ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่57 ร่องรอยมารร้ายเเละบุปผาขาวในเรือนพัก

    ยามนี้ ท้องนภาภายนอกได้แปรเปลี่ยนเป็นผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท ดวงจันทร์เสี้ยวบางดุจเคียวเงินคมกริบ ทอแสงเดียวดายกลางเวหา หมู่ดาวนับร้อยนับพันส่องประกายระยิบระยับ ราวมณีเม็ดงามที่ถูกโรยไว้บนผืนฟ้า ทว่าบรรยากาศโดยรอบเรือนพักกลับถูกปกคลุมด้วยเงามืดมิด มวลอากาศหนาหนักจนราวกับว่าแม้แต่สายลมก็มิอาจแทรกตัวพัดผ่าน


    ดวงจันทราเดียวดายแขวนอยู่กลางม่านรัตติกาล ทอดแสงเย็นเยียบเร้นลับลงมาสู่ลานหินขาวสะอาดที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าเรือนพักหลังหนึ่งอันเงียบสงัด


    เรือนหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนเชิงผาสูงชัน ก่อสร้างจากไม้หอมโบราณอันล้ำค่า รูปทรงสง่างามโอ่อ่าดุจวิมานแห่งเทพ ยอดหลังคาแหลมสูงตระหง่าน ดาดด้วยกระเบื้องเคลือบสีครามแกมเงินที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับ เสาไม้เนื้อดีสลักเสลาลวดลายมังกรทะยานเมฆพันเกี่ยวอย่างวิจิตรบรรจง ทุกย่างก้าวที่เข้าสู่เรือนล้วนโน้มน้าวให้ผู้มาเยือนต้องหวั่นเกรงโดยมิรู้ตัว สถานที่แห่งนี้คือ เรือนพักของเจ้าตำหนักมังกรเมฆา


    ภายในเรือน บรรยากาศเงียบสงบและเย็นเยียบยิ่งนัก ราวกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายถูกสกัดกั้นไว้เพียงเบื้องนอก เสียงสายลมพัดพลิ้วแผ่วเบาผ่านหน้าต่างกระดาษขาว ราวกับบทเพลงขับกล่อม ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของชาชั้นเลิศที่อบอวลมาจากเบื้องกลางห้อง


    ที่แท่นนั่งชั้นสูงกลางห้อง ปรากฏร่างบุรุษวัยกลางคนนั่งสงบนิ่งดุจขุนเขา บุรุษผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างตั้งตรงราวกับแผ่นผา แม้มิได้เคลื่อนไหวกลับให้ความรู้สึกดุจศิลาโบราณที่อัดแน่นด้วยพลังอำนาจ ใบหน้าคมสัน กรอบหน้าชัดเจน เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นสูง เผยหน้าผากกว้าง ดวงตาทั้งคู่ดำสนิทลึกล้ำ ราวกับซ่อนพายุคลั่งไว้ภายใต้ความเงียบสงบ ไอพลังที่แผ่ออกมารอบกายไร้สุ้มเสียง ทว่ากลับกดดันจนมวลอากาศโดยรอบดูเเน่นหนักยิ่งกว่าเดิม เขาคือ ไป๋เหวินเทียน เจ้าตำหนักมังกรเมฆา ผู้กุมอำนาจสูงสุดเหนือทุกสำนักน้อยใหญ่ในแถบนี้


    นั่งเคียงข้างไป๋เหวินเทียน คือชายชราอีกผู้หนึ่ง ร่างกายผอมบางดุจไม้ไผ่ที่ผ่านลมฝนมานาน สวมอาภรณ์ผ้าแพรสีเทาหม่น ปักลายเมฆาจางๆ ริ้วผมสีขาวราวหิมะโปรยปราย ปลิวลู่ตามการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ดวงตาลึกล้ำดุจบ่อน้ำโบราณต้องแสงจันทร์ เยียบเย็นแต่กลับสงบลุ่มลึก ชายชราผู้นี้คือ เยี่ยนซั่งหลัว ผู้อาวุโสแห่งหอภารกิจตำหนักมังกรเมฆา ผู้ดำรงตำแหน่งมานับกาลเวลากว่าห้าสิบปี


    ทั้งสองต่างประคองถ้วยชาเนื้อดีที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมละมุน จิบลิ้มรสทีละน้อยด้วยท่าทีที่เนิบช้าและสง่างาม

    ไป๋เหวินเทียนยกคิ้วเล็กน้อย พลางวางถ้วยชาลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก


    "มีอันใด ถึงทำให้ผู้อาวุโสเยี่ยนต้องลำบากมาถึงที่นี่ในยามวิกาล?"


    เยี่ยนซั่งหลัวมิได้ตอบในทันที เขาเพียงหลับเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า ลิ้มรสชาติอันละเมียดละไมของชาที่อบอวลอยู่ในปากอย่างรื่นรมย์ ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เสียงเอื้อนเอ่ยของเขานุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่น


    "มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง... จำต้องมาแจ้งท่านด้วยตนเอง"


    ดวงตาคมล้ำของไป๋เหวินเทียนฉายแววสนอกสนใจ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบ


    "โอ้... สำคัญถึงเพียงต้องให้ท่านเร่งรุดมาหาข้ายามค่ำคืนเลยรึ?"


    เยี่ยนซั่งหลัวพยักหน้าแผ่วเบา สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับมองผ่านม่านเมฆหมอกไปสู่ที่ห่างไกล


    "ท่านคงได้ยินนามนี้มาบ้าง... มารบงการจิต"


    ไป๋เหวินเทียนชะงักปลายนิ้วที่แตะถ้วยชา ดวงตาเหยี่ยวพลันหรี่ลงเล็กน้อย เขานิ่งเงียบราวกับกำลังค้นหาเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ ก่อนเอ่ยเสียงขรึม


    "ฉายาของคนผู้หนึ่ง... ผู้ฝึกฝนจิตสายมารจนก่อความวุ่นวายไปทั่วแดนใต้ ถึงขั้นที่สุสานดาบทลายสวรรค์ต้องส่งยอดฝีมือมาจัดการด้วยตนเอง..."


    "ใช่" เยี่ยนซั่งหลัวพยักหน้าช้าๆ แววตาหม่นลึก


    ไป๋เหวินเทียนลูบขอบถ้วยชาเบาๆ พลันเอ่ยคาดเดา


    "หรือว่า..."


    แต่ยังมิทันกล่าวจบ เยี่ยนซั่งหลัวก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน


    "มีศิษย์กลุ่มหนึ่งได้รับภารกิจในพื้นที่รอบเมืองซูไห่ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาได้พบกับบุคคลผู้หนึ่ง... อ้างตนว่าเป็น 'มารบงการจิต' ผู้นั้น อาศัยอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบซูหรง..."


    คำกล่าวนั้นดั่งคมมีดกรีดผ่านอากาศ ใบหน้าของไป๋เหวินเทียนแข็งตึงขึ้น ดวงตาพลันทอประกายคมกริบดั่งคมดาบ


    "ทะเลสาบซูหรง... ห่างจากที่นี่ไม่ถึงพันลี้ นับว่ายังอยู่ในรัศมีของพวกเรา... พวกศิษย์รอดกลับมาได้อย่างไร?"


    เยี่ยนซั่งหลัวคลี่ยิ้มบางเบา ราวกับเงาราตรีที่ทอดผ่านบ่อน้ำ


    "ว่ากันว่ามีผู้ลึกลับผู้หนึ่ง... เข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา อีกทั้งมารบงการจิตผู้นั้น... ยังไม่ฟื้นฟูพลังจนถึงจุดสูงสุด จึงเปิดโอกาสให้ศิษย์เหล่านั้นหลบหนีได้"


    ไป๋เหวินเทียนนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างราบเรียบ


    "เป็นเช่นนั้นเอง..."


    เขาค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการแสดงความขอบคุณ


    "ขอบคุณผู้อาวุโสเยี่ยนที่มาบอกกล่าวด้วยตนเอง เรื่องนี้... เห็นทีจำต้องรายงานขึ้นไปยังสุสานดาบทลายสวรรค์โดยเร็ว"


    เยี่ยนซั่งหลัวยกถ้วยชาในมือขึ้น จิบแผ่วเบาแล้วพยักหน้าอย่างอ่อนโยน


    "มารสายจิต หากปล่อยให้ฟื้นคืนพลังได้เต็มที่... เกรงว่าภาคใต้จะมิอาจสงบสุขอีกนานนัก"


    ไป๋เหวินเทียนหัวเราะแผ่ว คล้ายสายลมครวญกลางผืนหิมะ


    "ยามนั้น ถึงแม้พวกเราทั้งตำหนักร่วมมือกัน ก็อาจยังมิอาจต้านทานได้ง่ายดาย"


    ทั้งสองมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก ปล่อยให้ความเงียบงันปกคลุมทั่วห้อง เพียงเสียงจิบชาแผ่วเบาและกลิ่นหอมอบอวลของชาชั้นเลิศที่คลอเคลียกับเสียงลมราตรีอันเงียบสงัด... คืนนี้ แม้รสชาติของชาจะหอมเย็นชื่นใจเพียงใด ทว่าในห้วงลึกแห่งความรู้สึกกลับหนักอึ้งราวกับมีขุนเขาทั้งลูกทับถมอยู่ในอก



    ...



    เบื้องหน้าเรือนพักหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่โดดเด่น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งตัวตรงสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง ภายใต้แสงโคมสีอำพันที่สาดส่องนวลเรืองออกมาจากชายคาเรือน เขาสวมอาภรณ์ประณีตสีดำสนิท บนเนื้อผ้าปักลวดลายรูปกระบี่ไขว้และสายลมหมุนวนอันเป็นสัญลักษณ์แห่งหอค่ายกล รูปร่างผึ่งผายสง่างาม เส้นผมดำขลับถูกรวบไว้หลวมๆ ด้วยด้ายเงิน เผยให้เห็นลำคอเรียวระหง ท่าทีแม้จะสงบนิ่ง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง ใบหน้าได้รูปเฉียบคม คิ้วเรียวยาวพาดเฉียงดุจคมมีด ดวงตาดำขลับลึกล้ำ ทอแววเย็นเยียบจนผู้ที่สบสายตาไม่อาจกล้าต้านทานได้โดยง่าย


    เบื้องหน้าชายหนุ่มผู้นั้น ณ ขณะนี้ ปรากฏร่างบุรุษสี่คนยืนเรียงแถวอย่างลนลาน ทว่าโดดเด่นที่สุดคือชายร่างมหึมา ใบหน้าเคร่งเครียดเหม่อลอย สองมือสั่นระริกราวกับจิตใจมิอาจยึดมั่นอยู่กับตนเอง บุรุษร่างยักษ์ผู้นี้มิใช่ใครอื่น หากแต่คือ อ๋าวหยินห่าว


    ส่วนอีกสามคนที่ยืนแนบข้างคือ หลินเซวียน ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่นตึงในอาภรณ์สีกรมท่า ใบหน้าคมสันดุจเหยี่ยวที่จ้องจับเหยื่อ บรรยากาศรอบกายเขาแผ่รังสีคุกคามออกมาเป็นระลอกบางเบา ทว่าเย็นเยียบราวกับมีคมกระบี่ซุกซ่อนอยู่ ส่วนสมุนของหลินเซวียนอีกสองคน รูปร่างหนึ่งผอมสูง หน้าซีดขาวดุจคนไร้โลหิต อีกคนเตี้ยตัน ดวงตาแคบเรียว จมูกโด่งโค้ง ดูคล้ายหนูใหญ่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม


    ชายหนุ่มบนเก้าอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาคมปลาบทอดมองอ๋าวหยินห่าวที่ท่าทางฟั่นเฟือนจนผิดสังเกต ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

    "เกิดอันใดขึ้นกัน?"


    สิ้นเสียงดุจระฆังเย็น หลินเซวียนรีบก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว คุกเข่าลง ค้อมศีรษะคารวะเต็มพิธี

    "นายน้อย... ข้าน้อยและพวกพ้องได้รับบัญชาจากท่านให้ไปยังเขตพำนักศิษย์ใหม่ เพื่อตามหาเด็กหนุ่มนามว่าอวี้เหวิน.."


    น้ำเสียงของเขานอบน้อมแต่แฝงเร่งเร้า ราวจะเร่งบอกเล่าความสำคัญ จากนั้นหลินเซวียนเริ่มถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ทว่าในถ้อยคำกลับเจือด้วยการปรุงแต่ง เพิ่มโทษให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ลดทอนความผิดของตนเอง เล่าให้ราวกับตนเองบริสุทธิ์ดุจแก้วผลึก ในขณะที่อวี้เหวินนั้นโอหังจนมิอาจกล่าวขาน


    ยามที่หลินเซวียนเล่าเรื่อง พลางขยับมือและเสียงเน้นหนัก ยามเอ่ยถึงการสบประมาทนายน้อย สีหน้าของชายหนุ่มบนเก้าอี้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนทีละน้อย จากสงบเย็นดั่งน้ำแข็ง กลับเริ่มร้อนระอุดั่งไฟสุมอยู่ในอก คิ้วเรียวยาวขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง


    "นายน้อยโปรดพิจารณา!" หลินเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเคียดแค้น สองกำปั้นกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ไอ้เด็กสารเลวนั่นมันช่างบังอาจเกินทน! ท่านอุตส่าห์หยิบยื่นความเมตตาให้แก่มัน แต่มันกลับ... กลับเมินเฉยราวกับไม่เห็นคุณค่าแม้แต่น้อย! ดวงตาที่มันใช้มองพวกเราเย็นชาดุจหิมะในเหมันตฤดู มิเพียงแต่เหยียดหยามท่าน หากแต่ราวกับเห็นท่านเป็นเพียงฝุ่นผงที่ไร้ค่า! มิแม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ! ช่างโอหังเสียจริง! สมควรลงทัณฑ์ให้มันหลาบจำจนวันตาย!"


    เสียงกล่าวดังแน่นในเรือนจนแม้กระทั่งโคมไฟยังสั่นไหวเล็กน้อยจากแรงอาฆาต


    ชายหนุ่มบนเก้าอี้ลูบปลายนิ้วช้าๆ ไปตามขอบพนักเก้าอี้ สายตาเย็นชา ทว่าคล้ายมีเพลิงแค้นคุกรุ่นอยู่ในส่วนลึกของดวงตา ริมฝีปากเขาขยับเอื้อนเอ่ยชื่อหนึ่งออกมาเบาๆ ดั่งกระซิบจากขุมนรก


    "...อวี้เหวิน..."


    เสียงเรียกชื่อนั้น แม้เบาแต่กลับหนักแน่นจนบุรุษทั้งสามขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง รู้ได้ทันทีว่าผู้ถูกเอ่ยถึง คงมิอาจพ้นเคราะห์ไปง่ายดาย


    ชายหนุ่มหันใบหน้าสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ดวงตาสีดำลึกล้ำจับจ้องไปยังสมุนทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านข้าง


    "พวกเจ้า... จงไปนำยาฟื้นฟูจิตใจมาให้อ๋าวหยินห่าว"


    "ขอรับนายน้อย!" สมุนทั้งสองขานรับคำแทบจะพร้อมกัน ก้มศีรษะคำนับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบก้าวเท้าออกจากเรือนไป ทิ้งให้ภายในห้องโถงอันโอ่อ่าเหลือเพียงชายหนุ่ม หลินเซวียน และอ๋าวหยินห่าวที่ยังคงนั่งเหม่อมองไปยังความว่างเปล่า


    บรรยากาศพลันปกคลุมด้วยความเงียบงันที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม เพียงได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของทั้งสามคนสลับกันไปมาเท่านั้น


    ชายหนุ่มนายน้อยบิดข้อมือช้าๆ เสียงข้อกระดูกลั่นกรอบแกรบ ดวงตาทั้งคู่กดลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม ราวกับกำลังสลักชื่อ "อวี้เหวิน" ไว้ในส่วนลึกสุดของจิตวิญญาณอย่างมิอาจลบเลือนได้อีกต่อไป


    ในห้วงแห่งความรู้สึกของเขา บัดนี้ได้ก่อเกิดความตั้งใจอันแน่วแน่ขึ้นแล้ว...


    บทเรียน... ที่เขาจะมอบให้แก่เด็กหนุ่มผู้นั้น...

    บทเรียนอันขมขื่นและจะสลักลึกลงไปในร่างกายและจิตใจของอวี้เหวิน ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต!



    ...



    ยามอรุณรุ่งที่สามค่อยๆ แผ่รัศมีสีทองอ่อนละมุนเหนือหลังคาไม้ของเรือนพักศิษย์ใหม่อันดับหนึ่ง สายลมยามเช้าที่เย็นเยียบพัดโชยมาอย่างแผ่วเบา นำพากลิ่นหอมบางเบาของดอกไม้แรกแย้มลอยเคล้าปะปนอยู่ในอากาศ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาแต่ไกล คล้ายกำลังขับขานบทเพลงแห่งชีวิตเพื่อปลุกทุกสรรพสิ่งให้ตื่นจากนิทรา


    ภายในเรือนพักเงียบสงัด แสงตะวันที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า ทอดลำแสงสลัวลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่ ซึมซาบไล้ไปทั่วเรือนร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้เนื้อดี ราวกับยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความฝันอันแสนไกล


    ผ่านไปเพียงชั่วครู่ เปลือกตาหนักอึ้งของชายหนุ่มก็ค่อยๆ กระพริบไหว ก่อนจะเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีดำลึกล้ำเปล่งประกายหม่นมัวด้วยความพร่าเลือน เขากระพริบตาอีกครั้งเพื่อปรับสายตา พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับต้องการรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมาสู่ห้วงความคิด


    ทว่าในห้วงขณะที่สติยังคงคลุมเครือ เสียงทุ้มกังวานคล้ายเสียงกระซิบหยอกล้อก็ดังสะท้อนก้องอยู่ในส่วนลึกของห้วงสำนึก


    "เจ้าฟื้นแล้วหรือ เจ้าหนู"


    เป็นเสียงทุ้มนุ่มของซ่งเหยียนเฟย บุรุษน้อยในมิติแห่งสร้อยคอหินดำ ผู้คอยเคียงข้างเขาในทุกสถานการณ์


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะค่อยๆ กวาดมองไปรอบกาย ภาพของเรือนพักอันคุ้นเคยค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทีละน้อย... กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้เนื้อดีและแสงสว่างอันอบอุ่นทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างประหลาด


    เขาพึมพำเสียงแผ่วเบา ราวกับถามตนเอง

    "ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... จำได้ว่าก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เรือนพัก สติของข้าก็ดับวูบไป..."


    ริมฝีปากแห้งผากขยับอีกครั้ง เอ่ยถามในห้วงจิต

    "เหยียนเฟย... เป็นเจ้าใช่หรือไม่ ที่นำข้ามาวางไว้บนเตียงนี้?"


    เสียงหัวเราะเบาๆ ดังตอบกลับมาอย่างขบขัน

    "ฮ่าๆ มิใช่ข้าดอก เหตุใดข้าต้องออกแรงยกตัวหนักอึ้งของเจ้าด้วยเล่า?"


    อวี้เหวินเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย ความสงสัยพลันก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดอีกระลอก


    "เช่นนั้น... เป็นผู้ใดกัน?"


    "อีกประเดี๋ยวเจ้าก็จักรู้เอง" เหยียนเฟยตอบปัด ราวกับจงใจทิ้งปริศนาไว้ให้เขาขบคิดเป็นการเล่นสนุก


    ยังมิทันให้อวี้เหวินได้นึกต่อ ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ณ บานประตูห้อง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่หนักแน่นดังใกล้เข้ามา ทว่ากลับชัดเจนยิ่งในความเงียบสงัดยามเช้าเช่นนี้


    เขาหันสายตาไปตามทิศทางของเสียงนั้น เพียงได้เห็นเงาร่างที่ก้าวเข้ามา ความตื่นตะลึงฉายวาบขึ้นในดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม


    ร่างบางระหงในอาภรณ์สีขาวบางเบาดุจม่านหมอก เคลื่อนกายเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างามราวเทพธิดา มือข้างหนึ่งประคองสำรับอาหารเรียบง่ายไว้มั่น แม้ผ้าแพรสีขาวจะบดบังใบหน้างามลออไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่ารัศมีแห่งความอ่อนหวานกลับแผ่ซ่านออกมาจากทุกท่วงท่าราวกับบุปผาแรกแย้ม


    ในห้วงขณะที่สายตาของอวี้เหวินจับจ้องไปยังร่างนั้น ราวกับห้วงเวลาทั้งมวลรอบกายหยุดนิ่งลงในฉับพลัน


    "ที่แท้... เป็นนาง..."

    เขาพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


    ซ่งเหยียนเฟยหัวเราะหึในห้วงสำนึก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย


    "นางเป็นผู้นำเจ้ามาวางไว้บนเตียงนี้ ดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิดตลอดสามวันสามคืน มิเพียงป้อนข้าวป้อนน้ำ ยังเช็ดเนื้อเช็ดตัว ป้อนโอสถให้เจ้าอีกด้วย"


    ดวงตาของอวี้เหวินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกตื้นตันและประหลาดใจปะปนกันแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอก


    "ว่ากระไรนะ... ข้านอนหลับใหลถึงสามวันสามคืนเชียวหรือ?"


    ยังมิทันที่อวี้เหวินจะได้เอ่ยถามสิ่งใดเพิ่มเติม น้ำเสียงหวานใสดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิก็ดังขึ้นตรงหน้า


    "ท่าน... ฟื้นแล้วหรือ? รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?"


    เสียงนั้นปลุกเร้าสติของอวี้เหวินให้ตื่นเต็มที่ เขาสะบัดความงุนงงออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


    "ข้า... สบายดีแล้ว หายดีแล้ว"


    เพื่อยืนยันคำกล่าว ชายหนุ่มพลันกำหมัดแล้วชกเบาๆ กลางอากาศ ท่วงท่าคล่องแคล่วปราศจากร่องรอยแห่งความอ่อนล้าใดๆ


    เขาขยับกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้ด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้เพิ่งจะฟื้นคืนสติจากการหลับใหลยาวนาน หากแต่ยังคงแฝงไว้ด้วยพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น


    สายตาคมกริบของเขามองตรงไปยังร่างบางในชุดขาวเบื้องหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ


    "ขอบคุณเจ้ามาก... ที่กรุณาดูแลข้า ข้ามิรู้ว่าจะตอบแทนความเมตตาของเจ้าได้อย่างไร แต่ข้าสัญญาว่าจะหาทางตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน"


    เซี่ยชิงหลัวเพียงส่ายศีรษะน้อยๆ อย่างนุ่มนวล พลางก้าวเท้าแผ่วเบาเข้ามา วางสำรับอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


    "มิจำเป็นต้องคิดมาก ขณะที่เราปฏิบัติภารกิจ ท่านช่วยเหลือข้าไว้มากมายมิใช่หรือ ข้าเพียงตอบแทนน้ำใจเล็กน้อยเท่านั้น... ท่านรีบทานเถิด อาหารจะได้ไม่เย็นชืดเสียก่อน"


    อวี้เหวินสบดวงตางามของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาลงต่ำ พลางนั่งลงอย่างสุภาพ หยิบชามข้าวต้มขึ้นมา ตักเข้าปากชิมคำหนึ่ง


    รสชาติอ่อนโยน หอมกรุ่น ละมุนลิ้นไหลลื่นลงสู่ลำคอ ความอบอุ่นจากอาหารเรียบง่ายนั้นกลับแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ


    ในห้วงจิตของเขา เสียงของซ่งเหยียนเฟยพลันดังขึ้นอีกครั้งอย่างแผ่วเบา


    "ไอ้หนู นางตั้งใจทำเพื่อเจ้าถึงเพียงนี้ แม้นางจะมิสันทัดเรื่องครัวนัก แต่ก็พยายามทำด้วยตนเอง เจ้าควรกล่าวขอบคุณนางด้วยความจริงใจ"


    อวี้เหวินพลันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แล่นริ้วอยู่ในอก เขาก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดชาม รู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในมื้ออาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยลิ้มรสมาในชีวิต


    อวี้เหวินเงยหน้าขึ้น สบดวงตางามของเซี่ยชิงหลัวอีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง

    "เจ้าทำเองหรือ? ช่างอร่อยมากนัก ข้า... ปรารถนาจะลิ้มรสเช่นนี้ทุกวัน"


    ถ้อยคำนั้นพลันทำให้ใบหน้างามผุดผ่องของเซี่ยชิงหลัวแดงระเรื่อขึ้นในทันที นางเบือนสายตาหลบเล็กน้อย พลางกระซิบตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบของสายลม

    "ขอบ... คุณ..."


    ภายใต้แสงอรุณอันอ่อนโยน ร่างบอบบางของนางยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ดุจบุปผาขาวบริสุทธิ์ที่เพิ่งผลิบานรับแสงแรกแห่งวัน อ่อนโยน เปี่ยมด้วยความไร้เดียงสา และงดงามจับใจ


    ภายในห้องอันเรียบง่ายนี้ แม้มิมีเสียงพิณขับกล่อม หรือบทกวีใดขับขาน ทว่าในห้วงแห่งความรู้สึกของอวี้เหวิน ท่วงทำนองอันอบอุ่นและเปี่ยมสุข กลับบรรเลงขึ้นแล้วอย่างเงียบงัน...

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน

    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.45M 659
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139