ตอนที่ 56 กวียอดเยี่ยม อาหารเลิศรส !
จี้เยวี่ยเอ๋อนำกวีทั้งสองบทที่สวีเสี่ยวเสียนเป็นผู้ประพันธ์ส่งไปให้ซูผิงอัน
นางรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ชื่อเสียงของสวีเสี่ยวเสียนควรจะได้รับการแก้ไขสักที
ชายหนุ่มที่มีความสามารถสูงส่งถึงเพียงนี้ ต่อให้เขาเป็นโรคประสาทก็มิควรถูกผู้ใดดูถูกเหยียดหยาม เขาควรได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่นต่างหากถึงจะถูก !
นี่คือบทกวีที่สามารถจารึกไว้ในหอเหวินเฟิงได้เลยเชียว !
ราชวงศ์ต้าเฉินสถาปนาแคว้นมาได้ 16 ปีแล้ว ส่วนหอเหวินเฟิงได้ก่อตั้งมานานถึง 14 ปีแล้ว ผู้คนในใต้หล้านี้มีมากมายก่ายกองดุจฝูงปลาในแม่น้ำ ทว่ามีบทกวีเพียง 14 บทเท่านั้นที่สามารถจารึกบนหอเหวินเฟิงได้ !
ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ทั้งสี่แห่งเจียงหนาน บทกวีของพวกเขาก็มิมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะถูกจารึกไว้ในหอเหวินเฟิง
ผู้ที่ประพันธ์กวีทั้งสิบสี่บทในหอเหวินเฟิงนั้น ปัจจุบันล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญของราชวงศ์ต้าเฉิน
สวีเสี่ยวเสียนได้ประพันธ์กวีขึ้นมา 2 บท ท่านอาจารย์เอ่ยว่ากวีทั้งสองบทนี้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะจารึกไว้ในหอเหวินเฟิง สิ่งนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าบทกวีของสวีเสี่ยวเสียนได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว
เขามิต้องการเป็นขุนนาง แต่เขาสามารถเป็นคนที่มีชื่อเสียงได้มิใช่หรือ ?
การที่ชาวบ้านในเขตเหลียงอี้มองเขาแปลกไปนั้น ก็เป็นเพราะเขามิมีชื่อเสียงมิใช่หรือ ? เพราะเห็นเขาเป็นชายหนุ่มที่น่ารังแกมิใช่หรือ ?
หากว่าเขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา บรรดาชาวบ้านเหล่านั้นคงได้แต่เงยหน้ามองเขาอย่างชื่นชม สายตาที่จ้องมองเขาคงมิปรากฏความดูถูกเหยียดหยามหรือเลือกปฏิบัติอีกต่อไป จะมีเพียงสายตาชื่นชมซึ่งกลั่นกรองออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเท่านั้น
นี่คือสิ่งที่จี้เยวี่ยเอ๋อต้องการ และเป็นการปูทางให้กับชีวิตของนางในอนาคตด้วย
ซูผิงอันรับกระดาษสองแผ่นนั้นไป ตัวอักขระสิงซูอันทรงพลังได้ดึงดูดสายตาของเขาในทันใด
ซูผิงอันชะงักงันไปชั่วครู่ จากนั้นเขาก็อ่านบทกวีที่มีนามว่าฝันของเจียงหนาน วันที่สามเดือนสาม
“คูเมืองเก้าโค้งสามเดือนสาม ต้นหลิวยาวสยาย
ฝุ่นหอมโหมทะยานดั่งม้ารมไปทั่วถนนสีทอง ชะล้างเศษผ้าของฤดูไม้ผลิ
......”
เขาอ่านบทกวีออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาของเขาเปล่งประกายพลางยืดลำตัวตรง จนกระทั่งตอนท้ายของบทกวี เขาได้ยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมามองด้วยสายตาตกตะลึง !
ตระกูลซูแห่งซูโจว เป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองซูโจว เป็นหนึ่งในหกตระกูลใหญ่ในราชวงศ์ต้าเฉิน !
ซูผิงอันได้รับการศึกษาขั้นสูงมาตั้งแต่ยังเยาว์ และเขายังมีน้องสาวซึ่งมากความสามารถอีกหนึ่งคนนามว่า...ซูเฟย
ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ของบทกวีนี้
แนวทางและความคิดช่างสูงส่งมากยิ่งนัก
บทกวีเช่นนี้...เขาสูดหายใจเข้าลึก บทกวีเช่นนี้ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์ทั้งสี่แห่งเจียงหนานก็มิอาจประพันธ์ออกมาได้ !
เขาหลงใหลในกวีบทนี้ เขาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเขาก็วางมันลง จากนั้นดวงตาของเขาก็ทอดยาวออกไปนอกหน้าต่างและเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น
เสแสร้งยิ่งนัก !
เมื่อจี้ซิงเอ๋อมองไปยังใบหน้าขาวผ่องของซูผิงอันก็พลันเกิดความคิดนี้ขึ้นมาในหัว ก็แค่กวีบทหนึ่งเท่านั้นมิใช่หรือ ? เหตุใดคุณชายใหญ่แห่งจวนซูถึงทำท่าทีราวกับได้สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้วเล่า มันมิเกินไปหน่อยหรือ ?
ส่วนจูจ้งจี๋ที่เพิ่งจะเรียนรู้ได้มินานก็เอนศีรษะเข้ามาดูอยู่ชั่วครู่ เขาอ่านกวีบทนั้นออกมาอย่างราบรื่น...แต่มันก็เพียงแค่ราบรื่นติดหูเท่านั้น เขาหันไปจ้องมองคุณชายซูที่บัดนี้กำลังเหม่อลอย มันดีถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?
ประกอบกับคำเอ่ยของจี้เยวี่ยเอ๋อเมื่อครู่ จูจ้งจี๋ตกตะลึงขึ้นมาทันใด กวีบทนี้สวีเสี่ยวเสียนเป็นผู้ประพันธ์เยี่ยงนั้นหรือ ?
มิน่าจะเป็นไปได้ เขาเคยได้ยินมาว่าเจ้าคนบ้านั่นยื่นบทกวีไปยังสำนักศึกษาขั้นสูงสุดอยู่หลายครา เพื่อหวังว่าจะมีปรมาจารย์คนใดเล็งเห็นความสำคัญและความงดงามในบทกวีของเขาจากนั้นก็นำไปจารึกไว้ที่หอเหวินเฟิงมิใช่หรือ ?
และยังได้ยินมาอีกว่า กวีของเขานั้นมีมากมายจนนำไปถมทะเลได้แล้ว ทว่ากลับมิมีคลื่นก่อตัวแม้แต่น้อย
จะว่าไปก็คงเป็นจริงดังนั้น ได้ยินมาว่าในแต่ละปีสำนักศึกษาขั้นสูงสุดได้รับบทกวีนับหมื่นบท ทว่าผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงและได้รับการคัดเลือกนั้นมีอยู่น้อยนิด นับประสาอันใดกับสวีเสี่ยวเสียนเล่า ?
คุณชายซูทำท่าทางตื่นเต้นไปเอง
ในขณะเดียวกัน หลงจู๊เถาก็ได้เดินถือชามไก่อันประณีตงดงามเดินออกมา เขายังมิทันได้เอ่ยแนะนำอาหาร เนื่องจากซูผิงอันยกมือขึ้นตบโต๊ะแล้วเอ่ยออกมาว่า
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ! ”
เขายังมิทันได้กินมันเลยด้วยซ้ำ เขารู้ได้เยี่ยงไรว่ายอดเยี่ยม ? หลงจู๊เถารู้สึกประหลาดใจมากยิ่งนัก ต่อมาเขาก็พบว่าซูผิงอันตบโต๊ะอย่างแรงอีกครา
“ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ! ”
หลงจู๊เถาวางไก่ยัดไส้ลงไป จากนั้นก็ยกยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ยอดเยี่ยมจริง ๆ ขอรับ ทุกท่านลองชิมดูเถิด ! ”
“นั่นน่ะสิ รั่วหลาน เจ้าลองดูนี่เถิด...กวีบทนี้คาดว่าสวีเสี่ยวเสียนน่าจะประพันธ์ขึ้นเมื่อวันที่สามเดือนสาม ข้ารู้สึกแปลกใจมากยิ่งนัก พวกเจ้าเอ่ยว่าเขามิเคยเดินทางออกไปจากเขตเหลียงอี้มิใช่หรือ ? แล้วเหตุใดเขาถึงรู้จักคูเมืองเก้าโค้งได้กัน ? เหตุใดถึงรู้จักหน่อไม้ขมปลาตะลุมพุกกัน ? ”
บัดนี้หลงจู๊เถาเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ทุกคนเอ่ยมานั้น มิใช่สิ่งเดียวกับที่เขาคิด
โจวรั่วหลานรับกระดาษแผ่นนั้นไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงและอัศจรรย์ใจ
ซูผิงอันเอ่ยขึ้นมาอีกคราว่า “ข้ารู้แล้ว ! แม้ว่าเขาจะมิเคยเดินทางไป แต่ก็คงเคยได้ยินมาบ้าง แม้จะเคยได้ยินผู้อื่นเล่าขานมาอีกที ทว่าเขาก็สามารถพรรณนาออกมาราวกับอยู่ในที่สถานที่แห่งนั้นจริง ๆ กวีบทนี้สวีเสี่ยวเสียนเป็นผู้ประพันธ์ขึ้นมาจริงหรือ ? ”
ซูผิงอันจ้องมองจี้เยวี่ยเอ๋อ จี้เยวี่ยเอ๋อพยักหน้ารับอย่างเขินอาย บัดนี้ในใจของนางรู้สึกหวานชื่นยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก
“มิได้การล่ะ ! หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ข้าต้องเดินทางไปหาสวีเสี่ยวเสียนสักหน่อยแล้ว ! ”
เมื่อเอ่ยจบสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษอีกแผ่นหนึ่งที่วางอยู่ด้านข้าง กวีบทนี้มีนามว่าพิณทอง เขาสูดหายใจเข้าลึกอีกครา เนื่องจากว่ากวีบทนี้ใช้ตัวอักษรเสียวข่ายซึ่งความงดงามมิด้อยไปกว่าน้องสาวของเขาเลย !
เขาเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มผู้หนึ่ง เหตุใดถึงเขียนอักขระออกมาได้น่าดึงดูดถึงเพียงนี้กัน ?
“พิณทองมีห้าสิบสายไร้เหตุผล หนึ่งสายหนึ่งเสาคิดถึงปีเรืองรอง
จวงเชิงเสียวเลอะเลือนถึงผีเสื้อ ใจหวังตี้ชุนฝากฝังที่นกแขกเต้า
...ความรู้สึกนี้ถือได้ว่าเป็นการระลึกถึง แต่ตอนนั้นมันหายไป”
ชายหนุ่มที่ประพันธ์บทกวีออกมาเช่นนี้ เขาต้องได้รับความเจ็บปวดจากการถูกทำร้ายเพียงใด ?
ซูผิงอันหยิบบทกวีบทนั้นขึ้นมาอีกครา ก่อนจะอ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่สามรอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ น้ำตาแทบจะไหลออกมาแล้วด้วยซ้ำ
“ในเขตเหลียงอี้นี้ นอกจากคุณหนูเยวี่ยเอ๋อแล้ว คาดว่าผู้อื่นคงจะเข้าใจสวีเสี่ยวเสียนผิดไป ! ”
“เขาเป็นผู้ที่มีความรู้สึกละเอียดอ่อน และมีบุคลิกที่สูงส่ง จากบทกวีฝันถึงเจียงหนานบทนั้นแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของชีวิตที่ดีขึ้น เขาต้องการเดินทางออกจากเขตเหลียงอี้ เขาต้องการเดินทางไปยังเมืองฉางอัน ต้องการท่องเที่ยวทั่วทั้งใต้หล้า สิ่งที่เขาตามหาคืออิสรภาพที่ไร้ขอบเขต ! ”
“และจากบทกวีพิณทองนั้น แสดงให้เห็นด้านที่อ่อนโยนของเขา เขาโหยหามิตรภาพและความรัก เขานำความรักทั้งหมดที่มีส่งมอบออกไปยังทะเล ดวงจันทร์ ท้องนภาสีครามอันอบอุ่น ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้เขากลับมิเคยได้รับมันตอบแทน ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังคงอยู่อย่างโดดเดี่ยว มิมีผู้ใดเข้าใจ ดังนั้นจึงทำให้รู้สึกว่า...ความรู้สึกนี้ถือได้ว่าเป็นการระลึกถึง เพราะตอนนั้นมันหายไปแล้ว”
การตีความเช่นนี้ของซูผิงอัน ทำให้จี้ซิงเอ๋อประหลาดใจจนอ้าปากค้าง ก่อนจะหันไปมองพี่สาว นางพบว่าพี่สาวของตนดวงตาแดงก่ำ
“เป็นข้าเองที่ปฏิบัติมิดีต่อเขา”
“ดังนั้นข้าถึงได้ซื้อเรือนข้าง ๆ ที่ติดกับจวนสวีเอาไว้”
“เนื่องจากข้าหวังว่า...จะสามารถตามเขากลับมาได้สำเร็จ”
ซูผิงอันปรบมือแล้วเอ่ยว่า “ช่างยอดเยี่ยมยิ่ง ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยความสามารถเช่นนี้ หากว่าคุณหนูเยวี่ยเอ๋อมิชื่นชอบ ข้าคิดว่าหลังจากที่น้องสาวของข้าได้อ่านบทกวีของเขาทั้งสองบทนี้แล้ว นางคงจะเดินทางมาที่นี่อย่างรวดเร็วเป็นแน่”
จี้เยวี่ยเอ๋อรู้สึกสั่นไหวขึ้นมาทันใด “ทุกท่าน...ทานอาหารกันเถิด ! อย่าเอ่ยอันใดให้มากความไปเลย ! ”
เมื่อโจวรั่วหลานอ่านกวีทั้งสองบทนั้นแล้ว ทั้งยังได้ยินซูผิงอันตีความออกมา นางจึงเงยหน้ามองดูลูกพี่ลูกน้องของตน พบว่าจูจ้งจี๋ทำสีหน้าราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
“เอาล่ะ...ทานอาหารกันเถิด ลองชิมอาหารชนิดใหม่ของสวีเสี่ยวเสียนดู มันมีนามว่าไก่ยัดไส้ ! ”
เมื่อได้เห็นกวีทั้งสองบทนั้น ซูผิงอันก็รู้สึกว่าตนมิมีความอยากอาหารเลยสักนิด ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถึงสวีเสี่ยวเสียนขึ้นมาอย่างตื่นเต้นและกระตือรือร้นว่า
“คุณชายจู ที่พวกท่านบอกว่าสวีเสี่ยวเสียนมีความผิดปกติทางสมอง ข้าเห็นว่าครานี้หมอเทวดาฮัวคงจะตัดสินพลาดไปแล้วจริง ๆ ! ”
“เหตุใดท่านถึงกล่าวเช่นนี้ ? ”
เมื่อซูผิงอันกล่าวออกมาเช่นนั้น มิเพียงแต่จูจ้งจี๋เท่านั้นที่รู้สึกสงสัย แม้แต่จี้เยวี่ยเอ๋อก็เงี่ยหูฟัง นางมิรู้ตัวว่าตั้งแต่เมื่อใดกัน ทุกคราที่ได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับสวีเสี่ยวเสียน นางจะให้ความสำคัญถึงที่สุด สิ่งนี้ทำให้จี้ซิงเอ๋อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นางรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา
“ข้าเองก็บอกมิถูก ทว่าว่าการเปลี่ยนแปลงของสวีเสี่ยวเสียนนั้นมีมากมายเสียเหลือเกิน เขาเป็นเพียงหนอนหนังสือที่มีคนรู้จักมิกี่คนเท่านั้น แต่เขากลับขายตำราอาหารถึงสองรายการให้แก่หอต้านสุ่ย คราที่สองที่เขาเดินทางมา คาดว่าคงจะนำตำราอาหารมาขายเช่นกัน แต่คาดมิถึงว่าจะพบเข้ากับโจวเหยียนหวางเสียก่อน”
“เขาถูกบ่าวรับใช้ในจวนรังแกถึง 14 ปี นี่หมายความว่าเขาเป็นคนปวกเปียกอ่อนแอ เขาย่อมมิมีความกล้ามากพอที่จะเข้าไปทะเลาะเบาะแว้งกับโจวเหยียนหวาง”
“ส่วนเรื่องที่เขาทำการไขคดีจากศพนั้น ข้ารู้สึกว่าวิธีที่เขาใช้ดูเหมือนจะเป็นทักษะของห้าบุปผาแปดสำนักเสียมากกว่า ต่อให้เขามีพลังจิตจริง แต่จากนิสัยเดิมของเขาแล้วนั้น คาดว่าเขาคงมิกล้าออกหน้าไปช่วยนายอำเภอจี้อย่างแน่นอน”
“ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ข้ารู้สึกว่าเขาเต็มไปด้วยความลึกลับมากมาย ราวกับเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน”
“บัดนี้เมื่อมาดูกวีทั้งสองบทของเขา...ตัวข้านั้นมีความรู้เพียงเล็กน้อยจึงมิกล้าวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่แน่ชัดก็คือมันยอดเยี่ยมยิ่งนัก ส่วนจะยอดเยี่ยมเพียงใด...คงต้องให้ปรมาจารย์เป็นผู้ตัดสินชี้แนะ”
“พวกเจ้าว่ากวีที่งดงามเช่นนี้ หนอนหนังสือ คนบ้าหรือคนโง่จะสามารถประพันธ์ออกมาได้เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“ดังนั้น...แท้จริงแล้วเขาได้ซ่อนความเก่งกาจและความเฉลียวฉลาดเอาไว้ ! ”
“เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ! ”
“คนเช่นนี้ สมควรที่จะเดินทางไปทำความรู้จักยิ่งนัก ! ”
จี้ซิงเอ๋อหยิบน่องไก่ให้พี่สาว ส่วนตัวนางนั่งแทะเนื้อไก่พลางนึกในใจว่า หากพวกเจ้าอยากจะวิพากษ์วิจารณ์สวีเสี่ยวเสียนก็จงทำไปเถิด ส่วนตัวข้าหิวแล้ว ไอหยา ! อร่อยยิ่งนัก !
จี้เยวี่ยเอ๋อมิได้เอ่ยออกมาว่าท่านจางหวนกงได้เห็นกวีทั้งสองบทนี้แล้ว ทั้งยังเอ่ยว่าสามารถจารึกไว้บนหอเหวินเฟิงได้
น้องสาวของคุณชายซูผู้นี้มีนามว่าซูเฟย...นางเป็นหนึ่งในสตรีผู้มีความสามารถแห่งเจียงหนาน อยู่ ๆ จี้เยวี่ยเอ๋อก็รู้สึกเสียใจที่นำกวีสองบทนี้ออกมาให้เขาดู
นางเม้มปากแน่นแล้วครุ่นคิดในใจว่า จำต้องรีบจัดการเก็บกวาดเรือนนั้นแล้วย้ายเข้าไปอยู่โดยเร็วที่สุด เมื่อเป็นเช่นนั้น นางจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาด้วย
อีกประเดี๋ยวนางต้องรีบไปบอกให้ท่านพ่อนำสัญญาหมั้นหมายส่งคืนให้แก่สวีเสี่ยวเสียน ไม่สิ ! นางจำต้องใช้ความสามารถของตนเองเดินเข้าไปในหัวใจของเขาให้ได้ !
บัดนี้หัวใจของนางสงบลงแล้ว นางรู้สึกว่าไก่ยัดไส้ช่างอร่อยเสียเหลือเกิน
ส่วนความรู้สึกในใจของจูจ้งจี๋ บัดนี้ช่างหนักอึ้งยิ่งนัก เขาครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เยวี่ยเอ๋อ ข้า...ข้ามิมีโอกาสแล้วจริงหรือ ? ”
จี้เยวี่ยเอ๋อเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้เขาแล้วตอบว่า “เจ้ามิเคยมีโอกาสตั้งแต่ต้นแล้ว”
หัวใจของจูจ้งจี๋เจ็บปวดราวกับมีลูกศรธนูเข้ามาทิ่มแทง !
“เอาเถิด...”
บัดนี้จูจ้งจี๋ได้เปลี่ยนจากความเศร้าโศกมาเป็นความอยากอาหารแทน “มาเถิด ๆ มาลองชิมหัวสิงโตเนื้อปู1ของสวีเสี่ยวเสียนกัน...” เขาชะงักงันไปชั่วครู่ อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามิว่าเรื่องใดก็ตามมักจะเกี่ยวข้องกับสวีเสี่ยวเสียนอยู่เสมอ ?
“ดูเอาเถิด ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าสวีเสี่ยวเสียนผู้นั้นดูลึกลับยิ่งนัก ! ”
ประโยคเมื่อครู่ของซูผิงอันเหมือนกับการโรยเกลือลงบนบาดแผลของจูจ้งจี๋ “ไก่ยัดไส้นี้มีวิธีการทำที่เรียบง่าย แต่เขากลับทำออกมาได้เลิศรสถึงเพียงนี้ ! ”
ซูผิงอันฉีกไก่ขึ้นมาชิมแล้วเอ่ยว่า “เพียงแค่ไก่ธรรมดา ๆ เมื่อผ่านกระบวนการปรุงอันซับซ้อนและมีเอกลักษณ์ของเขา ทำให้มันมีสีแดงดุจพุทรา เป็นประกายมันวาว เมื่อกินเข้าไปมีความมันแต่มิเลี่ยน มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบบัว หากสัมผัสให้ดีจะมีความรู้สึกเหมือนอยู่ข้างสระบัว มีสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมา...ยากที่จะพรรณนาได้ ! ”
เสแสร้ง !
ก็แค่ไก่มิใช่หรือ เหตุใดถึงนำไปเกี่ยวข้องกับสระบัวได้เล่า เช่นนั้นเหตุใดถึงมิตกลงไปในสระบัวเลยล่ะ ?
จี้ซิงเอ๋อลอบตำหนิซูผิงอันอยู่ในใจ จากนั้นก็กินอาหารอันเลิศรสต่อ พลางครุ่นคิดไปว่าพี่สาวของนางคงจะชื่นชอบสวีเสี่ยวเสียนขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
เฮ้อ...เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ต่อจากนี้ข้าจะได้ไปทานข้าวที่จวนสวีได้ทุกวัน !
1หัวสิงโตเนื้อปู เป็นอาหารหวยหยางพื้นถิ่นในมณฑลเจียงซู ซึ่งนำเนื้อปูไปผสมกับเครื่องเทศและเครื่องปรุงต่าง ๆ แล้วปั้นเป็นก้อน จากนั้นก็นำไปทอดให้มีสีเหลืองทองแล้วนำไปตุ๋นต่ออีกที