“เ้าสองคนไปกับข้าสิ เสียเวลาสองวันไม่ทำให้ภารกิจล่าช้าแน่นอน”
“เ้าจะไปไหนพวกข้าไปกับเ้าได้หรือ”
“ได้สิ ไปหลายคนสนุกดี”
“สนุกหมายความว่ายังไงเ้าอ้วน เ้าบอกว่าเป็ธุระสำคัญจำเป็ต้องมาให้ได้แล้วตอนนี้บอกว่าสนุก มันคืออะไรกันแน่”
“เอ่อ ข้าจะชวนทั้งสองคนให้หยุดแวะด้วยกันหอหว่านชุย”
“เ้าอ้วนเ้ารับภารกิจระดับหกเพื่อมาแวะเที่ยวสถานเริงรมย์เนี่ยนะ”
“สถานเริงรมย์”
“ใช่”
ฟ่านหงอี้กับเหวินปิงฉีสองคนทิ้งเ้าอ้วนหลีเหยียนฉือทันทีที่รู้เป้าหมายของอีกฝ่าย
เมื่อทั้งสองคนถึงจุดหมายสำหรับการทำภารกิจข้อความปรากฏให้เห็นเป็แถวอักษรสีแดงตัวใหญ่ ที่เห็นแล้วลมแทบจับ“ให้ช่วยชีวิตอสูรเขี้ยวแก้ว(อสูรขั้นสาม) แล้วนำกลับมาสำนักแบบมีชีวิต”
เมื่อเขาอ่านออกมาด้วยเสียงอันดังสหายที่ยืนอยู่ด้านข้างหน้าซีดประหนึ่งกำลังจะเป็ล้มหมดสติเสียเดี๋ยวนั้นพวกเขาสามคนรวมกันยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถต่อสู้กับอสูรระดับสามได้เลยด้วยซ้ำแล้วคำว่าช่วยเหลือหมายความว่าอีกฝ่ายอาจมีระดับที่สูงกว่า(สูงกว่าเท่าไหร่ก็ไม่รู้)
“นี่มันภารกิจบ้าอะไร แน่ใจนะว่าระดับหกเ้าอ้วนนั่นหาเื่แล้วหายหัวไปคลุกอยู่กับสตรี”
อีกฝ่ายส่งเสียงโวยวาย(อยู่ใกล้หมีกดำเช่นหมึก)จากคนสุภาพเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้แล้ว
“ให้ช่วยอสูรระดับสามบ้าไปแล้วภารกิจเช่นนี้ไม่ใช่ระดับหกแล้วกลับไปข้าต้องร้องเรียนแน่นอนระดับเก้ายังดูจะน้อยไปด้วยซ้ำ”
เดินบ่นวนเวียนระหว่างรอเ้าอ้วนตามมาในมือเอาดาบฟาดฟันต้นไม้ใบหญ้ารอบๆระบายอารมณ์ไปพลาง
“ข้าว่าพวกเราลองเดินดูบริเวณรอบๆ แถวนี้ก่อนไหมอย่างน้อยก็อาจใช้เป็ทางหนียามจำเป็ได้ หรืออาจจะมีแหล่งน้ำก็ได้”
“ก็ดีให้รอแบบนี้ข้าหงุดหงิดว่าแล้วก็อยากทุบเ้าอ้วนเหลือเกิน”
“ข้ายังไม่เคยพบอสูรเลยเ้าลองเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเป็อย่างไร”
“อสูร คือสัตว์ที่มีพลังเวทย์ตามชนิดของมัน ปกติจะออกเป็ห้าระดับยิ่งระดับสูงยิ่งแข็งแกร่ง หากเหนือสัตว์อสูรขึ้นไปก็สัตว์เทพ แต่เป็เพียงตำนานเล่าลือยังไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นนอกนั้นยังมีลูกผสมอีกนะเอาไว้พวกเราฝึกฝนมากกว่านี้อาจจะมีโอกาสได้เจอก็ได้นะ”
“อืม”
ฟ่านหงอี้ส่งเสียงรับในลำคอเขานึกถึงคนผู้หนึ่ง นางจัดเป็สิ่งใดกันนะ เป็สัตว์อสูรสัตว์เทพ หรืออย่างอื่น สองคนเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ต้นไม้และใบไม้ขนาดของมันแตกต่างจากต้นไม้ทั่วไปสีสันจัดจ้านบ้างเข้มเขียวจัดแดงจัดส้มจัด บ้างก็ซีดจางบางใบคมจนไม่ระวังสามารถทำเสื้อผ้าที่สวมอยู่ได้ขาดเป็รอยยาว
ห่างไปไม่ไกลนักมีเสียงดังโครมครามดูเหมือนกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขาสองคนต่างหันหน้ามองกันก่อนจะพุ่งตัวไปหลบหลังต้นไม้ด้านข้างที่ดูแข็งแรงมั่นคงพอให้ป้องกันอันตรายได้
พุ่มไม้ถูกแหวกออกมีสัตว์ขนาดสูงกว่าพวกเขาวิ่งพรวดออกมาก่อนที่จะกลิ้งไปหลายตลบบนพื้นมีรอยเท้าและรอยไถลยาวไปเป็รอยยาวตามที่ตัวมันกลิ้งไปด้านหลังยังมีตามมากอีกตัว สองตัวไปกองรวมกันที่โคนต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปห้าหกจั้งฝุ่นตลบคลุ้งทั้งสองยังมองไม่ออกว่าเป็ตัวอะไรหรือสิ่งใดได้แต่กลั้นลมหายใจระมัดระวังตัว
“ก๊าซซซ ก๊าซซซ ”
รูปร่างมันปรากฏหลังจากที่ฝุ่นจางลงดูคล้ายกิ้งก่าไฟตัวใหญ่ลิ้นสีแดงสดที่แลบออกมายาวเกือบสองฉื่อเล็บที่ขาคมวาววับสำหรับพวกเขาสองคนการได้พบสัตว์อสูรที่ตัวใหญ่ก็นับว่าลำบากแล้วแต่จากลายบนหน้าผากของมันบ่งบอกว่าอยู่ในระดับสี่ปลายหรือไม่ก็ระดับสามต้นเป็แน่ทำให้จิตใจหวั่นเกรงว่าพวกมันสองตัวจะหันมาเห็นเขาที่แอบซ่อนตัวอยู่เสียเหลือเกิน
ตึก ตึก ตึกเสียงย่ำเท้าไม่หนักไม่เบาจะว่ามนุษย์ก็ไม่น่าใช่ระหว่างที่ยังคาดเดาอยู่พุ่มไม้ที่เดิมแหวกเพราะแรงของกิ่งก่าไฟตัวั์ก็ปรากฏเงาสว่างสีขาวเคลื่อนผ่านออกมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากิ้งก่าั์ที่มีอาการหวาดกลัวก้มหัวเก็บหางขดเป็วงกลมมองเหมือนพวกมันจะตัวสั่น
“พวกเ้าคิดว่าพวกมากแล้วรังแกคนได้หรือ”
“พวกเราไม่คิดว่าเป็ท่านได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะ”
“ทำไมหากไม่ใช่ข้าพวกเ้าจะหาเื่มนุษย์”
“แต่มนุษย์ไล่ล่าพวกเราเช่นกันและมนุษย์ก็เป็อาหารของพวกเราด้วย”
“สัตว์อสูรระดับพวกเ้ายังต้องกินมนุษย์ทั่วไปเช่นนั้นหรือข้าว่าพวกเ้าแค่คึกคะนองหาเื่ระรานมนุษย์ที่อ่อนแอกว่าก็เท่านั้น"
เสียงตอบโต้ของกิ้งก่าฟังเป็ภาษามนุษย์ที่แหบพร่าแสนระคายหูร่างสีขาวเบื้องหน้าค่อยๆยกมือขึ้น ร่างกิ้งก่าค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นพวกมันดิ้นส่ายขาส่ายหางไปมารุนแรงก่อนจะส่งเสียงร้องอย่างเ็ปเพียงกระพริบตาร่างกิ้งก่าตัวั์ตัวใหญ่ก็ะเิออกกลายเป็เศษเนื้อปลิวว่อนเศษเืเศษเนื้อตกเกลื่อนกลาดติดตามกิ่งไม้ใบหญ้าพื้นดินไปทั่ว
“คราวหน้าเ้าดูให้ดีก่อนว่าใครอย่าแส่หาเื่โดยไม่ดูตาม้าตาเรือเช่นนี้อีกข้าเห็นแก่เ้าที่ยังอายุน้อยวันนี้จะละเว้นชีวิตเ้า ยังไม่รีบไปอีก”
“ขอบคุณที่ไว้ชีวิตข้าสาบานจากนี้ไปจะไม่ออกมาไล่ล่ามนุษย์อีกแล้ว”
กิ้งก่าั์ตัวที่มีโอกาสรอดรีบหันหลังตะกุยตะกายหนีไปราวกับหากยังอยู่มันจะต้องกลายเป็อย่างเดียวกับเ้าตัวที่ใหญ่กว่ามันเป็แน่
“หนิงหลง”
“อาอี้เ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร”
เมื่อคนหันกลับมาฟานห่งอี้ตกตะลึงหัวใจด้านในอกราวกับจะะโออกมาภายนอกราวกับไม่ได้พบหน้ากันนานนับสิบปีทั้งที่เวลาผ่านไปไม่นาน ตอนนี้เขาจึงได้รู้ว่าตัวเขารู้สึกเช่นไรกันแน่เขาลืมตัวจ้องอยู่นานจนเหวินปิงฉีเดินออกจากพุ่มไม้เข้ามาสะกิดที่แขนเขาจึงรู้สึกตัว
“สตรีนางนี้เป็ใครเ้ารู้จักกับนางหรือ”
“ใช่ นางเป็สหายข้า”
“ท่านสบายดีหรือไม่หนิงหลง”
“สบายดี เ้าหล่ะ”
“สบายดี ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
“หึหึ เ้าเด็กนี่ข้าพึ่งถามเ้าไปเมื่อครู่กลายเป็เ้าถามข้ากลับเสียแล้ว”
หนิงหลงเดินเข้ามาหยุดเบื้องหน้าชายหนุ่มที่ในอดีตร่างผอมบางสูงไม่เกินไหล่นางจนกระทั่งเติบโตสูงกว่านางเสียแล้วนางเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะยิ้มให้กับเด็กน้อยในอดีต
“เอ่อข้ารับภารกิจมาให้ช่วยชีวิตอสูรเขี้ยวแก้ว(อสูรขั้นสาม)แล้วนำกลับมาสำนักแบบมีชีวิต พร้อมกับสหายในสำนัก นี่สหายข้าชื่อ เหวินปิงฉี”
“ยินดีที่รู้จัก”
ฟานหงอี้ยกมือแนะนำอีกฝ่ายให้มองสหายที่ยืนอยู่ด้านข้างที่ยืนจ้องมองทั้งสองอยู่ด้วยความสงสัย สตรีเบื้องหน้างดงามมากแม้ว่าจะมีผมที่ขาวเป็เงินยวงทั้งศรีษะก็ตามโดยเฉพาะดวงตาคมวาวริมฝีปากบางสีแดงสดเมื่อเขาเอ่ยทักทายอีกฝ่ายเพียงพยักหน้าให้เล็กน้อยแม้แต่หางตายังไม่แลตนเองจึงได้แต่ยืนอยู่ด้านข้านิ่งอยู่ด้านข้าง
“หนิงหลงท่านรังแกผู้อื่นอีกแล้วใช่หรือไม่ ข้าว่าท่านจงใจไม่เช่นนั้นเหตุใดท่านมายืนอยู่ที่นี่ได้”
“ข้าเดินเล่นตั้งใจจะเข้าไปหาผลไม้โบราณในป่าชั้นในกินเล่นสักหน่อยอยู่ดีๆเ้าสวะพวกนี้เห็นว่าพวกมากคิดรังแกข้า”
“ยังมีคนกล้าคิดรังแกท่าน?ด้วยพลังของท่านหากเ้าพวกนั้นััได้คงวิ่งกันป่าราบแต่แรกแล้ว”
“พวกมันรนหาที่ยังไงหล่ะ อย่างที่เห็นข้าเป็ผู้ใจดีเห็นแก่เผ่าพันธุ์ที่มีน้อยและหายากจึงไม่ฆ่าทั้งหมดเหลือไว้สักตัวจะเป็ไรจริงไหมอาอี้ พวกเ้าระดับพลังไม่สูง เหตุใดมาเดินอยู่ในเขตนี้มันจะอันตรายเกินความสามารถของพวกเ้านะ”
เพราะนางมองพวกมันอยู่นานแล้วจึงเก็บกลิ่นอายและพลังิญญาจนหมดแล้วจงใจล่อพวกมันให้เข้ามาหาเื่ใครใช้ให้พวกมันเตะตาเกินไปในยามที่นางรู้สึกเบื่อกันเล่า แต่นางไม่จำเป็จะต้องบอกออกไป
“พวกข้าจำเป็”
ฟ่านหงอี้ตอบอีกฝ่ายด้วยเสียงเบาด้วยความรู้สึกอับอายพลังอ่อนด้อยยังกล้าบุกเข้ามาในดงสัตว์อสูรที่มีพลังระดับสูงแม้รวมกันสองคนหากเจอกันจังๆก็ไม่แน่ว่าจะสามารถหนีได้ทันอย่างปลอดภัยเห็นอีกฝ่ายเอียงคอมองด้วยความสนใจจึงรู้ตัวว่าจำเป็ต้องเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการรับภารกิจในครั้งนี้
“สหายอีกคนของข้าเป็ผู้เลือกภารกิจในครั้งนี้”
“แล้วสหายผู้นั้นของเ้าไปไหน”
“เดิมทีพวกเรามาด้วยกันแต่เ้านั่นขอแยกตัวไปทำธุระแล้วจะตามมาสมทบกับพวกข้าเมื่อมาถึงระหว่างรอจึงชวนกันมาสำรวจพื้นที่ในเขตนี้”
“ข้าว่าเ้าเดินผิดทางข้ามเข้ามาในเขตส่วนกลางที่มีสัตว์อสูรระดับค่อนข้างสูงเสียแล้ว”
“เป็ไปได้อย่างไรพวกเราเดิมตามแผนที่ที่ซื้อมาจากพรานในหมู่บ้าน”
“เ้าคิดว่าชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้ามาเดินอยู่ในป่าแห่งนี้ได้หรือ”
เหวินปิงฉีที่ฟังอยู่เงียบๆพอจับใจความการสนทนาของทั้งสองได้ว่าสูญเงินค่าแผนที่ปลอมก็เริ่มออกอาการโวยวายก็สมควรมีอาการเช่นนี้เพราะเงินที่จ่ายไปเป็เงินที่สะสมจากเงินรายเดือนของสำนักที่จ่ายให้ลูกศิษย์ไว้เป็ค่าใช้จ่ายทั่วไปซึ่งแต่ละเดือนจะได้รับเพียงสองตำลึงเงินเท่านั้น(ความจริงคือแทบไม่มีเื่ที่ต้องใช้เงินอยู่แล้วเมื่ออยู่ในสำนัก)
“ห้าตำลึงเงิน นี่พวกเราถูกคนแก่เ่าั้หลอกหรือค่อยดูขากลับข้าจะแวะไปทวงคืนให้ได้”
“พวกเราควรกลับไปรอเ้าอ้วนจะดีกว่า”
“หนิงหลงท่านจะไปด้วยกันกับเราหรือไม่”
“อืมเดิมจะไปหาผลไม้จากด้านในกินสักหน่อยแต่ข้าว่าไปกับพวกเ้าก็ดูจะมีเื่สนุกไม่น้อย ไปกับพวกเ้าดีกว่า ผลไม้เอาไว้ค่อยไปก็ได้”
ทั้งสามคนเดินกลับมายังจุดที่ทั้งสองนัดกับเ้าอ้วนไว้
เขารู้ดีว่าหนิงหลงกั้นเขตแดนั้แ่พวกเขาบอกว่าจะรออยู่ที่นี่นางเป็คนขี้รำคาญย่อมต้องปิดกั้นไม่ให้สัตว์ป่าหรือสัตวอสูรเข้ามาในเขตแดนที่ตนอยู่แน่นอนก่อนที่จะนั่งลงปิดตาทำสมาธิบรรยากาศรอบตัวบอกได้ว่าห้ามเข้าไปยุ่ง
ตัวเขาก่อกองไฟไว้ให้ความอบอุ่น แล้วนำก็เครื่องปรุงออกมาทำอาหารง่ายๆจากเนื้อสัตว์เล็กๆที่ล่าและเก็บได้ระหว่างทางยามเดินเข้าป่ามาใน่แรกไม้ถูกนำมาเหลาให้แหลมก่อนจะเสียบเนื้อย่างบนไฟ
เหวินปิงฉีก็เอาตำราขึ้นมานั่งอ่านช่างเป็คนที่ไม่ดูสถานที่เสียเลยควรจะเช็ดดาบในมือเสียมากกว่าหากเกิดอันตรายหนังสือเ่าั้จะช่วยอันใดได้