ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 ขยายเวลาอย่างมีน้ำอดน้ำทน

            หลงเซี่ยวอวี่พยุงมู่จื่อหลิงที่หลับลึกขึ้นมาอย่างอ่อนโยนให้นางนั่งในท่าขัดสมาธิ

            หลังจากนั้นหลงเซี่ยวอวี่ก็นั่งขัดสมาธิตรงข้ามกับมู่จื่อหลิงสองตาปิดแน่น ใบหน้าหล่อเหลาลึกลับที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวในค่ำคืนของเทศกาลไหว้พระจันทร์

            ณ ขณะนั้นบุคลิกอันโดดเด่น แปลกประหลาดลึกลับ ลุ่มลึกยากหยั่งรู้

            เรียวแขนยาวทั้งสองข้างกางออกกลายเป็นเส้นโค้งอย่างเชื่องช้า ฝ่ามือที่กลายเป็นเส้นโค้งมาบรรจบกันปรากฏแสงประหลาดและลึกลับที่มีสีสันตระการตาปกคลุมอยู่อย่างเบาบาง

            จากนั้นใช้ท่าทางออกฝ่ามือดันแสงสีสันตระการตานี้ไปทางไหล่ของมู่จื่อหลิงแล้วกดทับลงไปบนบ่าทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ติด

            ฝ่ามือร้อนผ่าวถ่ายทอดพลังอุ่นร้อนให้ไหลเข้าสู่หัวไหล่มู่จื่อหลิงโดยไม่ขาดสาย

            เพียงชั่วอึดใจเดียวไหล่ซ้ายของมู่จื่อหลิงก็มีไอสีดำสนิทลอยขึ้นมาและไอสีดำสนิทนั้นก็จางหายไปราวกับถูกแสงที่มีหลากสีสันชำระล้าง

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด

            บนหน้าผากของคนทั้งสองก็มีเหงื่อเม็ดเล็กคลุมเป็นชั้นบางๆและไอสีดำที่ปกคลุมไหล่ซ้ายของมู่จื่อหลิงก็หายไปแล้วเช่นกัน

            หลงเซี่ยวอวี่ผ่อนลมหายใจอย่างเชื่องช้ากำลังจะเก็บมือกลับมาจากบ่าทั้งสองของมู่จื่อหลิงแต่ไม่คิดว่าฝ่ามือเล็กจะอยู่ไม่นิ่งชิงตัดหน้ากำข้อมือเขาแน่น

            ฝ่ามือที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้มือทั้งสองข้างของหลงเซี่ยวอวี่ถูกกดลงไปอย่างอ่อนแรง

            “ห้ามขยับ! ทนต่อไป ให้ข้าหลับอีกนิดอุ่นสบายนัก...” ศีรษะมู่จื่อหลิงสัปหงกลงอย่างอ่อนแรงส่งเสียงงึมงำด้วยความสะลึมสะลือ

            หลงเซี่ยวอวี่ตะลึงไปในชั่วพริบตาจากนั้นจึงมีการตอบสนอง มองตำแหน่งที่มือตนเองอยู่อย่างสนอกสนใจ

            เลิกเรียวคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาปรากฏรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ

            ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือนั้นมู่จื่อหลิงก็เปิดเปลือกตาออกช้าๆ รู้สึกเหมือนฝ่ามือขนาดใหญ่อุ่นร้อนกุมอยู่บนหน้าอกที่อวบอิ่มจนเป็นที่อิจฉา

            นางกะพริบตาอย่างงงงวยจ้องฝ่ามือขนาดใหญ่ตรงหน้าอก

            เอ๊ะ! มือนางใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันแล้วยังจับหน้าอกตนเองอีก...ชั่วช้านัก!

            ไม่ถูก

            ท่าทางที่มือใหญ่กุมไม่ถูกต้อง

            นี่ นี่นี่มันไม่ใช่มือของนาง

            มู่จื่อหลิงเบิกตาที่สะลึมสะลือทั้งสองข้างขึ้นมาทันทีสติแจ่มใสขึ้นมาฉับพลัน

            เมื่อสายตาค่อยๆ ย้ายไปตามเรียวแขนของฝ่ามือขนาดใหญ่ก็เห็นใบหน้ามนุษย์ที่หล่อเหลา

            ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ตินี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบที่สุดของพระเจ้าเป็นหนึ่งไม่มีสอง

            โครงหน้าหล่อเหลากรอบหน้าชัดเจน เครื่องหน้าทั้งห้ามีมิติ ราวกับเป็นรูปปั้นที่ถูกศิลปินผู้โด่งดังรังสรรค์ออกมาน่าเกรงขามมิอาจลบหลู่

            เหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าผากสะท้อนแสงเพิ่มความงดงามอันน่าหลงใหลให้กับใบหน้าที่สมบูรณ์แบบประหนึ่งส่องประกายให้กับบุคลิกอันเหนือชั้นนี้

            เสมือนมองเพียงแวบแรกก็เป็นหมื่นปี...

            มู่จื่อหลิงอึ้งตะลึงอย่างโง่งมไปสามวินาที

            หลังจากนั้นก้มหน้ามองฝ่ามือใหญ่บนหน้าอกของตนแล้วเงยศีรษะมองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้า

            เบิกตาโตอ้าปากค้างได้สติขึ้นมาโดยพลัน

            “อ๊าย! คนหยาบคาย รีบเอามือออกไปนะ” มู่จื่อหลิงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกจนสั่นสะเทือนไปถึงแก้วหูดังก้องไปทั่วห้อง

            เล่อเทียนที่เดิมทีนั่งละเลียดชาอย่างเอ้อระเหยในลานบ้านได้ยินเสียงดังลั่นนี้เข้าก็พ่นน้ำชาในปากออกมาอย่างหมดมาด

            หรือว่าฉีอ๋องผู้ไม่เข้าใกล้สตรี ยามนี้กำลังร้อนใจจนใช้กำลังกับฉีหวางเฟย?

            ดูสิ เสียงร้องช่างชวนให้คนคิดเพ้อเจ้อจริงๆ

            “คนหยาบคาย? เจ้าพูดถึงใคร?” หลงเซี่ยวอวี่เลิกคิ้วน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์เจือไปด้วยความชอบใจอย่างมากประหนึ่งเสียงจากธรรมชาติที่เสนาะหู

            มู่จื่อหลิงพลันตื่นตระหนกจนทำอันใดไม่ถูกร้อนใจจนแทบกระทืบเท้า “เจ้า เจ้า เจ้ารีบเอามือออกไปนะ!”

            เจ้าคนน่ารังเกียจฉวยโอกาสยามนางนอนหลับแต๊ะอั๋งนาง

            ก่อนนางหลับไปลืมเจ้าหมอนี่ไปได้อย่างไร?

            “ดูก่อนว่าใครหยาบคายมือของเจ้าจับแน่นเพียงนั้น เปิ่นหวางจะปล่อยได้อย่างไร?” หลงเซี่ยวอวี่ชำเลืองมองหน้าอกของมู่จื่อหลิงอย่างเต็มไปด้วยความสนใจแสดงท่าทีให้นางมองเอง

            สายตามู่จื่อหลิงเคลื่อนตามสายตาของหลงเซี่ยวอวี่

            มือของนางกำลังจับข้อมือของหลงเซี่ยวอวี่ไว้แน่น

            “อ๊าย!” มู่จื่อหลิงกรีดร้องไปตามจิตใต้สำนึก

            เล่อเทียนที่อยู่ด้านนอกตัวสั่นขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่รับไม่ไหวแล้ว รับไม่ไหวแล้วจริงๆ

            เพียะ! เพียะ! ดังขึ้นสองเสียง

            มู่จื่อหลิงตีมือของหลงเซี่ยวอวี่ทันใดนั้นดวงหน้าเล็กก็ตื่นตะลึง ขยับก้นไปด้านหลัง

            เหตุใดนางถึงจับมือของหลงเซี่ยวอวี่ไว้?

            นางไปจับมือของหลงเซี่ยวอวี่ได้อย่างไร?

            ไม่มีทางไม่มีทางเป็นไปได้โดยเด็ดขาด

            แต่แต่ว่าเมื่อครู่นี้ก็เป็นนางที่จับมือหลงเซี่ยวอวี่อย่างเอาเป็นเอาตายทำให้ผู้อื่นแนบมือกับหน้าอกตนเอง

            มู่จื่อหลิงมองขึ้นฟ้าอย่างอยากจะร้องไห้ไร้น้ำตา

            ใครก็ได้บอกนางทียามที่นอนหลับเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?

            แล้ว ‘ข้อเท็จจริง’ ของเรื่องราวคือ?

            หลงเซี่ยวอวี่เอนตัวไปข้างหน้ายกมุมปากขึ้นอย่างชั่วร้าย กระซิบข้างหูมู่จื่อหลิง “ไม่คิดว่าฉีหวางเฟยจะหยาบคายถึงเพียงนี้นอนหลับก็นอนหลับ ยังดึงดันจะจับมือเปิ่นหวางให้ได้ ดึงมือไปที่...”

            “ท่าน ท่านอย่าพูดนะ” มู่จื่อหลิงตกใจจนร้อนรนปิดใบหน้าน้อยๆ ของตนไว้อย่างอับอาย

            เป็นนางที่จับมือของหลงเซี่ยวอวี่อย่างหยาบคายและส่งไปยังหน้าอกที่น่าภาคภูมิใจของตนโดยไร้ความละอาย

            นางเปลี่ยนเป็นคนไม่มียางอายตั้งแต่เมื่อใด?

            คิดไปมาก็รู้สึกว่า...ขายหน้านัก

            “ดูสิเปิ่นหวางไม่ยอมเจ้า เจ้าก็ใช้แรงกำเพียงนี้ มือแดงหมดแล้ว” หลงเซี่ยวอวี่ส่งมือทั้งสองข้างของตนมาด้านหน้ามู่จื่อหลิงราวกับฟ้อง

            มู่จื่อหลิงที่กุมใบหน้าดูเหมือนจะอยากตรวจสอบคำที่หลงเซี่ยวอวี่พูดจึงลอบมองข้อมือของหลงเซี่ยวอวี่ผ่านล่องนิ้วที่มีช่องริบหรี่

            ข้อมือนั้นมีรอยนิ้วมือสีแดงสดเป็นรอยใหม่ที่เห็นเป็นห้ารอย

            นี่คือหลักฐานว่านางหยาบคาย? นี่คือผลงานชิ้นเอกแห่งความหยาบคายของนาง?

            มารดาเถอะช่างอับอายขายขี้หน้าจริงๆ

            มู่จื่อหลิงพลันมีความรู้สึกอยากขุดหลุมฝังศีรษะตนเองขึ้นมาอย่างชั่ววูบ

            “ฉีหวางเฟยยังจำคำของเปิ่นหวางได้หรือไม่?” หลงเซี่ยวอวี่โน้มเข้าไปใกล้ใบหูมู่จื่อหลิงพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาช้าๆ อย่างมีเลศนัย

            มู่จื่อหลิงกุมใบหน้าตนเองต่อไปด้วยสมองที่ขาวโพลน

            คำพูดอะไร?

            แม้คำที่หมอนี่พูดจะไม่เยอะแต่ตอนนี้นึกไม่ออกเลย!

            หลงเซี่ยวอวี่หยุดชะงักเอ่ยออกมาหนึ่งประโยคอย่างช้าๆ “เปิ่นหวาง...ไม่เคยเสียเปรียบ”

            โดยบังเอิญนั้น ‘ไม่เคยเสียเปรียบ’ คำง่ายๆ สี่คำนี้กลับระเบิดความตกตะลึงให้มู่จื่อหลิงในชั่วพริบตา

            ท่ามกลางความเสียสติที่ระเบิดขึ้นมาในใจนางก็ตะโกนอย่างไม่หยุด

            คราที่แล้วหลงเซี่ยวอวี่พูดว่าเสียเปรียบก็จูบนางจนพอใจโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

            ตอนนี้เล่า? จับหน้าอกเป็นเรื่องใหญ่นัก

            เพียงคิดถึงวิธีที่หลงเซี่ยวอวี่เรียกว่าไม่เสียเปรียบมู่จื่อหลิงพลันหวาดเกรงขึ้นมา น่ากลัวยิ่งนัก ชายผู้นี้ล่วงเกินไม่ได้ล่วงเกินไม่ได้!

            มู่จื่อหลิงตระหนักถึงความจริงขึ้นได้ในบัดดลว่า ‘หากหวงแหนชีวิต ต้องอยู่ให้ห่างจากฉีอ๋อง’

            แต่ ตอนนี้ควรทำเช่นใดดี?

            มู่จื่อหลิงเอามือออกจากใบหน้าตนเองทันทีเปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึม พูดด้วยความชอบธรรม “ท่านอ๋อง พระองค์ก็พูดแล้วหม่อมฉันหลับไปจึงเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันไม่รับรู้ พระองค์มิอาจ...”

            ทั้งๆ ที่คนเสียเปรียบเป็นนางหมอนี่ยังต้องการเอาคืน?

            อย่าได้พูดถึงประตูเลยแม้แต่รูก็ไม่มี

            หลงเซี่ยวอวี่มองมู่จื่อหลิงที่เปลี่ยนสีหน้าเร็วเสียยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือแววตาก็ทอรอยยิ้มที่เจือความเจ้าเล่ห์ “มิอาจอันใด?”

            “มิอาจ...มิอาจให้หม่อมฉันจับคืน”ความหยิ่งทระนงที่มู่จื่อหลิงสร้างขึ้นอย่างไม่ง่ายดายก็พังทลายลงมาในครู่เดียวและเริ่มไม่มั่นใจ เสียงที่ติดขัดเผยให้เห็นความกินปูนร้อนท้องของนาง

            หลงเซี่ยวอวี่สงสัยวางมาดเคร่งขรึมถามว่า “จับ? จับที่ใด?”

            ทว่าไม่มีใครรู้ว่าฉีอ๋องสงสัยจริงๆ หรือว่าแกล้งสงสัย

            มู่จื่อหลิงพลันมีความรู้สึกอยากจะวิ่งหนีขึ้นมาชั่ววูบคับข้องใจจริงๆ

            ผู้ใดจะมาช่วยนางเล่าบุรุษผู้นี้ใจดำเกินไป น่าชิงชังยิ่งนัก ผู้ใดยั่วโทสะเขา ผู้นั้นโชคร้ายแล้ว

            ทันใดนั้น

            ก็มีเสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นมาเป็นจังหวะ

            เสียงเคาะประตูใสก้องกังวานในใจของคนบางคนก็เป็นดั่งเสียงจากสวรรค์ ราวกับได้รับการอภัยโทษขึ้นมา

            ดีนัก คิดสิ่งใดสิ่งนั้นก็มา

            “หม่อมฉันจะไปเปิดประตู!” มู่จื่อหลิงตะกายลงจากเตียงอย่างยินดีทว่ามือกลับถูกมืออุ่นร้อนของหลงเซี่ยวอวี่ยึดไว้ ดึงกลับไปบนเตียง

            มู่จื่อหลิงเซถลาไปบนเตียงอย่างหมดสภาพไม่รอให้นางตอบสนอง เงาดำก็ครอบลงมา ทำให้ร่างกายนางประคองตัวไม่อยู่ล้มไปด้านหลัง

            มู่จื่อหลิงพลันถูกเงาร่างที่มาอย่างกะทันหันกดดันจนหายใจไม่ออกกำชายเสื้ออย่างกังวล ราวกับลูกนกที่ได้รับความตกใจจนทั้งตัวแข็งค้างไปหมด

            ฮือๆ หมอนี่จะทำอันใด? จะต้อง ‘บีบคั้นนางจนแห้ง’ ถึงจะพอใจใช่หรือไม่?

            หลงเซี่ยวอวี่กดทับลงไปบนตัวมู่จื่อหลิงก้มศีรษะลงช้าๆ จนริมฝีปากจะแตะกับริมฝีปากของนาง “ในเมื่อเป็นความผิดจากความไม่ตั้งใจเช่นนั้นเปิ่นหวางก็จะ...ขยายเวลาให้อย่างใจกว้าง”

    ในขณะนี้ มู่จื่อหลิงเข้าใจแล้วจริงๆ ว่าสิ่งใดคือสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ

            เดิมมู่จื่อหลิงคิดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะพูดว่านางทำผิดโดยไม่ตั้งใจจึงคิดจะละเว้นนางอย่างใจกว้าง

            ไม่คิด ไม่คิดเลยว่าจะเป็น...ขยายเวลา?

            นางควรจะดีใจจนน้ำตานองหน้าหรือควรร้องไห้โฮด้วยความขมขื่นดี?

            คนผู้นี้ยังเป็นฉีอ๋องผู้เย็นชาหยิ่งทระนงและไร้ความรู้สึกผู้นั้นอยู่อีกหรือไม่?

            ใจจืดใจดำเหนือชั้นไร้เทียมทาน

            เสียงเคาะประตูตึงๆๆ จากข้างนอกยังคงไม่หยุดหย่อน

            ยามนี้เสียงเคาะประตูสำหรับมู่จื่อหลิงแล้วช่างเป็นเสียงเสียดแทงแก้วหูที่ทำให้คนรำคาญนัก

            หลงเซี่ยวอวี่ย้ายออกจากตัวมู่จื่อหลิงอย่างไม่รีบร้อนสีหน้าเคร่งขรึม ยืนอย่างสุขุมสง่างาม

            เครื่องแต่งกายของเขายังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยปราศจากรอยยับย่น ตลอดทั้งร่างยังคงแผ่ความสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

            เมื่อเทียบกับมู่จื่อหลิงแล้วเห็นได้ชัดว่าหลงเซี่ยวอวี่เปล่งประกายเจิดจ้ากว่านางมาก

            มู่จื่อหลิงหอบหายใจเข้าเฮือกใหญ่ๆใบหน้าแดงก่ำ หัวใจที่สั่นไหวยังคงเต้นตึกตักอย่างบ้าคลั่ง

            หลังจากปรับอารมณ์อย่างเชื่องช้าแล้วมู่จื่อหลิงถึงปีนลงจากเตียงอย่างหมดสภาพ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหดหู่ใจของนางเจ็บปวดนัก

            มู่จื่อหลิงจัดการรอยยับย่นบนเสื้อผ้ากวาดสายตาขึ้นๆ ลงๆ หนึ่งรอบให้แน่ใจว่าภาพลักษณ์ยังดีอยู่ถึงเดินไปเปิดประตูแต่โดยดี

            เล่อเทียนโค้งดวงตาพูดด้วยรอยยิ้มกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “หวางเฟย แม่ทัพมู่กลับมาแล้วตอนนี้พวกเราสามารถไปถอนพิษให้มู่ฟูเหรินได้แล้ว”

            เสียงร้องตะโกนสองสามครั้งของฉีหวางเฟยเมื่อครู่เขาที่ดื่มชาอยู่ด้านนอกได้ยินอย่างชัดเจน

            จุ๊ๆ ช่างน่าใจหายใจคว่ำสั่นสะเทือนแก้วหูจริงๆ

            แม้เล่อเทียนจะพูดเรื่องจริงจังอยู่แต่มู่จื่อหลิงในขณะนี้มองสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มของเล่อเทียนแล้วก็แทบอดไม่ไหวที่จะบีบเขาให้แบน

            เล่อเทียนสมควรตาย รู้แต่ต้นครั้นจะออกไป ไม่รู้จักเอาหลงเซี่ยวอวี่ออกไปด้วย

            หากเล่อเทียนในยามนี้รู้สิ่งที่มู่จื่อหลิงคิดในใจก็ไม่รู้ว่าจะส่งค้อนปะหลับปะเหลือกให้นางหรือไม่

            พาหลงเซี่ยวอวี่ออกไปด้วย?

            มิต้องพูดก็รู้ว่าต่อให้เขาเชิญก็เชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกไปไม่ได้

            แล้วยังพา? ต่อให้เขามีเก้าชีวิตก็ไม่พอให้ตาย

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668