THE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1)

    บทที่ 43 หวนคืนสู่สำนัก (ท่อนที่ 3)


                    ซากปรักหักพังที่ราเชลไอซ์พูดถึงเมื่อมองมันจากไกลๆ   จะเห็นเป็นเพียงแค่กองหินเก่า ๆ ประมาณ3-4 กอง  และเสาหินที่ผุพังอีก 2 ต้น   ดังนั้นหากไม่สังเกตดี ๆ ละก็จะไม่ทางรู้เด็ดขาดว่า  ที่นี่ครั้งหนึ่งมันเคยมีสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่ 

                    “ดูไม่เหมือนซากเมืองเก่า  น่าจะเป็นซากวิหารเก่ามากกว่า”   

                    เอกอนให้ความเห็นหลังจากที่เดินวนอยู่ที่เสาต้นหนึ่งได้2-3 รอบ  เขากำลังพยายามแกะอักขระบางอย่างที่เขียนติดอยู่  แต่ก็พบว่าทักษะหัวใจอักขระ  ที่เป็นทักษะประจำอาชีพของนักเวทย์  ซึ่งมันมีไว้ใช้แปลบทร่ายเวทย์นั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรเขาสักนิด

                    “อ่านไม่ออก”   ราเชลไอซ์เปรยออกมาอย่างเลื่อนลอย  เมื่อเขาพยายามใช้ทักษะหัวใจอักขระเช่นเดียวกับเอกอน  อ่านข้อความที่อยู่บนเสาหินอีกต้นที่อยู่ตรงข้ามกัน

                    “ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ภาษาสำหรับร่ายเวทย์นะ...ทักษะหัวใจอักขระจึงแปลไม่ได้”   อีกครั้งที่เอกอนออกความเห็น นั่นทำให้ราเชลไอซ์เบี่ยงหน้าออกมาเล็กน้อย 

                    “ขอถามอะไรบางอย่างได้มั๊ยครับ”   ราเชลไอซ์ถาม นั่นทำให้เอกอนเบี่ยงหน้าออกมาจากเสาที่มองอยู่เช่นกัน

                    “ว่ามาสิ”

                    “คุณเอกอนได้ 1 ใน 5ทักษะมหาเวทย์นานหรือยังครับ”

                    “ก็นานแล้ว...ทำไมเหรอ”

                    “ผมแค่อยากทราบว่า  แต่ละทักษะนั้นพลังโจมตีต่างกันมั๊ย”  เอกอนไม่ได้ตอบทันทีเขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะหรี่สายตาลงมองราเชลไอซ์

                    “เท่าที่ผมรู้มันก็ต่างกันอยู่  แต่ก็ห่างกันไม่เยอะ”

                    “แล้วมหาเวทย์ไหนที่พลังโจมตีสูงสุดล่ะครับ”

                    “จากมหาเวทย์ทั้งหมดอันมี...”  จู่ ๆ เอกอนก็เงียบเสียงไปดื้อ ๆ   ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง  “ผมว่าคงเป็นมหาเวทย์โลหิตมาร  เพราะดูจากตำนานของมหาเวทย์ต่าง ๆ แล้ว มีมหาเวทย์อันนี้ที่ดูเหมือนค่อยข้างจะโกงที่สุด  แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันโกงยังไง”

                    “งั้นหรือครับ...แล้วมันจะเป็นยังไงหากผู้เล่นคนหนึ่งมีครบทั้ง5 มหาเวทย์”  

                    อีกครั้งที่เอกอนนิ่งคิด  แต่ไม่ใช่เพราะว่าจะหาคำตอบ เพียงแต่เขานึกสงสัยในตัวของราเชลไอซ์เท่านั้นว่าทำไมถึงเป็นคนชอบสงสัย  เพราะจากคำบอกเล่าของเควินแล้ว  เด็กคนนี้น่าจะไม่ยอมใครง่าย ๆ นี่นะ  แต่ก็นั่นแหละบางทีอาจจะเป็นแค่มุมหนึ่งของเขาก็ได้..

                    “ก็คงจะไม่มีใครต่อกรได้เลยละมั่ง แต่ก็อย่างว่าแหละเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าใครมีมหาเวทย์ถึง 2บทขึ้นไป  เพราะขนาดผมเองกว่าจะได้มหาเวทย์ดูดดาวมา  ก็ใช้เวลาทั้งตามหาและฝึกฝนร่วม 3ปีเต็มในเกมส์”   เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะเมื่อเอกอนพูดจบ 

                    “มหาเวทย์เยือกแข็งของผมเอง  กว่าจะได้มาก็ไม่ต่างจากคุณนักหรอกครับ”

                    “จริงเหรอ...มิน่าว่าทำไมสามารถไต่มาถึงอันดับ2 ของปัจจุบันได้  ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ หลานของดราก้อนฟิชนี่”   เป็นคำชมที่ราเชลไอซ์ไม่ได้ยินดีด้วยเลย  อันดับ 2 งั้นเหรอ  มันจะมีค่าอะไรหากเขาเสียเชิงให้แม้กระทั่งคนที่แพ้ลุงของตัวเอง

                    “ขอบคุณที่ชมครับ...ว่าแต่คุณไม่ตกใจเหรอว่าทำไมผมถึงได้มหาเวทย์มา”

                    “ก็มันเป็นเรื่องธรรมดานี่  ใครที่แสวงหาโดยที่ไม่ละความพยายาม สักวันสิ่งที่เขาต้องการก็จะมาอยู่ตรงหน้า”   ราเชลไอซ์ยิ้มบาง ๆ ให้กับคำกล่าวนี้ ก่อนจะผลุบตาลงแล้วหันกลับไปจมอยู่กับอักขระ  ที่ตัวเองไม่มีวันอ่านออกบนเสาเหมือนเดิม

                    “นี่เด็กหนุ่มทั้งหลาย...มาดูนี่ก่อน”    

                     จู่ ๆ ดราก้อนฟิชก็ตะโกนแทรกขึ้นมาจากกองหินกองหนึ่งที่เขากำลังนั่งคุ้ยอะไรบางอย่างอยู่  ยังผลให้ทั้งเอกอนและราเชลไอซ์ต้องผละจากเสาแปลกๆ นั่นแล้วเดินเข้าไปหา ซึ่งก็พบว่าดราก้อนฟิชกำลังพยายามปัดฝุ่นที่หนาเขรอะ  ออกจากแผ่นหินที่ดูเหมือนจะสลักอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ วงแหวนเวทย์เอาไว้ 

     

     

     

     

     

                    “นี่มัน”    เอกอนเว้นช่วงแล้วลากเสียงยาว  จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ยื่นมือข้างขวาเอื้อมไปสัมผัสอักษะที่คล้ายตัวS ตรงกลางวงกลมนั่นอย่างแผ่วเบา 

                    “สัญลักษณ์มหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์”     ทั้งราเชลไอซ์กับเอกอนโพล่งออกมาพร้อมกันราวกับนัดกันไว้   นั่นทำให้ดราก้อนฟิชถึงกับขวับไปมองเอกอนอย่างสนใจทันที  เพราะสิ่งที่เจ้าของฉายาจอมเวทย์ดวงดาวพูดออกมานั้นมันคือ  ชื่อของ 1 ใน 5 มหาเวทย์ที่ทรงพลังที่สุดในเกมส์เซียออนไลน์ในตอนนี้

                    “มันมีความหมายว่ายังไง”    เอกอนไม่ได้ตอบในทันที  เขาเปิดหน้าต่างโฮโลแกรม  ซึ่งโชว์ข้อมูลอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วผลักมันส่งไปให้ดราก้อนฟิชดู

     

     

     

     

     

                    “ไล่เรียงเลยนะครับ  สัญลักษณ์อันแรกคือมหาเวทย์เยือกแข็งที่หลานของคุณได้รับ  ส่วนอันที่สองคือมหาเวทย์ดูดดาว  ซึ่งเป็นของผม ถัดไปอันที่สามคือสัญลักษณ์ของมหาเวทย์จตุธาตุ  และอันที่สี่คือมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์  ที่เรากำลังดูกันอยู่  สุดท้ายคือสัญลักษณ์มหาเวทย์โลหิตมารครับ  และไม่ว่าที่ใดที่ปรากฏสัญลักษณ์ทั้ง 5นี้นั่นหมายความว่าที่นั่นมีความเกี่ยวข้องกับทักษะนั้นครับ อาจจะเคยมีการต่อสู้ของทักษะนี้ที่นี่มาก่อนเลยมีการบันทึกลงแผ่นหินไว้  หรือว่าอาจจะเป็นเพียงแค่การบอกกล่าวจาก NPC หรืออะไรก็ตามซึ่งเราก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือมันจะนำเราไปหามหาเวทย์บทนี้”    เอกอนจบการอธิบายลง  จากนั้นความเงียบก็ครอบคลุมพวกเขาทั้ง 3ชั่วขณะ ก่อนที่จะเป็นตัวของราเชลไอซ์เองที่เอ่ยแทรกขึ้นมา

                    “งั้นก็แสดงว่าหากเราไขปริศนาสัญลักษณ์นี่ออก   เราก็จะได้พบมหาเวทย์อีกบทสินะครับ”

                    “ก็อาจใช่  และถึงแม้มันอาจจะเข้าไปถึงง่ายโดยที่ไม่มีพิธีรีตรอง  แต่ว่าการจะได้มันมาก็คงจะเป็นเรื่องยากพอควร”

                    “งั้นเราลองหาแผ่นหินอื่น ๆ ที่อยู่รอบๆ นี้ดู เผื่อมันจะมีอะไรช่วยเราได้บ้าง”   ดราก้อนฟิชเป็นคนออกความเห็นซึ่งราเชลไอซ์ก็เห็นด้วย  พวกเขาทั้งสองจึงแยกย้ายสำรวจกองหินต่าง ๆ ที่อยู่ประปรายทั่วไป   เหลือเพียงแต่เอกอนเท่านั้นที่ยังคงจ้องสัญลักษณ์ของมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์อย่างไม่วางตา  

                    “ข้างใต้น่าจะมีอะไรอยู่”   เอกอนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้มตัวลงไปแล้วใช้มือพยายามดันแผ่นหินที่มีสัญลักษณ์นั้นออกอย่างยากเย็น

                    “กะแล้วเชียว”   อีกครั้งที่เขาพูดกับตัวเอง เมื่อมองเห็นว่าหลังจากที่ผลักแผ่นหินนั้นออกเขาก็พบอะไรบางอย่างที่รูปร่างเหมือนทรงกระบอกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ6 นิ้วจมอยู่ในดิน และทันทีที่เอกอนยื่นมือเข้าไปสัมผัสมัน แท่งทรงกระบอกนั้นก็เลื่อนขึ้นโผล่พ้นออกมาจากพื้นดิน  พร้อม ๆ กับที่พื้นที่พวกเขาทั้ง 3  อยู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในขณะที่เสียงของระบบก็ดังแจ้งขึ้นให้ทั้งเอกอน  ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ทราบถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ

                ‘ผู้เล่นเอกอนได้ทำการเปิดผนึกประตูวิหารเทวะมนตรา  ส่งผลให้ทหารเฝ้าประตูวิหารนามว่า โบรอสตื่นขึ้นค่ะ’

                    สิ้นเสียงของระบบแผ่นดินที่สะเทือนอยู่ก็ไหวหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม  แต่นั่นมันก็ไม่สำคัญเท่าว่าได้ปรากฏมือขนาดยักษ์โผล่พ้นออกจากพื้นดินที่อยู่ห่างจากซากวิหารไปไม่ไกลขึ้น ก่อนที่มืออีกข้างที่ขนาดใหญ่โตไม่แพ้กับข้างแรกก็ทะลุออกจากพื้นดินตามมา   จากนั้นทั้งหัวที่มีใบหน้าราวกับยักษ์  และลำตัวที่ใหญ่สูงพอ ๆ กับต้นตาลก็โผล่พรวดออกจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว  จากนั้นก็คำรามก้อง  แล้วจ้องมองมายังเอกอน  ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ที่ตอนนี้กำลังทำสีหน้าวิตกอยู่

                ‘ผู้เล่นเอกอนพบมอนสเตอร์เฝ้าประตูโบรอส เผ่าพันธุ์มหายักษา  ระดับพิเศษ ชั้นขุนนางค่ะ’

                    แม้ระบบจะไม่แจ้ง  แต่ความรู้สึกที่ได้เห็นมอนสเตอร์ตัวนี้โผล่พ้นออกมาจากพื้นดินครั้งแรกนั้น ก็รับรู้ได้ทันทีว่าพลังโจมตีของมันจะมากมายแค่ไหน  ซึ่งดราก้อนฟิชและราเชลไอซ์ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน

                    วูบ!

                    พริบตาที่พวกของเอกอนกำลังยืนตกตลึง  เจ้าโบรอสก็เริ่มเปิดฉากโจมตีก่อนทันที มันไม่มีแม้แต่ซักถามไม่มีแม้แต่พูดคุยด้วย เพราะดูเหมือนหน้าที่ของมันอย่างเดียวก็คือ  กำจัดผู้ที่จะรุกล้ำเข้าไปยังวิหารเทวะมนตราเท่านั้น

                วิ้ง!

                    ทักษะลับเผ่าพันธุ์    ลำแสงกลืนพิภพ

                    สิ้นการเรียกใช้ทักษะ   ปากของเจ้าโบรอสก็ค่อย ๆ อ้ากว้างขึ้น  ก่อนมันจะมีเส้นแสงสีขาวจากรอบทิศพุ่งเข้าไปรวมกันที่ในปากของมันอย่างรวดเร็ว  จนเกิดดวงแสงสีขาวสว่างจ้าขนาดเท่าแท้งก์น้ำ   และพริบตานั้นเองลำแสงสีขาวจากดวงแสงนั่นก็พุ่งเป็นทางยาวเข้าหาพวกของเอกอนอย่างรุนแรง

                ซูม!

                    “พร่ำเพรียกร้องหนทางสู่ดาราจักร   วิงวอนรักวิงวอนจากอาลัยหา   โปรดประทานประตูดาวแก่ข้ามา   เพื่อนำพาตัวข้าสู่จักรวาล”

                    ทักษะมหาเวทย์ดูดดาว    ประตูเชื่อมดาว

                ตึง!

                    เอกอนดึงสติที่เตลิดไปไกลให้กลับมาก่อนเป็นคนแรก  เขารีบเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมแล้วคว้าไม้เท้าดวงจิตมังกรขึ้นมาถือไว้อย่างรวดเร็ว  ในขณะที่ริมฝีปากเขาก็ขยับขึ้นลงร่ายเวทย์อย่างด่วนแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อน   จากนั้นไม้เท้านั่นก็เรืองแสงจ้าพร้อมกับปรากฏประตูขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยสัญลักษณ์ราศีต่างๆ อยู่รอบ  ผุดขึ้นมาจากพื้นดินก่อนบานประตูนั้นจะเปิดออกแล้วดูดพลังสำแสงของเจ้าโบรอสเข้าไปในเสี้ยววินาทีอย่างหวุดหวิด

                    “กรร!!”  

                    มันขู่เสียงดังจนแสบแก้วหู   แต่เอกอนก็พยายามจะไม่ใส่ใจเพราะเขากำลังตั้งมั่นอยู่กับทักษะที่ใช้ และทันทีที่ประตูเชื่อมดาวดูดพลังลำแสงไปจนหมด  เขาก็รีบปิดมันทันทีก่อนจะทำการพลิกบานประตูให้หันอีกด้านออกมา  จากนั้นก็เปิดมันออกอีกครั้ง พร้อม ๆ กับส่งสำแสงที่มันปล่อยให้พวกของเขาก่อนหน้า  ให้พุ่งเป็นทางยาวกลับไป

                ตูม!

                    ร่างของเจ้ามหายักษาโบรอสปะทะใส่กับทักษะของตัวเองอย่างจัง  จนถอนครูดไปด้านหลังหลายก้าว  ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ดราก้อนฟิชกับราเชลไอซ์ก็ดึงสติกลับมาได้พอดี   ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มมองเห็นโอกาสที่ศัตรูเปิดช่องว่าง  แล้วพุ่งเข้าโจมตีโดยไม่ให้ทันตั้งตัว

                    ทักษะเพลงดาบไร้วิญญาณ   ผ่าดวงจิต

                    ดราก้อนฟิชเปิดฉากก่อน เขาผนึกพลังออร่าที่มือของตัวเองจนกลายเป็นดาบผลึกใสอย่างรวดเร็ว  ก่อนเขาจะดีดตัวเองลอยขึ้นไปบนอากาศเหนือร่างของเจ้าโบรอสที่ตอนนี้กำลังล้มหงายท้องตึง  จากนั้นก็ฟาดมันลงส่งคลื่นพลังที่ทั้งคมกริบและรุนแรง  เข้าหาร่างของเจ้าโบรอสที่

                ตูม!

                    ทักษะของผู้ที่ได้รับฉายาเทพแห่งดาบฟาดปะละลงตรงกลางอกของมันอย่างจัง  จนเกิดเป็นรอยแผลเป็นทางยาวที่ตอนนี้กำลังมีเลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมา แต่ดูเหมือนพลังป้องกันของมันจะยังมีมากพอเลยทำให้มันไม่ถึงกับตาย  แต่กระนั้นก็รับบาดเจ็บสาหัส

                    ทักษะเผ่าพันธุ์    ค้อนมหายักษา

                    ดูเหมือนมันพยายามจะใช้พลังที่มีโจมตีกลับ  โดยสร้างค้อนโปร่งแสงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงมันอย่างหนักหน่วงไปที่ร่างของดราก้อนฟิช  ที่กำลังร่อนตัวเองลงสู่พื้นดิน

                    ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง    ม่านผลึกฟ้า

                    พริบตาที่ค้อนกำลังจะปะทะร่างของดราก้อนฟิช  ก็ปรากฏม่านสีฟ้าใสโดยฝีมือของราเชลไอซ์  ที่ขยายกว้างแผ่กันการโจมตีนั้นได้อย่างท่วงที  ก่อนที่ร่างของผู้ที่ได้รับฉายาว่าปิศาจน้ำแข็งจะกระโจนร่างของตัวเองเข้าหาดราก้อนฟิช

                เพล้ง!

                    เหมือนว่าม่านผลึกสีฟ้าใสนั้นจะต้านทานค้อนนั่นไม่อยู่เลยทำให้แตกละเอียดทันทีที่ปะทะกัน ซึ่งเหตุอาจจะมาจากเพราะตัวของราเชลไอซ์เองไม่ได้ร่างเวทย์ของทักษะเลยทำให้ประสิทธิภาพมันลดลง  แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะให้ดราก้อนฟิชใช้ทักษะท่าเท้าของตัวเองถอยออกมา ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ราเชลไอซ์พุ่งร่างมาถึง  พร้อม ๆ กับกวัดแกว่งไม้เท้ารูปร่างประหลาดที่เขาหยิบมันออกมาจากหน้าต่างเก็บไอเทมนั้นติดๆ กัน 2-3 ทีก่อนจะเสียบมันลงตรงหน้า แล้วโจมตีกลับอย่างรวดเร็ว

                    “ดั่งเหมันต์อันเหน็บหนาวเข้าจับจิต    มิอาจคิดหลีกหนีห่วงโซ่หนา    ตวัดเกี่ยวร้อยรัดมัดติดตรา    จวบเวลาสิ้นไปชั่วนิรันดร์”

                    ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง   พันธนาการเยือกแข็ง

                    สิ้นคำร่ายของราเชลไอซ์โซ่นับร้อยเส้นก็พุ่งจากพื้นดินรอบตัวของเจ้าโบรอส    ก่อนมันจะเลื้อยขึ้นไปเต็มตัวของมอนสเตอร์ที่เฝ้าประตูวิหารนั่นจากนั้นก็รัดจนแน่น     ส่งผลให้ผู้ที่ถูกพันธนาการส่งเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความทรมาน และดิ้นอย่างทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดจากการรัดของโซ่แล้วความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากโซ่เช่นกัน

                    ทักษะมหาเวทย์ดูดดาว    ฝนดางหาง

                    เอกอนมองเห็นจังหวะโอกาสนั้นจึงรีบวนไม้เท้าในมือ  ก่อนจะเรียกใช้ทักษะจนบังเกิดเป็นวงแหวนเวทย์สีขาวลอยอยู่เหนือร่างของศัตรูพร้อมกลับเปล่งแสงสว่างจ้า และพริบตานั้นเองดาวหางนับสิบลูกก็พุ่งตรงจากวงแหวนเวทย์  เข้าหาร่างของเจ้าโบรอสทันที

                ตูม!   ตูม!   ตูม!

                ‘มอนสเตอร์เฝ้าประตูโบรอสถูกกำจัดเสร็จสิ้น   ประตูวิหารเทวะมนตราถูกเปิดออกชั่วคราว

                กรุณารอสักครู่ระบบกำลังเคลื่อนย้ายผู้เล่นที่อยู่ในอาณาเขตซากวิหาร  ไปยังวิหารเทวะมนตราค่ะ...’

                    แทบจะในทันทีที่เสียงของระบบกล่าวจบลง  ร่างของเอกอน ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ก็ค่อยเรือง ๆ แสงสว่างวาบ ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะถูกดูดกลืนหายไป ทิ้งไว้เพียงร่างของเจ้าโบรอสที่กลายเป็นแสงสีขาวไปอย่างช้า ๆ  จากนั้นสภาพแวดล้อมทั้งหมดก็ถูกคืนกลับเป็นดังเดิม  เหมือนกับไม่ไม่อะไรใด ๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น...

    ++++++++++++++++++++

                    “ที่นี่คือวิหารเทวะมนตราอย่างนั้นหรือ”

                    เอกอนเปรยออกมาหลังจากที่เขาถูกระบบส่งวาร์ปมายังสถานที่หนึ่งที่เขาไม่คุ้นเคย   แต่ดูจากสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้วมันดูเหมือนเป็นโถงใหญ่มากกว่าจะเรียกว่าวิหาร  

                    “ก็คงงั้น”    ดราก้อนฟิชกล่าวเขาก็คลางแคลงใจไม่ต่างจากเอกอน  แต่ฟังจากที่ระบบพูดแล้วที่นี้คงจะใช่  ที่ ๆ พวกเขากำลังจะพยายามหาทางเข้ามาเป็นแน่แท้

                    “จากนี้ไปจะมีอะไรออกมาอีกล่ะ”       เป็นราเชลไอซ์ที่พูดออกมา  แต่สิ่งที่เขากล่าวนั้นทั้งเอกอนและดราก้อนฟิชก็ไม่อาจจะคาดเดาได้เหมือนกัน

                วิ้ง!

                    อะไรบางอย่างกำลังค่อยๆ ปรากฏตัวห่างจากพวกเขาไปไม่ไกล มันคือแสงสีทองกลุ่มหนึ่งที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นช้า ๆ กระทั่งมีขนาดเท่าแทงก์น้ำมันจึงค่อยหดเล็กลง  และปรากฏเป็นร่างของหญิงสาวนางหนึ่งขึ้นมาแทน   เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ   ก่อนจะใช้สายตาสีเขียวมรกตนั้นจ้องมองพวกของเอกอนอย่างแน่นิ่ง  ซึ่งนั่นทำให้ทั้ง 3 ถึงกับระวังตัวทันที

                    “ยินดีต้อนรับสู่วิหารเทวะมนตรา”

     

    @@@@@@@@@@@@@@@@@

     

    คล้ายกับเรื่องTHE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1) ที่คุณอ่าน