ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 39

    "ข้ามเนินเขาข้างหน้านี่ไปก็ถึงหมู่บ้านของข้าแล้ว" ลู่ชิงตะโกนบอกเพื่อนร่วมทางพลางชี้มือไปยังแนวทิวเขาที่คุ้นตา แววตาของเขาเป็นประกายแห่งความหวังหลังจากที่ต้องรอนแรมผ่านความเป็นความตายและแบกย่ามทองหนักอึ้งมานานนับสิบวัน 

    ตลอดระยะเวลาการเดินทางที่ผ่านมา ทัศนคติของลู่ชิงที่มีต่อเพื่อนร่วมทางทั้งสองเปลี่ยนไปอย่างมาก จากที่เคยระแวงและคอยจ้องจะเอารัดเอาเปรียบ บัดนี้เขากลับเริ่มให้ความเคารพ หวังซิว ขึ้นมาจริงๆ ในฐานะผู้อาวุโสผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและเมตตา (แม้จะขัดใจบ้างเวลาตาเฒ่าแอบจิ๊กน่องไก่เขากิน) 

    ส่วนทางด้าน ฉินอวี้ นั้น ความสัมพันธ์กลับกลายเป็นความซื่อสัตย์ที่น่าขัน หลังจากความพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียววันนั้น อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เคยถูกยกย่องว่าไร้ต้านในรุ่นเดียวกัน กลับยอมสละทิฐิทั้งหมดและมองลู่ชิงด้วยสายตาเลื่อมใสประดุจ "ศิษย์พี่ใหญ่" ผู้ลึกลับ ทั้งที่ในความเป็นจริงทั้งคู่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแท้ๆ 

    แต่ความรู้สึกเบิกบานใจก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อคณะเดินทางก้าวพ้นแนวป่า ข้ามเนินเขาลงสู่ทุ่งนาสีทองที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของชาวบ้านในช่วงใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว ทว่าสิ่งที่ลู่ชิงเห็นกลับมีเพียงความเงียบสงัดที่ชวนให้ขนลุก ลมหนาวพัดผ่านรวงข้าวที่ชูไหว แต่ใบหน้าของคนในหมู่บ้านชิงหมิงที่เขาคุ้นเคยกลับดูเศร้าหมองและซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านหลายคนเดินก้มหน้าก้มตาสะพายจอบด้วยท่าทางหมดแรง เมื่อเดินผ่านลู่ชิง พวกเขาแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมามอง หรือแม้แต่จะเอ่ยทักทายบัณฑิตจอมกะล่อนที่หายหน้าไปเป็นเดือน 

    "เพียงแค่ไม่ถึงเดือนที่ข้าจากไป... เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่" ลู่ชิงขมวดคิ้วมุ่น หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความกังวล 

    เขาเห็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำคนหนึ่งเดินแบกตะกร้าใส่ดินผ่านมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า จึงรีบปรี่เข้าไปขวางหน้า 

    "พี่เถี่ย! พี่ชายเถี่ย! นี่ข้าเอง ลู่ชิง... หมู่บ้านเราเกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดทุกคนถึงดูราวกับคนไร้วิญญาณเช่นนี้?" 

    พี่เถี่ย หรือ 'จางเถี่ย' ชายผู้ที่ลู่ชิงคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กและเป็นคนคนเดียวกับที่เคยมองลู่ชิงฝึกท่าร่าง 'ย่างไร้พันธนาการ' แล้วส่ายหัวพลางบ่นว่า "ไอ้เด็กนี่ท่าจะบ้า" หยุดเท้าลงช้าๆ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลู่ชิงด้วยดวงตาที่แดงก่ำและลึกโหล 

    "อ้าว ลู่ชิงเองรึ... เจ้าหายไปเกือบเดือน คงยังไม่รู้ข่าวร้ายที่ทำเอาหมู่บ้านเราแทบล่มสลาย" พี่เถี่ยถอนหายใจยาวพลางวางตะกร้าลงบนพื้นดินอย่างหมดแรง 

    "เมื่อยี่สิบวันก่อน ผู้เก็บภาษีประจำตำบลเดินทางมาถึงที่นี่พร้อมกับประกาศโองการใหม่... พวกมันบอกว่าปีนี้ต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึงสามเท่า! และต้องส่งมอบภายในสิ้นเดือนนี้เท่านั้น หากใครไม่มีให้ หรือแม้แต่กล้าปริปากโต้แย้ง พวกมันก็จะจับตัวไปขังคุกในเมืองทันที" 

    พี่เถี่ยพูดพลางสะอื้นเล็กน้อย 

    "ตอนนี้ชาวบ้านทุกข์ใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ บางบ้านถึงกับต้องเตรียมขายเครื่องมือทำกิน หรือแม้แต่ขายลูกสาวเพื่อหาเงินมาจ่ายให้พวกหน้าเลือดนั่น..." กล่าวจบเขาก็ปาดเหงื่อแล้วแบกตะกร้าเดินจากไป ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมลู่ชิงอีกครั้ง 

