บรรยากาศภายใน ตำหนักมังกรเมฆา ในเช้าวันนี้ช่างผิดตาไปจากวันวานอย่างสิ้นเชิง แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านม่านเมฆ กระทบกับหลังคากระเบื้องเคลือบสีครามจนเกิดประกายระยิบระยับไปทั่วทั้งขุนเขา เสียงระฆังเงินดังกังวานกึกก้องไปทั่วเจ็ดระนาบชั้นฟ้า บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของพิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสามปี
"งานคัดเลือกศิษย์ทั่วไปสู่ศิษย์หลัก"
นี่คือวันแห่งความหวัง วันแห่งการลบคำสบประมาท และวันที่จะเปลี่ยนชีวิตจากศิษย์รับใช้หรือศิษย์สายนอกให้กลายเป็นขุนพลคนสำคัญของสำนัก บรรยากาศรอบลานประลอง ‘มังกรทะยาน’ คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนนับพันที่เบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่ว่าง ศิษย์ในชุดเครื่องแบบสำนักต่างสีสันเดินขวักไขว่ บ้างก็มาเพื่อประลอง บ้างก็มาเพื่อเฝ้าดูความรุ่งโรจน์ของผู้อื่น
บนอัฒจันทร์หินอ่อนสีขาวนวล บรรดาผู้อาวุโสหลายสิบท่านในชุดคลุมยาวสีเทาและสีขาวต่างนั่งประจำที่ด้วยท่วงท่าน่าเกรงขาม สายตาของพวกเขาจับจ้องลงไปยังลานประลองด้วยความนิ่งสงบ แฝงไปด้วยความคาดหวังที่จะได้พบ ‘เพชรในตม’ เม็ดใหม่ที่จะมาเสริมรากฐานให้กับตำหนักมังกรเมฆา
ขณะที่เหล่าศิษย์จัดการฝ่ายในต่างขมักเขม้นวิ่งวุ่นเตรียมอุปกรณ์ ทั้งเครื่องหอมศักดิ์สิทธิ์ อาวุธไม้สำหรับฝึกซ้อม และการจัดระเบียบฝูงชนที่ส่งเสียงจอกแจกจอแจไม่ขาดสาย
“ดูนั่นสิ! ท่านผู้อาวุโสสามก็มาด้วย ปกติท่านเก็บตัวอยู่ในถ้ำไม่ยอมออกมาเลยนี่!” ศิษย์ส่ายนอกคนหนึ่งกระซิบกระซาบพลางชี้ชวนให้สหายดู
ท่ามกลางความโกลาหล เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง "อันดับหนึ่ง" ในปีนี้ก็ดังขึ้นทุกทิศทาง
“ปีนี้ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้าเดาว่าอันดับหนึ่งไม่มีทางหนีพ้น ‘มู่หรงเซียว’ แน่ๆ” ศิษย์พี่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางชำเลืองมองไปยังชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มที่ยืนหลับตาทำสมาธิอยู่อย่างสันโดษ “เขาก้าวเข้าสู่ ขอบเขตหลอมรวมกายขั้นต้น ไปเมื่อสองเดือนก่อน รากฐานของเขามั่นคงยิ่งนัก!”
“ข้ากลับมองว่า ‘เยี่ยหลิวซวง’ อันดับสองฝ่ายหญิงนั่นต่างหากที่น่ากลัว” สหายอีกคนแย้ง “นางบรรลุเคล็ดวิชาเมฆาคล้อยจนถึงขั้นสูงสุด พลังหลอมรวมกายของนางพลิ้วไหวประดุจสายลม หากสู้กันจริงๆ มู่หรงเซียวอาจจะตามความเร็วของนางไม่ทันด้วยซ้ำ”
“แต่อย่าลืมพวกศิษย์ใหม่ปีนี้นะ!” ศิษย์หน้ามนคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “พวกเขาสามคนนั้นน่ะ... หลัวเทียนอี้, จูซงเทียน และไป๋หยุนเซิง ทั้งหมดนั่นก็ก้าวสู่หลอมรวมกายขั้นต้นแล้วเช่นกัน! พรสวรรค์ของพวกเขาช่างน่าพรั่นพรึงนัก เพียงแค่หนึ่งปีที่เข้าสำนักมาก็ไล่ตามศิษย์พี่ได้ทันเสียแล้ว”
ทว่า... เมื่อชื่อของเหล่าอัจฉริยะศิษย์ใหม่ถูกเอ่ยถึง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบลงวูบหนึ่ง ราวกับมีก้อนหินหนักๆ ตกตะกอนอยู่ในใจของทุกคน ความคิดของพวกเขาพลันนึกถึงเงาร่างของคนสองคนที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสำนักเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
“นี่ก็สองเดือนแล้วนะ... ที่ อวี้เหวิน กับ เซี่ยชิงหลัว หายไปจากสำนัก” ศิษย์สาวคนหนึ่งถอนหายใจ แววตาแฝงไปด้วยความอาวรณ์ “หากพวกเขายังอยู่ ข้าว่าอันดับหนึ่งในปีนี้อาจจะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ง่ายๆ แบบนี้หรอก”
“เหอะ! เจ้านั่นน่ะรึ?” ศิษย์ชายที่มีรอยแผลเป็นที่หน้าผากหนึ่งในผู้ที่ไม่ชอบหน้าอวี้เหวิน แค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “ตอนนี้เจ้านั่นคงกลายเป็นปุ๋ยไปแล้วมั้ง รนหาที่ตายแท้ๆ ถึงคิดจะไปเหยียบหุบเขาหมอกโลหิตที่คนเข้าสิบเหลือรอดออกมาไม่ถึงหนึ่งนั่นน่ะ”
“พูดระวังปากหน่อย!” ศิษย์อีกคนเตือนด้วยเสียงสั่นเครือ “แต่ข่าวลือเรื่องหุบเขานั่นก็น่ากลัวจริงๆ นะ... ได้ยินว่าช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีคนเห็นหมอกสีเลือดปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าแถวนั้น สัตว์อสูรพากันคลั่งจนหนีออกมานอกเขตป่า... ถ้าพวกเขาติดอยู่ข้างในนั้นจริงๆ... ข้าว่าโอกาสรอดมันช่างริบหรี่นัก”
บรรยากาศเริ่มหดหู่ลงชั่วขณะ หลายคนมองไปยังประตูสำนักอย่างเลื่อนลอย ราวกับหวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นเงาร่างสีดำที่หล่อเหลากับเทพธิดาน้ำแข็งผู้เย็นเยียบเดินกลับเข้ามาในจังหวะสุดท้าย
ทว่า... มีเพียงสายลมเหมันต์ที่พัดพานำเกล็ดหิมะบางๆ เข้ามาในลานประลองเป็นคำตอบเพียงหนึ่งเดียว
“ช่างเถอะ... พิธีการกำลังจะเริ่มแล้ว เลิกพูดเรื่องคนตายแล้วมาดูการประลองกันดีกว่า!” ศิษย์คุมงานคนหนึ่งตวาดขึ้นเพื่อเรียกสติคนรอบข้าง
...
มุมมืดมุมหนึ่งบนอัฒจันทร์หินอ่อนอันสูงชัน ห่างไกลจากเสียงโห่ร้องที่คึกคักของเหล่าศิษย์เบื้องล่าง บรรยากาศตรงนี้กลับเย็นเยียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความกดดัน ผู้อาวุโสเยี่ยน ชายชราผู้มีเรือนผมสีเงินยวดยาวจรดเอว นั่งหลับตาพริ้มอยู่อย่างสงบนิ่ง ทว่าคิ้วที่ขมวดมุ่นกลับเผยให้เห็นถึงพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ภายในใจ (ใครที่จำไม่ได้ คนนี้คือผู้อาวุโสเเห่งหอภารกิจเคยออกมาครั้งเเรกตอนที่38)
เบื้องหน้าของเขาคือศิษย์สายลับในชุดสีนิลที่คุกเข่าชันเข่าอยู่กับพื้น ร่างกายของเขายังมีคราบฝุ่นและรอยขีดข่วนจากการเดินทางไกล
“รายงานมา...” เสียงของผู้อาวุโสเยี่ยนทุ้มต่ำทว่าทรงพลังประดุจเสียงฟ้าลั่นในยามสงบ
“เรียนผู้อาวุโส... ข้าน้อยตามไปจนถึงชายป่าหุบเขาหมอกโลหิต พบร่องรอยการต่อสู้และกลิ่นอายปราณที่ตกค้างอยู่ บ่งบอกชัดเจนว่าอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวได้ก้าวเข้าไปในดินแดนต้องห้ามนั้นจริงขอรับ” ศิษย์คนนั้นเอ่ยพลางก้มหน้าต่ำลงอีก “แต่... สองเดือนเต็มที่ผ่านมา ไม่มีเงาร่างของมนุษย์คนใดเดินย้อนกลับออกมาจากม่านหมอกนั้นเลยสักคนเดียว แม้แต่พรานป่าแถวนั้นยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า... ผู้ใดที่เข้าสู่หุบเขาในช่วงที่หมอกโลหิตตื่นตัว ย่อมไม่มีทางได้เห็นแสงตะวันอีกเป็นครั้งที่สอง”
ดวงตาของผู้อาวุโสเยี่ยนลืมขึ้นฉับพลัน ประกายแสงเย็นเยียบวูบผ่านนัยน์ตา “ไม่มีทางกลับออกมาเลยงั้นรึ?”
