอสามารถได้กลิ่นหอมที่เต็มไปด้วยเสน่ห์สูงส่งแผ่ออกมาจากร่างของฝ่ายตรงข้าม
ขณะที่เซี่ยซูเหยากำลังเพ้อฝันไป่ฟานเซียนกลับไม่ได้เกรงใจนางใช้แขนเพียงข้างเดียวสะบัดเหวี่ยงจนร่างของเธอกระเด็นไปไกลลิบ!
“เช่นนี้อาจจะง่ายกว่า...”
ไป่ฟานเซียนกระโดดตามไปเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวกลางอากาศที่เลื่องลือ สายตาของฝูงชนย่อมเปล่งประกายนั่นเป็นเหมือนเป้าหมายการฝึกตนของพวกเขาทั้งยังเป็นการยืนยันว่าไป่ฟานเซียนเป็นปรมาจารย์จริงๆ!
นางคว้าร่างของเซี่ยซูเหยากลางอากาศออกแรงเหวี่ยงอีกทีร่างบอบบางของหญิงสาวก็พุ่งตกลงมากระแทกกับพื้นถนนจนเกิดเป็นหลุมบ่อเล็กๆ
แต่แน่นอนว่าแค่นี้ไม่สามารถทำให้ตัวตนระดับปรมาจารย์บาดเจ็บได้เซี่ยซูเหยาเพียงกำลังงุนงงและรู้สึกแปลกประหลาดแต่ไป่ฟานเซียนก็ไม่ให้เธอได้ตั้งตัวการโจมตีระรอกต่อไปพุ่งตกมาจากฟากฟ้าจนเซี่ยซูเหยาต้องพลิกตัวหลบส่วนที่หลบไม่ได้ก็ต้องใช้พลังปราณต่อต้านเอาไว้!
ภาพที่ไป่ฟานเซียนยืนอยู่กลางฟากฟ้า เส้นผมและชายเสื้อกำลังโบกสะบัดไปกับสายลมยามค่ำคืนเกิดเป็นความงดงามอันยากจะต้านทานช่างภาพมือดีรีบรัวเก็บภาพจากหลายมุม ในขณะที่เซี่ยซูเหยากลับรู้สึกว่าหัวใจของตนเองกำลังเต้นผิดจังหวะโดยไม่สามารถควบคุม
มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อนในชีวิต
หญิงสาวสะบัดหัวไล่ความคิดแปลกๆนั้นออกไป
แต่ไป่ฟานเซียนก็ไม่ปล่อยให้ได้พักนาน การโจมตีระรอกต่อไปก็พุ่งเข้าใส่ทั้งยังแม่นยำจนเซี่ยซูเหยาไม่สามารถหลบได้อีก ต้องเกร็งลมปราณในร่างเพื่อตั้งรับเพียงอย่างเดียว!
การต่อสู้ของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองลุกลามไปทั่วทั้งหมู่บ้านร่างของเซี่ยซูเหยาบ้างกระเด็นบ้างหลบหลีกไปตามทาง ไม่ว่าจะเป็นใครและอยู่มุมไหนล้วนได้พบเห็นการต่อสู้สะเทือนฟ้านี่อย่างน้อยก็พริบตาหนึ่ง แต่กลับไม่มีสิ่งก่อสร้างใดเสียหายหรือใครได้รับบาดเจ็บจากลูกหลงเลยสักคนไป่ฟานเซียนสามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างหมดจดงดงาม
ความชุลมุนดำเนินไปราวครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ล้วนให้ความสนใจการปะทะกันในครั้งนี้อย่างยิ่งแต่ภาพที่ไป่ฟานเซียนเป็นฝ่ายรุกไล่อย่างเดียวจนเซี่ยซูเหยาได้แต่ป้องกันนี้กลับทำให้พวกเขาต้องสูดลมหายใจและประเมินไป่ฟานเซียนกันเสียใหม่
ตูม!
เสียงปะทะรุนแรงดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ถนนซึ่งอยู่กลางหมู่บ้านปรากฏหลุมขึ้นมาอีกหลุมหนึ่ง เซี่ยซูเหยาตอนนี้กำลังนอนอย่างหมดแรงอยู่ในก้นหลุมนั้นทั้งพลังปราณและพลังกายในร่างถูกรีดเร้นออกไปจนหมดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เสื้อผ้าของเธอปรากฏร่องรอยขาดและหลุดลุ่ยออกมาบางส่วน เมื่อรวมกับใบหน้าแดงระเรื่อและลมหายใจที่กระชั้นรุนแรงของหญิงสาวสามารถทำให้ฝูงชนใจเต้นตูมตามได้ไม่ยาก
ฟุบ!
ไป่ฟานเซียนปรากฏตัวขึ้นมาด้านข้างของเซี่ยซูเหยาสัมผัสสวรรค์แล่นปราดเข้าตรวจสอบร่างกายของเธออีกครั้ง ขณะที่นางโยนเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองลงบนร่างของเซี่ยซูเหยาอย่างแผ่วเบา
เซี่ยซูเหยาสัมผัสได้ถึงมือที่อบอุ่นกำลังสัมผัสอยู่ที่ศีรษะของตัวเองขณะที่จมูกก็ได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของไป่ฟานเซียนจากเสื้อคลุมของนางเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าจะไม่สามารถควบคุมตัวเองขึ้นมาได้เสียอย่างนั้น
ยิ่งไป่ฟานเซียนขยับเข้ามาใกล้หัวใจของเธอก็ยิ่งเต้นโครมครามเธอกลัวว่าถ้าคุณรอยยิ้มของเทพธิดาขยับเข้ามาใกล้อีกสักนิดจะต้องได้ยินเสียงหัวใจของเธอแน่ๆ!
เธอจึงได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาแต่หางตาก็ยังพยายามจะแอบมองเสี้ยวหน้าของผู้ที่ช่วยเหลือเธออยู่เนืองๆ
“เจ้าปลดปล่อยพิษในร่างออกมาจนหมดสิ้นนอกจากนี้ร่างกายของเจ้ายังพัฒนาขึ้นส่วนหนึ่งไม่ต้องกังวลว่าต่อไปมันจะระเบิดอีก”
ไป่ฟานเซียนถอนมือออกจากศีรษะของเซี่ยซูเหยาหญิงสาวมองมือเรียวบางนั้นด้วยความเสียดายเธอไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากจะให้มือที่เต็มไปด้วยความสูงส่งนั้นลูบหัวตัวเองต่อไปอีกนานๆ
และเมื่อสัมผัสถึงพลังในร่างกายตัวเองเซี่ยซูเหยาก็รู้สึกถึงความสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พิษที่เคยทำท่าจะปะทุกลับถูกเธอควบคุมได้อย่างง่ายดาย
ถึงไป่ฟานเซียนจะพูดง่ายๆว่าแค่ปลดปล่อยพิษในร่างออกมาจนหมดสิ้นก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้แต่ในความเป็นจริงมันกลับไม่ง่ายดายขนาดนั้น
เพราะพิษของเซี่ยซูเหยานั้นรุนแรงอย่างแท้จริงถ้าเธอปลดปล่อยพลังในระดับเดียวกันนี้ออกมามั่วๆใส่เมืองแห่งนี้ทั้งเมืองได้กลายเป็นนรกแห่งพิษแน่ๆ
ไป่ฟานเซียนบีบให้เธอใช้ปราณในการป้องกันตัวเองไปเรื่อยๆพิษที่อยู่ในปราณเหล่านั้นถูกปราณบริสุทธิ์ของไป่ฟานเซียนดูดกลืนยามที่ปะทะกันจนหมดสิ้นวิธีการนี้นอกจากต้องคำนวณระดับพลังอย่างระมัดระวังแล้วยังต้องสามารถรับรู้อย่างละเอียดได้ด้วยว่าอีกฝ่ายเหลือพลังอยู่เพียงไหน
ทั้งยังต้องรีดเค้นจนไปถึงที่สุดการยืนเฉยๆไม่มีทางจะทำแบบนี้ได้พลังของมนุษย์จะถูกดึงออกมายามที่ตัวเองตกอยู่ในอันตรายไป่ฟานเซียนแค่ควบคุมให้พลังของตนเองเป็นอันตรายต่อเซี่ยซูเหยาทุกครั้งที่โจมตีแต่ก็อยู่ในจุดที่เซี่ยซูเหยาจะสามารถป้องกันได้อย่างพอดีเช่นเดียวกันเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ยังแฝงปราณบริสุทธิ์ของตัวเองเข้าไปค่อยๆปรับสภาพร่างกายของเซี่ยซูเหยาอย่างชำนาญเพราะอย่างที่เคยบอกไว้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไป่ฟานเซียนเคยทำแบบนี้!
เธอจึงทำได้อย่างชำนาญอย่างยิ่ง
และเรียกได้ว่ามีเพียงไป่ฟานเซียนคนเดียวเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้!
เมื่อเรื่องราวคลี่คลายไป่ฟานเซียนก็ลุกขึ้นทำท่าจะเดินกลับไปยังโรงแรมเสียดื้อๆ เล่นเอาหญิงสาวที่นอนอยู่ที่พื้นต้องรีบกัดฟันลุกตามขึ้นมาด้วยพละกำลังทั้งหมด
ชายเสื้อของไป่ฟานเซียนถูกดึงไว้อีกครั้ง นางรู้สึกว่าช่วงนี้คนของนางชื่นชอบการดึงชายเสื้อเอาไว้แบบนี้กันเหลือเกิน
แต่เพราะทั้งสองคนนั้นยังเป็นเด็กน้อยนางจึงไม่ค่อยจะใส่ใจ
เซี่ยซูเหยารู้ตัวว่ากำลังเสียมารยาทจึงรีบปล่อยมือด้วยท่าทางเลิ่กลั่กใบหน้าของหญิงสาวแดงฉ่าจนคล้ายกับเด็กสาว เธอไม่กล้าสบตาไป่ฟานเซียนที่หันมามองได้แต่กำเสื้อคลุมที่คลุมไหล่ตัวเองเอาไว้อยู่จนแน่น
“เอ่อ...คุณรอยยิ้มเทพธิดา”
หญิงสาวไม่รู้ว่าตนเองควรจะพูดอะไรต่อท่าทางที่ทำอะไรไม่ถูกนั้นดูคล้ายกับเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังเขินอายอย่างยิ่ง
“คะ...คือว่า”
“ขะ...ขอฉันเรียกคุณว่าพี่หญิง ได้ไหมคะ?”
เซี่ยซูเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิวแต่ก็เป็นประโยคที่เธอรู้สึกว่ารวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตเพื่อพูดออกมา!