บทที่ สิบแปด
การสลับบทบาท
ฟ่านหนิงก้าวกลับถึงห้องด้วยความร้อนรุ่มรีบปิดประตูลง เสียงสวบซาบเบาของชายกระโปรงสะบัดไปตามแรงก่อนนางจะสูดลมหายใจเรียกระบบขึ้นทันที
“เ้าระบบ!อธิบายมาเดี๋ยวนี้ ทำไมภารกิจถึงเป็เช่นนี้หานอี้เหอหายไปไหน เหตุใดกลายเป็จ้าวจวิ้นหยางแทนเล่า”
“เนื่องจากเส้นเื่เปลี่ยนไปจากการตัดสินใจของตัวละครสนับสนุนนอกเหนือจากการประเมินของตัวเอก ทำให้ไม่สามารถได้ล่วงหน้า”
ฟ่านหนิงแทบอยากเขวี้ยงถ้วยชาตรงหน้าใส่แต่เพราะเ้าระบบไม่มีตัวตนจึงไม่รู้จะขว้างใส่ใคร นางกำมือแน่นจนเล็บจิกลงเนื้อ “ข้าว่าแล้วใช่หรือไม่!จ้าวจวิ้นหยางผู้นี้คือตัวปัญหาแท้ๆเ้าระบบ เ้ากลับไม่ระวัง ปล่อยให้เขาเปลี่ยนเนื้อเื่เองได้เช่นนี้แล้วตอนนี้ข้าต้องมารับผลกรรมแทน!”
นางกัดฟันกรอด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยโทสะเส้นเืข้างขมับเต้นตุบๆ “แล้วตอนนี้ข้าต้องทำอย่างไรต้องดึงหานอี้เหอกลับมาแทนงั้นหรือ นี่มันภารกิจที่ไม่จำเป็สิ้นดี!”
ระบบยังคงนิ่งเงียบ มีเพียงตัวอักษรปรากฏของภารกิจปัจจุบัน【ภารกิจ: ทำให้หานอี้เหอร่วมเดินทางกับคณะทูต】
นางโวยวายพลางทุบหมอนอิงอย่างหงุดหงิด“นี่มันไร้สาระที่สุด!จ้าวจวิ้นหยาง! เ้าทำให้ข้าต้องมาปวดหัวเช่นนี้อีกแล้ว!”
ใบหน้างามที่มู่ทู่แทบเป็ก้อนเดียว ่หลังมานางคิดว่าตัวเองเติบโตขึ้นแล้วจึงมักเก็บทุกอย่างไว้ใต้ความสงบไว้ได้ใบหน้าสามารถเรียบนิ่งแต่บัดนี้กลับแดงจัด ฟันขาวกัดริมฝีปากแน่น “แล้วข้าต้องทำเช่นไรข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ที่จะตัดสินใจได้เสียหน่อย!”
ฟ่านหนิงไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงวันที่นางจะเป็ฝ่ายตามหาจ้าวจวิ้นหยางเองปกติเมื่อเห็นเงาร่างสูงของบุรุษผู้นั้นอยู่ที่ใดนางมักหาทางอ้อมเลี่ยงเสมอและยิ่ง่ก่อนหน้านี้นางต้องหนีบ่อยเสียด้วยราวกับกลัวถูกความกวนประสาทของเขาเข้าทำให้รำคาญใจ
แต่ยามนี้กลับตรงกันข้าม เป็นางที่ต้องเข้าหาแล้วหาทางพูดคุยหว่านล้อมให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจถอนตัวจากคณะทูตใจก็ร้อนรนไม่เป็สุขเสียแล้ว นางกลัวทำภารกิจล้มเหลวแต่นางก็ไม่อยากพบเขาเช่นกัน!
เมื่อต้องทำก็ต้องทำ แล้วนางจะหาชายหนุ่มผู้ที่มักจะเออระเหยผู้นั้นได้ที่ใดกันเล่า? ฟ่านหนิงขบเม้มริมฝีปาก ลอบถอนหายใจครุ่นคิดอยู่นานจนสุดท้ายก็นึกถึงเทศกาลชมบัวที่จะมีขึ้นไม่กี่วันข้างหน้างานรื่นเริงครึกครื้นเช่นนั้น หากเป็ซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวที่ชอบหาความสราญก็น่าจะไม่พลาดกระมังนางเองแม้จะไม่มั่นใจนัก แต่ก็ตัดสินใจต้องเสี่ยงไปดูสักหน
ฟ่านหนิงจึงเข้าไปพบมารดาในเรือนใหญ่มารดาที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่อย่างใจเย็นเมื่อเห็นบุตรสาวคนโตย่างกายเข้ามาก็เงยหน้าขึ้นยิ้มพลางเรียก “เหยาจู”แล้ววางผ้าที่ปักค้างไว้ข้างตัว “มีอะไรหรือ”
ฟ่านหนิงย่อตัวเรียบร้อยแล้วเข้าไปกอดมารดากล่าวเสียงออดอ้อน“ท่านแม่ อีกไม่กี่วันจะมีเทศกาลชมบัวข้าคิดว่าอยากไปเที่ยวชมสักครั้งเ้าค่ะ”
ฮูหยินฟ่านเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเพราะนับั้แ่บุตรสาวโตใกล้จะเข้าวัยสาว ฟ่านหนิงก็ไม่เคยขอไปงานรื่นเริงใดๆ นักทั้งที่ตอนเป็เด็กน้อยชอบงานครึกครื้น ซุนหงเยว่รู้ดีว่าบุตรีพยายามฝืนตัวเองให้สมเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้สำรวมสงบเสงี่ยมมาหลายปีได้ยินเช่นนี้ก็อดแปลกใจไม่ได้ “เหตุใดปีนี้จึงไปล่ะ”
ฟ่านหนิงยิ้มบางพยายามทำเสียงให้ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร “่นี้ลูกมีแต่ฝึกพิณกับท่านอาจารย์ก่านมิได้ออกไปไหนพักใหญ่ จนรู้สึกเบื่อหน่ายนัก จึงอยากไปดูผู้คนบ้างเ้าค่ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงใจมารดาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เพียงพยักหน้าช้าๆ พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เช่นนั้นถ้าเ้าจะไปก็ไปเถิด จะได้ไม่อุดอู้ในเรือนได้ออกไปข้างนอกบ้างก็ย่อมดีกว่าแต่ไปลำพังคงไม่สนุก ลองถามน้องๆ ดู และอย่าลืมต้องให้สาวใช้คอยติดตามให้รอบคอบ”
“เ้าค่ะ”ฟ่านหนิงก้มศีรษะรับคำตรงหางตากะพริบประกายวาบอย่างความโล่งใจ นางโค้งคำนับลามารดาก่อนเดินออกมาจากเรือนใหญ่
เมื่อวันงานมาถึง ถนนหนทางคึกคักไปด้วยผู้คนร้านรวงต่างประดับแต่งรับเทศกาลโคมรูปดอกบัวแขวนเรียงรายเตรียมรับ่กลางคืนล่วงหน้าและริมสระบัวกว้างขวางเต็มไปด้วยเรือเล็กเรือใหญ่บนเรือมีนักดนตรีบรรเลงขลุ่ยและพิณ เสียงหัวเราะดังระคนเสียงพูดคุยเป็ระลอก
