ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ในที่สุดการต่อสู้ก็จบลง ร่องรอยการต่อสู้ยังคงถูกเอาทิ้งไว้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณรอบๆสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยกองซากศพของหมาป่าเท้าอัคคี
ในการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิต ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูร มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แอเรียสดึงดาบอสูรมายาออกมาจากร่างอันไร้ดวงวิญญาณของหมาป่าเท้าอัคคี โลหิตสีแดงเข้มยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลของมันอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงเมื่อใด
ภาพของแอเรียสที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางร่างอันไร้วิญญาณของหมาป่าเท้าอัคคีนั้นราวกับอัศวินที่พึ่งพิชิตเหล่าปีศาจร้ายลงได้ มือของเขาถือเอาไว้ด้วยดาบอสูรมายาที่ถูกชโลมไปด้วยคราบโลหิตสีแดงสด น่าแปลกประหลาดที่โลหิตเหล่านั้นกลับค่อยๆถูกดูดซับเข้าไปในตัวดาบจนกระทั่งมันจางหายไปในที่สุด
เหล่าประกายสายฟ้าที่อยู่รอบร่างของแอเรียสค่อยๆสลายหายไป แรงกดดันและรังสีสังหารจางหายไปทันทีที่การต่อสู้สิ้นสุดลง ที่แขนซ้ายของเขาตอนนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงแห่งโลหิต รอยข่วนจากกรงเล็บของหมาป่าเท้าอัคคีดูเหมือนจะลึกพอสมควร แต่แอเรียสเองก็ดูไม่ได้ตื่นตระหนกกับมันมากนัก สำหรับเขามันก็เพียงแค่ร่องรอยจากการต่อสู้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น เขานำเม็ดยาอาบจันทราออกมาจากแหวนมิติก่อนจะกลืนมันลงไปอย่างรวดเร็ว มือข้างขวาร่ายเวทรักษาออกมาด้วยความชำนาญ ละอองเวทสีฟ้าอ่อนค่อยๆรักษาบาดแผลของเขาอย่างช้าๆจนกระทั่งเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลหยุดไหลไปในที่สุด
“ แค๊กๆๆ “
เสียงไออันแหบแห้งที่ดังมาจากด้านหลังอดไม่ได้ที่จะทำให้แอเรียสต้องหันกลับไปมองไม่รู้ว่าเสียงนั่นเป็นไปเพราะอาการบาดเจ็บหรือเป็นไปเพราะการจงใจกันแน่ ลูเซียสที่กำลังเอามือกุมไปที่บาดแผลพร้อมกับไอออกมาเล็กน้อย มีละอองโลหิตเล็กน้อยถูกพ่นออกมาจากปากของเขายามที่ไอออกมา แต่บาดแผลบนร่างของเขากลับไม่มีเลือดไหลออกมาแล้ว ดูเหมือนการรักษาจากเม็ดยาอาบจันทราจะได้ผลดีทีเดียว
“ เจ้ายังมีชีวิตอยู่เหรอเนี่ย ข้าหลงคิดว่าพวกหมาป่าเท้าอัคคีสักตัวคาบเจ้าไปกินแล้วซะอีก ”
แอเรียสพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา ดูเหมือนบาดแผลทั่วร่างของลูเซียสจะเริ่มถูกรักษาไปบ้างแล้วเขาจึงไม่ต้องกังวลมากนัก
“ นั่นปากเจ้าหรอนั่น!! โอ๊ยยย “
ลูเซียสจ้องตาเขม็งใส่แอเรียส แต่ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาหาเรื่อง ความเจ็บปวดก็แล่นไปทำร่างทันทีที่เขาขยับตัว ดูเหมือนบาดแผลจากกรงเล็บของหมาป่าเท้าอัคคีตัวจ่าฝูงมันจะเป็นบาดแผลที่สาหัสพอสมควร
“ ช่างไม่เจียมสังขารเลยจริงๆ ข้าบอกแล้วไงว่าให้อยู่นิ่งๆ สภาพเจ้าแค่ยังไม่ตายก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว “
แอเรียสส่ายหัวไปมาอย่างจนใจแต่ก็ยังคงเห็นรอยยิ้มเล็กๆอยู่บนใบหน้านั้น
“ ดูแลตัวเองไปก่อนก็แล้วกัน ข้าขอไปจัดการกับร่างของเจ้าพวกนี้สักหน่อย กลิ่นคาวเลือดมันลอยไปตามสายลมไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจจะมีสัตว์อสูรสักตัวสองตัวหรือไม่ก็อีกสักฝูงหนึ่งตามมาเก็บตกเหยื่อก็เป็นไปได้“
กลิ่นคาวเลือดของฝูงหมาป่าเท้าอัคคีอาจจะกลายเหยื่อล่อให้สัตว์อสูรตัวอื่นมารวมกันได้ เป็นธรรมชาติของสัญชาติญาณสัตว์ป่าที่พวกมันมักจะออกล่าเหยื่อจากร่องรอยและการดมกลิ่น กลิ่นคาวเลือดของเหยื่อที่อ่อนแอหรือบาดเจ็บจึงมักจะดึงดูดพวกนักล่าได้เป็นอย่างดี มีสัตว์อสูรหลายชนิดที่มักจะเข้าไปโจมตีเหยื่อที่พึ่งบาดเจ็บจากการต่อสู้ แต่บางครั้งพวกมันก็เลือกจะหลีกหนีไปให้ไกลหากว่าสิ่งที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้นเป็นบางสิ่งที่มันไม่อาจจะต่อกรได้
ใช้เวลาเพียงไม่นานมากนักแอเรียสก็ผ่าร่างของหมาป่าเท้าอัคคีออกมาทั้งหมดพร้อมกับเอาแก่นอสูรทั้งหมดออกมาจากร่างของมัน เขาไม่มีเวลามากพอที่จะชำแหละร่างของพวกมันเพื่อแยกเอาชิ้นส่วนที่มีประโยชน์ แอเรียสจึงเลือกที่จะเก็บร่างของพวกมันทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติพร้อมกับแก่นอสูรเกือบทั้งหมด มีเพียงแก่นอสูรระดับสูงหนึ่งชิ้นเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในมือของแอเรียส
“ รับไป “
แอเรียสพูดพร้อมกับโยนแก่นอสูรในมือของเขาไปให้กับลูเซียสโดยไม่ถามความพร้อมใดๆจากผู้รับของเลยแม้แต่น้อย
“ โอ๊ย !เจ้าโยนบ้าอะไรมา ตกลงนี่เจ้าจะช่วยหรือจะฆ่าข้ากันแน่ ….นี่มันแก่นอสูรระดับสูงของพวกหมาป่าเท้าอัคคีไม่ใช่รึอย่างไร เจ้านำมันมาให้ข้าทำไม ? “
ลูเซียสร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บเมื่อแก่นอสูรที่แอเรียสโยนมานั้นมันไปกระทบโดนกับบาดแผลของเขาเข้าอย่างจัง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้บ่นแอเรียสมากนักเขาก็สังเกตเห็นว่าของที่แอเรียสโยนมาคือสิ่งใด ลูเซียสได้แต่ขมวดคิ้วจ้องมองแอเรียสอย่างไม่ค่อยเข้าใจถึงการกระทำของเขานัก ลูเซียสนั้นไม่ได้ช่วยแอเรียสต่อสู้กับฝูงของหมาป่าเท้าอัคคีเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาทำมีเพียงการนอนรอรับการช่วยเหลือจากแอเรียสเพียงเท่านั้น เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดแอเรียสจึงส่งมอบแก่นอสูรระดับสูงก้อนนี้ให้กับเขา หากเขาร่วมต่อสู้กับแอเรียสเขาก็คงเข้าใจได้ว่านี่คือส่วนแบ่งของเขา‘หรือว่าแอเรียสจะฝากให้เราเก็บแก่นอสูรระดับสูงเอาไว้เพราะว่าแหวนมิติของเขาเต็ม ไม่สิ..มันไม่น่าจะเป็นเหตุผลไร้สาระพรรค์นั้น ‘ ลูเซียสได้แต่คิดอยู่ในใจด้วยความงุนงง
“ ส่วนแบ่งของเจ้าไง“
แอเรียสยิ้มตอบพร้อมเอ่ยอธิบายสั้นๆ
“ ส่วนแบ่งของข้า? แต่ว่าข้าไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ข้าเสียอีกที่ต้องตอบแทนเจ้าที่ช่วยชีวิตของข้าไว้ เจ้าเก็บมันไว้เสียเถอะ “
ลูเซียสพยายามจะส่งแก่นอสูรระดับสูงคืนให้กับแอเรียส เขารู้สึกละอายใจเกินกว่าจะรับมันเอาไว้ เพียงแค่เรื่องที่แอเรียสช่วยชีวิตเขาไว้เขาก็ไม่รู้จะตอบแทนเด็กหนุ่มผู้นี้ยังไงแล้ว ไหนจะเม็ดยาระดับสูงที่แอเรียสมอบให้แล้วนี่ยังมีแก่นอสูรระดับสูงอีก บางครั้งเขาก็สงสัยว่าแอเรียสผู้นี้เคยรู้จักมูลค่าของสิ่งของที่เขาโยนให้ผู้อื่นราวกับเป็นลูกกวาดบ้างหรือไม่
“ ก็คิดเสียว่าเป็นส่วนแบ่งสำหรับพันธมิตรยังไงล่ะ ก็เจ้าบอกข้าเองไม่ใช่รึไงว่าเราเป็นพันธมิตรกันยามที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้“
แอเรียสพูดออกมาพร้อมกับจ้องมองไปยังลูเซียส
“ แต่ว่าสัญญาพันธมิตรนั่นมัน..เอ่อ..“
ลูเซียสพูดออกมาอย่างติดๆขัดๆ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยยามได้ยินคำว่าสัญญาพันธมิตรจากปากของแอเรียส เขาไม่รู้จะพูดออกมายังไงดีว่าสัญญาพันธมิตรนั่นมันมีขึ้นเพียงปกป้องตัวเขาจากแอเรียสเท่านั้น มันหาใช่สัญญาที่ทำขึ้นเพื่อสร้างมิตรแต่อย่างใด ถ้าหากจะพูดให้ถูกมันควรจะเรียกว่าสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อให้แอเรียสคิดโจมตีเขาเสียมากกว่า เขาไม่ได้คาดหวังแม้แต่น้อยว่าแอเรียสจะเข้ามาช่วยชีวิตเขาเอาไว้เช่นนี้ เดิมทีเขาแทบไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับแอเรียสผู้นี้เลย แอเรียสราวกับดวงดาวอับแสงที่จู่ๆก็พลันส่องประกายแสงเจิดจ้าขึ้นยามราตรี เขาไม่รู้ถึงนิสัยใจคอที่แท้จริงของเด็กหนุ่มผู้นี้หรือแม้แต่อดีตเบื้องหลัง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขาสร้างสัญญาพันธมิตรขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดจากฝีมือของแอเรียส ในกลุ่มนักเวททั้งเก้าคนแอเรียสคือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเขา นั่นคือเหตุผลที่เขาทำสัญญาพันธมิตรขึ้นระหว่างแอเรียส
“ ข้ารู้น่าว่าเจ้าทำสัญญานั่นมันเพื่ออะไร เจ้ารับๆมันไปเถอะ..หากเจ้าปฏิเสธของจากปู่ของเจ้าจะถือว่าเนรคุณนะหลานชายฮ่าๆๆ “
แอเรียสหัวเราะพร้อมกับพูดล้อเลียนลูเซียส เหตุใดเขาจะไม่รู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังของสัญญาพันธมิตรนั่น เขาอ่านความคิดของลูเซียสออกตั้งแต่วันที่พวกเขาตกลงทำสัญญาพันธมิตรกันแล้ว ซึ่งเขาเองก็ได้รับประโยชน์จากข้อแลกเปลี่ยนของลูเซียสเช่นกันจึงนับว่าไม่ได้มีสิ่งใดเสียหาย
“ นี่เจ้า !!เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว“
ลูเซียสตวาดออกมา คำพูดของแอเรียสมันทำให้ลูเซียสรู้สึกอับอายไม่น้อย เขาไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาได้ยินคำพูดที่เขาคิดจะพูดก่อนตายและยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่คิดว่าจะมีคนแบบแอเรียสที่เอาคำพูดของเขามาล้อเลียนด้วยความสนุกสนานเช่นนี้
ดูเหมือนแอเรียสจะสนุกที่ได้แกล้งลูเซียสไม่น้อย เขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าลูเซียสที่เคยได้ชื่อว่านักเวทอัจฉริยะแห่งเมืองเบอเนียร์จะมีมุมเช่นนี้อยู่
เพียงไม่นานทั้งสองก็เดินจากไปจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ลูเซียสที่เต็มไปด้วยบาดแผลค่อนข้างจะเดินด้วยความทุลักทุเลจนสุดท้ายแอเรียสก็ต้องไปประคองเอาไว้ ทั้งคู่เลือกที่จะไปหาที่ปลอดภัยที่ค่อนข้างจะห่างไกลจากจุดที่ต่อสู้กับฝูงหมาป่าเท้าอัคคี
“ ทำไมเจ้าถึงมาช่วยข้า? “
ลูเซียสเอ่ยปากขึ้นทำลายความเงียบของผืนป่าบริเวณนั้น
“ บางครั้งคนอย่างข้าก็ทำอะไรไม่มีเหตุผลหรอก ไม่ว่าจะการช่วยชีวิตหรือแม้แต่การสังหาร “
แอเรียสเอ่ยตอบพร้อมกับโยนกิ่งไม้แห้งๆกิ่งหนึ่งเข้าสุมกองไฟที่อยู่ตรงหน้า ความจริงแล้วเขาเองไม่คิดที่จะก่อไฟนี้ขึ้นเพราะแสงไฟจะทำให้เป็นจุดเด่นเกินไปในยามราตรีเช่นนี้ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บของลูเซียสหากปล่อยให้เขาเผชิญความเหน็บหนาวมันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก
“ เจ้าเคยสังหารมนุษย์? “
ดูเหมือนลูเซียสจะสะดุดกับคำว่าสังหารของแอเรียส เขายังคงจำความรู้สึกยามที่สัมผัสจิตสังหารอันเย็นเยียบของแอเรียสได้ มันเป็นจิตสังหารที่น่าหวาดกลัวนักสำหรับเด็กหนุ่มในวัยเพียงสิบหกปี
“ เจ้าจะรู้มันไปเพื่อเหตุใดกัน ? การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตหากเจ้าไม่สังหารศัตรู ศัตรูก็ต้องสังหารเจ้า หากเจ้าคิดจะสังหารผู้ใดเจ้าก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกสังหารไว้เช่นกัน ไม่ว่าศัตรูของเจ้าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูรหากเจ้าจำเป็นจะต้องสังหารมันจงจำไว้ว่าอย่าได้ลังเล เพราะไม่ว่าจะเป็นศัตรูของเจ้าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใดผลลัพธ์มันก็ไม่ได้ต่างกัน มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้ “
แสงของกองไฟที่สะท้อนในดวงตาของแอเรียสยามที่เอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกมา มันราวกับมีประกายเพลิงของความเด็ดเดี่ยวที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาคู่นั้น ดวงตาคู่นั้นราวกับดวงตาที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานจนบรรลุสัจธรรมบางอย่างของโลกใบนี้ มันช่างไม่เหมือนกับเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบหกปีเลยแม้แต่น้อย
“ เจ้านี่ดูเยือกเย็นจังเลยนะ พูดจาราวกับนักเวทผ่านศึกมานับร้อย “
ลูเซียสพูดออกมา หากไม่ได้เห็นภาพเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาคงคิดว่าคนที่เอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาคือนักรบผู้กร้านศึกสงคราม
แอเรียสได้แต่ยิ้มบางๆตอบรับคำพูดของลูเซียส ดวงตาของเขาเหม่อมองไปยังฟากฟ้าที่ประดับด้วยดวงดาวนับหมื่น ภายในดวงตาสีครามคู่นั้นมันราวกับกำลังสะท้อนภาพในอดีตอันแสนเนิ่นนานออกมา