ระบบ AI พิชิตแดนเซียน

    บทที่ 82 เผชิญหน้าผู้นำตระกูลถัง

            บทที่82

            เผชิญหน้าผู้นำตระกูลถัง

            หยุนโม่เดินลึกเข้ามาภายในจวนตระกูลถังเขาเดินอย่างเชื่องช้าผ่อนคลายเหมือนกับเดินในสวนหลังบ้านของตนเอง

            ในที่สุดใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินมาถึงจวนห้องโถงของจวนตระกูลถัง

            ภายในห้องโถง...
    เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ เพดานสูงโอ่อ่า ฝาผนังสองข้างประดับด้วยภาพเขียนพู่กันโบราณเล่าเรื่องวีรกรรมของบรรพบุรุษตระกูลถังพื้นหินสีเทาดำสะอาดสะท้อนแสงจากโคมไฟห้อยเพดานที่ส่องสว่างนวลตา

            ไม่มีข้ารับใช้ ไม่มีผู้คุ้มกันบรรยากาศสงบจนน่าพิศวง และในขณะเดียวกันก็เคร่งขรึมจนน่าหวาดระแวง

            ใจกลางของห้องโถง มีชุดโต๊ะไม้มะเกลือสลักลายเมฆหมอกวางเด่นอยู่

            และที่เก้าอี้ตัวใหญ่ที่สุดตำแหน่งสูงสุดของโต๊ะประธาน มีเพียง บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง นั่งอยู่เพียงลำพัง

            เขาสวมอาภรณ์สีดำเรียบหรูผ้าคาดเอวทองอ่อน และปักตราประจำตระกูลไว้ชัดเจน ใบหน้าของเขานิ่งขรึมแววตาสงบแต่เฉียบคม แม้นั่งอยู่เฉย ๆก็ยังสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันของขอบเขตพลังที่แผ่ออกมาอย่างแนบเนียน

            นี่คือ ถังชิงอวี้ ผู้นำตระกูลถังคนปัจจุบัน

            ถังชิงอวี้ ผู้นำตระกูลถังนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตำแหน่งประธานโดยไม่ขยับไปไหน แผ่นหลังของเขาตั้งตรงดวงตาเรียบสงบจ้องไปที่ผู้มาเยือน ไม่ไหวติง ไม่แสดงอารมณ์ใด หากแต่ในแววตานั้นกลับลึกซึ้งและเยือกเย็นยิ่งนัก

            ในที่สุด...เขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

            “ไม่ทราบว่าท่านเดินทางมายังตระกูลถังของข้า…เพื่อเรื่องใด?”

            หยุนโม่หันหน้ากลับมาจ้องสบสายตาอีกฝ่ายนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญหน้ากับผู้นำตระกูลถังตัวเป็น ๆ บุรุษผู้นี้ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองอวี้หยางระดับพลังของเขา...อยู่ที่ ขอบเขตหลอมกายาขั้นปลาย อย่างแท้จริงมีสถานะไม่ต่างจากหลี่หยางอี้ที่สิ้นชีพไปแล้ว

            ทว่าหยุนโม่กลับไม่มีแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อยเขายักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

            “ไม่มีเรื่องอะไรมากหรอก…”
     “อืม…ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คงเรียกได้ว่า—”
     “มาเก็บเงิน”

            ถังชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยแววตาทอประกายเย็นเยียบ เขาทวนคำพูดของอีกฝ่าย “เก็บ...เงิน?”

            “ใช่แล้ว” หยุนโม่พยักหน้ายิ้ม ๆ
    “จะเรียกว่าค่าคุ้มครอง...ก็คงไม่ผิด”

            คำพูดของเขาเบาแต่กลับดังก้องสะท้อนในห้องโถงที่เงียบสงัด ราวกับกระบี่บางเล่มที่คมพอจะเฉือนอากาศให้ขาดได้ในพริบตา

            ดวงตาของถังชิงอวี้หรี่ลงบรรยากาศรอบตัวเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมปราณวิญญาณบางเบาเริ่มแผ่คลุมบริเวณโดยไม่ทันรู้ตัวน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็เย็นเยียบตามไปด้วย

            “ค่าคุ้มครองหรือ?”

            หยุนโม่หัวเราะในลำคอเบา ๆแล้วก็เอ่ยถ้อยคำต่อมา เสียงของเขายังคงผ่อนคลายแต่น้ำหนักในคำพูดกลับกดทับอากาศรอบตัวได้ไม่แพ้อีกฝ่าย

            “ข้าได้ยินว่า...ตระกูลถังของพวกเจ้า”

            “ชอบเก็บค่าคุ้มครองจากเหล่าพ่อค้าและผู้คนในเมืองนี้...มิใช่หรือ?”

            “เพราะฉะนั้น...วันนี้ข้าเลยมาลอง‘เก็บ’ ดูบ้าง”

            “เรียกได้ว่า...แลกเปลี่ยนความรู้กันเล็กน้อย”

            เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะยืดหลังตรงจ้องไปยังดวงตาของผู้นำตระกูลถังอย่างไม่หลบเลี่ยงแล้วกล่าวคำสุดท้ายอย่างเรียบง่าย

            “จะจ่าย...หรือไม่?”

            “แต่แล้วถ้าพวกเราไม่จ่าย?”ถังชิงอวี้ถามกับเสียงเย็น 

            หยุนโม่หัวเราะในลำคอแล้วก็ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่า “ข้าก็แค่ทำลายตระกูลถังเหมือนกับตระกูลหลี่” 

            “พวกเราไม่มีความแค้นต่อกัน” ถังชิงอวี้พูดขึ้น

            หยุนโม่ ฉีกยิ้มเบา ๆภายใต้หน้ากากเหล็ก แม้มองไม่เห็นใบหน้าแต่เสียงของเขาที่ลอดผ่านช่องหน้ากากกลับฟังดูทั้งขบขันและเย็นชา

            “จำเป็นด้วยหรือ...ว่าต้องมีความแค้น?”เสียงของเขาไม่ดัง แต่กลับกระแทกใจผู้ฟังทุกถ้อยคำ

            “คนของตระกูลถังเจ้าเมื่อเดือนก่อน...”

            “สังหารมนุษย์ธรรมดาไปถึงสามสิบคน”

            “ไม่เห็นมีใครพูดเรื่องความแค้นเลยสักคำ”

            เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่หนักแน่นยิ่งขึ้น

            “นี่ยังไม่รวมถึงหลายสิบปีก่อนหน้านั้น”

            “คนในเมืองแห่งนี้ตายไปเท่าไร...เจ้าเองก็คงรู้ดี”

            “พวกเขา...เคยมีความแค้นกับพวกเจ้าหรือไม่?”คำพูดของหยุนโม่ลอยอยู่กลางห้องโถง
     น้ำเสียงนั้นราวกับตะปูแหลมที่ตอกลงบนกระดานทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบงันจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ

            แม้แต่ลมที่พัดลอดผ่านหน้าต่างก็คล้ายจะหยุดนิ่ง

            ถังชิงอวี้ เงียบไปเพียงครู่ก่อนจะกล่าวคำตอบออกมาช้า ๆ พร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก

            “ข้า...ไม่จ่าย”

            เสียงของเขาชัดเจน หนักแน่นไม่มีลังเลแม้แต่น้อย

            หยุนโม่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแววตาภายใต้หน้ากากฉายแววประหลาดใจเจืออยู่บาง ๆ

            แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยถ้อยคำใด…

            วูบ!

            จู่ ๆลำแสงสีเงินสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากทางด้านข้างอย่างรวดเร็วเสียงสายลมที่แหวกอากาศเฉือนผ่านแก้มแว่วขึ้นในพริบตาเดียวเงาร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เสี้ยวลมหายใจนั้นช่างรวดเร็วและเฉียบคม ราวกับดาบที่ถูกชักออกจากฝัก

            การจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว!

            หางตาของหยุนโม่เหลือบไปมองอย่างเฉียบไว ในชั่วขณะที่สายลมเย็นเฉียบพัดผ่านไหล่ซ้าย เขามองเห็นมันอย่างชัดเจนร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง อีกฝ่ายคือคนที่เขาเคยเผชิญหน้าไปเมื่อวันก่อนผู้ดูแลของเมืองอวี้หยาง

            ร่างนั้นพุ่งทะยานมาจากเงามุมห้องอย่างไร้สุ้มเสียงคล้ายกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปราณวิญญาณในอากาศจังหวะพุ่งเข้าประชิดแทบไม่มีใครมองตามทัน

            แรงปราณภายในร่างกายของชายผู้นั้นระเบิดออกมาในพริบตาเดียวพลุ่งพล่านราวกับพายุบ้าคลั่งที่กวาดล้างทุกสิ่งและในจังหวะที่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวมันตะโกนก้องพร้อมกับปล่อยฝ่ามือขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เต็มแรง

            ฝ่ามือข้างนั้นเปล่งประกายหม่นขุ่นปราณวิญญาณถูกรวบรวมและบีบอัดจนกลายเป็นสายลมกระแทกเสี้ยววินาทีหลังจากฝ่ามือฟาดออกลมปราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็แผ่ขยายออกดั่งระลอกคลื่นคลุ้มคลั่ง

            ตูม!!

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวแรงปะทะจากลมปราณถาโถมเข้าใส่ร่างของหยุนโม่เต็มเปา พื้นหินแตกร้าวในพริบตาของตกแต่งรอบด้านพังทลาย ดั่งถูกกระชากด้วยพายุหมุน

            รัศมีของการโจมตีพุ่งกระจายออกไปรอบทิศหลายจั้งพื้นหินแตกร่อนเป็นเสี่ยง เสาไม้ในห้องโถงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับใกล้จะถล่ม

            ท่ามกลางฝุ่นควันและเสียงสะเทือนเสียงหัวเราะบ้าคลั่งก็ดังขึ้นอย่างไม่ยั้ง

            “ฮ่าๆๆๆ! ตายซะ!!”

            เสียงนั้นมาจากปากของผู้ดูแลเมืองอวี้หยางใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความสะใจ แววตาแดงก่ำดั่งคนที่กำลังระบายความคั่งแค้นที่เก็บกดมานาน

            ทว่าในขณะนั้นเอง... 

            ก่อนที่เสียงหัวเราะของผู้ดูแลเมืองอวี้หยางจะสิ้นสุดลงจู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกออกมาจากใจกลางกลุ่มฝุ่นควัน

            “ดีใจ...เร็วไปหน่อยหรือไม่?”

            เสียงนั้นเรียบ…แต่กลับเหมือนค้อนหนักที่กระแทกกลางอกของทุกคนในห้องโถง

            “อันใดกัน!?”

            ดวงตาของผู้ดูแลเมืองเบิกกว้างร่างของมันสะดุ้งเฮือกอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนจะเคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณ ดีดตัวถอยห่างออกจากจุดปะทะราวเงาวูบ

            มือทั้งสองกำแน่นปราณวิญญาณในร่างกายตื่นตัวขึ้นอีกครั้งด้วยความหวาดระแวง

            เมื่อกลุ่มฝุ่นควันค่อย ๆ สลายหายภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสลัวในห้องโถง

            ชายหนุ่มผู้นั้น...ยืนอยู่อย่างมั่นคงในชุดเกราะสีดำสนิท

            แผ่นเกราะรอบกายสะท้อนแสงเพลิงจาง ๆ จากเศษซากการปะทะไม่มีรอยไหม้ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความเสียหาย

            ใบหน้าภายใต้หน้ากากอาจถูกบดบังแต่ดวงตา… กลับจ้องตรงมาอย่างนิ่งลึก

            หยุนโม่ก้าวเท้าออกมาจากจุดนั้นช้า ๆพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงแรงสะเทือนในทุกถ้อยคำ

            “แปลกใจหรือ?”

            “ข้า...สังเกตเห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าเจ้าสงบเกินไป”

            เสียงของเขาไม่เร่ง ไม่หยาบคายแต่กลับเฉือนความเงียบภายในห้องอย่างชัดเจน

            “ท่าทีของถังชิงอวี้...ไม่เหมือนคนที่เพิ่งถูกข้าข่มขู่”

            “ข้าก็เลยคิดไว้แล้วว่า...น่าจะมีบางอย่างซ่อนอยู่”

            หยุนโม่หยุดยืนฝุ่นที่ลอยรอบตัวเขาราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกว่าเดิม

            “แต่ก็ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะ‘ร่วมมือกัน’ ”

    คล้ายกับเรื่องระบบ AI พิชิตแดนเซียน ที่คุณอ่าน