มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 80 โอสถระดับสวรรค์

            "มิทราบเจ้าหนุ่มนี่จะสร้างความประหลาดอันใดขึ้นอีก โอสถที่ได้จะเป็นโอสถระดับใดกัน"

     

            "นั่น  !! ทำไมผู้อาวุโสสูงสุดถึงได้ยืนแน่นิ่งเช่นนั้น หรือมีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับโอสถของเจ้าหนุ่มกังหลง"

     

            หลายคนหันไปมองยังผู้อาวุโสสูงสุดของสมาคมโอสถ ซึ่งบัดนี้ยืนแน่นิ่งมือสั่นสะท้านคล้ายตกตะลึงต่อสิ่งที่พบเห็นเบื้องหน้า ผู้อาวุโสซุนรีบกล่าวถามขึ้น

     

            "มีอันใดรึท่านผู้อาวุโสสูงสุด !!"

     

            ผู้อาวุโสสูงสุด กล่าวเสียงสั่นสะท้าน

     

            "โอ..สถ..โอสถปราณเมฆินทร์จำนวนถึงสองเม็ด !! "

     

            "อะ..อะไรนะ !! โอสถปราณเมฆินทร์ที่เป็นโอสถระดับสี่ เจ้าหนุ่มนี่สามารถปรุงโอสถระดับสี่ได้ และปรุงมาได้ถึงสองเม็ด คงมีอะไรผิดพลาดกระมัง"


            ผู้อาวุโสซุน...

     

            "เชิญผู้อาวุโสของสมาคมโอสถทั้งหมดเข้ามาร่วมกันพิจารณา" 

     

            ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวขึ้น

     

            "อา..เกิดอะไรขึ้นทำไมผู้อาวุโสของสมาคมโอสถทั้งหมดถึงต้องลงไปดูโอสถของเจ้าหนุ่มประหลาดนั่น หรือโอสถจะมีปัญหาใด"

     

            "มีอะไรแปลก ๆ สำหรับเจ้าหนุ่มนั่นจริง ๆ การทดสอบแต่ละขั้นมันผิดปกติ หรือจะมีการโกงการทดสอบเกิดขึ้น"

     

            "มิน่าใช่นะ ดูแล้วเจ้าหนุ่มประหลาดนั่นต้องมีความสามารถบางอย่างไม่เช่นนั้นจะสามารถผ่านการทดสอบจนไปถึงขั้นสุดท้ายได้อย่างไร "

     

            หลากหลายความคิดเห็นหลากหลายเสียงดังระงมขึ้นจากฝูงชน จนผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวขึ้น

     

            "ทุกท่านโปรดเงียบสงบลงก่อน มิมีปัญหาอันใดกับโอสถของกังหลงหรอก เพียงให้ผู้อาวุโสทุกท่านได้มาร่วมชมร่วมพิจารณา ผลการปรุงโอสถของผู้เข้าทดสอบทั้งหมดเมื่อรวบรวมผลเรียบร้อยแล้วทางสมาคมโอสถก็จะแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบ"  

     

            เหล่าผู้อาวุโสจากสมาคมโอสถทั้งห้าคนได้มาร่วมกันตรวจสอบโอสถของผู้เข้าทดสอบทั้งสิบคน และได้สรุปรวบรวมผลการทดสอบและมีผู้อาวุโสซุนเป็นตัวแทนในการประกาศแจ้ง ผู้อาวุโสซุนได้กล่าวขึ้น

     

            "ผลการทดสอบเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยจะเรียงลำดับจากผู้ที่ชนะเลิศอันดับหนึ่งไปถึงอันดับห้า ดังนี้"

     

            "ผู้ชนะอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ กังหลง สามารถปรุงโอสถ ระดับสี่ระดับสูง โอสถปราณเมฆินทร์ ได้จำนวนสองเม็ดในคราเดียว และโอสถทั้งสองเม็ดเป็นถึงโอสถระดับสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง  !!"

     

            "โอ้ว  !! เจ้าหนุ่มนั่นปรุงโอสถระดับสี่ระดับสูง และเป็นถึงโอสถระดับสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง นี่อาจเป็นอัจฉริยะด้านโอสถในรอบหนึ่งพันปีก็เป็นได้ !!"

     

            "โอสถระดับสวรรค์เกิดขึ้นแล้วจริงรึ !!"


            "อัจฉริยะ !!"


            "อัจฉริยะ !!"


            "ไชโย..ไชโย.. อาณาจักรเนตรอสูรของเราได้ถือกำเนิด อัจฉริยะด้านโอสถขึ้นแล้ว การแข่งขันทางโอสถระดับอาณาจักรครั้งต่อไป อาณาจักรเนตรอสูรมีความหวังแล้ว !!"

            ผู้คนรอบ ๆ ลานประลองต่างตะโกนโห่ร้องกันเสียงดังเซ็งแซ่  เมื่อสิ้นเสียงผู้คน ผู้อาวุโสซุนได้แจ้งผลการทดสอบต่อ ผู้ที่ได้อันดับสองเป็นนงคราญสุรางค์สวรรค์ ได้ปรุงโอสถหยาดพิรุณมังกรเมฆาตามที่กังหลงได้คำนวนไว้ โอสถที่ได้นับเป็นโอสถระดับสองระดับสูง


            อันดับสามได้แก่หยางเสี่ยวเอ๋อร์สตรีคลุมหน้าชุดขาวร่างบอบบางเปี่ยมเสน่ห์ ได้ปรุงโอสถระดับสองระดับสูงสำเร็จแล้วเช่นกัน เป็นโอสถปราณอัคคีพิสุทธิ์ แต่ความยากและซับซ้อนน้อยกว่าโอสถหยาดพิรุณมังกรเมฆา จึงได้อันดับสามไป

     

            อันดับสี่และอันดับห้าได้แก่ สตรีเยาว์วัยว่านเยี่ยหลานและมู่หยง สามารถปรุงโอสถระดับหนึ่งระดับกลาง ส่วนผู้เข้าทดสอบอีกห้าคนที่เหลือปรุงได้เพียงโอสถระดับหนึ่งระดับต่ำเท่านั้น

     

            เมื่อผลทั้งหมดปรากฎออกมา เท่ากับครานี้อาณาจักรเนตรอสูรได้ปรากฎอัจฉริยะเยาว์วัยอายุมิถึงยี่สิบปีด้านโอสถกำเนิดขึ้นถึงสามคน ทำให้สมาคมโอสถและชาวเมืองเนตรอสูรต่างดีอกดีใจยิ่ง ความหวังที่อาณาจักรเนตรอสูรจะก้าวข้ามอันดับสุดท้ายจากการแข่งขันด้านโอสถในรอบนี้มีมากสูงถึงเจ็ดถึงแปดส่วน ต่อไปก็จะสามารถเดินเชิดหน้าเชิดตากับอาณาจักรอื่น ๆ ได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

     

            ขณะที่ทุกผู้คนต่างดีอกดีใจ มุมหนึ่งของลานประลองทางด้านใต้นั่งไว้ด้วยบุคคลลึกลับผู้หนึ่งสวมใส่ชุดรัดกุมสีดำสวมหมวกฟางปิดบังโฉมหน้านั่งปะปนกับผู้เข้าชมการทดสอบเหมือนผุู้ที่มาชมการทดสอบด้านโอสถปกติทั่วไป บุคคลลึกลับได่หยิบศิลาส่งสัญญาณเสียงขึ้นมา และพูดอย่างเบาขึ้น

     

            "อาณาจักรเนตรอสูรครานี้ได้เกิดมีผู้เยาว์ที่มีความสามารถด้านโอสถขึ้นสามคน คาดว่าน่าจะตึงมือ มิทราบนายท่านจะให้ดำเนินการเช่นไรขอรับ "


            ผ่านไปชั่วครู่ก็มีเสียงตอบกลับมาอย่างแผ่วเบา

             

            "หากมีโอกาสกำจัดขวากหนามได้ก็ให้หาทางกำจัด การแข่งขันด้านโอสถในรอบที่จะมาถึงครานี้ มีสิ่งสำคัญคือการที่ผู้ชนะสิบอันดับแรกของระดับอาณาจักรได้สิทธิ์เข้าไปสำรวจดินแดนลึกลับ อาณาจักรเราเองจำเป็นต้องมีผู้ที่ต้องติดในสิบอันดับนี้ แต่ให้ทำการอย่างรัมีดระวังให้รอบคอบอย่าให้มีหลักฐานใดให้สืบสาวถึงอาณาจักรเราได้ หากเจ้าทำพลาดคงทราบถึงบทลงโทษที่จะได้รับกระมัง"   