ฟ่านหนิงสวมชุดกระโปรงยาวผ้าแพรบางสีแดงส้มยามอาทิตย์อัสดงแขนเสื้อกว้างลายกลีบบัวคลุมผ้าคล้องไหล่สีขาวบางเบา ผมยาวถูกรวบครึ่งศีรษะตกแต่งด้วยปิ่นหยกอ่อนรูปกลีบบัว เสริมด้วยต่างหูหยดน้ำใสๆ ให้ยิ่งดูงดงาม
นางออกมาพร้อมกับน้องชายฟ่านเฉิงที่ดูกระตือรือร้นนักดวงตาเป็ประกายมองซ้ายมองขวาสนใจทุกสิ่ง หันไปทางนั้นทีทางนี้ทีไม่หยุดโดยมีบ่าวเดินตามอยู่ไม่ห่าง แต่ส่วนฟ่านลี่นั้นกลับไม่ได้มาด้วย ทั้งยังกล่าวว่า “งานพวกนี้ไร้สาระ มีแต่พวกชาวบ้าน ข้าไม่ไปหรอก” ทำให้ฟ่านหนิงแอบแปลกใจเล็กๆ แต่ก็ไม่ใส่ใจ
สองพี่น้องจึงเดินในงานเทศกาลไปด้วยกันโดยที่นางไม่ลืมจะหยิบหมวกผ้าแพรมาใส่ก่อนจะเดินเข้าไปในถนนที่สองฟากเต็มไปด้วยร้านขายของสารพัดชนิด
แต่พอเดินไปได้สักพักนางก็แบ่งให้บ่าวชายสองคนและหวังจิ้งเหมยให้พาฟ่านเฉิงน้องชายไปเดินชมรอบๆแทน “พาฟ่านเฉิงไปดูร้านขนมไป ดูแลเขาให้ดีระวังอย่าให้คุณชายเล็กคลาดสายตา ข้าอยากขึ้นไปนั่งพักบนหอเยี่ยนลัว” นางเอ่ยด้วยเสียงเรียบ แต่แววตากลับกวาดไปมาอย่างไม่อยู่สุขความจริงแล้วสิ่งที่้าหาใช่ขนมหรือดอกบัวหากแต่เป็บุรุษผู้หนึ่งที่ทำให้นางทั้งกังวลทั้งขุ่นใจ
“เ้าค่ะคุณหนู”หวังจิ้งเหมยก้มศีรษะรับก่อนจะคอยติดตามคุณชายเล็กไป
หอชมบัวหรือที่ชาวเมืองเรียกกันว่าหอเยี่ยนลั่วเป็ร้านอาหารและน้ำชามีชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง ตัวอาคารสูงสี่ชั้นสร้างอยู่ริมสระบัวกว้างใหญ่ทุกชั้นเปิดหน้าต่างบานกว้างให้นั่งชมทิวทัศน์ได้รอบด้านเพียงก้าวเข้าสู่โถงชั้นล่าง กลิ่นหอมของชาและอาหารก็ลอยคลุ้งยิ่งเป็่เทศกาลยิ่งเพิ่มบรรยากาศรื่นรมย์
ฟ่านหนิงเลือกห้องส่วนตัวบนชั้นสามที่สามารถนั่งใกล้หน้าต่างกว้างที่มองออกไปยังสระบัวเบื้องล่างได้เมื่อน้ำชากับขนมขึ้นมาจัดวางเรียบร้อย นางก็เพียงจิบเล็กน้อยแล้ววางถ้วยลงสายตากวาดสำรวจไปทั่วฝูงชนด้านล่างทันที
ฝูงชนหนาแน่นจนยากจะแยกแยะว่าใครเป็ใครแม้จะจ้องจนตาล้า นางก็ยังไม่เห็นเงาของคนผู้นั้นสักที ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากถอนหายใจเบาๆ แล้วเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ กะพริบตาถี่เพื่อคลายความล้า
จึงเรียกจางไป๋ซินที่นั่งอยู่ไม่ไกลเข้ามากระซิบเบาชิดหู “เ้าน่าจะตาไวกว่าข้า ช่วยมองหาซื่อจื่อหลินฝูโหวด้วยเถิดหากเห็นเขากับแอบส่งสัญญาณให้ข้าที”
จางไป๋ซินพยักหน้ารับคำไม่เอ่ยอะไรเพราะรู้ว่านี่คงแผนลับๆของคุณหนูใหญ่ จนเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามฟ่านหนิงมองหาคนสลับกับพักสายตามาหลายรอบจนเป็อีกครั้งที่เอียงหน้าหนีจากหน้าต่าง พลางยกมือขึ้นนวดกระบอกตาเบาๆ ทันใดนั้นจางไป๋ซินที่ยืนใกล้หน้าต่างกลับส่งสัญญาณด้วยการไอเบาๆั์ตาเป็ประกายมองออกไปด้านนอกสลับมองมาที่นางบ่งบอกว่าพบสิ่งที่้า
ฟ่านหนิงรีบหันกลับไปทันทีก่อนหน้านี้ความคิดที่ว่าการตามหาบุรุษคนนั้นคงจะยากเย็นท่ามกลางงานเทศกาลที่ผู้คนมากมายแต่กลับไม่ใช่เลย เพราะเพียงเขาปรากฏตัวทั่วทั้งฝูงชนก็เหมือนถูกดึงแสงสว่างไปตกลงบนร่างนั้นโดยเฉพาะ
จ้าวจวิ้นหยางยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนรูปร่างสูงโปร่งสง่ามีรัศมีไม่ต่างจากการยืนอยู่บนแท่นสูงท่วงท่าของเขาแม้จะผ่อนคลาย ทว่าแฝงไว้ด้วยความสูงส่งโดยไม่ต้องพยายาม ใบหน้าคมชัดคิ้วเรียวเข้มดั่งกระบี่ ดวงตาเป็ประกายแม้เพียงชำเลืองมองก็ทำให้สาวน้อยหลายคนรอบกายหน้าแดงจัดจนเมินไปทางอื่นไม่เป็
เขาสวมเพียงอาภรณ์สีเทาเข้มทอแทรกด้วยไหมเงินเนื้อเรียบง่ายไม่ได้หรูหราด้วยลวดลาย แต่ยิ่งกลับขับให้บุคลิกนั้นยิ่งเด่นจนก็มองข้ามไม่ได้
หัวใจฟ่านหนิงเต้นแรงที่ได้พบเป้าหมายนางรีบหันมาสั่งเสียงแ่แต่เด็ดขาด “ข้าอยากลงไปเดินชมบัวเสียหน่อยจางไป๋ซินเ้าตามข้าไป ส่วนหวังจิ้งหยูอยู่ที่นี่ เผื่อหากคุณชายเล็กมา”
“เ้าค่ะคุณหนูใหญ่”ทั้งสองขานรับพร้อมเพรียง
ฟ่านหนิงก้าวออกจากหอเยี่ยนลั่วอย่างรีบร้อนเพราะกลัวคลาดโอกาสทันทีที่ลงมาถึงเบื้องล่างฝูงชนก็คล้ายแ่ายิ่งกว่าที่คิดไว้นางหันซ้ายหันขวาเพ่งหาภาพบุรุษที่โดดเด่นเมื่อครู่ทว่าเมื่อก้าวไปไม่กี่ก้าวกลับไม่เห็นร่องรอยใดเลย เหมือนเขาหายวับไปกับสายลม
“ไม่น่าจะคลาดกันเร็วเพียงนี้” ฟ่านหนิงพึมพำกับตัวเองพลางขมวดคิ้วนางปัดความคิดที่ว่าอีกฝ่ายอาจจะกลืนหายไปกับผู้คนออกไปทันทีต่อให้คนมากมายสักเพียงใด จ้าวจวิ้นหยางก็เด่นเกินกว่าจะละสายตาได้ง่ายๆไม่แน่เดินตามไปอาจจะเจอ
นางเร่งฝีเท้าไปตามเส้นทางที่จ้าวจวิ้นหยางเดินไปก่อนหน้านี้ทว่าเพิ่งก้าวได้ไม่กี่ก้าว รถเข็นไม้บรรทุกของสูงเท่าศีรษะก็ถูกเข็นตัดหน้ามาพอดีคนเข็นร้องะโให้หลีกทางนางจึงต้องเบี่ยงตัวพลันเข้าไปหลบในซอกทางเดินริมถนนที่แคบและเงียบกว่าฝั่งถนนใหญ่
ดวงตาเรียวโตยังคงจับจ้องออกไปด้านนอกหวังว่าจะเห็นเงาร่างสูงที่ตามหา ขณะที่กำลังตั้งใจหาคนกลับมีเสียงกระซิบดังแ่จากด้านหลัง
“มองหาบุรุษหนุ่มรูปงามคนใดอยู่หรือ...คุณหนูใหญ่” เสียงทุ้มติดยั่วเย้าเพียงประโยคเดียวก็ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวหัวใจเต้นโครมครามราวกับถูกจับได้คาหนังคาเขา
“คุณหนู!”ส่วนจางไป๋ซินที่ยืนนำอยู่ด้านหน้าสุดรู้สึกถึงความผิดปกติพลันหมุนตัวกลับทันทีร่างปราดเปรียวกระโจนไปข้างหลังอย่างไม่รีรอ มือกำแน่นพร้อมจะปัดป้องอันตรายให้นายหญิงแต่บุรุษที่อยู่เื้ัหาใช่คนธรรมดาไร้วิชา เขาก้าวถอยออกอย่างคล่องแคล่วหลีกหลบการเข้าประชิดนั้นอย่างง่ายดาย
เมื่อใบหน้าคมคายปรากฏชัดเมื่อรู้ว่าใครจางไป๋ซินก็หยุดชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนจากระแวงเป็เก็บกิริยารีบถอยมายืนเคียงข้างนายหญิงด้วยท่วงท่าพร้อมรับคำสั่ง
ส่วนจ้าวจวิ้นหยางที่ก้าวถอยไปเพียงก้าวกลับไม่วางท่าขึงขังตรงกันข้ามเขาส่งรอยยิ้มเจือยียวน พร้อมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนท้าทาย
ฟ่านหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ในใจบุรุษผู้นี้...ไม่ว่าพบกันกี่ครั้งก็ไม่สามารถทักทายให้เรียบง่ายได้เลยหรือไร“ซื่อจื่อนี่เอง”น้ำเสียงของนางเรียบสงบแต่แฝงความเหนื่อยหน่าย
เขายกมุมปากตอบทันควัน “แน่นอน เป็ข้าเอง”แล้วปรายตาไปยังจางไป๋ซินที่ยังยืนประจันอยู่ใกล้ๆ“สาวใช้คนนี้ของคุณหนูใหญ่ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆข้าเกือบจะคิดว่ากำลังถูกซุ่มโจมตีอยู่เสียแล้วคุณหนูใหญ่ค้นพบคนเก่งเช่นนี้มาอยู่ข้างกายได้อย่างไร?” น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยการหยอกล้อทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าจางไป๋ซินมาจากหนใด แต่กลับแสร้งทำเป็ถามเล่นราวกับสนทนาขำขัน
ฟ่านหนิงกลอกตาไม่คิดต่อบทสนทนาที่จะพาให้เสียเวลา นางมีเป้าหมายและภารกิจที่ต้องรีบทำจึงเอ่ยตัดเข้าสู่เื่สำคัญทันที “ซื่อจื่อคงมีเื่ยุ่งอยู่่นี้กระมังอย่าได้คุยกันด้วยเื่ไร้สาระเลย”
คำพูดของนางเป็เชิงบอกกลายๆว่าเวลามีค่ากว่านี้
ทว่าเขากลับหัวเราะเบาในลำคอแววตาแพรวพราว“ไม่นี่ ตอนนี้ข้าไม่ยุ่งเลย” เขาโน้มตัวเล็กน้อยพลางพูดเนิบช้า “แต่อีกไม่นานก็คงจะยุ่งแล้ว และเ้า...ก็คงเช่นเดียวกันมิใช่หรือ?”
ถ้อยคำประโยคนั้นคล้ายกลายเป็การแทงตรงเข้าจุดหมายในใจของนางฟ่านหนิงชะงักไปชั่วขณะ หรือว่าเขาก็รู้แล้วว่านางจะเดินทางไปกลับคณะทูตด้วยฟ่านหนิงกวาดสายตามองบุรุษตรงหน้า “เื่คณะทูตหรือข้าก็ไม่คิดเลยว่าผู้นำคุ้มกันคณะทูตครั้งนี้จะเป็ซื่อจื่อ”
ถ้อยคำเพิ่งสิ้นสุดจ้าวจวิ้นหยางก็ยักคิ้วขึ้นทันที สีหน้าฉายความพอใจอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากคลี่ยิ้ม “แน่นอน คุณหนูใหญ่คาดไม่ถึงใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้วมิใช่หรือหากข้าจะทำไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้”
ฟ่านหนิงขมวดคิ้วเบาๆเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้นก็รู้สึกคุ้นหูเหลือเกิน วาจาโอหังปนกับความยโสเช่นนี้เคยได้ยินมาก่อนแน่แต่เมื่อไตร่ตรองก็พลันนึกออก...มิใช่เพราะประโยคประชดประชันของนางเองหรอกหรือ! ครั้งนั้นที่นางเคยพูดเย้ยหยันเขาไว้ทำนองว่าเขาเป็คุณชายที่เอาแต่รักสบายมิได้ขวนขวายทำตนให้มีประโยชน์ หรือว่า...เพราะประโยคนั้นแท้ๆถึงทำให้เขาเลือกเส้นทางที่กระทบความลำบากของนางเช่นนี้!
หัวใจนางกระตุกวูบขึ้นมาทว่าต่อให้นึกได้ว่านางเป็ต้นเหตุ แต่นางก็ขอไม่โทษตนเองแล้วกัน! มีคนตั้งมากตั้งมายที่เคยบอกให้เขาขยันหมั่นเพียรขึ้นหน่อยเหตุใดเขาต้องมาถือคำพูดของนางเพียงผู้เดียวให้เป็จริงขึ้นมาฉะนั้นจะโทษผู้ใดเล่า...ย่อมโทษตัวเขาอยู่ดี!
แม้ใจจะพร่ำบ่นไม่หยุดแต่นางก็ไม่ได้เอ่ยวาจาเ่าั้ออกไปสักคำเพียงยืนนิ่งพลางขบคิดหาทางใหม่อย่างรวดเร็วหากคำประชดประชันทำให้เขากระตือรือร้นเช่นนี้อีกไม่นานหากยังพูดผิดพลาดก็อาจยิ่งสร้างปัญหาหนัก ฟ่านหนิงจึงสูดลมหายใจคิดจะใช้ไม้อ่อนแทน
นางยกริมฝีปากยิ้มเอ่ยเสียงอ่อนหวานออกไปอย่างตั้งใจ“ข้ารู้แล้วว่าซื่อจื่อมีความสามารถทั้งฉลาดและเก่งกล้าเกินผู้ใด แต่การเดินทางไกลก็ย่อมเหน็ดเหนื่อยความจริงแล้วข้าเองก็มิได้อยากออกไปไกลเมืองหลวง เพียงเพราะบิดาเอ่ยกำชับจึงไม่อาจขัดได้หากให้เลือกเอง ข้าก็ยินดีอยู่สบายๆ ที่เมืองหลวงมากกว่า”
น้ำเสียงที่ปกติแฝงความแข็งกร้าวขัดใจบัดนี้กลับทอดนุ่มละมุนราวกับสายลมอ่อนพัดผ่านฤดูใบไม้ผลิ
จ้าวจวิ้นหยางยืนนิ่งรับฟังแววตาคมคายทอดมองนางโดยไม่ขัดจังหวะสักคำ แม้สีหน้ายังคงรอยยิ้มยียวนแต่บางคราก็พยักหน้ารับเบาๆ เหมือนกำลังใคร่ครวญคำพูดของนางอยู่จนเมื่อฟ่านหนิงเอ่ยจบ เขากลับหัวเราะในลำคอ พลางโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย “คุณหนูใหญ่ก็ว่าเช่นนั้นหรือ?”
ฟ่านหนิงรีบพยักหน้าโดยไม่ทันคิด
ทว่าเขาก็ยักหน้าตามพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดถ้อย“เช่นนั้น...ข้าจะไป!”
“หา?” ฟ่านหนิงตาโตทันที
รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น “เ้าอ้าปากข้าก็รู้แล้วว่าเ้าคิดอะไร ฟ่านหนิง...เ้าพูดเสียงหวานขนาดนี้ ปกติเคยพูดเสียเมื่อไรเ้าคงไม่อยากให้ข้าไปใช่หรือไม่ เพราะเ้าเห็นข้าน่ารำคาญเต็มทน ฉะนั้นข้าจะไป! การได้ทำให้เ้าขัดใจนั่นต่างหากคือความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของข้าในเวลานี้”
ฟ่านหนิงที่ฟังพลันเผลอพยักหน้าหงึกๆถูกต้อง นางรำคาญเขามากจริงๆ แต่ทันใดนางก็นึกได้ รีบส่ายหน้าหวือปฏิเสธ “ไม่นะ ไม่จริงเลยเ้าค่ะ ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นจริงๆอีกทั้งไม่ใช่ว่าท่านยังไม่เคยรับงานใหญ่เช่นนี้มาก่อนหรือหากระหว่างทางเกิดมีคนลอบทำร้ายคณะทูต จะรับมือเช่นไรเล่า?”
วาจานั้นหลุดจากปากโดยมีเลศนัยนางรู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องเกิดเหตุแน่ หากเขาไม่ไปให้หานอี้เหอรับมือเช่นเดิมจะไม่ดีกว่าหรือคนที่จะต้องปกป้องถังหลันชิงมันหน้าที่พระเอกนะ
แต่คราวนี้สีหน้าเขากลับเปลี่ยนทันตาแววตาคมปลาบที่เคยยียวนคล้ายถูกปิดทับด้วยความเ็า เขาจ้องมองนางนิ่งดวงตาเหมือนคมดาบที่ทำให้ใจนางสั่นวูบ
“เข้าใจแล้ว..”น้ำเสียงต่ำเย็นเฉียบ “เ้ายังคงคิดว่าข้าไม่อาจทำงานใหญ่เช่นนี้สำเร็จใช่หรือไม่?”
ฟ่านหนิงอ้าปากจะเถียงแต่ยังไม่ทันได้เอ่ย เขาก็สะบัดแขนเสื้อกว้าง เส้นไหมสีเงินสะท้อนวับตอนผ้าพลิ้วสะบัดตามแรงก้าว“เช่นนั้นข้าจะทำให้เ้าดูเอง เจอกันวันออกเดินทางคุณหนูใหญ่ฟ่าน” สิ้นคำเขาก็เดินจากไป
ฟ่านหนิงยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่ใหญ่นางอยากกรีดร้องออกมาเสียเดี๋ยวนั้น หากไม่ติดที่จางไป๋ซินยังยืนอยู่ด้านหลังและอยู่ในที่สาธารณะร่างสูงสง่าของบุรุษผู้นั้นพลันหายลับไปท่ามกลางฝูงชนแต่น้ำหนักของคำพูดกลับยังคงกดทับในใจนาง
“นี่มันเื่บ้าอันใดกันเล่า...” ฟ่านหนิงพึมพำสุดท้ายก็ยกมือกุมขมับ