เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 160 ความโกรธา

            เมื่อหญิงสาวได้ยินคำพูดที่ชั่วร้ายของชายหนุ่มสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังคงมีรอยยิ้มจางๆ อยู่บนใบหน้า นางกล่าวว่า “นายน้อย ได้โปรดอย่าพูดล้อเล่นแบบนั้นเลย”

            “ใครจะเสียเวลามาพูดเล่นกับเจ้า?ไสหัวมาหานายน้อยซะ! นังคนชั้นต่ำ เป็นแค่ทาสแท้ๆ แต่ทำตัวเหมือนคนชั้นสูงอยู่ได้!!!”

            ชายหนุ่มกล่าวอย่างก้าวร้าวในดวงตาของเขาทอประกายหมดความอดทนขึ้นมา

            หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้ว่าในเมืองหลวงจะมีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอยู่มากมาย แต่ดูเหมือนว่าจะมีคุณชายผู้ยโสโอหังและโง่เขลาอยู่มากกว่าคนประเภทนี้ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา และคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก

            นางกัดปากตัวเองเล็กน้อยขณะที่สีหน้าค่อยๆ ซีดขาว ก็จริงอย่างที่ชายคนนั้นพูด สถานะทางสังคมของนางต่ำต้อยมากเป็นเพียงแค่ทาสคนหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วจะออกมายืนต้อนรับแขกอยู่ด้านนอกทำไม? และยังต้องปั้นหน้ายิ้มอยู่ตลอดเวลา ในทวีปเก้าสวรรค์นี้อาชีพของนางนับว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ

            ดังนั้นหากอีกฝ่ายต้องการย่ำยีนางนางก็ไม่สามารถขัดขืนได้

            นางจำได้ว่ามีคนชนชั้นสูงท่านหนึ่งบังเอิญถูกใจเพื่อนของนางทำให้เพื่อนของนางถูกข่มขืนก่อนจะสังหารทิ้งอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งเป็นจุดจบที่น่าสังเวชแต่ในสายตาของพวกเขา ทาสสาวในลานประมูลอย่างพวกนางก็ไม่ต่างอะไรกับโสเภณี

            พวกนางถูกฝึกมาเพื่อต้อนรับแขกนั่นเป็นงานของพวกนาง

            เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวรอยยิ้มชั่วร้ายของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จากนั้นเขาก็กล่าวต่อไปว่า “ข้าจำได้ว่าครั้งก่อน เหมิงชงได้พบทาสที่เขาชื่นชอบเขาได้เพลิดเพลินกับนางจนกระทั่งนางตาย ถ้าเจ้ามาหาข้าและทำตามที่ข้าบอกข้าจะเมตตาส่งเจ้าไปค่ายทหาร เจ้าก็น่าจะรู้ว่าคนในค่ายเหมือนหมาป่าหิวกระหาย ที่ไม่ได้ลิ้มรสชาติเนื้อสมันสาวมานานมาดูสิว่าเจ้าจะรับมือกับพวกเขาได้สักกี่คน!”

            สีหน้าของหญิงสาวยิ่งซีดขาวมากขึ้นเรื่อยๆนี่ยังจะยกนางให้อีกหลายๆ คนเล่น?

            ตอนนั้นเองจิตสังหารก็แล่นผ่านดวงตาของหลินเฟิงไปเจ้ามันสัตว์ไร้ยางอาย! ทั้งที่กล่าวคำพูดอนาจารต่ำๆ เช่นนี้แต่กลับแสดงท่าทางดีอกดีใจอยู่ได้ ราวกับภูมิใจที่ได้กล่าวออกมา

            “หุบปากไปซะเจ้าไม่กลัวว่าคนอื่นจะได้กลิ่นเหม็นเน่าจากปากของเจ้าหรือไง?”

            หลินเฟิงหันหน้าไปมองดวงตาเย็นชาภายใต้หน้ากากสีเงินจ้องไปที่ชายหนุ่มคนนั้นเขม็ง

            คำพูดของหลินเฟิงทำให้ชายหนุ่มคนนั้นรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาก่อนที่ดวงตาจะฉายแววเย็นชาและกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอยู่กับใคร?”

            “แน่นอนข้ารู้”หลินเฟิงพยักหน้า ทำให้ดวงตาของชายหนุ่มแสดงความพอใจออกมาจากนั้นก็กล่าวอย่างยโสว่า “หากเจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครเจ้าไม่กังวลกับผลที่จะตามมาเลยหรือ?! หรือว่าเจ้าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองเพราะหญิงสาวคนนี้?”

            “ข้าจำเป็นต้องนึกถึงผลที่จะตามมาเมื่อพูดคุยกับสุนัขด้วยหรือ?”หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

            “พรืด… ฮ่าๆ”

            เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ที่นั่งอยู่ในเขตของเหล่าชนชั้นสูงได้ยินสิ่งที่หลินเฟิงกล่าวพวกเขาก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

            เมื่อได้ยินคนอื่นหัวเราะเยาะสีหน้าของเขาก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ “ทำลายการบ่มของมันและโยนออกไปจากที่นี่ซะ!แล้วไปพาตัวผู้หญิงคนนั้นมาหาข้า!”

            “ขอรับ”คนที่นั่งข้างเขาลุกขึ้นยืนและเดินไปหาหลินเฟิง

            ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมสีเทาแบบเรียบง่ายและมีสีหน้าเย็นชายามที่เขาก้าวเดินจะเกิดเสียงลมดังขึ้นแผ่วๆ

            หลินเฟิงหันไปมองชายคนนั้นเขารู้สึกได้ถึงลมปราณรุนแรงที่ทะลักจากร่างของเขา มันช่างเลือดร้อนและก้าวร้าว บ่งบอกชัดเจนว่าคนผู้นี้คือทหาร!

            จากนั้นหลินเฟิงก็จำได้ว่าชายหนุ่มคนนั้นได้พูดถึงค่ายทหารเป็นไปได้ไหมว่าภูมิหลังของเขาจะเกี่ยวข้องกับทหาร?

            “ช้าก่อน!”ตอนนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมา ทำให้ชายในเสื้อคลุมสีเทาหยุดเดินและหันหน้าไปหาต้นเสียง

            ในขณะนั้นเองได้มีเงาร่างของคนคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบและกล่าวกับชายหนุ่มคนนั้นว่า “นายน้อยเหมิงทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นแขกพิเศษของลานประมูลดังนั้นก่อนที่พวกเขาจะออกไปจากที่นี่ ลานประมูลของพวกเราจะทำหน้าที่รับประกันความปลอดภัยให้กับทุกท่านหวังว่านายน้อยเหมิงจะเข้าใจและไว้ชีวิตเขาด้วย”

            “แน่นอนว่าหากท่านสนใจหญิงสาวผู้นี้ข้าสามารถมอบนางให้กับท่านได้ ท่านสามารถทำอะไรกับนางก็ได้”

            คนที่มาใหม่พูดจาสุภาพมากทำให้ชายหนุ่มคนนั้นผ่อนคลายลง เขาไม่ควรทำให้ผู้จัดการลานประมูลต้องเสียหน้า เพราะเจ้าของลานประมูลนั้นมีสถานะไม่ธรรมดาและเป็นบุคคลที่ไม่อาจไปยั่วยุได้

            “นับว่าเจ้าโชคดี!”นายน้อยเหมิงปรายตามองหลินเฟิงอย่างเย็นชาถ้าผู้จัดการลานประมูลไม่ออกมาห้ามไว้ล่ะก็ ป่านนี้หลินเฟิงคงโดนเตะออกไปแล้วแน่ๆ!!!

            “ให้สาวใช้คนนั้นมาหาข้านายน้อยผู้นี้จะลิ้มรสนางต่อหน้าทุกคน”

            ชายหนุ่มแสดงสีหน้าชั่วร้ายทำให้ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวมากกว่าเดิม ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

            นางคาดไม่ถึงเลยว่าเพียงเพราะประโยคเรียบง่ายที่นางพูดออกมาจะทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ นอกจากนี้นางก็ไม่ได้ทำผิดพลาดประการใดที่นั่งในเขตเหล่าชนชั้นสูง ทุกคนสามารถเลือกนั่งได้ตามใจชอบ

            แต่ในโลกนี้ถูกหรือผิดไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่สำคัญ

            “ตกลง”ผู้จัดการกล่าวจบก็มองไปที่สาวงามและพูดว่า “เจ้าไม่ได้ยินที่นายน้อยเหมิงพูดหรือไง!ทำไมยังไม่มาอยู่กับเขาอีก?”

            สีหน้าของหญิงสาวพลันซีดเผือดขณะที่ร่างสั่นระริกขึ้นมา นางไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนางถ้านางถูกชายหนุ่มคนนั้นพาไป

            น้ำตาไหลออกจากดวงตาของนางในดวงตาฉายแววโศกเศร้าและจำยอม ก่อนจะก้าวเท้าไปหาชายหนุ่มคนนั้น

            เมื่อเห็นฉากนี้นายน้อยเหมิงก็แสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย

            แต่หลังจากก้าวเดินไปได้หนึ่งก้าวดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยและหยุดเดิน

            นางเห็นมือเล็กๆของนางถูกคว้าด้วยมือที่ใหญ่และอบอุ่น มือนั่นดึงแขนนางไว้ไม่ให้เดินต่อ

            “นั่งข้างข้า”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาซึ่งทำให้สาวงามมึนงงและลังเลที่จะฟังเขา

            “ข้ากำลังบอกให้เจ้านั่งลงไม่จำเป็นต้องไปไหน”

            หลินเฟิงกล่าวขณะที่จับมือนางไว้แน่นและบังคับให้นั่งลงทำให้ฝูงชนประหลาดใจ

            “ข้าหวังว่าคุณชายท่านนี้จะไม่ทำให้พวกข้าต้องยุ่งยากมากขึ้น”

            ผู้จัดการลานประมูลกล่าวสำหรับเขาแล้วเพราะไม่อยากให้หลินเฟิงเสียหน้า ถึงได้ออกโรงปกป้องเขาแต่หลินเฟิงช่างไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลยทำให้น้ำเสียงของเขาเริ่มไม่เป็นมิตรขึ้นมา

            “ทำให้เรื่องมันยุ่งยาก?”หลินเฟิงแสยะยิ้มและมองไปที่เขา จากนั้นถามขึ้นว่า “ข้าเป็นแขกพิเศษของที่นี่ใช่หรือไม่?”

            “ถูกต้องมิฉะนั้นเจ้าคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้” ผู้จัดการพยักหน้า

            “ในเมื่อเป็นแขกพิเศษของที่นี่ก็ไม่แปลกอะไรที่นางจะต้องต้อนรับข้า แต่เป็นเพราะนางดูแลข้า นางถึงต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าปากเหม็นคนนั้นเพื่อสลายความโกรธของมันแต่เจ้าไม่คิดถึงหน้าข้าบ้างหรือ?”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเสียหน้ามากน้อยเท่าไร ในเมื่อไม่ให้เกียรติข้าข้าก็ไม่จำเป็นให้เกียรติเจ้า

            สาวงามคนนี้ดูแลหลินเฟิงตามหน้าที่ทำให้นายน้อยเหมิงโกรธและเป็นเหตุให้นางถูกลงโทษด้วยการส่งตัวให้นายน้อยเหมิงสาเหตุเกิดมาจากตัวเองแล้วจะให้หลินเฟิงนิ่งเฉยได้อย่างไร?

            ผู้จัดการลานประมูลไม่ได้ถามความคิดเห็นของหลินเฟิงตั้งแต่แรกเพราะเขาคิดแต่ว่าอยากสลายความโกรธของนายน้อยเหมิง แล้วความโกรธของหลินเฟิงล่ะ?ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอย่างนั้นหรือ?!

            เมื่อผู้จัดการได้ยินหลินเฟิงกล่าวสีหน้าของเขาก็แข็งทื่อขึ้นมา เขามัวแต่สนใจความรู้สึกของนายน้อยเหมิงจึงละเลยความคิดของหลินเฟิงไป แต่ในสายตาของเขานั้น สถานะของนายน้อยเหมิงสูงส่งกว่าหลินเฟิงมากเขาจึงต้องทำแบบนี้ อันที่จริงแล้วหลินเฟิงควรขอบคุณเขามากกว่า เพราะถ้าไม่ได้เขาเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยป่านนี้คงแย่ไปแล้ว

            เมื่อได้ยินหลินเฟิงพูดแบบนี้เขาก็รู้สึกว่าหลินเฟิงช่างเป็นคนที่แยกแยะดีเลวไม่เป็น!

            ดวงตาของผู้จัดการฉายแววไม่พอใจขึ้นมาขณะที่มองไปที่หลินเฟิงแล้วเบนสายตาไปที่หญิงสาวคนนั้นแล้วพูดว่า “ใครอนุญาตให้เจ้านั่งตรงนั้นกัน?ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง? มาหานายน้อยเหมิงซะ”

            เดิมทีนายน้อยเหมิงรู้สึกโกรธเพราะคำพูดของหลินเฟิงดังนั้นผู้จัดการจึงพยายามหาทางลงให้กับเรื่องนี้แต่ดูเหมือนว่าหลินเฟิงจะไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

            “เจ้ามันไร้ยางอายจริงๆ!”

            ผู้จัดการลานประมูลเผลอพูดในสิ่งที่คิดออกมาขณะที่ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า หลินเฟิงช่างไร้ยางอายจริงๆ

            ดวงตาของหลินเฟิงแข็งกร้าวขึ้นเขาเหลือบมองคนของลานประมูล แล้วพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ว่า “เมื่อกี้เจ้าพูดอะไรนะ?”

            “หึ!”ผู้จัดการร้องหึออกมาคำเดียว ก่อนชี้ไปที่หญิงสาวคนนั้นแล้วกล่าวเสียงเข้มว่า “ปล่อยให้นางไปหานายน้อยเหมิงซะ”

            “ตูม!”

            สิ้นเสียงของคนคนนั้นก็ได้ยินเสียงระเบิดดังกระหึ่มขึ้นมา ก้อนหินพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ พื้นดินสั่นสะเทือนศาลาที่หลินเฟิงอยู่และข้าวของต่างถูกหมัดของเขาบดขยี้ไม่มีชิ้นดี!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน