ซากปรักหักพังที่ราเชลไอซ์พูดถึงเมื่อมองมันจากไกลๆ จะเห็นเป็นเพียงแค่กองหินเก่า ๆ ประมาณ3-4 กอง และเสาหินที่ผุพังอีก 2 ต้น ดังนั้นหากไม่สังเกตดี ๆ ละก็จะไม่ทางรู้เด็ดขาดว่า ที่นี่ครั้งหนึ่งมันเคยมีสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่
“ดูไม่เหมือนซากเมืองเก่า น่าจะเป็นซากวิหารเก่ามากกว่า”
เอกอนให้ความเห็นหลังจากที่เดินวนอยู่ที่เสาต้นหนึ่งได้2-3 รอบ เขากำลังพยายามแกะอักขระบางอย่างที่เขียนติดอยู่ แต่ก็พบว่าทักษะหัวใจอักขระ ที่เป็นทักษะประจำอาชีพของนักเวทย์ ซึ่งมันมีไว้ใช้แปลบทร่ายเวทย์นั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรเขาสักนิด
“อ่านไม่ออก” ราเชลไอซ์เปรยออกมาอย่างเลื่อนลอย เมื่อเขาพยายามใช้ทักษะหัวใจอักขระเช่นเดียวกับเอกอน อ่านข้อความที่อยู่บนเสาหินอีกต้นที่อยู่ตรงข้ามกัน
“ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ภาษาสำหรับร่ายเวทย์นะ...ทักษะหัวใจอักขระจึงแปลไม่ได้” อีกครั้งที่เอกอนออกความเห็น นั่นทำให้ราเชลไอซ์เบี่ยงหน้าออกมาเล็กน้อย
“ขอถามอะไรบางอย่างได้มั๊ยครับ” ราเชลไอซ์ถาม นั่นทำให้เอกอนเบี่ยงหน้าออกมาจากเสาที่มองอยู่เช่นกัน
“ว่ามาสิ”
“คุณเอกอนได้ 1 ใน 5ทักษะมหาเวทย์นานหรือยังครับ”
“ก็นานแล้ว...ทำไมเหรอ”
“ผมแค่อยากทราบว่า แต่ละทักษะนั้นพลังโจมตีต่างกันมั๊ย” เอกอนไม่ได้ตอบทันทีเขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหรี่สายตาลงมองราเชลไอซ์
“เท่าที่ผมรู้มันก็ต่างกันอยู่ แต่ก็ห่างกันไม่เยอะ”
“แล้วมหาเวทย์ไหนที่พลังโจมตีสูงสุดล่ะครับ”
“จากมหาเวทย์ทั้งหมดอันมี...” จู่ ๆ เอกอนก็เงียบเสียงไปดื้อ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ผมว่าคงเป็นมหาเวทย์โลหิตมาร เพราะดูจากตำนานของมหาเวทย์ต่าง ๆ แล้ว มีมหาเวทย์อันนี้ที่ดูเหมือนค่อยข้างจะโกงที่สุด แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันโกงยังไง”
“งั้นหรือครับ...แล้วมันจะเป็นยังไงหากผู้เล่นคนหนึ่งมีครบทั้ง5 มหาเวทย์”
อีกครั้งที่เอกอนนิ่งคิด แต่ไม่ใช่เพราะว่าจะหาคำตอบ เพียงแต่เขานึกสงสัยในตัวของราเชลไอซ์เท่านั้นว่าทำไมถึงเป็นคนชอบสงสัย เพราะจากคำบอกเล่าของเควินแล้ว เด็กคนนี้น่าจะไม่ยอมใครง่าย ๆ นี่นะ แต่ก็นั่นแหละบางทีอาจจะเป็นแค่มุมหนึ่งของเขาก็ได้..
“ก็คงจะไม่มีใครต่อกรได้เลยละมั่ง แต่ก็อย่างว่าแหละเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าใครมีมหาเวทย์ถึง 2บทขึ้นไป เพราะขนาดผมเองกว่าจะได้มหาเวทย์ดูดดาวมา ก็ใช้เวลาทั้งตามหาและฝึกฝนร่วม 3ปีเต็มในเกมส์” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะเมื่อเอกอนพูดจบ
“มหาเวทย์เยือกแข็งของผมเอง กว่าจะได้มาก็ไม่ต่างจากคุณนักหรอกครับ”
“จริงเหรอ...มิน่าว่าทำไมสามารถไต่มาถึงอันดับ2 ของปัจจุบันได้ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ หลานของดราก้อนฟิชนี่” เป็นคำชมที่ราเชลไอซ์ไม่ได้ยินดีด้วยเลย อันดับ 2 งั้นเหรอ มันจะมีค่าอะไรหากเขาเสียเชิงให้แม้กระทั่งคนที่แพ้ลุงของตัวเอง
“ขอบคุณที่ชมครับ...ว่าแต่คุณไม่ตกใจเหรอว่าทำไมผมถึงได้มหาเวทย์มา”
“ก็มันเป็นเรื่องธรรมดานี่ ใครที่แสวงหาโดยที่ไม่ละความพยายาม สักวันสิ่งที่เขาต้องการก็จะมาอยู่ตรงหน้า” ราเชลไอซ์ยิ้มบาง ๆ ให้กับคำกล่าวนี้ ก่อนจะผลุบตาลงแล้วหันกลับไปจมอยู่กับอักขระ ที่ตัวเองไม่มีวันอ่านออกบนเสาเหมือนเดิม
“นี่เด็กหนุ่มทั้งหลาย...มาดูนี่ก่อน”
จู่ ๆ ดราก้อนฟิชก็ตะโกนแทรกขึ้นมาจากกองหินกองหนึ่งที่เขากำลังนั่งคุ้ยอะไรบางอย่างอยู่ ยังผลให้ทั้งเอกอนและราเชลไอซ์ต้องผละจากเสาแปลกๆ นั่นแล้วเดินเข้าไปหา ซึ่งก็พบว่าดราก้อนฟิชกำลังพยายามปัดฝุ่นที่หนาเขรอะ ออกจากแผ่นหินที่ดูเหมือนจะสลักอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ วงแหวนเวทย์เอาไว้
“นี่มัน” เอกอนเว้นช่วงแล้วลากเสียงยาว จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ยื่นมือข้างขวาเอื้อมไปสัมผัสอักษะที่คล้ายตัวS ตรงกลางวงกลมนั่นอย่างแผ่วเบา
“สัญลักษณ์มหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์” ทั้งราเชลไอซ์กับเอกอนโพล่งออกมาพร้อมกันราวกับนัดกันไว้ นั่นทำให้ดราก้อนฟิชถึงกับขวับไปมองเอกอนอย่างสนใจทันที เพราะสิ่งที่เจ้าของฉายาจอมเวทย์ดวงดาวพูดออกมานั้นมันคือ ชื่อของ 1 ใน 5 มหาเวทย์ที่ทรงพลังที่สุดในเกมส์เซียออนไลน์ในตอนนี้
“มันมีความหมายว่ายังไง” เอกอนไม่ได้ตอบในทันที เขาเปิดหน้าต่างโฮโลแกรม ซึ่งโชว์ข้อมูลอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วผลักมันส่งไปให้ดราก้อนฟิชดู
“ไล่เรียงเลยนะครับ สัญลักษณ์อันแรกคือมหาเวทย์เยือกแข็งที่หลานของคุณได้รับ ส่วนอันที่สองคือมหาเวทย์ดูดดาว ซึ่งเป็นของผม ถัดไปอันที่สามคือสัญลักษณ์ของมหาเวทย์จตุธาตุ และอันที่สี่คือมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ ที่เรากำลังดูกันอยู่ สุดท้ายคือสัญลักษณ์มหาเวทย์โลหิตมารครับ และไม่ว่าที่ใดที่ปรากฏสัญลักษณ์ทั้ง 5นี้นั่นหมายความว่าที่นั่นมีความเกี่ยวข้องกับทักษะนั้นครับ อาจจะเคยมีการต่อสู้ของทักษะนี้ที่นี่มาก่อนเลยมีการบันทึกลงแผ่นหินไว้ หรือว่าอาจจะเป็นเพียงแค่การบอกกล่าวจาก NPC หรืออะไรก็ตามซึ่งเราก็ไม่อาจจะรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือมันจะนำเราไปหามหาเวทย์บทนี้” เอกอนจบการอธิบายลง จากนั้นความเงียบก็ครอบคลุมพวกเขาทั้ง 3ชั่วขณะ ก่อนที่จะเป็นตัวของราเชลไอซ์เองที่เอ่ยแทรกขึ้นมา
“งั้นก็แสดงว่าหากเราไขปริศนาสัญลักษณ์นี่ออก เราก็จะได้พบมหาเวทย์อีกบทสินะครับ”
“ก็อาจใช่ และถึงแม้มันอาจจะเข้าไปถึงง่ายโดยที่ไม่มีพิธีรีตรอง แต่ว่าการจะได้มันมาก็คงจะเป็นเรื่องยากพอควร”
“งั้นเราลองหาแผ่นหินอื่น ๆ ที่อยู่รอบๆ นี้ดู เผื่อมันจะมีอะไรช่วยเราได้บ้าง” ดราก้อนฟิชเป็นคนออกความเห็นซึ่งราเชลไอซ์ก็เห็นด้วย พวกเขาทั้งสองจึงแยกย้ายสำรวจกองหินต่าง ๆ ที่อยู่ประปรายทั่วไป เหลือเพียงแต่เอกอนเท่านั้นที่ยังคงจ้องสัญลักษณ์ของมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์อย่างไม่วางตา
“ข้างใต้น่าจะมีอะไรอยู่” เอกอนพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้มตัวลงไปแล้วใช้มือพยายามดันแผ่นหินที่มีสัญลักษณ์นั้นออกอย่างยากเย็น
“กะแล้วเชียว” อีกครั้งที่เขาพูดกับตัวเอง เมื่อมองเห็นว่าหลังจากที่ผลักแผ่นหินนั้นออกเขาก็พบอะไรบางอย่างที่รูปร่างเหมือนทรงกระบอกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ6 นิ้วจมอยู่ในดิน และทันทีที่เอกอนยื่นมือเข้าไปสัมผัสมัน แท่งทรงกระบอกนั้นก็เลื่อนขึ้นโผล่พ้นออกมาจากพื้นดิน พร้อม ๆ กับที่พื้นที่พวกเขาทั้ง 3 อยู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในขณะที่เสียงของระบบก็ดังแจ้งขึ้นให้ทั้งเอกอน ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ทราบถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ
‘ผู้เล่นเอกอนได้ทำการเปิดผนึกประตูวิหารเทวะมนตรา ส่งผลให้ทหารเฝ้าประตูวิหารนามว่า โบรอสตื่นขึ้นค่ะ’
สิ้นเสียงของระบบแผ่นดินที่สะเทือนอยู่ก็ไหวหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม แต่นั่นมันก็ไม่สำคัญเท่าว่าได้ปรากฏมือขนาดยักษ์โผล่พ้นออกจากพื้นดินที่อยู่ห่างจากซากวิหารไปไม่ไกลขึ้น ก่อนที่มืออีกข้างที่ขนาดใหญ่โตไม่แพ้กับข้างแรกก็ทะลุออกจากพื้นดินตามมา จากนั้นทั้งหัวที่มีใบหน้าราวกับยักษ์ และลำตัวที่ใหญ่สูงพอ ๆ กับต้นตาลก็โผล่พรวดออกจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็คำรามก้อง แล้วจ้องมองมายังเอกอน ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ที่ตอนนี้กำลังทำสีหน้าวิตกอยู่
‘ผู้เล่นเอกอนพบมอนสเตอร์เฝ้าประตูโบรอส เผ่าพันธุ์มหายักษา ระดับพิเศษ ชั้นขุนนางค่ะ’
แม้ระบบจะไม่แจ้ง แต่ความรู้สึกที่ได้เห็นมอนสเตอร์ตัวนี้โผล่พ้นออกมาจากพื้นดินครั้งแรกนั้น ก็รับรู้ได้ทันทีว่าพลังโจมตีของมันจะมากมายแค่ไหน ซึ่งดราก้อนฟิชและราเชลไอซ์ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน
วูบ!
พริบตาที่พวกของเอกอนกำลังยืนตกตลึง เจ้าโบรอสก็เริ่มเปิดฉากโจมตีก่อนทันที มันไม่มีแม้แต่ซักถามไม่มีแม้แต่พูดคุยด้วย เพราะดูเหมือนหน้าที่ของมันอย่างเดียวก็คือ กำจัดผู้ที่จะรุกล้ำเข้าไปยังวิหารเทวะมนตราเท่านั้น
วิ้ง!
ทักษะลับเผ่าพันธุ์ ลำแสงกลืนพิภพ
สิ้นการเรียกใช้ทักษะ ปากของเจ้าโบรอสก็ค่อย ๆ อ้ากว้างขึ้น ก่อนมันจะมีเส้นแสงสีขาวจากรอบทิศพุ่งเข้าไปรวมกันที่ในปากของมันอย่างรวดเร็ว จนเกิดดวงแสงสีขาวสว่างจ้าขนาดเท่าแท้งก์น้ำ และพริบตานั้นเองลำแสงสีขาวจากดวงแสงนั่นก็พุ่งเป็นทางยาวเข้าหาพวกของเอกอนอย่างรุนแรง
ซูม!
“พร่ำเพรียกร้องหนทางสู่ดาราจักร วิงวอนรักวิงวอนจากอาลัยหา โปรดประทานประตูดาวแก่ข้ามา เพื่อนำพาตัวข้าสู่จักรวาล”
ทักษะมหาเวทย์ดูดดาว ประตูเชื่อมดาว
ตึง!
เอกอนดึงสติที่เตลิดไปไกลให้กลับมาก่อนเป็นคนแรก เขารีบเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมแล้วคว้าไม้เท้าดวงจิตมังกรขึ้นมาถือไว้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ริมฝีปากเขาก็ขยับขึ้นลงร่ายเวทย์อย่างด่วนแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อน จากนั้นไม้เท้านั่นก็เรืองแสงจ้าพร้อมกับปรากฏประตูขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยสัญลักษณ์ราศีต่างๆ อยู่รอบ ผุดขึ้นมาจากพื้นดินก่อนบานประตูนั้นจะเปิดออกแล้วดูดพลังสำแสงของเจ้าโบรอสเข้าไปในเสี้ยววินาทีอย่างหวุดหวิด
“กรร!!”
มันขู่เสียงดังจนแสบแก้วหู แต่เอกอนก็พยายามจะไม่ใส่ใจเพราะเขากำลังตั้งมั่นอยู่กับทักษะที่ใช้ และทันทีที่ประตูเชื่อมดาวดูดพลังลำแสงไปจนหมด เขาก็รีบปิดมันทันทีก่อนจะทำการพลิกบานประตูให้หันอีกด้านออกมา จากนั้นก็เปิดมันออกอีกครั้ง พร้อม ๆ กับส่งสำแสงที่มันปล่อยให้พวกของเขาก่อนหน้า ให้พุ่งเป็นทางยาวกลับไป
ตูม!
ร่างของเจ้ามหายักษาโบรอสปะทะใส่กับทักษะของตัวเองอย่างจัง จนถอนครูดไปด้านหลังหลายก้าว ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ดราก้อนฟิชกับราเชลไอซ์ก็ดึงสติกลับมาได้พอดี ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มมองเห็นโอกาสที่ศัตรูเปิดช่องว่าง แล้วพุ่งเข้าโจมตีโดยไม่ให้ทันตั้งตัว
ทักษะเพลงดาบไร้วิญญาณ ผ่าดวงจิต
ดราก้อนฟิชเปิดฉากก่อน เขาผนึกพลังออร่าที่มือของตัวเองจนกลายเป็นดาบผลึกใสอย่างรวดเร็ว ก่อนเขาจะดีดตัวเองลอยขึ้นไปบนอากาศเหนือร่างของเจ้าโบรอสที่ตอนนี้กำลังล้มหงายท้องตึง จากนั้นก็ฟาดมันลงส่งคลื่นพลังที่ทั้งคมกริบและรุนแรง เข้าหาร่างของเจ้าโบรอสที่
ตูม!
ทักษะของผู้ที่ได้รับฉายาเทพแห่งดาบฟาดปะละลงตรงกลางอกของมันอย่างจัง จนเกิดเป็นรอยแผลเป็นทางยาวที่ตอนนี้กำลังมีเลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมา แต่ดูเหมือนพลังป้องกันของมันจะยังมีมากพอเลยทำให้มันไม่ถึงกับตาย แต่กระนั้นก็รับบาดเจ็บสาหัส
ทักษะเผ่าพันธุ์ ค้อนมหายักษา
ดูเหมือนมันพยายามจะใช้พลังที่มีโจมตีกลับ โดยสร้างค้อนโปร่งแสงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงมันอย่างหนักหน่วงไปที่ร่างของดราก้อนฟิช ที่กำลังร่อนตัวเองลงสู่พื้นดิน
ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง ม่านผลึกฟ้า
พริบตาที่ค้อนกำลังจะปะทะร่างของดราก้อนฟิช ก็ปรากฏม่านสีฟ้าใสโดยฝีมือของราเชลไอซ์ ที่ขยายกว้างแผ่กันการโจมตีนั้นได้อย่างท่วงที ก่อนที่ร่างของผู้ที่ได้รับฉายาว่าปิศาจน้ำแข็งจะกระโจนร่างของตัวเองเข้าหาดราก้อนฟิช
เพล้ง!
เหมือนว่าม่านผลึกสีฟ้าใสนั้นจะต้านทานค้อนนั่นไม่อยู่เลยทำให้แตกละเอียดทันทีที่ปะทะกัน ซึ่งเหตุอาจจะมาจากเพราะตัวของราเชลไอซ์เองไม่ได้ร่างเวทย์ของทักษะเลยทำให้ประสิทธิภาพมันลดลง แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะให้ดราก้อนฟิชใช้ทักษะท่าเท้าของตัวเองถอยออกมา ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ราเชลไอซ์พุ่งร่างมาถึง พร้อม ๆ กับกวัดแกว่งไม้เท้ารูปร่างประหลาดที่เขาหยิบมันออกมาจากหน้าต่างเก็บไอเทมนั้นติดๆ กัน 2-3 ทีก่อนจะเสียบมันลงตรงหน้า แล้วโจมตีกลับอย่างรวดเร็ว
“ดั่งเหมันต์อันเหน็บหนาวเข้าจับจิต มิอาจคิดหลีกหนีห่วงโซ่หนา ตวัดเกี่ยวร้อยรัดมัดติดตรา จวบเวลาสิ้นไปชั่วนิรันดร์”
ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง พันธนาการเยือกแข็ง
สิ้นคำร่ายของราเชลไอซ์โซ่นับร้อยเส้นก็พุ่งจากพื้นดินรอบตัวของเจ้าโบรอส ก่อนมันจะเลื้อยขึ้นไปเต็มตัวของมอนสเตอร์ที่เฝ้าประตูวิหารนั่นจากนั้นก็รัดจนแน่น ส่งผลให้ผู้ที่ถูกพันธนาการส่งเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความทรมาน และดิ้นอย่างทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดจากการรัดของโซ่แล้วความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากโซ่เช่นกัน
ทักษะมหาเวทย์ดูดดาว ฝนดางหาง
เอกอนมองเห็นจังหวะโอกาสนั้นจึงรีบวนไม้เท้าในมือ ก่อนจะเรียกใช้ทักษะจนบังเกิดเป็นวงแหวนเวทย์สีขาวลอยอยู่เหนือร่างของศัตรูพร้อมกลับเปล่งแสงสว่างจ้า และพริบตานั้นเองดาวหางนับสิบลูกก็พุ่งตรงจากวงแหวนเวทย์ เข้าหาร่างของเจ้าโบรอสทันที
ตูม! ตูม! ตูม!
‘มอนสเตอร์เฝ้าประตูโบรอสถูกกำจัดเสร็จสิ้น ประตูวิหารเทวะมนตราถูกเปิดออกชั่วคราว
กรุณารอสักครู่ระบบกำลังเคลื่อนย้ายผู้เล่นที่อยู่ในอาณาเขตซากวิหาร ไปยังวิหารเทวะมนตราค่ะ...’
แทบจะในทันทีที่เสียงของระบบกล่าวจบลง ร่างของเอกอน ดราก้อนฟิช และราเชลไอซ์ก็ค่อยเรือง ๆ แสงสว่างวาบ ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะถูกดูดกลืนหายไป ทิ้งไว้เพียงร่างของเจ้าโบรอสที่กลายเป็นแสงสีขาวไปอย่างช้า ๆ จากนั้นสภาพแวดล้อมทั้งหมดก็ถูกคืนกลับเป็นดังเดิม เหมือนกับไม่ไม่อะไรใด ๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น...
++++++++++++++++++++
“ที่นี่คือวิหารเทวะมนตราอย่างนั้นหรือ”
เอกอนเปรยออกมาหลังจากที่เขาถูกระบบส่งวาร์ปมายังสถานที่หนึ่งที่เขาไม่คุ้นเคย แต่ดูจากสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้วมันดูเหมือนเป็นโถงใหญ่มากกว่าจะเรียกว่าวิหาร
“ก็คงงั้น” ดราก้อนฟิชกล่าวเขาก็คลางแคลงใจไม่ต่างจากเอกอน แต่ฟังจากที่ระบบพูดแล้วที่นี้คงจะใช่ ที่ ๆ พวกเขากำลังจะพยายามหาทางเข้ามาเป็นแน่แท้
“จากนี้ไปจะมีอะไรออกมาอีกล่ะ” เป็นราเชลไอซ์ที่พูดออกมา แต่สิ่งที่เขากล่าวนั้นทั้งเอกอนและดราก้อนฟิชก็ไม่อาจจะคาดเดาได้เหมือนกัน
วิ้ง!
อะไรบางอย่างกำลังค่อยๆ ปรากฏตัวห่างจากพวกเขาไปไม่ไกล มันคือแสงสีทองกลุ่มหนึ่งที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นช้า ๆ กระทั่งมีขนาดเท่าแทงก์น้ำมันจึงค่อยหดเล็กลง และปรากฏเป็นร่างของหญิงสาวนางหนึ่งขึ้นมาแทน เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะใช้สายตาสีเขียวมรกตนั้นจ้องมองพวกของเอกอนอย่างแน่นิ่ง ซึ่งนั่นทำให้ทั้ง 3 ถึงกับระวังตัวทันที
“ยินดีต้อนรับสู่วิหารเทวะมนตรา”
@@@@@@@@@@@@@@@@@