        

            "หึ..หึ"

     

            เสียงอีกฝ่ายตอบกลับมา ทำให้บุคคลลึกลับถึงกับตัวสั่นสะท้านขึ้นคราหนึ่ง แต่ชั่วครู่ก็ได้แสยะยิ้มและคำรามในลำคอเบา ๆ มองไปกังหลง เนื่องจากการที่ใช้ปราณสำรวจนั้นพบว่าเป็นเพียงผู้ที่มีพลังปราณยุทธต่ำที่สุดแค่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุดเท่านั้น..!!

     

            "ผู้ชนะอันดับสองและอันดับสามก็นับเป็นอัจฉริยะที่จากจะพบพาน ดูทั้งสองอายุน่าจะประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี แต่สามารถปรุงโอสถระดับสองระดับสูงได้ นับว่าอนาคตด้านนักปรุงโอสถระดับสูงกว่านี้ของอาณาจักรคงอยู่ไม่ไกลแล้ว"

     

            "อย่าได้ประมาทไป อาณาจักรเนตรอสูรเรากำเนิดอัจฉริยะขึ้นมาได้ อาณาจักรอื่น ใยจะมิอาจมีอัจฉริยะได้เช่นกัน ได้แต่คาดหวังว่าการแข่งขันทางด้านโอสถระดับอาณาจักรคราที่จะถึงนี้ อาณาจักรเนตรอสูรของเราคงไม่ต้องอยู่อันดับหลังสุดดังเช่นที่ผ่านมาอีกแน่"

     

            "คงต้องหาโอกาสทำความรู้จักกับครอบครัวของอัจฉริยะเยาวว์วัยเหล่านี้ไว้แล้ว อนาคตความรุ่งเรื่องต่าง ๆ อาจติดตามมาไม่มากก็น้อย"

     

            เสียงผู้คนต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บุคคลลึกลับอาศัยจังหวะวุ่นวายเหล่านี้ลุกขึ้นเดินออกไปปะปนกับฝูงชน ก่อนไปหันมองไปยังบุรุษหนุ่มที่คิดว่าเป็นเป้าหมายพลางปล่อยรังสีอำมหิตพิฆาตวูบหนึ่งขึ้นในสายตา และสลายหายวูบไปในทันที

     

            "ชิ้ง !!"

     

            รังสีอำมหิตวูบนี้มิอาจรอดจากสัมผัสของกังหลงไปได้ กังหลงกำหนดจิตวิญญาณสำรวจพบเห็นเป็นบุคคลระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุด บุคคลผู้นี้สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้าง อายุประมาณสี่สิบกว่าปี ด้วยอายุเพียงนี้สามารถมีระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นสุดได้ ถือว่าไม่ธรรมดา

     

            และก่อนหน้านี้แม้กังหลงจะนั่งฟื้นฟูพลังลมปราณแต่ก็ได้แผ่พลังจิตวิญญาณสำรวจเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวในรัศมีสองลี้ จากการได้รับฟังคำพูดที่บุคคลผู้นี้พูดสนทนากับอีกฝ่าย กังหลงก็ทราบเจตนาร้ายของอีกฝ่ายแล้วแต่หาสนใจไม่ หากแม้นอีกฝ่ายไม่มาตอแยตนขณะนี้กังหลงก็มิอยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย

     

            แต่หากแม้นใครคิดมาตอแย ตนก็มิใช่ตะเกียงพร่องน้ำมันเฉกเช่นอดีตอีก จากความรู้ของเฒ่าเทียนคงได้บอกไว้ ถ้าคิดจะผาดโผนในยุทธจักรต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว ให้ยึดหลักคุณธรรมน้ำมิตรเป็นที่ตั้ง บุญคุณและน้ำมิตรต้องจดจำและทดแทน หนี้แค้นต้องชำระให้หมดสิ้น ห้ามใจอ่อนปราณีต่อศรัตรูผู้คิดมุ่งร้ายเป็นอันขาด หากปล่อยศรัตรูไปก็เฉกเช่นได้เลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกาย ย่อมมีสักวันที่มันจะหันกลับมาแว้งกัดเอาได้ในคราหลัง ...

     

            ............................................................



    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน