"จะเข้าวังจริงหรือพี่อันฉี"
ริมฝีปากเล็กเอ่ยถามเด็กสาวรุุ่นพี่ที่นอนเอกเขนกอยู่ข้างกายด้วยเสียงใสๆที่สั่นเครือ สายลมพัดผ่านทั้งสองเบาๆ ใบไม้บนต้นไม้ใหญ่ที่คอยเป็เงาให้ก็พริ้วไหวไปตามแรงลม
"จริงสิ รถม้าจะมารับข้าในวันพรุ่งนี้แล้ว แต่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะได้รับคัดเลือกหรือเปล่า ข้าเป็เพียงลูกพ่อค้า" ว่าจบร่างเล็กก็หันหน้ามาจ้องตาของ'จ้าวอิ้วเยว่' "เ้าต่างหากที่เป็ถึงบุตรสาวขุนนาง เหตุใดไม่ไปเป็เพื่อนข้าเล่า"
"ท่านพ่อบอกว่าข้ายังเด็กนัก"
จ้าวอิ้งเยว่พูดก่อนจะย่นคิ้วทำแก้มป่องใส่ แต่แท้จริงแล้วเหตุผลของเสนาบดีกรมพระคลังคือไม่อยากให้บุตรสาวต้องตกอยู่ในวังวนของอำนาจ ขุนนางวัย56ปีอย่างเขานั้นผ่านโลกมามาก ปัญหาวังหลังนั้นมีไม่น้อยเลย จ้าวอิ้งเยว่เปรียบดั่งนกน้อยที่ไม่ประสา บริสุทธิ์ดั่งดอกไม้แรกแย้ม เพียงแค่คิดถึงวันที่ต้องทนมองบุตรสาวต้องเสียใจไม่ว่าเป็เื่ใด หัวใจของผู้เป็พ่อก็เจ็บหนึบขึ้นมาแล้ว
"ถ้าข้าได้รับเลือกขึ้นมา ก็จะไม่ได้เล่นกับเ้าเหมือนเคยอีก ข้าคงคิดถึงแย่เลย..."
อันฉีส่งยิ้มเล็กๆให้เด็กน้อยตรงหน้า ถึงจะเป็ความสัมพันธ์แบบหลบซ่อนเพราะความต่างทางชาติตระกูลแต่อิ้งเยว่ก็เป็เพื่อนเล่นเพียวคนเดียวของหล่อนมาโดยตลอด แม้จะอายุห่างกันถึง3ปีแต่กลับเข้ากันได้ดีอย่างหน้าประหลาด
"พี่อันฉีเข้าวังไปต้องได้สหายใหม่เพิ่มแน่ ไม่ต้องเศร้าใจไปหรอกนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นอันฉีก็หันไปยังน้องสาวต่างสายเืด้วยใบหน้าประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
"นี่เ้ารู้จักพูดจาเช่นนี้ั้แ่เมื่อใดกัน" มือเรียวลูบไปที่เส้นผมของอิ้งเยว่อย่างเอ็นดู "เ้าคงโตขึ้นมากแล้วสินะ"
สายลมพัดมาอีกรอบแล้ว ไม่เบาอย่างรอบแรกเพราะต้นไม้ต้นเล็กๆก็พากันโยกไปตามแรงลม มีแต่เพียงต้นไม้ใหญ่ให้ร่มต้นนี้เท่านั้นที่สั่นไหวเพียงกิ่ง ใบไม้ที่ต้านแรงลมไม่ไหวค่อยๆร่วงหล่นลงมาและคงค่อยแห้งเหี่ยวตามกาลเวลาไปในไม่ช้าสองพี่น้องจ้องกันไม่วางตาราวกับจะเป็วันสุดท้ายที่จะได้เจอกัน...