อัปสรานอนกลิ้งไปมาบนเตียงกว้างอย่างครุ่นคิดการพบกับชยณัฐโดยไม่คาดฝันทำให้เธอรู้สึกผิดพอสมควรที่เคยทำให้เขาลำบากในตอนนั้น มือบางเอื้อมไปยังโต๊ะวางของข้างเตียงนอนหยิบกล่องเก็บสมบัติเล็กๆที่ถูกซุกซ่อนไว้มาเกือบสองปีออกดูภายในมีบัตรพลาสติกแข็งสีน้ำเงินเข้มวางอยู่
เขาจะลืมไปหรือยังนะว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเธอรีดไถอะไรไว้
ป่านนี้อาจจะลืมไปแล้วผู้ชายอย่างเขาคงไม่ผูกใจเจ็บกับเื่เล็กๆ น้อยๆ หรอกกระมัง?
ลองผูกใจเจ็บแล้วมาเอาคืนเธอดูสิแม่จะลองเอาบัตรใบนี้ไปรูดเงินให้เกลี้ยงบัญชีเลยทีเดียว!
*****************************
06.00น.เช้าวันศุกร์สิ้นเดือนตุลาคม
อัปสราตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์เบิกบานแจ่มใส วันนี้เป็สุดท้ายของการทำงานแล้วแถมยังเป็ศุกร์สิ้นเดือนอีกต่างหากเป็เื่ดีๆ ที่จะมีได้เดือนละครั้งเพราะอะไรนะเหรอ?
เงินเดือนจะออกนะสิถามได้!
จริงอยู่ถึงแม้ว่าเงินเดือนข้าราชการอย่างเธอจะออกล่วงหน้าก่อนสิ้นเดือนสามวันแต่มันก็แทบมีลักษณะเป็บัญชีม้าคือบัญชีที่ไม่มีเงินหรือมีเงินเข้าปุ๊บแล้วโอนออกปั๊บนั่นแหละบัญชีของนางสาวอัปสราชัดๆ
ที่เธอมีความสุขในวันนี้ก็คือเป็วันเงินเดือนจ็อบนอกออกต่างหากล่ะ นอกจากจะรับราชการเป็อาชีพหลักแล้วอาชีพเสริมของเธอก็คือการรับเป็ติวเตอร์ให้สถาบันกวดวิชาและรับสอนภาษาอังกฤษส่วนตัวตามบ้านหรือออนไลน์แล้วแต่ลูกค้าจะซื้อคอร์สเรียนซึ่งรายได้เสริมที่ได้รับในแต่ละเดือนมากกว่าเงินเดือนที่เธอได้รับอยู่ในปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ
เธอจบปริญญาตรีสาขาวิชาสารสนเทศและจบปริญญาโทในสาขาภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยของรัฐย่านอโศกความจริงบิดาและมารดาอยากให้เธอลาออกจากราชการและไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกแต่เธอปฏิเสธเพราะไม่อยากรับเงินจากทางบ้านอีกแล้ว
‘ไปเป็อาจารย์มหา’ลัยเอกชนมั้ย’
พลโทอิทธิ์พยายามเกลี้ยกล่อมลูกสาวให้ลาออกจากราชการเพราะเห็นว่าเงินเดือนน้อยและเขาเองก็พอมีเส้นสายในวงการการศึกษาอยู่พอสมควร
‘หรือไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วทำงานบริษัทก็ได้’
‘แอฟจะรับราชการ’
‘เงินเดือนข้าราชการหรือจะพอยาไส้ แค่ค่ากินอยู่ไปวันๆก็ไม่รู้จะพอหรือเปล่า นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเื่คิดที่จะผ่อนบ้านผ่อนรถ’
‘คุณพ่อก็รับราชการเหมือนกันนี่คะ’
‘ยัยแอฟ!’
ที่เธอดึงดันอยู่ในระบบราชการด้วยเงินเดือนเพียงเท่านี้ก็เนื่องจากอยากจะพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่าการรับราชการถ้ารู้จักใช้ชีวิตแบบพอเพียงก็สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้ไม่จำเป็ต้องรวยอู้ฟู่กินอยู่หรูหราอย่างที่ครอบครัวของเธอพยายามดิ้นรนไขว่คว้ามากเสียจนต้องทำผิดกฎหมาย
‘ลูกจะพิสูจน์ตัวเองยังไงก็ได้ แต่อย่าทำให้ตัวเองลำบากเดือดร้อนและขอให้เข้าใจว่าหนูเป็ผู้หญิงมันมีอันตรายอยู่รอบด้าน’
เพราะประโยคนี้ของมารดา เธอจึงยอมย้ายมาพักอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวติดรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่บิดาซื้อให้เป็ของขวัญเมื่อสอบบรรจุข้าราชการได้ซึ่งเป็เพียงสิ่งเดียวที่เธอยอมรับเอาไว้เนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัยในทรัพย์สินและร่างกายส่วนรถยนต์ป้ายแดงที่มารดาซื้อให้เธอจอดมันทิ้งไว้ที่บ้านแล้วเลือกที่จะขึ้นรถเมล์หรือรถสาธารณะเพื่อเดินทางไปทำงานแทน
วันศุกร์...วันสุขมักจะเป็วันดีๆ ของเธอเสมอและเช้านี้ก็คงไม่แตกต่างไปจากทุกวัน
สู้โว้ยอิแอฟ! อีกวันเดียวเอง
“พี่แอฟพี่แอฟ!”
ใครเรียกเธอ มีคนรู้จักพักแถวนี้ด้วยเหรออยู่มาตั้งนานไม่เคยมีคนรู้จักขึ้นรถเมล์ที่ป้ายนี้
อัปสราหันซ้ายมองขวาก็พบว่าทันตแพทย์ชยณัฐเดินแกมวิ่งตามหลังมา
“นึกว่าจะไม่ทันซะแล้วสวัสดีตอนเช้าครับ”
เธอยิ้มให้บางๆตรงมุมปากไม่เอ่ยอะไร
เขามาทำอะไรที่นี่หรือมีบ้านอยู่แถวนี้?
“พี่กำลังจะไปทำงานใช่มั้ยผมไปด้วย”เขารีบพูดเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังจะเดินต่อไปตามทางฟุตบาท
“หมอไม่ได้ขับรถมา?”หญิงสาวถามด้วยความฉงน เป็ไปได้ยังเนี่ยทันตแพทย์ที่ดูหรูเนี๊ยบอย่างเขาไม่ได้ขับรถไปทำงานหรือจะเป็เหมือนนายแพทย์ดิษยนันท์หรือหมอดิว แผนกอายุรกรรมที่ใช้ชีวิตอินดี้ติดดินอย่างขั้นสุด
‘พี่ขุนเดช’เ้าหน้าที่เวรเปลเจอความอินดี้นั้นมาแล้วกับตัว
‘พี่ขุนเดชบ้านอยู่แถวไหน’หมอดิวทักทายเ้าหน้าที่หนุ่มหุ่นหมี เขาเป็หมอที่มีนิสัยเข้ากับคนง่ายแถมยังทักทายเ้าหน้าที่ไปทั่วโดยไม่ถือเนื้อถือตัว
‘บ้านผมอยู่ปากเกร็ดหมอ’
‘ทางเดียวกันกลับกับผมมั้ย’
‘ไปสิหมอ’
แต่แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น
‘เชี่ย!หมอดิวพากูโหนรถเมล์!”
เื่นี้ถูกนำมาเล่าต่อเป็ที่ขบขันจนคนในศูนย์ฟื้นฟูรู้กันว่าถ้าหมอดิวชวนกลับบ้านจงทำใจไว้เลยว่าต้องขึ้นรถเมล์เพราะหมอแกใช้บริการทุกวันจนแทบจะเป็เ้าของสัมปทานไปแล้ว
หมอดิวย้ายมารับราชการที่ศูนย์ฟื้นฟูพร้อมๆกับเธอ แถมตอนแนะนำตัวเขายังบอกว่าเป็รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยอีกเลยทำให้ค่อนข้างสนิทสนมกันพอสมควร
ปัจจุบันหากไม่มีเวรตรวจคนไข้ OPDและไม่เจอที่ห้องพักแพทย์ก็แวะมาหาหมอดิวได้ที่ห้องสมุด เพราะหมอมาใช้บริการที่นี่แทบทุกวันจนจะมีโต๊ะทำงานเป็ของตัวเองแล้ว
“รถเสียผมจอดไว้ที่ปั๊ม” หมอชยณัฐบอกสาเหตุที่เช้านี้ไม่มีรถขับไปทำงาน
ถึงว่าหน้าตาแบบนี้เหรอจะโหนรถเมล์
“ค่ะ”อัปสราพยักหน้ารับทราบแล้วเดินต่อ
แค่นั้น!ผู้หญิงอะไรไม่มีน้ำใจสักนิดแทนที่จะถามไถ่หรือแสดงความอยากรู้สักหน่อยก็ไม่มี
“พี่ไปทำงานยังไงน่ะผมไปด้วยนะ” หมอหนุ่มเดินตาม
“ไปสิป้ายรถเมล์อยู่ตรงโน้น”อัปสราชี้มือไปยังจุดหยุดรถรับส่งผู้โดยสาร
“หมอจะเรียกแท็กซี่ก็โบกตรงนี้ได้เลยไม่ต้องรอถึงป้ายก็ได้”
“พี่ไปรถอะไร”
“รถเมล์”
“วันนี้นั่งแท็กซี่มั้ย”
“ไม่ล่ะไม่รีบ”
หญิงสาวยืนรถรถเมล์ปรับอากาศสาย18 ที่ใช้บริการเป็ประจำทุกเช้าเย็นโดยไม่สนใจว่าหมอหนุ่มจะยืนรอด้วยหรือเรียกแท็กซี่ไปแล้ว
“เปลี่ยนเป็นั่งแท็กซี่ได้มั้ย”ทันตแพทย์หนุ่มสะกิดแขนคนที่ยืนปักหลักนิ่งไม่หือไม่อือเหมือนกับไม่เคยเห็นเขาในสายตา
“หมอไปเลย พี่จะไปรถเมล์”
อะไรจู่ๆจะมาชวนเปลืองเงิน ถ้านั่งแท็กซี่เธอก็ต้องจ่ายแพงกว่าขึ้นรถเมล์ตั้งหลายบาท
ชยณัฐยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเขินๆไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีจะบอกว่าเขาไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยนะก็กระดากอาย แต่เขาหมดหนทางแล้วจริงๆธนบัตรฉบับละห้าร้อยบาทใบสุดท้ายเพิ่งควักให้เด็กปั๊มเป็ค่าจอดรถและฝากกุญแจไว้ให้ช่างมารับรถไปซ่อมเท่านั้นไม่พอยังซวยซ้ำซวยซ้อนต้อนรับวันฮาโลวีนด้วยการที่โทรศัพท์แบตหมดเข้าไปอี๊ก...จะกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็มหน้าธนาคารที่เดินผ่านมาตะกี้ก็ไม่ได้
ตอนนี้เขาไม่ต่างจากหัวหน้าพรรคกระยาจกดีๆ นี่เอง!
“ผมไม่มีเงินขออาศัยไปกับพี่หน่อยนะ”
อัปสราถอนใจมิน่าถึงรีบวิ่งมาทักเธอที่แท้ไม่มีเงินค่ารถนี่เอง
“ยังเช้าอยู่รถไม่แน่นจะนั่งแท็กซี่ทำไมให้เปลืองเงิน”
“ผมจ่ายเอง”
“มีเงินก็นั่งไปคนเดียว”อัปสราหันหน้าหนีไม่คุยด้วย
เงินไม่มีแล้วยังเื่มากอีก!
“ขอยืมก่อนได้มั้ยถึงที่ทำงานแล้วจะโอนคืนให้”
“ไม่ใช่เ้าแม่เงินกู้ถ้าหมออยากจะไปด้วยก็ต้องนั่งรถเมล์ไปด้วยกัน ไม่งั้นไม่จ่ายให้”
เื่เงินเื่ใหญ่ใครจะให้ยืมกันง่ายๆ ถึงจะเป็หมอที่ทำงานเดียวกันก็เถอะ
“ครับ”หมอหนุ่มผู้ไม่เคยขึ้นรถเมล์มาก่อนในชีวิตทำเสียงอ่อนระโหย
ตอนเรียนสามย่านก็ขับรถไปเรียนตลอดไม่เคยเลยที่คุณชายสายเนี๊ยบอย่างเขาจะต้องตกระกำลำบากใช้บริการรถสาธารณะนอกจากนั่งแท็กซี่เวลาเมาซึ่งก็น้อยมากๆ อีกนั่นแหละ
เปล่า...คนอย่างนายชยณัฐไม่ใช่ว่าเมาน้อยครั้งเอาเป็ว่าเขาอ่ะเมาบ่อยๆ แต่มีนายทหารภายใต้สังกัดของบิดาเป็สารถีคอยไปเก็บซากตอนเมาตะหากล่ะ