[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 124 เผยไพ่ในมือ แท้จริงแล้วล่วงรู้ถึงความลับที่สำคัญที่สุดของกู้ฉางเกอ

    ตอนที่ 124 เผยไพ่ในมือ แท้จริงแล้วล่วงรู้ถึงความลับที่สำคัญที่สุดของกู้ฉางเกอ

            เวลานี้ ต่อให้ฟ้าผ่าลงมาตรงหน้าก็คงมิอาจทำให้ชื่อหลิงเชื่อได้ว่ากู้ฉางเกอที่อยู่ตรงหน้าคือผู้สืบทอดวิชามารที่นางมุ่งหมายตามหามาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้น นางย่อมคาดมิถึงว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่ เย่หลิงกำลังเผชิญอยู่ ล้วนเป็นกู้ฉางเกอที่อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น

            เนื่องเพราะกู้ฉางเกอมิเคยพบปะกับเย่หลิงแม้เพียงครั้งเดียว บุรุษทั้งสองมิมีความแค้นอันใดต่อกันเลย หากจะมี ก็เห็นจะเป็นการขัดผลประโยชน์กันเท่านั้น ทว่านี่ก็มิได้เคยเกิดขึ้นแม้เพียงน้อย

            ด้วยเหตุนี้ ชื่อหลิงจึงมิเคยคิดไปถึงเรื่องนี้ นางกลับรู้สึกปลื้มปิติที่ได้รับความช่วยเหลือจากกู้ฉางเกอ จนอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกมิได้

            “ดูท่าทางคุณหนูชื่อหลิงคงจะเชื่อมั่นในตัวเย่หลิงมากนัก เช่นนั้นคงทราบที่อยู่ของเขาในยามนี้กระมัง” กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นพลางเผยสีหน้าฉงนราวกับมิรู้เรื่อง

            “ข้ามิอาจทราบได้ ทว่าก็สามารถหาวิธีติดต่อเขาได้” ชื่อหลิง เอ่ยตอบหลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ตัดสินใจกล่าวความจริงกับ กู้ฉางเกอ เพราะนางเชื่อว่าหากต้องการความช่วยเหลือจากเขา ก็ต้องมอบความไว้วางใจให้เช่นกัน

            “เช่นนั้นก็ยิ่งดี” กู้ฉางเกอยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ขณะที่ภายในใจอดรู้สึกขันมิได้ การที่ชื่อหลิงเดินเข้ามาหาเขาด้วยความสัตย์ซื่อนั้น ราวกับมอบสิ่งที่เขากำลังมองหาใส่พานมาให้ถึงมือ

            ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากันไปเรื่อย จนในที่สุดก็เดินมาถึงยอดเขาไร้พ่าย ภูเขาอันเป็นที่พำนักของกู้ฉางเกอ

            จากที่ไกลลิบ ชื่อหลิงมองเห็นเบื้องหน้าพระราชวังอันโอ่อ่า ที่มีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างสง่างามในอาภรณ์กระโปรงสีขาวสะอาด ดวงตาลึกล้ำเยียบเย็นราวลำธารน้ำแข็ง ท่าทางสงบนิ่งทว่าก็ทรงยิ่งอำนาจ

            ลมภูเขาพัดโชยปลิวไสว เส้นผมดำขลับของนางพลิ้วไหวไปตามสายลม ภายใต้เสื้อผ้าหลวมโคร่งนั้น กลับเผยให้เห็นภาพลักษณ์อันน่าหวาดหวั่น ทว่าสิ่งที่ทำให้ชื่อหลิงรู้สึกมิสบายใจที่สุดกลับเป็นดวงตาคู่นั้น… สายตาที่แลดูสูงส่งราวกับจักรพรรดินีผู้มองลงมาจากเบื้องบน

            ความเย็นยะเยือกพาดผ่านร่างกายชื่อหลิงอย่างมิอาจห้ามได้ นางถึงกับสะดุ้งเฮือกโดยมิรู้ตัว

            “ศิษย์มรรคาฉางเกอ นางคือหมิงคง รัชทายาทหญิงแห่งราชสำนักเซียนใช่หรือไม่” ชื่อหลิงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความประหม่า ใบหน้าซึ่งเคยหยิ่งทะนงของนาง บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มฝืดเฝื่อนออกมาอย่างช่วยมิได้

            แม้นางจะเป็นถึงผู้สืบทอดแห่งตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหนึ่งในบรรดายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ทว่าเมื่อต้องอยู่ภายใต้สายตาของสตรีตรงหน้า นางกลับมิอาจรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นของตนไว้ได้เลย

            กู้ฉางเกอยิ้มบางก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ช่วงนี้นางกำลังงอนข้าอยู่เล็กน้อย เจ้าอย่าได้ถือสาเลย”

            งอนเขาหรือ

            ชื่อหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจในความหมาย ใบหน้าเผยแววกระอักกระอ่วนขึ้นมาโดยพลัน นางพลันนึกถึงตลอดเส้นทางที่เดินมากับกู้ฉางเกอ อดมิได้ที่จะสงสัยว่า ความใกล้ชิดของนางกับเขาอาจทำให้หมิงคงเข้าใจผิดไปแล้วหรือไม่

            มิทราบด้วยเหตุใด นางกลับรู้สึกว่าควรหาโอกาสอธิบายความเข้าใจกับหมิงคงให้ชัดเจนเสียก่อน นางมิได้เกรงกลัวหญิงสาวผู้นั้น ทว่าก็มิอยากสร้างความบาดหมางโดยใช่เหตุ

            สำหรับนางแล้ว กู้ฉางเกอและหมิงคงดูเหมือนจะเหมาะสมกันอย่างยิ่ง ทั้งสถานะ อำนาจบารมี หรือแม้กระทั่งความงดงามและความสามารถของทั้งสอง ต่างก็ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้ในยุคนี้

            และหลังจากได้สนทนากับกู้ฉางเกอเป็นเวลานาน นางก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในบุคลิกและวาจาของเขามากขึ้นไปอีก

            “ข้ากลัวว่าท่านหญิงหมิงคงอาจเข้าใจผิดไปได้” ชื่อหลิงเอ่ยขึ้นเสียงเบา

            “เข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ นางคงมิคิดเช่นนั้นหรอก” กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติเสียจนชื่อหลิงมิได้เอะใจสิ่งใด

            ยามนี้ ชื่อหลิงเองก็มิได้คิดอันใดไปมากกว่านั้น ทว่าสิ่งที่นางรับรู้ได้คือ หมิงคงผู้นั้นช่างน่าหวั่นเกรงเพียงใด แค่เพียงยืนอยู่เฉยๆ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงพลังอำนาจที่กดดันประหนึ่งจักรพรรดินีผู้สูงส่ง

            หลังจากนั้นมินาน นางก็กล่าวลาเขา ทว่าก่อนจะจากไป ชื่อหลิงคล้ายจะนึกอันใดขึ้นได้ นางลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้นว่า

            “จริงสิ ศิษย์มรรคาฉางเกอ ข้าพยายามครุ่นคิดเมื่อครู่ หากผู้สืบทอดวิชามารที่แท้จริงอยู่ในหมู่เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แล้วนั้น ท่านคิดว่าผู้ใดกันที่จะมีความเป็นไปได้มากที่สุด”

            คำถามนี้ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกสนใจขึ้นมา เขาหันมามองนางพร้อมยิ้มบาง ก่อนเอ่ยถามอย่างสงบว่า “แล้วในความเห็นของคุณหนูชื่อหลิงเล่า คิดว่าเป็นผู้ใดกัน”

            เขามิเชื่อว่าชื่อหลิงจะสงสัยในตัวเขา ทว่าก็อยากรู้เช่นกันว่าหากมิใช่เย่หลิงแล้ว ผู้ใดจะเป็นผู้ที่ถูกเขี่ยให้กลายเป็นผู้แบกรับเรื่องนี้ต่อไป

            “ในความคิดของข้านั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเย่หลางเทียน บุตรแห่งตระกูลเย่... แม้ข้าจะกล่าวไปเช่นนี้ ทว่าก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น เพราะท่าทีของเขาที่แสดงออกต่อเย่หลิงนั้น ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนเกินไป”

            ชื่อหลิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยวาจานี้ออกมา น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความมิแน่ใจอยู่เล็กน้อย เพราะนางเองก็ทราบดีว่ากู้ฉางเกอกับเย่หลางเทียนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

            ทว่าเรื่องนี้ นางเองก็เชื่อมั่นว่ากู้ฉางเกอจะมิมีวันไปกล่าวร้ายหรือนินทาผู้อื่นลับหลัง

            นางยังคงเชื่อมั่นในตัวกู้ฉางเกอ

            ตรงกันข้าม นางกลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยต่อการกระทำของเย่หลางเทียนเสียมากกว่า

            “โอ้ ถึงกับสงสัยว่าเป็นศิษย์มรรคาเย่เชียวหรือ”

            เมื่อกู้ฉางเกอได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างมีนัยยะว่า

            “เช่นนั้นเหตุใดคุณหนูชื่อหลิง จึงมิคิดสงสัยว่าเป็นข้าเองต่างหากที่อาจจะเป็นผู้สืบทอดศาสตร์มารนั้นเล่า”

            คำกล่าวนี้ทำให้ชื่อหลิงมิต้องครุ่นคิดแม้แต่น้อย นางส่ายหน้าอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยอย่างหนักแน่น

            “ด้วยฐานะเช่นศิษย์มรรคาฉางเกอ ผู้ซึ่งอนาคตสดใสเกินหยั่งถึง ไหนเลยจะเป็นไปได้ว่าจะข้องแวะกับศาสตร์มารเช่นนั้น สำหรับท่านแล้ว ความคิดเช่นนี้แทบมิมีทางเกิดขึ้นได้เลย”

            สำหรับคนรุ่นเยาว์ที่เฉิดฉาย ผู้ใดก็อาจถูกสงสัยว่าเกี่ยวพันกับศาสตร์มาร ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้นเป็นไปมิได้อย่างสิ้นเชิง

            เพราะสุดท้ายแล้ว ศาสตร์มารย่อมต้องเผยโฉมในวันใดวันหนึ่ง ทว่าด้วยฐานะและตำแหน่งของกู้ฉางเกอแล้ว เขามิมีทางเลือกเดินบนเส้นทางอัปยศเช่นนั้นแน่

            เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีความคิดวิปลาส ยอมสละฐานะผู้สืบทอดแห่งตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง และว่าที่เจ้าสำนักแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ หรือไม่ก็มั่นใจจนเกินขอบเขต ว่าจะสามารถกวาดล้างผู้คนทั่วหล้าให้ยอมศิโรราบได้ในอนาคต

            “มิคาดคิดว่าคุณหนูชื่อหลิงจะไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก”

            กู้ฉางเกอยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความหมายล้ำลึก

            หลังจากนั้น ชื่อหลิงก็แปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งพลังหายวับจากไป เพื่อไปสมทบกับคนในตระกูลของนาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดผนึกดินแดนเซียนโบราณที่กำลังจะมาถึง

            กู้ฉางเกอมองตามแผ่นหลังนางไปจนลับตา ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะจางหายไป เขาหันกายกลับเข้าสู่ตำหนักของตน พร้อมแววตาที่ลึกล้ำดั่งมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง…

            “ผู้สืบทอดแห่งตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ”

            ที่หน้าตำหนัก เยวี่ยหมิงคงปรายตามองเขาอย่างเย็นชา ก่อนเอ่ยวาจาขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            นางย่อมรู้จักชื่อหลิงเป็นอย่างดี ในชีวิตก่อน นางผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในหญิงงามข้างกายเย่หลิง

            ทว่ายามนี้ ในชีวิตใหม่ นางกลับยืนสนทนาหยอกเย้ากับกู้ฉางเกออย่างสนิทสนม ราวกับมิได้รู้ถึงความน่าหวาดหวั่นของเขาแม้แต่น้อย

            นางรู้สึกประหลาดใจกับเล่ห์เหลี่ยมอันลึกล้ำของกู้ฉางเกอยิ่งนัก 

            ยามนี้ เย่หลิงผู้ถูกเขาวางแผนเล่นงาน จนกลายเป็นดั่งหมาจนตรอก ถูกผู้คนไล่ล่าไปทั่วหล้า มิกล้าแม้จะเผยโฉมหน้าออกมา ป่านนี้มิรู้ว่าหลบซ่อนอยู่แห่งหนตำบลใด

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับมาพัวพันสนิทสนมกับหนึ่งในสตรีซึ่งน่าจะเป็นดั่งดวงใจในอนาคตของเย่หลิง ราวกับกำลังหารือเรื่องใดบางอย่างอยู่

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ เยวี่ยหมิงคงก็มิรู้จะกล่าวสิ่งใดออกมาดี

            ดูท่าชื่อหลิงเองก็คงมิต่างอันใดจากเบี้ยหมากอีกตัวหนึ่ง ที่ถูกกู้ฉางเกอใช้เล่ห์ลวงไปแล้วอย่างแนบเนียน

            “ที่แท้เจ้าเองก็รู้จักกับนางด้วยหรือ”

            กู้ฉางเกอยิ้มบาง พลางยื่นมือไปหมายจะโอบรัดเอวบางของนาง ทว่าเยวี่ยหมิงคงเพียงขยับกาย ก่อนหลบเลี่ยงได้อย่างคล่องแคล่ว

            ดวงตาคู่งามจ้องมองเขาอย่างเย็นชา ปราศจากความอ่อนหวานใดๆ ราวกับจะประกาศให้ชัดว่า เขามิมีทางได้ดั่งใจไป

            “ยังคงโกรธเคืองข้าอยู่อีกหรือ” กู้ฉางเกอถอนหายใจ ทำท่าเหมือนคนหมดหนทาง

            “ตั้งแต่คืนนั้น เจ้าก็มิพูดมิจากับข้า ข้าชักจะมิแน่ใจแล้วว่าความโกรธเคืองนี้ยังมิจางหายไปอีกหรือ”

            คำกล่าวนี้ทำให้ดวงตาของเยวี่ยหมิงคงทอประกายเยียบเย็นขึ้นทันที นางมิอยากจะได้ยินเรื่องในคืนนั้นอีกแม้แต่น้อย

            ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางได้สั่งคนให้ไปตามสืบดูเรื่องราว ทว่ากลับมิพบแม้แต่เบาะแสใดๆ เลยว่าในคืนนั้น กู้ฉางเกอได้ไปพบกับสตรีนางใดกันแน่

            นอกจากเรื่องนี้แล้ว นางยังต้องยุ่งวุ่นวายกับข่าวลือที่โหมกระหน่ำ ว่าเย่หลิงเป็นผู้สืบทอด ศาสตร์มารต้องห้าม

            เหตุการณ์อันเลอะเทอะนี้ ทำให้ทุกพื้นที่ในแผ่นดินวุ่นวายมิเป็นสุข นางเองก็สืบหาความจริงจนหัวหมุน ทว่าก็ยังมิพบเงื่อนงำใดๆ

            จนถึงยามนี้ เยวี่ยหมิงคงก็ยังมิรู้เลยว่า กู้ฉางเกอใช้วิธีการใดกันแน่ ถึงสามารถผลักไสความผิดไปให้เย่หลิงได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้

            “ถ้าเจ้ามิยอมบอกข้าว่านางจิ้งจอกในคืนนั้นเป็นผู้ใด ก็อย่าหมายว่าจะได้แตะต้องตัวข้าอีก”

            เยวี่ยหมิงคงมองจ้องกู้ฉางเกอเขม็งด้วยสายตาเยียบเย็นมิไหวติงแม้จะเห็นสีหน้าอันผ่อนคลายของเขา

            “สิ่งที่เจ้าควรรู้ ข้าจะบอกเจ้าเอง ส่วนเรื่องที่มิควรรู้ เจ้าก็อย่าได้อยากรู้นักเลย ทว่าพูดก็พูดเถิด หลายวันมานี้ เจ้ายังมิคิดระแวงข้าอีกหรือ”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอค่อยๆ จางหายไป ก่อนแทนที่ด้วยแววตาเจือความขบขันและน่าสงสัย ยามเขาเพ่งมองนาง

            เมื่อเยวี่ยหมิงคงได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ นางย่อมรู้ดีว่าเขาหมายถึงสิ่งใด แต่กระนั้น ใบหน้าของนางยังคงสงบนิ่งมิเผยความผิดปกติแม้แต่น้อย นางถามกลับเสียงเรียบ
    “ระแวงอันใดของเจ้า”

            กู้ฉางเกอเพียงส่ายศีรษะ คล้ายทอดถอนใจ “คนฉลาดอย่างเจ้าสมควรรู้ว่ามิควรเสแสร้งไร้เดียงสาต่อหน้าข้า”

            แววตาของเยวี่ยหมิงคงหรี่ลงเล็กน้อย ดวงตางามคู่คมฉายแววระแวดระวัง มือเรียวใต้แขนเสื้อค่อยๆ กำกระชับด้ามกระบี่สั้นประดับอักขระอันงดงาม นางรู้จักกู้ฉางเกอดีเกินไป

            ยิ่งในยามที่เขาแสร้งทำเป็นเฉยชาเช่นนี้ ก็ยิ่งเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่าที่คิด

            ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางอยู่เคียงข้างเขาเงียบๆ เฝ้าสังเกตการกระทำทุกอย่างของกู้ฉางเกอ
    การที่เขาปรักปรำว่าเย่หลิงเป็นผู้สืบทอดศาสตร์มารต้องห้ามได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากการปรากฏของศพไป๋เลี่ย ซึ่งตกตายด้วยเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ

            การพบศพดังกล่าว ย่อมเป็นการตอกย้ำสถานะของเย่หลิงในฐานะผู้สืบทอดเคล็ดวิชามารต้องห้ามนั้น

            ทว่าผู้ใดกันเล่าที่เป็นผู้พรากชีวิตของไป๋เลี่ยไป เยวี่ยหมิงคงนั้นรู้คำตอบดีกว่าผู้ใดทั้งหมด

            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กู้ฉางเกอก็หายตัวไปจากตำหนักอย่างพอดิบพอดี

            ถึงแม้นางจะแสร้งทำเป็นมิรับรู้อันใด ทว่าช่องโหว่อันชัดเจนนี้ ย่อมทำให้นางมิอาจปฏิเสธความจริงในใจได้

            มิว่าอย่างไร กู้ฉางเกอย่อมต้องเกี่ยวพันกับเรื่องนี้เป็นแน่

            มิว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดศาสตร์มารด้วยตนเอง หรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้สืบทอดก็ตามที
    ทั้งสองข้อต่างก็เกี่ยวพันถึงความลับอันยิ่งใหญ่ของกู้ฉางเกอ

            ด้วยเหตุที่นางคือผู้ย้อนคืนมาจากภพก่อน เยวี่ยหมิงคงจึงรู้อยู่ก่อนแล้วว่า กู้ฉางเกอคือผู้สืบทอดแห่งวิชามารต้องห้าม ความลับนี้นางมิเคยเอ่ยปากกล่าวกับผู้ใด และตลอดมานางก็แสร้งทำเป็นมิรู้เรื่องราวใดๆ

            แต่ทว่า หลังจากเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น มันก็เท่ากับว่ากู้ฉางเกอรู้อยู่แล้วว่านางรู้ถึงความลับนี้!

            คำกล่าวนั้นชวนให้วกวน ทว่าความหมายกลับกระจ่างชัด นั่นคือสถานการณ์ของนางในยามนี้อันตรายยิ่งนัก

            ความลับของวิชามารต้องห้ามคือสิ่งที่กู้ฉางเกอต้องการปกปิดเป็นที่สุด มิมีทางยินยอมให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นแน่ นางเชื่อว่าที่เขาคงยังมิลงมือ ก็เป็นเพราะต้องการจับตาดูปฏิกิริยาของนางเท่านั้น

            ทว่าหากเมื่อใดที่เขาตัดสินใจลงมือแล้วนั้น นางนั้นมิอาจจะรอดพ้นไปได้เลย ด้วยนิสัยของกู้ฉางเกอ เขามิเคยเห็นแก่สายใยความสัมพันธ์อันบางเบาใดๆ อยู่แล้ว เรื่องนี้แตกต่างกันเพียงว่า เขาจะเลือกลงมือเมื่อใดก็เท่านั้น

            และยิ่งในเวลานี้ เมื่อได้ยินคำกล่าวของกู้ฉางเกอ เยวี่ยหมิงคงก็ยิ่งตื่นตัวและระแวดระวังเป็นที่สุด

            บัดนี้ดินแดนแห่งนี้คือถิ่นของกู้ฉางเกอโดยสมบูรณ์ อีกทั้งเขายังมีผู้ติดตามระดับมหาศักดิ์สิทธิ์คอยหนุนหลัง หากเขาต้องการสังหารนาง โอกาสสำเร็จนั้นย่อมมีมากล้น

            ดวงตาหงส์คู่คมของนางทอประกายเย็นเยียบ แฝงแววอำมหิตไว้ลึกเร้น นางนึกถึงคืนในวันนั้น… คืนวันวิวาห์ในภพก่อน กลิ่นอายสังหารอันแผ่วบางเช่นนี้ นางยังจำได้ดี…

            นึกมิถึงว่าในชาตินี้ กู้ฉางเกอจะเผยไพ่ในมือได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

            ทั้งที่ช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานะคู่หมั้นคู่หมายของทั้งสองดูจะมั่นคง แม้จะถูกกู้ฉางเกอเย้าแหย่เป็นครั้งคราว ทว่านางเองก็อดรู้สึกเสียดายมิได้อย่างประหลาด

            ในภพก่อน นางมิเคยรู้สึกเช่นนี้เลย…

            วูบ!

            เสื้อคลุมบางเบาสะบัดพลิ้ว ในเงามืดใต้แขนเสื้อของเยวี่ยหมิงคง คมดาบอักขระศักดิ์สิทธิ์กระชับแน่นในมือเรียวของนาง

            เพื่อรับมือกับกู้ฉางเกอ นางแอบวางแผนเตรียมการมาเนิ่นนาน แต่ถึงกระนั้น นางก็มีความเชื่อมั่นในตนเองเพียงสามส่วนเท่านั้น ว่าจะสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของเขาไปได้…

            “หมิงคง ยิ่งนานวันข้าก็ยิ่งชอบเจ้าเข้าไปทุกที ทั้งงดงาม เฉลียวฉลาด วางตัวได้เหมาะสม และยังเปี่ยมไปด้วยความสามารถเช่นนี้... ช่างสมบูรณ์แบบเสียจนเป็นภรรยาในอุดมคติเลยทีเดียว”

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง เขาค่อยๆ ก้าวเข้าใกล้เยวี่ยหมิงคงทีละก้าว

            “ภรรยาในอุดมคติหรือ”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยวี่ยหมิงคงถึงกับนิ่งค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกตัวในทันทีว่านี่เป็นเพียงคำกล่าวกล่อมประสาทของกู้ฉางเกอ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขากำลังจะเปิดเผยไพ่ในมือแล้ว

            ความเย็นเยียบพลันแล่นขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังของนาง

            “หมิงคง เจ้านั้นเฉลียวฉลาดออกปานนี้ แล้วจะทำเป็นมิเข้าใจไปไยเล่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เจ้าเองก็คิดทบทวนเรื่องนี้จนทะลุปรุโปร่งแล้วมิใช่หรือ” กู้ฉางเกอทอดถอนใจด้วยท่าทีเสียดายเล็กน้อย

            “กู้ฉางเกอ เจ้ากล่าวเรื่องอันใดกัน ข้ามิอาจเข้าใจได้” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยเสียงเย็น ดวงตาเรียวคมจ้องมองเขามิกะพริบ นางรู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังหมายถึงเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพ

            “ถึงยามนี้แล้ว เจ้ายังจะเสแสร้งต่อไปอีกหรือ”

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ความจริงแล้วเจ้าก็รู้อยู่เต็มอกว่าเย่หลิงมิใช่ผู้สืบทอดวิชามาร เขาคือผู้สืบทอดของ มหาเทพวัฏสงสาร เรื่องนี้ก็เป็นเจ้าที่เป็นคนกล่าวกับข้าเองมิใช่หรือ”

            “ข่าวลือในช่วงนี้ชัดเจนปานนั้น เจ้าคิดจะทำเป็นมิรู้เรื่องต่อไปหรืออย่างไร”

            เยวี่ยหมิงคงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางรู้ว่าต่อให้ปฏิเสธไปในยามนี้ก็มิมีความหมายอันใดอีกแล้ว

            “เช่นนั้น ยามนี้เจ้าคิดจะสังหารข้าหรือไร” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยถาม ดวงตาของนางมิหลบเลี่ยง “ข้ารู้ดีว่าแท้จริงแล้ว ผู้สืบทอดวิชามารนั้นก็คือเจ้าเอง”

            คำกล่าวนั้นทำให้กู้ฉางเกอยิ้มบาง ท่าทีของเขายังคงสงบเรียบเฉยดังเดิม “ดูสิ หากเจ้ายอมกล่าวความจริงตั้งแต่แรก เรื่องราวก็มิต้องยืดเยื้อถึงเพียงนี้”

            “เรื่องของวิชามารนั้นย่อมสำคัญยิ่ง แท้จริงแล้วข้าเองก็อยากจะสังหารเจ้าอยู่หรอก...”

            กล่าวถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอกลับหยุดไป พลางแสดงท่าทีเสียดาย

            “งั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงยังมิลงมือเล่า” เยวี่ยหมิงคงแค่นเสียหัวเราะ ในใจนางเต็มไปด้วยความสงสัย

            นี่มันเรื่องอันใดกัน ในเมื่อเขาเปิดเผยความจริงแล้ว เขาก็ควรจะสังหารนางแล้วมิใช่หรือ

            ทว่าคำตอบของกู้ฉางเกอกลับทำให้นางต้องนิ่งค้างไป

            “เพราะข้าทำใจสังหารเจ้ามิลงน่ะสิ”

            “อันใดนะ!”

            เยวี่ยหมิงคงตกตะลึงไปชั่วขณะ นางเบิกดวงตางามขึ้นอย่างมิเชื่อหูตนเอง

            เขารู้ว่านางล่วงรู้ถึงความลับที่สำคัญที่สุดของเขา ทว่ากลับมิคิดสังหารนางหรือ

            นางนิ่งอึ้งไป ใบหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนมิหยุด

            “เจ้ามิคิดจะสังหารข้าหรือ” นางเอ่ยถามขึ้นซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมิอยากจะเชื่อ

            “ดูท่าหมิงคงจะเข้าใจข้าผิดไปมากทีเดียว” กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ แววตาเรียบนิ่งทว่าแฝงด้วยความคมกริบ “หากข้าคิดจะสังหารเจ้าเสียจริง ข้าจะต้องกล่าวเรื่องเหล่านี้กับเจ้าไปด้วยเหตุใดกันเล่า”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน