ทันทีที่อิ้นถังจากไปจวนองค์ชายเก้าก็เหมือนจะสงบเงียบลงทว่าความเป็นจริงแล้วคลื่นใต้น้ำยังคงโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องราวกับว่าแผนการและเล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดที่อิ้นถังขัดขวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ถูกปลดปล่อยออกมาในที่สุด
เรือนชิงอี้ของหว่านซีนั้นยังคงปลอดภัย ในเรือนมีเพียงคนของนางส่วนสิ่งของที่ถูกส่งเข้ามาในเรือนล้วนมีหวังอันเป็นผู้รับผิดชอบแม้ว่าจะมีใครบางคนพยายามยื่นมือเข้าแทรกแซงแต่ก็ยากเย็นยิ่งนักในจวนองค์ชายแห่งนี้ อิ้นถังก็เปรียบเสมือนท้องฟ้าคนที่ได้รับความไว้วางใจจากเขานั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกหลอกล่อด้วยผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ เช่นนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือกับเพลิงโทสะขององค์ชายได้
หว่านซีไม่สนว่าต่งเอ้อซื่อเป็นตายอย่างไรและไม่อยากรู้ว่ามีกี่คนในเรือนหลังนี้ที่ต้องการยื่นมือไปหาอีกฝ่ายนางรู้เพียงแต่ว่าตนเองจะไม่ลงมือทำร้ายเด็กอย่างแน่นอนแต่ต่งเอ้อซื่อจะเชื่อใจนางหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะคนอย่างต่งเอ้อซื่อแล้ว จะมองใครก็เหมือนมองตนเองนั่นคือทุกคนในใจเต็มไปด้วยแผนการชั่วช้าเฉกเช่นเดียวกันตน
ในวันนี้หลังอาหารเช้า หว่านซีเดินไปรอบๆ เรือน ก่อนไปหาหงหมินน้อยทันทีที่นางเดินเข้าประตูดวงตาสีดำราวลูกองุ่นของหงหมินก็สว่างวาบ มืออ้วนป้อมยื่นมาทางนางพร้อมๆกับที่เขาพยายามยกศีรษะแล้วส่งเสียงอ้อแอ้ เห็นได้ชัดว่าเขารักใคร่พึ่งพามารดาของตนเองยิ่งนัก
หว่านซีมองหงหมินน้อยที่ดิ้นขยุกขยิกอยู่ในอ้อมแขนของแม่นมก่อนจะเห็นเขายื่นตัวออกมาข้างหน้า นางรีบก้าวเข้าไปอุ้มบุตรชายตัวขาวผ่องนุ่มนวลเอาไว้ในอ้อมแขนพลางส่งเสียงอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความสุข“หงหมินของแม่ช่างน่ารักเสียจริง”
หว่านซีจูบใบหน้าอวบท้วมของหงหมินน้อยหนักๆ สองครั้งเด็กน้อยไม่เพียงไม่โกรธแต่กลับยิ้มอย่างร่าเริงจนเห็นเหงือกเพราะคุ้นเคยกับวิธีการแสดงความใกล้ชิดและความรักของมารดามานานแล้ว
หว่านซีออกมาจากห้องของหงหมินพร้อมกับอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนเด็กน้อยนอนในอ้อมกอดของมารดาอย่างว่าง่ายตลอดทางจนทำให้หว่านซีรู้สึกสงสารฝ่ามือที่โอบอยู่ลูบหลังเล็กๆ นั้นอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล
หลังจากเข้าไปในห้องด้านในแล้ว หว่านซีก็นั่งอยู่บนเตียงเตาถือผ้าเช็ดหน้าในมือเพื่อช่วยหงหมินเช็ดน้ำลายที่วาววับออกจากปากน้อยๆขณะที่เกาหมัวมัวเดินเข้ามาพร้อมชาและของว่างในมือ "ชายารอง องค์ชายเสด็จไปได้ไม่กี่วัน พระชายาก็ใจร้อนนักถึงกับให้ต่งเอ้อฮูหยินเข้ามาที่จวนท่านว่านางมีจุดประสงค์อะไรเจ้าคะ”
หว่านซีกอดหงหมินน้อยในอ้อมแขน ถือเสือผ้าสีสดใสไว้ในมือหยอกล้อกับบุตรชายเห็นสีหน้ามีความสุขของเขาแล้วนางก็พูดอย่างไม่แยแส "ต่งเอ้อฮูหยินมาที่นี่ด้วยสองเหตุผลเหตุผลแรกคือเพื่อปลอบโยนบุตรสาวตนเองประการที่สองเพื่อจับตาดูบรรดาสตรีเจ้าเล่ห์ในสายตาของพระชายาเพื่อป้องกันไม่ให้พวกนางลงมือทำร้ายพระชายากับบุตรในครรภ์!”
“แค่นั้นหรือเจ้าคะ”เห็นได้ชัดว่าเกาหมัวมัวไม่เชื่อว่าต่งเอ้อซื่อผู้ก่อความปั่นป่วนไปทั่วเช่นนี้ไม่มีเจตนาอื่น
“แน่นอนว่าไม่ได้เรียบง่ายถึงเพียงนั้นถ้ามีโอกาสต่งเอ้อฮูหยินก็คงจะต้องมีความคิดแบบเดียวกับพระชายาของเราคือต้องการกำจัดทุกคนที่คุกคามพระชายาในจวนแห่งนี้นี้”หว่านซีหัวเราะเยาะนางเข้าใจแม่ลูกคู่นั้นได้อย่างกระจ่างชัดเลยทีเดียว
ชีวิตก่อนนางถูกต่งเอ้อซื่อบีบคั้นมากมายทุกอย่างล้วนมีต่งเอ้อฮูหยินให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลัง ดูจากที่นางทำแล้วเห็นทีสามีคงไม่ได้โปรดปรานนางมากนักไม่เช่นนั้นนางจะสั่งสอนบุตรีให้ใช้วิธีป่าเถื่อนแบบนั้นได้อย่างไร
หากพูดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว สตรีในเรือนหลังต่างก็เหมือนกันฉากหน้าอยู่อย่างงดงามหรูหรา ทว่าไม่มีใครได้เห็นฉากหลังอันแสนทุกข์ทรมานสำหรับคนที่มีจิตใจกว้างขวางย่อมไม่เป็นไรมากนักแต่สำหรับคนจิตใจคับแคบอย่างต่งเอ้อฮูหยินและบุตรสาวของนาง ทั้งคู่กลับยึดคติที่ว่าหากตนไม่มีความสุขไหนเลยจะยอมให้คนอื่นมีความสุขได้
"ชายารอง เช่นนี้เราควรต้องป้องกันล่วงหน้าหรือไม่เจ้าคะ"เกาหมัวมัวกล่าวด้วยสีหน้ากังวล
หว่านซีจับมือเล็กป้อมของหงหมินน้อยเอาไว้เมื่อเห็นเขาเผยรอยยิ้มไร้ฟันอีกครั้งนางก็เอนหลังพิงหมอนด้านหลังของตนเองก่อนวางร่างน้อยเอาไว้บนท้องพลางเอ่ยกับเกาหมัวมัวที่ยืนอยู่ด้านข้าง“หมัวมัวหากแม้แต่รับสั่งขององค์ชายและเสด็จแม่ยังไม่สามารถห้ามสองแม่ลูกต่งเอ้อนี่ได้อีกแม้ว่าข้าจะพยายามป้องกันระแวดระวังเรือนชิงอี้อย่างไรก็คงไม่อาจต้านทานความตั้งใจทำร้ายคนอื่นของพวกนางได้”
“ยิ่งเป็นเช่นนั้น บ่าวยิ่งเอาความปลอดภัยของท่านและท่านชายน้อยมาเสี่ยงไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ”เกาหมัวมัวยืนยันความคิดเห็นของนางด้วยใบหน้าที่ดื้อรั้น
หว่านซีเห็นหงหมินเริ่มกะพริบตาจึงรู้ว่าเขาคงง่วงแล้ว นางใช้มือตบเบาๆที่หลังของบุตรชายพร้อมกับพูดเสียงเบาว่า “หมัวมัว พระชายากำลังจะคลอดบุตรยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นชายหรือหญิง แม้ว่าต่งเอ้อซื่อจะมีใจอยากก่อเรื่องแต่นางก็คงยังไม่คิดทำอะไรเราในยามนี้เพราะสุดท้ายแล้วในเรือนแห่งนี้มีคนไม่รู้กี่คนที่เฝ้ารอให้เกิดอะไรบางอย่างกับพระชายาอยู่”
"ชายารองหมายถึงคนอื่นๆ ในเรือนหลัง..."เกาหมัวมัวมีท่าทีตกใจอย่างเห็นได้ชัดนางลืมนึกถึงสถานการณ์ในตอนนี้ไปเสียสิ้น
เมื่อเทียบกับต่งเอ้อซื่อที่เผยช่องโหว่ของตนเองออกมามากมายหว่านซีกลับล้อมเรือนชิงอี้ของตนเองไว้ราวกับอยู่ในถังเหล็ก ยังไม่นับว่ามีคนของอิ้นถังที่คอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างในเรือนและยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีคนที่อี้เฟยประทานให้กับตนเองอยู่ด้วยดังนั้นหากใครก็ตามต้องการก่อเรื่องกับนางจริงๆพวกเขาก็จำต้องประเมินกำลังตนเองให้หนักก่อน
ตรงกันข้าม ต่งเอ้อซื่อแม้จะเป็นถึงพระชายาที่มีการสนับสนุนของสกุลต่งเอ้ออยู่เบื้องหลังแต่ใครจะรับประกันได้ว่าพวกนางจะสามารถหาหมอตำแยและแม่นมที่ไร้ที่ติมาได้ในครั้งนี้
ไม่ได้
ใครจะกล้าพูดง่ายๆ ว่าไม่มีปัญหากับสิ่งที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็รับรองไม่ได้
"หมัวมัว อย่าดูเบาสตรีในเรือนหลังไม่ต้องพูดถึงหลิวเจียซื่อกับคนอื่น เจ้าว่าเรื่องนี้จ้าวเจียซื่อจะยอมได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ" หว่านซีลดเสียงลง น้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความเยาะหยันระคนประชดประชัน
เอ่ยถึงจ้าวเจียซื่อ หว่านซีรู้ว่าการเกิดใหม่ของนางเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตนี้อย่างเช่นสถานการณ์ของจ้าวเจียซื่อ ที่แม้ว่านางจะมีไหวพริบกลอุบายเต็มท้องอย่างไรแต่ด้วยพื้นฐานครอบครัวของนาง การที่นางสามารถมีเส้นสายกับคนในวังหรือแม้แต่ยื่นมือไปหาคนในห้องครัวขององค์ชายได้คงเป็นการประมาทยิ่งนักที่จะเชื่อว่านางไม่มีผู้อยู่เบื้องหลัง
หว่านซีคิดอยู่นาน ก็ยังไม่รู้ว่า แล้วใครเล่าที่อยู่เบื้องหลังของจ้าวเจียซื่อผู้นี้
ดูเหมือนใครก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแต่เมื่อพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดกลับไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่าเป็นผู้ใดเห็นทีว่าหากไม่สามารถจับคนที่อยู่เบื้องหลังได้ถูกผลที่จะตามมานั้นคงเกินกว่าที่นางจะคาดเดาได้เป็นแน่
"ชายารองพูดถูก เป็นเพราะบ่าวจิตใจรวนเรไปเอง"เมื่อเกาหมัวมัวไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนนางจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูดของผู้เป็นนายได้เช่นไร
"นี่จะเป็นความผิดของหมัวมัวได้อย่างไร หากจะมีใครผิดจริงๆก็คงต้องโทษสตรีในเรือนหลังเหล่านี้ที่ไม่รู้จักพอ" หว่านซีหัวเราะเสียงเย็นในใจคิดว่าตราบใดที่อิ้นถังยังคงไม่ทำลายความหวังของคนเหล่านั้นด้วยมือของตนเองแล้วพวกนั้นก็คงไม่มีทางหยุด
ในเรือนหลักเมื่อต่งเอ้อซื่อผู้วิตกกังวลเห็นอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อผู้เป็นมารดานางก็หลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว นางจับชายแขนเสื้อของมารดาแล้วร่ำไห้ออกมาท่าทางยังคงเหมือนบุตรสาวตัวน้อยในอดีตแตกต่างจากท่าทีดุดันเย่อหยิ่งในยามปกติยิ่งนัก
เห็นต่งเอ้อซื่อท้องโตถึงปานนี้แต่ก็ยังคงร่ำไห้ออกมาเช่นนั้น อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็ปลอบโยนบุตรสาวเพราะกลัวว่านางจะร้องไห้จนเป็นผลร้ายต่อร่างกายตนเอง
“อย่าร้องไห้แม่รู้ว่าเจ้ากำลังลำบาก แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องคิดถึงตนเองและลูกในท้องด้วย”อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมออกมาเช็ดน้ำตาจากใบหน้าของต่งเอ้อซื่อด้วยท่าทีนุ่มนวล
นับตั้งแต่อิ้นถังจากไป ต่งเอ้อซื่อก็แทบจะไม่ย่างเท้าออกจากเรือนหลักอีกเลย ก่อนหน้านี้นางทั้งมั่นใจและหุนหันพลันแล่นแต่ยิ่งใกล้ถึงกำหนดคลอดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอิ่นหมัวมัวและคนอื่นๆพบพิรุธในอาหารและข้าวของต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งทำให้นางรู้สึกย่ำแย่มากขึ้นไปอีก
ต่งเอ้อซื่อในยามก่อนคือสตรีที่กล้าหาญคนหนึ่ง ทว่ายามนี้นางกลัวจริงๆกลัวว่าตนเองจะตกหลุมพรางและเล่ห์เหลี่ยมของคนเหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจ
"ท่านแม่..." ต่งเอ้อซื่อเอ่ย ไม่อาจสะกดกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกครั้ง
“เด็กน้อยหยุดร้องไห้เถอะ ยามนี้องค์ชายเก้าไม่อยู่ในจวน เจ้าคือพระชายาที่สูงศักดิ์ที่สุดตราบใดที่เจ้าไม่เต็มใจ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจคุกคามเจ้าได้ตอนนี้เจ้าเองก็กำลังอุ้มท้องอยู่ ยังจะคิดอะไรโง่ๆ อยู่อีกความรักจะสำคัญอย่างไรก็คงไม่สำคัญเท่ากับชีวิตของลูกเจ้ากระมัง อีกอย่างตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เจ้ามีลูกแล้วยังจะกลัวองค์ชายเก้าไม่ให้ความสำคัญกับเจ้าอีกหรือ”สุดท้ายแล้วนางก็เป็นบุตรสาวของตนเอง ดังนั้นแม้ว่าน้ำเสียงของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อจะเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองแต่ก็ยังคงกลัวว่าจะไปกระทบกระเทือนจิตใจของบุตรีมากเกินไป“เจ้าคงถูกข้าเลี้ยงเสียจนเสียคนไปแล้วกระมัง”
ต่งเอ้อซื่อคือบุตรสาวสายตรงคนโตของสกุลต่งเอ้อนางย่อมมีสถานะสูงส่งกว่าบุตรสายรองในสกุลอยู่แล้ว นอกจากนั้นตลอดชีวิตของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็มีนางเป็นบุตรสาวคนเดียวต่งเอ้อซื่อจึงโตมากับการถูกเอาอกเอาใจไม่เคยถูกดุว่าสักครั้งเพราะกลัวว่านางจะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา
กว่าที่นางจะสังเกตเห็นนิสัยของบุตรสาวว่าใจร้อนเอาแต่ใจเพียงใดก็เป็นตอนที่ต่งเอ้อซื่อแต่งออกไปกับองค์ชายเก้าแล้วแต่งงานกันได้ไม่นานต่งเอ้อซื่อก็ทำให้อิ้นถังเกิดความรังเกียจและทอดทิ้งนางไปถึงตอนนั้นเองที่อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อตั้งใจที่จะสอนนางอีกครั้งน่าเสียดายที่ต่งเอ้อซื่อยังคงยืนยันจะทำตามแต่ใจตนเองถึงแม้ว่าจะทำให้ตนเองเสียเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่ยินยอมเปลี่ยนวิธีการทำให้อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อรู้สึกหมดเรี่ยวแรงทุกครั้ง
“ท่านแม่ นี่โทษข้าไม่ได้ องค์ชายโปรดปรานนางแพศยาหวันเหยียนซื่อผู้นั้นหากข้าไม่แสดงตัวบ้าง แล้วใครจะเห็นหัวข้าที่เป็นพระชายาผู้นี้อยู่อีก”ต่งเอ้อซื่อเอ่ยพลางน้ำตาไหลในใจรู้สึกผิดอยู่บ้าง
เห็นบุตรสาวร้องไห้อย่างไร้ท่าทางของพระชายาผู้สูงศักดิ์ อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็รู้สึกสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งการแสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงนั้นไม่ผิดแต่ความต้องการนั้นก็ควรคำนึงถึงด้วยว่าสิ่งใดสำคัญกว่า
“ช่างเถิด เจ้าจะทำอะไรมาก่อนก็ช่างตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูแลตัวเองให้ดีและให้กำเนิดบุตรอย่างราบรื่น”อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อมองไปที่ท้องกลมของนางร่องรอยของความกังวลฉายอยู่ในดวงตาอย่างชัดเจน
ผู้ชรามักจะพูดว่าท้องกลมให้กำเนิดบุตรี ท้องแหลมให้กำเนิดบุตรชายแต่ท้องของลูกสาวนางนั้น...ไม่ บุตรสาวนางจะต้องให้กำเนิดบุตรชายออกมาได้อย่างแน่นอน
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อคิดอยู่ในใจไม่กล้าเอ่ย "หมอตำแยและแม่นมเด็กจัดหาไว้แล้วเจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ส่วนบรรดาสนมชายาในเรือนหลังก็ไม่ต้องกังวลตราบใดที่มีแม่อยู่ที่นี่ พวกนางก็ทำร้ายเจ้าไม่ได้”
ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำให้เด็กเกิดมาได้อย่างราบรื่น
หลังจากฟังคำพูดของนาง ต่งเอ้อซื่อก็เช็ดน้ำตาบนใบหน้าด้วยผ้าเช็ดหน้าพยักหน้าอย่างแรงและพูดว่า “ท่านแม่ ครั้งนี้ข้าขอฝากทุกอย่างไว้กับท่านแล้วเจ้าค่ะ"
แม้ว่าการมีอิ่นหมัวมัวและตงกูกูอยู่ใกล้ๆ ควรจะทำให้นางรู้สึกสบายใจยามให้กำเนิดแต่เพราะอะไรบางอย่างกลับทำให้นางไม่อาจสลัดความไม่สบายใจของตนเองออกไปได้จนทำให้นางต้องเชิญมารดาของตนมาในที่สุด
แม้ว่าต่งเอ้อซื่อจะไม่ใช่คนฉลาดนัก ทว่านางกลับมีความรู้สึกไวในบางเรื่องดังเช่นตอนนี้ที่แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าอิ่นหมัวมัวและตงกูกูแบ่งออกเป็นสองฝ่ายและต่อสู้กันอย่างรุนแรงอยู่เบื้องหลังแต่นางก็ยังคงตระหนักถึงอันตรายบางอย่างที่ตนเองจำต้องหลีกเลี่ยง
"อย่ากังวล! แม่อยู่ที่นี่แล้ว" อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อถอนหายใจพลางลูบหลังของต่งเอ้อซื่ออย่างอ่อนโยนแม้นัยน์ตาทั้งคู่จะเต็มไปด้วยความกังวลแต่กลับไม่เผยร่องรอยใดบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อยนางปลอบใจต่งเอ้อซื่ออยู่สองสามคำก่อนที่บุตรสาวของนางจะหลับตาลงอย่างสบายใจในที่สุด
หลังจากต่งเอ้อซื่อหลับไปแล้วสิ่งแรกที่อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อลงมือเมื่อออกมาจากห้องคือการเรียกอิ่นหมัวมัวและตงกูกูมาหาเพื่อทำความเข้าใจถึงเรื่องราวในเรือนโดยทันที