7 ปีต่อมา...
ลลิตามาอยู่นคร์ั้แ่อยู่ชั้นประถมปีที่5จากสาวน้อยหน้ากลมเติบโตขึ้นเป็สาวสวยวัยมัธยมศึกษาปีที่6 เป็วัยแห่งความสดใสและเริ่มเห็นเค้าว่าเติบโตจากเด็กเข้าสู่วัยรุ่นอย่างชัดเจนเด็กหลายคนอาจโตมาด้วยความสนุกสนาน เฮฮากับเพื่อน มีอิสระกับชีวิตและไม่กดดันตัวเอง หากเพราะคนเ่าั้มีพื้นฐานชีวิต มีพ่อแม่คอยฟูมฟักอยู่แต่ลลิตาต่างออกไป ชีวิตของเธอความสุขคือการช่วยแม่กับยายทำกับข้าวไปเปิดร้านเล็กๆขายข้าวราดแกงในตลาดของเมืองปากน้ำโพ
บ้านของยายหวันอยู่ริมน้ำเ้าพระยาใกล้กับเขตเมืองที่มีทั้งตลาดแบบโบราณ ร้านค้าดั้งเดิม ร้านอาหารขนมชื่อดังของจังหวัดแม้ว่าบ้านของยายตั้งอยู่เขตที่เรียกว่าเป็ทำเลทองของจังหวัด รายรับรายจ่ายแต่ละวันไม่ต้องอดอยากเพราะทุกวันต้องทำงานทำงานจึงมีเงินเข้ามา ตราบใดที่ยังมีชีวิต คนเราก็ยังต้องใช้เงินเมื่อรายจ่ายไม่มีหยุด หญิงต่างวัยสามคนในครอบครัวจึงช่วยกันทำงานอย่างขันแข็ง
“ข้าวแกงจ้า ข้าวแกงร้อนๆสดใหม่เพิ่งยกจากเตา อร่อยทุกอย่างเลยนะจ๊ะ มาจ้าพี่ๆ น้าๆ ข้าวแกงยายหวัน แม่สากับสาวน้อยลิ้นจี่เปิดแล้วจ้า”
เสียงดังใสของแม่ค้าสาววัยขบเผาะอย่างลลิตาดังคับคูหา1 ห้องที่เช่าไว้เปิดร้านขายข้าวราดแกง ทำเลติดกับตลาดเช้าของตัวเมืองมีผู้คนสัญจรผ่านไปมายามเช้าตรู่ก่อนเวลาราชการ บ้างก็ขับรถเข้าออกบ้างก็เพื่อจับจ่าย แวะซื้ออาหารก่อนไปเรียน ไปทำงาน
“ลิ้นจี่ น้าเอาเหมือนเดิม ห่อข้าวให้เ้าเนด้วยนะ” เสียงลูกค้าขาประจำที่คุ้นหน้ากันดีสั่งกับข้าวจากแม่ค้าหน้าหวาน
“ได้จ้ะน้าผึ้ง เอาแกงสายบัวข้าวห่อน้องเนเป็ต้มจืดกับไข่เจียวทรงเครื่องนะคะ” แม่ค้าก็ตอบรับมือไม้จัดแจงไปพร้อมกับสมองที่จดจำได้ดี ว่าลูกค้าคนไหนซื้อบ่อย และซื้ออะไรไม่นานก็ได้ของตามที่ลูกค้า้า
ร้านข้าวแกงยายหวันถือว่าขายดีมากและรู้จักกันดีในหมู่คนในพื้นที่ ด้วยรสชาติที่ถูกปาก ราคาถูกใจเป็มิตรต่อกระเป๋าเงิน เอื้อต่อชาวบ้านหาเช้ากินค่ำได้กินอาหารที่อร่อยในราคาที่เอื้อมถึงทำให้กำไรจากการขายมีไม่มาก แต่สามารถยืนระยะกิจการได้ยาวนานในเมืองเล็กๆแห่งนี้
“แม่ ยาย ลิ้นจี่ไปก่อนนะจ๊ะใกล้เวลาเข้าแถวหน้าเสาธงแล้ว” เสียงใสบอกลาแม่กับยายเพื่อไปทำกิจกรรมก่อนเข้าเรียนในทุกวันจันทร์-ศุกร์
“รีบๆไปยายบอกแล้วตอนเช้าวันไปเรียนแบบนี้ไม่ต้องมาช่วย ยุ่งหัวฟูก่อนไปเรียนทุกวันเด็กคนนี้จริงๆเลย” ยายหวันบ่นหลานสาวแบบไม่จริงจังคนแก่ลึกๆแล้วมีใครบ้างไม่ภูมิใจที่มีลูกหลานขยันขันแข็ง ช่วยกันทำมาหากิน
“ไปเถอะลูก ระวังรถนะ อย่ารีบจนเผอเรอตอนเช้ารถเยอะ” สาวิตรีกำชับลูกสาวอีกที
“จ้าๆ ลิ้นจี่ไปแล้ว บ๊ายบาย” พูดพลางโบกมือหยอยๆ พลางคว้ารถมอเตอร์ไซค์คันน้อยที่แม่ตัดสินใจผ่อนให้เป็ของขวัญเข้าเรียนมอปลายของโรงเรียนประจำจังหวัดได้ถึงไม่ได้อยู่ห้องพิเศษเพราะค่าเทอมแพงแต่ก็อยู่ห้องต้นๆที่ต้องแข่งขันกันสูงรองจากห้องพิเศษ ลลิตาจึงถือว่าเป็คนเรียนเก่งมากคนหนึ่งโดยเฉพาะวิชาเกี่ยวกับตัวเลข
“ไอลิ้น ทางนี้ๆ” เสียงเล็กใสขัดกับขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ของนลินดาดังขึ้นหลังซุ้มไม้เลื้อยก่อนเดินผ่านอาคารเรียนไปยังสถานฟุตบอลหน้าเสาธงเหลือเวลาอีก 5 นาที ยังมีเวลาเม้าส์ก่อนเดินไปเข้าแถว ที่ดูแล้วเช้านี้แสงแดดจะไม่ปรานีอีกตามเคย
“โห่ว ไอดาเรียกชื่อเพื่อนให้มันดีๆหน่อย มีกันแค่นี้ยังจะไม่ถนอมน้ำใจกันอีก” สาวน้อยโอดโอยเพื่อนไม่จริงจัง ลลิตากับนลินดาคบกันเท่านี้จริงๆ คนหนึ่งยุ่งตลอด ทำงานช่วยครอบครัว อีกคนเก็บตัว โลกส่วนตัวสูงสีหน้าไม่เป็มิตรกับผู้คน ทั้งสองเหมือนคู่หูต่างไซส์ที่โคจรมาพบกัน
นลินดารูปร่างท้วม ผิวขาวแบบคนเชื้อสายจีนครอบครัวของเธอเปิดร้านขายทองในตัวเมือง ส่วนลลิตาเป็คนตัวเล็กผิวขาวหน้าหวานถ้าไม่ติดที่เธอคิดเื่อื่นมากมายจนไม่มีเวลาให้ตัวเองไม่แน่ว่าจะมีแฟนไปนานแล้ว โชคดีที่ทั้งคู่ได้เรียนห้องเดียวกันเวลาอยู่ในห้องเรียนจึงดูเป็คนมีสังคม ไม่ถูกมองว่าไม่มีใครคบ
“เห้อ เดินมาจากโรงจอดรถโคตรเหนื่อยเลย” เสียงลลิตาบ่นงืมๆกับเพื่อนสาว
“เหนื่อยพอแล้วยังคะคุณแม่ค้าแต่ยังเหลือเข้าแถวอีกนะ ไปคะ เดินต่อ!”
“ม่ายยย ยัยดาเบาๆมืออย่ารุนแรงกับลิ้นจี่น้อยผู้บอบบางสิ!” นลินดาใช้เสียงวางอำนาจใส่แล้วลากคนตัวเล็กกว่าไปอย่างสบายใจ โดยไม่นำพากับเสียงโอดโอยของคนถูกลากจนตัวปลิว และสายตาผู้คนรอบด้านที่มองมาแม้แต่น้อย
วันประกาศผลสอบแอดมิชชั่น...
ลลิตานั่งจ้องหน้าจอคอมที่บ้านของนลินดาโดยมีเพื่อนสาวนั่งอยู่ติดกัน ทั้งสองจับมือกันแน่นเหงื่อซึมแล้วก็ไม่ยอมปล่อยจากกันจนเวลา 6 โมงเย็นมาถึง ต่างมองหน้ากดดันกันไปมา
“แกก่อนเลยลิ้นจี่ฉันขอเป็เ้าบ้านที่มีน้ำใจ” มุมปากจิ้มลิ้มกระตุกหลังได้ยินไมตรีจากเพื่อนสนิท
“แกเอาเลย ฉันมาอาศัยลุ้นเป็เพื่อนแกนะเห็นว่าตามยิกๆั้แ่เช้าแล้ว” นลินดามองบนอึกอัก แต่ก็ไม่วายรีบกรอกรหัสตัวเองเพื่อดูผล ความจริงก็อย่างที่ลลิตาว่าอยากรู้ผลจะแย่แล้ว
“กรี๊ดดด ฉันติดศิลปะศาสตร์ฉันทำได้แล้วแม่!” นลินดาะโดีใจ หันมาเขย่งตัวลลิตาจนโยกไปมาเธอชอบงานเขียน การอ่านหนังสือ จึงไม่แปลกใจหากสนใจสอบเข้าคณะนี้ แล้วเธอก็ทำได้แถมเป็มหาลัยชั้นนำของประเทศอีกด้วย
“ดีใจด้วย จะได้เป็สาวกรุงเทพแล้วนะอย่าไปพูดเหน่อปล่อยไก่ล่ะ เดี๋ยวเค้าจะงงว่าพูดอะไร” ลลิตาส่ายหน้ายิ้มๆ
“ตาแกแล้วลิ้น รีบๆดูฉันลุ้นแทนจะแย่พอๆกับลุ้นผลตัวเองนั่นแหละ” นลินดาหลังจากรู้ผลที่น่าพอใจของตัวเองเสร็จก็อยากรู้ของเพื่อนว่าจะได้คณะที่ตั้งใจไว้มั้ย
“อ่ะ enter!” หญิงสาวกรอกข้อมูลเข้าสู่เว็ปประกาศผลสอบไปอีกคน
“กรี้ดดดด กรี้ดดด ทำได้แล้วได้เรียนมหาลัยเดียวกันด้วย ฮืออยากจะร้องไห้”
“อย่าเพิ่งร้อง ปล่อยก่อน ปล่อยๆหายใจไม่ออกแล้ว” สองสาวะโเข้าหากันกอดกันกลม พวกเธอได้เรียนที่เดียวกันและลิ้นจี่ได้เรียนคณะบัญชีแบบที่ตั้งใจไว้แล้ว
“หึ ฉันมีเพื่อนพูดด้วยแล้วล่ะจะเหน่อแค่ไหนก็พูดให้แกฟังได้ตลอด วางใจได้ว่าไม่ต้องพูดกับตัวเองคนเดียวเหมือนคนบ้า” นลินดากอดอกเชิดหน้าชวนน่าหมั่นไส้ในสายตาคนมอง
“จ้าๆเดี๋ยวลิ้นจี้น้อยคนนี้จะตามไปฟังคุณนายดาบ่น เอ้ยพูดเองค่ะ อิอิ” ทั้งสองต่างหัวเราะประสานเสียงกันความสุขของชีวิตมอปลาย ก่อนเข้ามหาลัยก็เป็เช่นนี้ ดีใจที่ได้ทำตามฝันทำตามเป้าหมายสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง
“ฮัลโหลค่ะแม่ คิดถึงหนูมั้ยตอนนี้ลิ้นจี่ขนของเข้าหอพักแล้วนะคะ พ่อกับแม่ดาเค้าช่วยด้วย แม่ไม่ต้องกังวลนะที่นี่ปลอดภัยดีแม่ไม่ต้องห่วง”
‘เพิ่งออกจากบ้านตอนเช้าจะให้แม่คิดถึงแล้วเหรอปลอดภัย ที่อยู่ดีก็ดีแล้วลูกสาว วันไหนพ่อแม่หนูดาลงไปเยี่ยมลูกสาวแม่จะไปหาหนูด้วยนะ’ สองแม่ลูกคุยกันผ่านโทรศัพท์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และห่วงใยกัน
“ได้เลยค่ะ ชวนยายมาด้วยลิ้นจี่จะพาไปเดินห้างลงลิฟต์ ขึ้นบันไดเลื่อน ฮ่าๆๆ” เสียงใสเอ่ยแซวคนเป็แม่ไม่วายดึงยายเข้ามามีส่วนร่วม ความซุกซนนี้ของเธอจะมีให้กับคนสนิท แม่และยายต่างรักใคร่เธอดังแก้วตาดวงใจ
‘เด็กคนนี้นี่จริงๆเลยไปเก็บของได้แล้ว แม่ไปทำกับข้าวต่อก่อน’
“รับทราบค่ะแม่สาลิ้นจี่น้อยคนนี้พร้อมทำตามบัญชา” ว่าแล้วทั้งสองฝ่ายก็วางสายกันไปลลิตาหันไปมองหน้านลินดาที่นอนมองหน้าเธอคุยโทรศัพท์มาั้แ่ต้นนี่คงเป็เพื่อนทุกข์เพื่อนยากเพียงคนเดียวที่พอให้คลายความคิดถึงบ้านได้บ้างสินะ
“อะไร มองหน้าฉันแบบนี้ ทำหน้าหงอยคือยังไงหญิงเริ่มโฮมซิกั้แ่วันแรกเลยเหรอ” นลินดาเลิกคิ้วถามขึ้นคำตอบที่ได้คือเงียบ ลลิตาคว่ำปาก แล้วหันหลังให้เธอ ความจริงลูกเ้าของร้านทองอย่างเธอจะไปอยู่คอนโดก็ยังได้แต่เธอไม่อยากอยู่คนเดียวในต่างที่แบบนี้ เคยชวนลลิตาแต่เ้าตัวหัวรั้นไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ทางบ้าน และก็ไม่อยากเอาเปรียบเพื่อน
สุดท้ายก็ลงเอยที่นลินดาต้องหอบข้าวของมาอยู่หอในกับลลิตาแทนดีที่หอมีห้องแบบ 2 คนพัก ทั้งคู่จึงตัดสินใจอยู่ด้วยกันนลินดาถึงมีเงินแต่ก็ติดดิน เป็คนเรียบง่าย พักที่นี่ก็ดีไปอีกแบบ ประหยัด แถมตื่นสายก็ไปเข้าเรียนทันนลินดาเริ่มวางแผนการในหัว
“ปรี้นๆๆ หลบหน่อยๆ ขอทางไปหน่อย”
“เห้ย! มาจากไหนเนี่ย บ้ามาก” วินมอเตอร์ไซค์เบียดขึ้นทางเท้าทำให้สองสาวเพื่อนสนิทหลบกันไปคนละทาง วันนี้เปิดเทอมวันแรกด้วยความที่เป็วันแรกจึงไม่มีการเรียนที่จริงจังนักลลิตากับนลินดาจึงนัดกันเพื่อไปทานข้าว เดินดูของในห้างใกล้มหาลัยระหว่างทางก็เป็แบบนี้ นลินดาจึงโมโห ปากก็ว่าไปแต่ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีจนทั้งคู่เดินมาถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาลัย
“ร้อนจริง จอแจไปหมดทั้งคนทั้งรถกรุงเทพไม่เห็นจะน่าอยู่เลย”
นลินดาบ่นกับเพื่อนสาว
“์ของคนรวย นรกของคนจนเคยได้ยินมั้ย” ลลิตาพูดออกมายิ้มๆตาก็คอยสอดส่องดูรถเมล์สายที่้าไปด้วย นลินดาได้แต่นั่งกรอกตาไปมา
“หนูพอมีเงินให้ป้ายืมซักร้อยนึงมั้ยลูก ป้าเงินหมด กลับบ้านไม่ได้ถึงบ้านแล้วป้าจะให้ลูกสาวโอนคืนให้ นี่ป้าให้เบอร์โทรลูกสาวไว้จะโทรหาเค้าตอนนี้โทรศัพท์ก็ไม่มีเงิน เน็ตก็ไม่มี” จู่ๆก็มีผู้หญิงอายุราวๆห้าสิบกว่าปีหันมาพูดกับลลิตาระหว่างที่นลินดาหายไปซื้อของกินรองท้องใกล้ๆกับป้ายรถเมล์
“บ้านป้าไกลจากตรงนี้มั้ยคะ” หญิงสาวถามไปด้วยความระแวง แต่ก็ห่วงใยด้วยเห็นแล้วให้คิดถึงแม่กับยายที่บ้าน
“ไกลอยู่ ต้องนั่ง 2 ต่อ จ่ายค่ารถตู้แล้วต่อวินหน้าหมู่บ้านเข้าไป” คุณป้าพูดด้วยท่าทางกังวลและจริงจัง
“นี่ค่ะ 100 บาทคุณป้าก็กลับถึงบ้านได้แล้ว” ลลิตาไม่คิดมากหยิบแบงค์แดงในกระเป๋าให้ด้วยความมีน้ำใจ ไม่เป็ไรน่า เดี๋ยวลูกสาวป้าแกจะโอนคืนให้
“ขอบใจมากหนู ขอบใจจริงๆนี่เบอร์โทรลูกสาวป้า ป้าขอเบอร์หนูไว้ด้วยให้ลูกสาวโทรมาติดต่อคืนเงินหนู” ทั้งสองคนคุยแลกเบอร์โทร แล้วป้าก็แยกตัวขึ้นรถตู้ไป
“ใครอะลิ้นจี่ เค้าคุยอะไรกับแก” นลินดาเดินเข้ามาหาลลิตาพร้อมถ้วยไอศกรีมในมือ
“ป้าเค้าขอยืมเงินค่ารถกลับบ้านน่ะแกไม่มีเงิน บอกจะให้ลูกสาวโอนคืนให้ เนี่ยแล้วก็แลกเบอร์กันไว้แล้ว” ลลิตาฉีกยิ้มแฉ่งตอบ พร้อมกับโชว์เบอร์ที่ป้าให้ไว้ก่อนจากไป
“...แกแน่ใจนะว่าเค้าจะโอนคืนให้จริง” นลินดาถามออกไปแบบไม่แน่ใจตอนนี้เองที่ทั้งสองคนมองหน้ากันเต็มตา ลลิตาก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าทำไปเมื่อกี้ได้บุญ หรือถูกหลอกแบบซึ่งหน้า
จนเวลาผ่านไปได้ 3 วัน ไม่มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาและเบอร์ที่โทรไปก็ไม่มีคนรับ เธอรู้แล้วว่าเมืองใหญ่นั้นน่ากลัวแค่ไหน แต่นั่นล่ะโลกใบนี้ไม่มีของวิเศษอย่างไทม์แมชชีนโดเรม่อน
____________
เอ่อ...มาเรียนวันแรกก็เอาเลยเหรอสาวนี่เธอจะเรียนบัญชีแน่นะ แต่ให้คิดเลข กับให้มองคนมันต่างกันอะเนอะ เข้าใจได้ๆ