ตอนที่ 88: การพิจารณาโทษกลางท้องพระโรง
คาริมพยักหน้ารวดเร็วส่งสัญญาณให้ทาริกช่วยมะนาวและอามิราปรับดึงชุดคลุมส่วนตัวและเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยเปียกปอนหยาดรักกลับเข้าที่อย่างมิดชิดที่สุด คาริมก้าวเท้าฉับไวเปิดประตูไม้บานยักษ์ออกด้วยท่าทางทระนงเด็ดขาด สะกดทหารรักษาการณ์กลุ่มใหญ่ที่ยืนถืออาวุธครบมือให้ก้มหัวต่ำลงด้วยเกรงกลัวในบารมีของชีคคาริม อัล-ฟาร์ฮาน ผู้เป็นมหาเศรษฐีน้ำมันและผู้ทรงอิทธิพลเหนือน่านน้ำดูไบ คาริมยืนจ้องมองหัวหน้าทหารยามด้วยแววตาเย็นยะเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกคอยเฝ้าระวังภัยอย่างเงียบเชียบดุดันและทรงอำนาจน่าเกรงขาม
"พวกแกกล้าดียังไงถึงคิดจะบุกรุกห้องพักส่วนตัวของฉันกับภรรยาในยามวิกาล? ลุงยาเซอร์ไม่ได้สั่งพวกแกหรือไงว่าห้ามละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของฉันตราบใดที่ยังไม่มีคำตัดสินขององค์ราชันอย่างผ่าเผยด้วยกระบวนการอันยุติธรรม?" คาริมคำรามเสียงต่ำดุดันสะกดขวัญทหารทุกนายจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
"ขออภัยครับท่านคาริม... พวกเราได้รับแจ้งเตือนจากระบบตรวจจับความร้อนและฟีดกล้องวงจรปิดขัดข้องชั่วขณะในห้องพักรับรองนี้ จึงต้องมาทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยรอบด้านเท่านั้นครับ" หัวหน้าทหารยามพูดเสียงตะกุกตะกักพลางหลบสายตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวของคาริมด้วยความเกรงกลัวระแวดระวัง
"ระบบไฟฟ้าขัดข้องมันเป็นหน้าที่ของช่างเทคนิคที่จะต้องมาดูแลซ่อมแซม ไม่ใช่หน้าที่ของทหารองครักษ์อาวุธครบมือที่จะมาคอยก่อกวนความสงบส่วนตัวของฉันกับครอบครัว กลับไปทำหน้าที่ของพวกแกซะ ก่อนที่ฉันจะสั่งตัดงบสนับสนุนการทหารของพวกแกในสภาหลวงเพื่อพัฒนาชายแดนพรุ่งนี้เช้า!" คาริมขู่เสียงเรียบแต่ทรงพลังอำนาจล้นเหลือ ทหารยามทั้งหมดรีบก้มหัวลนลานขอโทษและก้าวถอยห่างเดินจากไปในความมืดทันที คาริมปิดประตูห้องลงแล้วพรูลมหายใจยาวก่อนจะหันกลับมาประคองฉันและอามิราที่นั่งตัวสั่นสะท้านอยู่บนเตียงทองคำด้วยความหวาดตระหนกขีดสุดจากการเกือบโดนจับได้ในท่าทางล่อแหลมและวาบหวามกระสันรัก
รุ่งอรุณใหม่ของเช้าวันต่อมาเดินทางมาถึง พระราชวังฤดูร้อนกลางทะเลทรายเปิดประตูต้อนรับแสงแดดจ้าอันร้อนระอุจนเกิดไอร้อนวับแวมเหนือพื้นทรายสีทองสะท้อนเงาระยับแดดเดือดดั่งเพลิงร้อน พวกเราทั้งหมด รวมทั้งฉันที่อุ้มเด็กแฝดชายหญิงห่มคลุมด้วยผ้าไหมบางสีครีมอย่างแน่นหนา ถูกทหารหลวงคุมตัวนำทางก้าวเข้าสู่ "ท้องพระโรงใหญ่" (The Royal Court) ซึ่งเป็นสถานที่ตัดสินคดีความสำคัญของเหล่าราชนิกุลอาหรับ ท้องพระโรงแห่งนี้โอ่อ่าตระการตาจนฉันรู้สึกตัวเองจ้อยร่อยและไร้ค่าเหลือเกิน พื้นห้องทั้งหมดปูด้วยหินอ่อนสีขาวนวลคาราร่าขัดมันจนสะท้อนเงาราวกับกระจกใส เสาหินกลมสลักลายโบราณพันรอบด้วยทองคำแท้ค้ำยันเพดานโดมแก้วใสสีทองอร่าม เหนือสุดมีบัลลังก์ทองคำประดับเพชรพลอยล้ำค่าวาววับ ซึ่งองค์ราชันผู้มีพระพักตร์บึ้งตึงดุดันและหนวดเคราสีเทาเงินขาวโพลนประทับนั่งอยู่ด้วยความน่าเกรงขามสมเกียรติ พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์ยาวประดับลายปักดิ้นทองคำล้ำค่าและดาบยาวฝังเพชรเม็ดโตสะท้อนแสงวิบวับสัญญาลักษณ์แห่งอำนาจเหนือน่านน้ำและผืนทราย รอบด้านมีขุนนางและข้าราชสำนักชั้นสูงสวมชุดอาหรับสีขาวสะอาดตานั่งล้อมรอบเพื่อร่วมเป็นพยาน
นายพลยาเซอร์ยืนเคียงข้างบัลลังก์ แววตาสีน้ำตาลเข้มของเขายามหรี่มองมายังพวกเราเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและถือดีอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยามที่สายตาของเขาจ้องมองมายังผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดและทรวงอกอวบอัดคัพ E ยักษ์ธรรมชาติของฉัน ยาเซอร์ก้าวขึ้นมาด้านหน้าสภาหลวงแล้วชูสร้อยคอทองจี้หัวใจที่ฉันเผลอทำตกไว้ขึ้นมาประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคนเสียงดังกังวานก้องท้องพระโรงใหญ่
"ฝ่าบาท... สร้อยคอทองเส้นนี้และข้อมูลสายลับคนก่อนในคฤหาสน์ของชีคคาริม ยืนยันชัดเจนว่า คาริมได้ละเมิดกฎมณเฑียรบาลขั้นรุนแรงโดยการลักพาตัวเจ้าหญิงอามิราไปกักขังเป็นของเล่นบำเรอกามในฮาเร็มลับของเขาที่เกาะส่วนตัวดูไบ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสมคบคิดกับสตรีต่างชาติชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ (มะนาว) เพื่อสร้างพยานหลักฐานสายเลือดปลอมข่มขู่สภาราชวงศ์หวังฮุบสิทธิ์ในน่านน้ำสัมปทานน้ำมันมูลค่าแสนล้านที่เป็นสิทธิ์ชอบธรรมขององค์หญิงอามิราแต่เพียงผู้เดียว!" ยาเซอร์ใส่ความด้วยน้ำเสียงดุดันบีบคั้นสะท้านท้องพระโรงทำให้พวกขุนนางเริ่มซุบซิบด่าทอใส่ร้าย
ฉันได้ยินคำดูถูกเหยียดหยามโคลนตมนั้นก็หัวใจเต้นระรัวเจ็บปวดในอก ความรู้สึกขัดแย้งในใจของหญิงสาวชาวไทยวัย 23 ปีพุ่งสูงขึ้น ฉันเป็นแค่แม่บ้านต่างแดนที่ตกกระไดพลอยโจนเข้ามาอยู่ในบ่วงรักกามารมณ์อันบิดเบี้ยวนี้ แต่เมื่อมองดูลูกน้อยแฝดชายหญิงที่นอนหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องรู้ราวในอ้อมแขน ฉันยอมรับความละอายนี้ได้ขอเพียงให้พวกแกปลอดภัย น้ำตาอุ่นๆ ของฉันร่วงไหลซึมทะลักออกมาเปียกชุ่มบนอกเสื้อ คาริมบีบมือฉันแน่นคอยส่งพลังใจ สองเต้าคัพ E คัดสั่นสะท้านร้อนระอุด้วยอารมณ์บีบคั้น ทาริกร่างยักษ์ขยับยืนป้องข้างหลังกอดอกจ้องมองยาเซอร์ด้วยสายตาฆาตกรรมไร้แววเกรงกลัว ทาริกเตรียมชักปืนยิงตอบโต้หากเกิดสถานการณ์คับขันแต่คาริมยกมือแตะไหล่ห้ามปรามไว้เงียบๆ
ทว่าก่อนที่คาริมจะทันได้เอ่ยปากแก้ต่าง เจ้าหญิงอามิราก็ก้าวเดินออกไปด้านหน้าอย่างทระนงและทรงศักดิ์ศรีดั่งนางพญาทราย เธอดึงผ้าคลุมหน้าสีทองออกเผยใบหน้าเลอโฉมหยิ่งยะโสสบตากับลุงยาเซอร์และบิดาของเธอตรงๆ โดยไม่มีแววตาหวั่นเกรงใดๆ ทั้งสิ้น แววตาของเธอสบตากับพ่อด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งแต่แน่วแน่
"ลุงยาเซอร์! หยุดปรักปรำคาริมและคนของฉันได้แล้ว! ฉันไม่ได้ถูกลักพาตัว แต่ฉันสมัครใจติดตามคาริมมาด้วยความรักของฉันเอง ฉันหนีออกจากวังหลวงเพราะไม่อยากแต่งงานกับชีคซาเมียร์ผู้ป่าเถื่อนคนนั้น คาริมและทาริกบอดี้การ์ดของเขาคอยปกป้องฉันจากอันตรายทุกอย่าง และที่สำคัญ... เด็กแฝดทั้งสองคนในอ้อมอกของมะนาวผู้หญิงคนนี้ ก็คือสายเลือดทายาทกึ่งหนึ่งที่ฉันยอมรับและรักเสมือนลูกแท้ๆ ของฉันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ฉันยินดีจะมอบสิทธิ์น่านน้ำสัมปทานน้ำมันทั้งหมดให้เป็นของขวัญต้อนรับทายาทสายเลือดใหม่นี้ และจะไม่มีใครพรากพวกเราออกจากกันได้!" อามิราประกาศเสียงดังกังวานใสสะท้านใจคนฟังทั้งท้องพระโรงจนยาเซอร์หน้าเสียเหลือกตามองด้วยความแค้นเคืองอย่างหนักขุนนางหลายคนเงียบกริบ
คาริมก้าวขึ้นมาเคียงข้างอามิราพลางส่งยิ้มบางๆ ให้องค์ราชันบิดาของนาง ก่อนจะเจรจาต่อรองด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกมีระดับของนักธุรกิจและชีคผู้มีอำนาจล้นพ้น "ฝ่าบาท... สัมปทานน่านน้ำทางทะเลที่ตระกูลอัล-ฟาร์ฮานถือครองอยู่รวมกับสิทธิ์ของอามิรา จะถูกพัฒนาขึ้นเป็นโครงการร่วมทุนพลังงานเสรีแห่งใหม่ที่จะนำความมั่นคงมหาศาลมาสู่ราชสำนักดูไบ ข้อเสนอทางธุรกิจนี้ดีกว่าการบังคับให้อามิราแต่งงานทางการเมืองกับซาเมียร์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของยาเซอร์หลายเท่าตัว ขอฝ่าบาทโปรดมีคำพิพากษาด้วยความเป็นธรรมและสุขุมด้วยเถิด"
ยาเซอร์เดือดดาลตบโต๊ะไม้หนาดังลั่นสะท้อนกำแพงหินอ่อน "นั่นเป็นเพียงข้ออ้างของคนทรยศโลภมาก! เจ้าทำลายเกียรติราชวงศ์อาหรับโดยนำหญิงเอเชียไร้ศักดิ์ศรีต่างชั้นและบอดี้การ์ดสัญชาติทาสมาร่วมเตียงร่วมรักในฮาเร็มจนเสื่อมเสียศีลธรรมประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมา สภาราชวงศ์ไม่อาจยอมรับความอัปยศบิดเบี้ยวนี้ได้เด็ดขาด หากปล่อยไปคนตระกูลอื่นจะหัวเราะเยาะราชสำนักของเราได้!"
เสียงขุนนางรอบข้างเริ่มฮือฮาดังเซ็งแซ่ด้วยความเห็นด้วยกับคำตักเตือนของยาเซอร์ องค์ราชันประทับนั่งจ้องมองเหตุการณ์ความขัดแย้งอย่างเงียบงัน พระพักตร์บึ้งตึงเข้มดุดันฉายแววตึงเครียดสลับกับครุ่นคิดอย่างหนัก พระองค์ทรงจ้องมองคาริมที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่มีถอยหนี และจ้องมองฉันที่อุ้มลูกแฝดด้วยแววตาหวั่นวิตกสลับไปมาอย่างระแวดระวังลึกซึ้งปะปนสงสารในสายเลือดใหม่
ทันใดนั้น องค์ราชันก็ทรงลุกขึ้นยืนตระหง่านเหนือบัลลังก์ทองคำ สุรเสียงทรงอำนาจสะท้านท้องพระโรงดังสะเทือนจนขุนนางข้าราชบริพารทั้งหมดเงียบกริบลงทันตาเห็นราวกดปุ่มปิดเสียงในทันใด องค์ราชันชี้คฑาสีทองคำตรงไปยังคาริมด้วยแววตากร้าวเด็ดเดี่ยวเผด็จศึก
"ความรักและความทระนงของเจ้าจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อเจ้าล้างมลทินชำระล้างความกังขาด้วยเลือดตัวเองเท่านั้น คาริม อัล-ฟาร์ฮาน! ในเมื่อยาเซอร์กล่าวหาว่าเจ้าทำลายเกียรติยศและขัดขืนราชสำนัก เจ้าก็ต้องพิสูจน์ความภักดีและความแข็งแกร่งของชายชาติทหารอาหรับเหนือกฎหมายโบราณ... จงรับ 'บททดสอบแห่งทราย' (The Trial of Sand) ประลองดาบโค้งดวลเดี่ยวชี้ชะตากับแชมป์เกียรติยศสูงสุดของราชสำนักหลวง ฟาฮัด ในวันพรุ่งนี้รุ่งสาง หากเจ้าแพ้และตายนั่นคือคำตัดสินจากผืนทรายว่าเจ้ามีความผิดจริง และชีวิตของทุกคนในฮาเร็มของเจ้ารวมทั้งสัมปทานทั้งหมดจะถูกยึดกลับคืน และสิ้นสุดลงที่นี่!"
คำสั่งพิพากษาดุเดือดขององค์ราชันส่งแรงสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของฉัน ฉันตัวสั่นสะท้านแทบล้มพับลงไปกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบปานสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจชวนระทึก ศึกตัดสินชะตากรรมที่ต้องใช้ชีวิตและความตายเข้าแลกเพื่อแลกกับอิสรภาพและความรักในฮาเร็มรักสี่เส้าของพวกเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเลี่ยงไม่ได้ชั่วนิรันดร์ใต้ผืนทรายกว้างไกลสุดหล้าเดือดพล่านดุเดือดลึกซึ้ง!