    ลู่ชิงยืนนิ่งอึ้ง คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม ความโกรธเกรี้ยวเริ่มคุกรุ่นขึ้นในอกประดุจไฟป่า 

    "บ้านเมืองก็สงบสุข ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล เหตุใดภาษีถึงเพิ่มขึ้นสามเท่าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้? หากไม่ใช่คำสั่งโดยตรงจากวังหลวง ก็คงเป็นพวกขุนนางโฉดชั้นผู้น้อยที่คิดจะรีดเลือดกับปูเพื่อโกงกินเข้ากระเป๋าตัวเอง!" 

    สำหรับลู่ชิง... เงินทองคือสิ่งที่เขารักเท่าชีวิต และการที่คนเหล่านี้มาพรากเงินที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้านไปอย่างอยุติธรรม มันคือสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้ที่สุด! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขานึกถึงท่านแม่และน้องสาวที่อยู่ที่บ้านป่านนี้คงต้องนั่งกอดกันร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่ 

    "ท่านผู้เฒ่าหวัง ศิษย์น้องฉิน... ตามข้ามาให้ไว!" ลู่ชิงแผดเสียงก้องโดยไม่เหลือเค้าลางของบัณฑิตผู้เรียบร้อย 

    เขามิรอช้า ร่างที่ถูกหล่อหลอมด้วยปราณเซียนกำเนิดพุ่งทะยานออกไปทันที ท่วงท่า "ย่างไร้พันธนาการ" ที่เคยดูน่าขันบัดนี้กลับกลายเป็นความเร็วที่เหนือชั้น ร่างของลู่ชิงพุ่งผ่านทุ่งนาไปราวกับเงาปีศาจ ทิ้งให้ฝุ่นดินตลบอบอวลอยู่เบื้องหลัง หวังซิวและฉินอวี้มองหน้ากันวูบหนึ่งก่อนจะรีบใช้วิชาตัวเบาทะยานตามไปติดๆ พวกเขารู้ดีว่าบัดนี้ "บัณฑิตขี้งก" ได้กลายเป็น "ราชสีห์ผู้พิโรธ" ไปเสียแล้ว และพวกขุนนางเลวเหล่านั้นกำลังจะได้รู้จักกับความหมายของคำว่า "หายนะ" อย่างแท้จริง! 

    กระท่อมไม้หลังเก่าทรุดโทรมที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้านชิงหมิงปรากฏแก่สายตา ผนังดินเหนียวมีรอยกะเทาะตามกาลเวลาจนเห็นเนื้อฟางที่ผสมอยู่ภายใน หลังคามุงหญ้าคาดูบางตาลงไปมากจนน่ากังวลว่าหากฝนหลงฤดูตกลงมาคงยากจะต้านทาน ทว่าสิ่งที่ยังคงความงดงามสวนทางกับความอัตคัดคือต้นเหมยโบราณข้างรั้ว กิ่งก้านที่คดเคี้ยวสลักเสลาอย่างเข้มแข็ง แม้ในยามนี้กลีบดอกสีนวลจะเริ่มร่วงโรยโปรยปรายลงสู่พื้นดิน แต่มันกลับส่งกลิ่นหอมเย็นจางๆ อบอวลไปทั่วบริเวณตีนเขา ราวกับจะช่วยปลอบประโลมความเงียบเหงาของบ้านหลังนี้ 

    ท่ามกลางกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่น ร่างอ้อนแอ้นของเด็กสาวนางหนึ่งกำลังขะมักเขม้นเก็บผ้าที่ตากไว้บนราวไม้ไผ่หน้าบ้าน ลู่หลิว ผู้นี้มีผิวพรรณขาวกระจ่างละเอียดลออประดุจสลักเสลาจากหยกเย็น ใบหน้าเรียบเนียนไร้ราคีตัดกับเส้นผมสีดำขลับที่มัดรวบไว้อย่างง่ายๆ ดวงตาของนางใสซื่อทว่าแฝงไปด้วยกระแสความเย็นเยือกบางอย่างที่ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกสงบอย่างประหลาด ดูไปแล้วนางมิได้เหมือนลูกชาวบ้านธรรมดา แต่กลับคล้ายกับเจ้าหญิงหิมะที่หลุดออกมาจากภาพวาดโบราณที่ตกสำรวจ 

    เมื่อนางเห็นฝุ่นหนาตลบพุ่งตรงมาจากเนินเขาแต่ไกล ลู่หลิวก็ชะงักมือพลางหรี่ตามองด้วยความสงสัย ทว่าเมื่อเงาร่างนั้นพุ่งเข้ามาใกล้จนเห็นใบหน้าทะเล้นที่แสนคุ้นเคย รอยยิ้มที่สดใสประดุจแสงตะวันยามเช้าก็ปรากฏบนใบหน้าที่มักจะดูเย็นชาของนาง 

    "ท่านพี่ลู่ชิง! ท่านกลับมาแล้ว!" นางตะโกนเสียงใสพลางปล่อยตะกร้าผ้าในมือทิ้งอย่างไม่เสียดาย 

    ลู่ชิงพุ่งทะยานเข้าไปหาน้องสาวเพียงคนเดียวด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ เขาสั่งน้ำมูกฟืดฟาด 

    "หลิวเอ๋อร์! พี่ชายกลับมาแล้ว! ดูสิ พี่พกเงินกลับมาเพียบเลย เจ้าซูบผอมลงไปหรือไม่? ใครรังแกเจ้าบอกพี่มา พี่จะซัดมันให้กระเด็น!" 

    ลู่หลิวหัวเราะเบาๆ 

    "ไม่มีใครรังแกข้าหรอกท่านพี่ มีแต่ท่านนั่นแหละที่หายไปนานจนข้านึกว่าไปโดนเจ้าหนี้ที่ไหนจับตัวไว้เสียแล้ว" 

    ก่อนที่สองพี่น้องจะคุยกันไปมากกว่านั้น ลู่หลิวก็เหลือบไปเห็นผู้เฒ่าผมขาวที่เดินตามมาอย่างสง่างาม นางรีบสำรวมท่าทางอย่างรวดเร็ว ก้าวออกไปด้านหน้าแล้วย่อตัวคำนับอย่างงดงามและนอบน้อมประดุจเด็กที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี 

    "ผู้น้อยลู่หลิว คารวะท่านผู้เฒ่าเจ้าค่ะ ขอบคุณที่ท่านเมตตาร่วมเดินทางมาส่งพี่ชายข้า" 

    กิริยาที่ไร้เดียงสาแต่เปี่ยมด้วยมรรยาทนั้นทำให้ หวังซิว ที่เดิมทีมีความเคร่งขรึมถึงกับใจอ่อนยวบ ความประทับใจพุ่งขึ้นมาเต็มอกจนเผลอแย้มยิ้มออกมาอย่างที่หาได้ยาก 

    "ช่างเป็นเด็กที่รู้ความนัก... เห็นแล้วข้าอดคิดถึงหลานสาวตัวน้อยที่บ้านไม่ได้จริงๆ ไม่ต้องมากพิธีไปหรอกแม่หนู" 

    ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอุ่น ฉินอวี้ ก็วิ่งหอบแฮกๆ มาถึงในสภาพที่ดูไม่ได้ที่สุด เขาใช้วิชาตัวเบาที่ภาคภูมิใจนักหนาทะยานมาอย่างสุดกำลังจนลิ้นแทบจะห้อย เมื่อมาถึงเขาก็ทิ้งตัวพิงรั้วไม้เก่าๆ จนร่วงกราวลงไปกองกับพื้น 

    "อา... อาจารย์... พี่ลู่... พวกท่าน... เป็นมนุษย์กันจริงๆ หรือเปล่า ไยถึงวิ่งไวปานลมกรดเช่นนี้ ข้า... ข้าจะขาดใจตายอยู่แล้ว" เขากล่าวพลางพยายามจะจัดมาดอัจฉริยะแต่กลับสำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลกเขลก ดูราวกับเด็กน้อยที่กำลังเดินเตาะแตะพยายามจะวิ่งแข่งกับมังกร
    ทว่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้มนั้น หวังซิวกลับเริ่มนิ่งเงียบลง สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเอ็นดูเป็นความสับสนและตกตะลึง ปรมาจารย์เฒ่าลูบเคราขาวช้าๆ ขณะจ้องเขม็งไปที่ร่างของลู่หลิวราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ 

    ในครรลองจักษุของหวังซิว รอบกายของน้องสาวลู่ชิงไม่ได้มีเพียงกลิ่นหอมของดอกเหมย แต่นางกลับถูกห่อหุ้มด้วยกระแสปราณ "หยิน" ที่ขาวบริสุทธิ์และเข้มข้นที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมาในชั่วชีวิตกว่าเจ็ดสิบปี พลังนั้นหมุนวนอย่างเยือกเย็นและเรียบเฉียบประหนึ่งเหมันต์นิรันดร์ที่สามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งเวลา หวังซิวถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง 

    "บ้านนี้มันอะไรกัน... พี่ชายเป็นยอดคนเลขาธิการสวรรค์ ส่วนน้องสาวกลับมีร่างหยินบริสุทธิ์ที่หมื่นปีจะอุบัติขึ้นสักคน!" หวังซิวรำพึงในใจ แววตาที่จ้องมองสาวน้อยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและสับสนอย่างที่สุด

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน