บุตรสาวแม่ทัพใหญ่และพรรคพวกร่วมสังสรรค์เข้าประจำที่ในหอราตรี บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความรื่นเริง ทั้งแสงไฟประดับประดาสวยงาม เสียงกู่ฉินบรรเลงไพเราะกังวานก้องและสาวงามที่ร่ายระบำรำพัดอย่างอ่อนช้อยจนบุรุษหลายคนอ้าปากค้างด้วยความหลงใหล
เทศกาลชมจันทร์สร้างความสนุกสนานให้แเื่ที่หลั่งไหลเข้ามายังที่แห่งนี้ ต่างคนต่างนัดพบปะร่ำสุราหอมหวานอันเป็ของขึ้นชื่อ ดื่มด่ำไปกับความเย้ายวนที่อบอวลไปทั่ว
“สุรารสเลิศยิ่งนัก” เสิ่นจื้อเหลียงดื่มจนหมดจอกแล้วมองหน้ามู่หรงเซียวกับเซี่ยหลานเฟิง “เสียดายที่พวกท่านดื่มไม่ได้ คืนนี้ข้าจะดื่มแทนเองขอรับ”
“เฮ้อ ตามใจเ้าเถอะ” นางเอ่ยปาก ค่ำคืนนี้ไม่ได้แตะสุราแม้เพียงหยดเดียวเพราะร่างกายแทบไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจเติมความมึนเมาเข้าไปได้อีกแล้ว
สายตาจึงจับจ้องไปที่กลางหอราตรี แสงไฟสาดส่องไปที่เสี่ยวเหมยฮวาเพียงคนเดียว นางบรรจงดีดกู่ฉินด้วยสีหน้ายิ้มแย้มโปรยเสน่ห์ให้ใครหลายคนติดกับ
“อาเหลียง เ้านี่นะมองพี่สาวไม่วางตาเชียว” สาวงามประจำหอรินสุราให้เขา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวเด็กหนุ่ม “หากได้พบนางสองต่อสองเ้าจะทำอย่างไร”
“หนิงเอ๋อร์ อย่าไปแกล้งเขานักเลย” มู่หรงเซียวเอ่ยกับสาวงามข้างกาย “จันทร์เพ็ญครั้งหน้า ข้าจองตัวนางได้หรือไม่”
“เมื่อครู่เพิ่งบอกว่าอย่าแกล้ง แต่คุณหนูมู่กลับอยากตีตราจองนางเสียอย่างนั้น” หนิงเอ๋อร์ไล้แก้มนวลของมู่หรงเซียวแ่เบา สายตามองรอยแดงสองสามจ้ำตรงคอเรียวระหง อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“รองแม่ทัพคงจะหึงหวงคุณหนูไม่น้อยถึงได้ฝากรอยรักเต็มไปหมด”
“…” หญิงสาวได้ยินอย่างนั้นขมวดคิ้วทันใด “ไม่ใช่อย่างที่เ้าคิดหรอก คนอย่างเขาน่ะ เฮ้อ... ไม่พูดดีกว่า”
“คุณหนูปฏิเสธไปก็เท่านั้น หากไม่รักแล้วจะทำเช่นนี้ไปทำไม ลำคอของคุณหนูไม่ได้มีแค่รอยเดียวเสียเมื่อไหร่ หากข้าทายถูก เนื้อตัวทั่วทั้งร่างก็คงเต็มไปด้วยััของเขาใช่หรือไม่”
สีหน้าของมู่หรงเซียวตอบชัดจนหนิงเอ๋อร์หัวเราะร่า นางยิ้มให้คุณหนูคนสนิท “ข้าว่าอีกไม่นานคงมีข่าวดีใช่หรือไม่”
ดวงตาสีทับทิมเศร้าหมองลงชั่วขณะหนึ่ง น่าเสียดายที่ครั้งนี้จะไม่มีข่าวดีอะไรทั้งสิ้น นางป้องกันถึงเพียงนี้เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอย ได้แต่หวังว่าจะไม่ท้องแล้วแท้งตามเนื้อเื่ในนิยายเพราะถึงอย่างไรสิ่งที่เขาทำเป็เพียงหน้าที่ ต่อให้ไม่ท้องก็ไม่ใช่เื่ใหญ่
ครั้นได้ฟังดนตรีจนพึงพอใจแล้วก็ถึงเวลาแยกย้ายกลับจวน หากแต่ร่างกายเหนื่อยจากค่ำคืนวานจึงหมดแรงไปดื้อ ๆ
เซี่ยหลานเฟิงจึงกลายเป็คนอุ้มนางมาส่งที่จวนสกุลหยางในขณะที่เมิ่งเซียงล่วงหน้าไปเตรียมน้ำให้เ้านายอาบก่อนเข้านอน
ชายหนุ่มค่อย ๆ เดินไปที่ข้างกำแพงฝั่งที่ใกล้กับเรือนใหญ่มากที่สุด เมื่อผ่านเข้ามาข้างในจวนกลับเห็นหยางเสวี่ยเฟยยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพราะกลับจวนแล้วไม่เห็นฮูหยินของตนเอง
“เฮอะ… เ้าเล่ห์ร้อยมารยานัก” เขาโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ทำตัวอ่อนแอแต่แท้จริงแล้ววางแผนหลอกลวงผู้อื่นหน้าตาเฉย”
“…” เขาหวังจะได้ยินคำแก้ตัวของมู่หรงเซียวแต่กลับได้รับเพียงความเงียบงัน
“มู่หรงเซียว เ้าแกล้งหลับหรืออย่างไร” ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ สายตาจ้องเซี่ยหลานเฟิงอย่างเอาเื่
“คุณหนูหลับไปแล้ว” อีกฝ่ายตอบไปตามความจริง เมื่อนางฟังเพลงบรรเลงจบก็ฟุบหลับไป เขาจึงได้อุ้มมาส่งถึงที่จวนแต่ไม่นึกว่าจะได้เจอกับรองแม่ทัพเพราะเ้านายบอกว่าหยางเสวี่ยฮวาจะรั้งตัวพี่ชายเอาไว้จนกว่าจะได้ดูพลุไฟยามค่ำคืน
“หึ…” รองแม่ทัพหัวเราะในลำคอ “แสดงเก่งทั้งนายทั้งบ่าว ไม่รู้ว่าสืบทอดวิชามาจากที่ใด อย่าคิดว่าข้าจะตกหลุมพรางอีก”
แน่นอนว่าหัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินพอรู้นิสัยของเขาที่ชอบทำตัวกวนโมโหเ้านายจึงไม่โต้เถียงเพราะไม่อยากให้เื่บานปลายแต่กลับได้ยินเขาพล่ามขึ้นมาอีก
“มู่หรงเซียว เ้ายังไม่รีบขานรับอีกหรือ”
เขาขยับเข้ามาดูใกล้ ๆ แต่ถูกชายหนุ่มอีกคนดุว่าเสียงเข้ม
“มีตาหามีแวว เ้าไม่เห็นหรือว่าคุณหนูกำลังหลับ เสียงดังไม่เข้าเื่” เซี่ยหลานเฟิงโพล่งออกไปบ้าง ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเ้านายตัวเอง
“เฮอะ คนอย่างเ้าไม่รู้ที่ของตนหรืออย่างไร ตอนนางยังไม่แต่งก็ทำตัวเกาะแกะไม่ห่าง ครั้นนางออกเรือนมีสามีแล้วยังกล้าแตะต้องนางอีก” ท่าทีของรองแม่ทัพดูไม่สบอารมณ์ “ไม่รู้หรือว่าหากมีผู้ใดเห็นนางกับเ้าใกล้ชิดเพียงนี้จะเกิดคำครหาใดบ้าง”
“ข้ากับคุณหนูบริสุทธิ์ใจ ไม่มีใครมองเช่นนั้นหรอก คนที่หน้ามืดตามัว ไม่รู้ความ เกรงว่าจะมีแต่รองแม่ทัพหยางกระมัง” หัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินไม่ยอมแพ้ หากคิดจะลับฝีปากย่อมได้
“มู่หรงเซียว!!!” เสียงะโก้องทั่วจวนแต่หญิงสาวไม่แม้จะลืมตาเพราะเหนื่อยเกินไป
“…”
หยางเสวี่ยเฟยเริ่มคิดแล้วว่านางแกล้งอย่างแน่นอน เสียงของเขาดังเพียงนี้ไม่มีทางไม่รู้ตัว
“ส่งนางมาให้ข้า”
“…”
“เ้าอยากเข้ามายุ่งเื่ของสามีภรรยาอย่างนั้นหรือ” รองแม่ทัพหยางจ้องอีกฝ่าย สีหน้าพร้อมหาเื่หากเขาไม่ยอมส่งตัวหญิงสาวในอ้อมกอดคืนผู้เป็เ้าของ
เซี่ยหลานเฟิงส่ายหน้าแล้วส่งร่างบางให้หยางเสวี่ยเฟยอุ้ม ก่อนจะพูดว่า “คุณหนูเพียงแค่อยากฟังเสียงบรรเลงเพลงกู่ฉินของเสี่ยวเหมยฮวาจึงถือโอกาสออกไปในค่ำคืนจันทร์เต็มดวง นับเป็ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนาง”
“อย่าได้ตามใจนางไปเสียทุกเื่ ออกไปจากจวนข้า ไม่เช่นนั้น ข้าจะสั่งลงโทษเ้านายของเ้าด้วยเหตุไม่เชื่อฟังสามี” น้ำเสียงดุเข้มโพล่งออกไปราวกับข่มขู่อีกฝ่าย
ชายหนุ่มจึงได้แต่บอกกล่าวเป็นัยว่าเ้านายของตนไม่มีพิษภัยอันใด อย่าใจร้ายกับนางนักเลย
หยางเสวี่ยเฟยไม่ฟังพลางอุ้มฮูหยินเข้ามาที่ห้องนอน สายตาจ้องคนตรงหน้าเพราะคิดว่าอีกไม่นานนางคงทนไม่ไหวแล้วเผยให้รู้ว่าแกล้งหลับ หากแต่รอจนแล้วจนเล่ากลับยังนิ่งเงียบ
“เ้าหลับจริงหรือฮูหยิน” เสียงกระซิบถามข้างหู ชายหนุ่มฟังเสียงลมหายใจ ตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่งพลันได้รู้ “เหนื่อยจนหลับไม่รู้เื่อะไรเลยสินะ มู่หรงเซียว”
เ้าตัวพูดจบแล้วห่มผ้าให้นางก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเมิ่งเซียงจึงเดินไปบอก “นางหลับแล้ว เ้ากลับไปเถอะ”
“รองแม่ทัพมาั้แ่เมื่อใดเ้าคะ”
“ถ้าเ้ายังยืนอยู่ตรงนี้ต่อข้าจะสั่งลงโทษเ้าที่แอบพาฮูหยินหนีเที่ยวหอราตรี”
เมิ่งเซียงเหลือบมองข้างหลังเห็นว่าคุณหนูหลับสนิทจึงถอนหายใจแล้วยื่นเสื้อผ้าใส่นอนให้คนตรงหน้าก่อนกลับที่พักของตน
เสียงบ่นพึมพำของชายหนุ่มยังคงดำเนินต่อไป “เสียงกู่ฉินไพเราะถึงขนาดที่เ้ายอมปลอมตัวเป็บุรุษเข้าไปฟังทุกคืนจันทร์เต็มดวงเลยหรือ แม้จะเหนื่อยเพียงนั้นแต่ก็ยังฝืนไป อืม… คืนที่ผ่านมาเ้ายอมทำกับข้าเพราะจะได้แกล้งไม่สบายอย่างนั้นหรือ เ้าเล่ห์ยิ่งนัก คราต่อไปข้าจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เ้าแล้ว มู่หรงเซียว”
แม้จะพูดไปอย่างนั้นแต่มือสองข้างกลับถอดเสื้อผ้าที่รัดแน่นออกแล้วค่อย ๆ สวมชุดนอนให้นางอย่างเบามือ
ปัง ปัง ปัง เสียงพลุไฟดังขึ้นก่อนที่ประกายแสงสีสว่างจ้าเต็มท้องฟ้ากว้างใหญ่ ก่อนหน้านั้น หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยชวนน้องสาวกลับจวนก่อนเวลาเพราะกลัวว่าฮูหยินจะอยู่เดียวดายหรือไม่สบายจนอาการหนักหนากว่าเดิม
ทว่า กลับได้เห็นว่าทุกอย่างเป็เพียงการเสแสร้งจึงนึกโกรธ รู้สึกว่านางเ้าเล่ห์เหมือนทุกครั้ง
แต่กระนั้นกลับใจเย็นลงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวหลับใหลอย่างเหนื่อยล้าเพราะเขาเป็ต้นเหตุ
เสียงกระซิบเอ่ยขึ้นอีกครั้งในค่ำคืนนี้ “มู่หรงเซียว เ้าอย่าดื้อนักได้หรือไม่”
เช้าวันต่อมา
ทันทีที่ลืมตาก็เห็นว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็สามีพลันนึกเื่ราวในคืนที่ผ่านมาแต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองมาถึงจวนได้อย่างไรแล้วถูกเขาจับได้หรือไม่
มู่หรงเซียวนอนนิ่งไม่ขยับ ดวงตาสีทับทิมจ้องคนตรงหน้า ครุ่นคิดอย่างหนักเพราะนึกถึงคำพูดของหนิงเอ๋อร์
หยางเสวี่ยเฟยรักมู่หรงเซียวอย่างนั้นหรือ เป็ไปไม่ได้หรอก ในนิยายก็เขียนไว้แล้วนี่ว่าเขารักเสิ่นอวี้หลานจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต
ร่างบางขยับเพียงเล็กน้อยแต่กลับถูกกอดแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก นางไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พยายามยกแขนแข็งแกร่งที่เกาะขึ้นแล้วโยนที่ไปอีกทางพลันถูกแขนข้างเดิมที่เหวี่ยงไปโอบกดทับเหมือนก่อนหน้า
“เ้าคิดจะหนีเที่ยวั้แ่เช้าตรู่เลยหรือ”
“ทำไมข้าต้องหนี หากอยากไปที่ใดข้าย่อมไปได้ตามใจ” นางตอบทันควันแล้วดันร่างหนาออกไปให้ห่าง “หยางเสวี่ยเฟย คิดว่าตัวเองมีแรงเยอะกว่าแล้วจะทำอะไรกับข้าก็ได้หรือ ปล่อยข้านะ”
“อืม…” ชายหนุ่มครุ่นคิดแล้วถามนาง “แต่งงานแล้วเ้ายังเรียกข้าแบบเดิมอยู่อีกหรือ ทั้ง ๆ ที่ข้าอายุมากกว่าเ้าตั้งห้าปี”
“ข้าจะเรียกอย่างไรเ้าสนด้วยหรือ” นางทำหน้ามุ่ยเดาใจอีกฝ่ายไม่ถูก คิดว่ารู้จักเขาดีแล้วแต่เวลานี้เหมือนอยู่กับคนแปลกหน้า
“ไม่รู้หรือว่าผู้คนจับตามองเราสองคนอยู่ เ้าควรปฏิบัติกับข้าเหมือนอย่างสามีภรรยาทำไม่ใช่หรือ” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถาม สายตามองคนตรงหน้าไม่วางตาพลางเลิกคิ้วรอฟังคำตอบ “เรียกท่านพี่ก็ได้ ไม่เสียหายอันใด”
“ฝันไปเถอะ” หญิงสาวจ้องตากลับแล้วใช้มือผลักใบหน้าเขาออกห่าง ชายหนุ่มจับข้อมือนางเอาไว้แล้วพูดว่า “ฮูหยินทำร้ายร่างกายสามีรุนแรงเพียงนี้ ข้าจะแจ้งเื่ที่ใดได้บ้าง”
“เ้า…” มู่หรงเซียวงงงวยมากกว่าเดิมฉวยโอกาสตบหน้าเขาดังเพียะแล้วถามว่า “เจ็บหรือไม่”
“เจ็บสิ ทำไมทำรุนแรงกับข้านัก” รอยแดงรูปนิ้วปรากฏบนใบหน้าของเขา หากแต่เ้าตัวก็ยังคงไม่ปล่อยร่างบางให้เป็อิสระ
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าคงป่วยด้วยโรคหายากแน่ ๆ หรือไม่ก็ยังไม่สร่างจากสุราใช่หรือไม่ เ้าเห็นไหมว่าข้าเป็ใคร คนที่อยู่ต่อหน้าเ้าตอนนี้คือผู้ใด” คำถามพรั่งพรูออกมาด้วยความอยากรู้ มู่หรงเซียวจำไม่ได้เลยว่าเนื้อหาเช่นนี้เกิดขึ้นใน่ไหนของนิยาย
ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาไม่มีทางนอนคุยหยอกล้อตอนเช้าตรู่ ยิ่งนอนกอดกันทั้งคืนทุกคืนยิ่งแล้วใหญ่เป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
“เ้ารักข้าหรือ” มู่หรงเซียวถามออกไปในที่สุดแต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของหยางเสวี่ยเฟยที่นิ่งไป ทั้งยังอ้ำอึ้งไม่ยอมตอบทันทีเหมือนกับตอนที่เถียงเื่ไร้สาระกับนางก็เข้าใจแล้วว่ารองแม่ทัพหยางก็แค่คนบ้าอารมณ์แปรปรวนเอาแต่ใจตัวเองที่คาดเดาอะไรไม่ได้จึงใช้แรงที่มีทั้งหมดผลักเขาออกไป พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังให้อีกฝ่ายได้รู้ “อย่ามาแตะตัวข้า”