เขามองทอดออกไปที่ลานประลองที่แสนคึกคัก ทว่าในใจกลับรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้งต่ออัจฉริยะที่อาจต้องมอดไหม้ไปก่อนเวลาอันควร “หรือจะเป็นไปตามข่าวลือที่ว่า... หุบเขานั่นกลืนกินพวกเขาไปแล้วจริงๆ”
เขาสะบัดมือเบาๆ เป็นเชิงไล่ “ไปซะ อย่าให้ใครรู้ว่าข้าส่งเจ้าไปสืบเรื่องนี้”
บนแท่นศิลาใจกลางลานมังกรทะยาน ผู้อาวุโสคุมกฎ ก้าวออกมาเบื้องหน้าพลางคลี่ม้วนคัมภีร์สีทองอร่ามออก เสียงของเขาดังกังวานด้วยพลังปราณข่มขวัญผู้คนเพื่อประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งศิษย์หลัก
“อันดับหนึ่งแห่งศิษย์ทั่วไป... มู่หรงเซียว!”
“อันดับสอง... เยี่ยหลิวซวง!”
“อันดับสาม... ซ่งมู่!”
รายชื่อถูกประกาศไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังสนั่น ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หัวใจของศิษย์กลุ่มหนึ่งที่เคยใกล้ชิดกับอวี้เหวินกลับยิ่งดิ่งวูบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงรายชื่อสุดท้าย...
ไม่มีชื่อของอวี้เหวิน... และไม่มีชื่อของเซี่ยชิงหลัว
ความเงียบที่น่าอึดอัดแผ่ซ่านไปในกลุ่มศิษย์ใหม่ที่เคยเห็นความอหังการของชายหนุ่มผู้นั้น
“น่าเสียดายจริงๆ...” ไป๋หยุนเซิง หนึ่งในกลุ่มสามอัจฉริยะศิษย์ใหม่พึมพำออกมา แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นกลับดูหม่นแสงลง “หากปีนี้เขายังอยู่ ข้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่าตำแหน่งอันดับหนึ่งของมู่หรงเซียว... จะต้องถูกสั่นคลอนจนถึงรากฐานอย่างแน่นอน”
“เจ้าจะอาลัยอาวรณ์คนตายไปทำไม!” ศิษย์ฝ่ายศัตรู คนหนึ่งที่เคยโดนอวี้เหวินสั่งสอนจนอับอายแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ “ไม่มีชื่อก็คือไม่มีตัวตน คนเก่งที่รนหาที่ตายก็เป็นได้แค่ศพที่ไม่มีใครจำ ปีนี้คือปีของศิษย์หลักตัวจริง ไม่ใช่ที่ว่างสำหรับพวกที่หายสาบสูญไปในกองเลือด!”
จูซงเทียนกำหมัดแน่นจนสั่น แววตาของเขาจ้องมองไปยังรายชื่อบนกระดานด้วยความค้างคาใจอย่างรุนแรง “เจ้ายังไม่ตายหรอกอวี้เหวิน... คนอย่างเจ้า ต่อให้ยมบาลมาฉุด เจ้าก็คงเตะยมบาลกระเด็นไปแล้ว!”
บรรยากาศในงานคัดเลือกเริ่มเข้าสู่ความดุเดือดของการประลอง ทว่าความรู้สึก "ขาดหาย" บางอย่างยังคงวนเวียนอยู่บนลานมังกรทะยาน ราวกับฉากสำคัญของบทละครเรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาจนครบถ้วน
เสียงระฆังทองสำริดใบใหญ่ถูกตีรัวสนั่นสามครั้งสั้นๆ กึกก้องไปทั่วหุบเขา เสียงพูดคุยที่เคยจอกแจกจอแจพลันเงียบกริบลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาปิดปากทุกคนไว้
ผู้อาวุโสคุมกฎในชุดคลุมสีครามเข้มก้าวออกมาที่ริมระเบียงชั้นสูง แววตาที่คมปลาบกวาดมองไปรอบลานมังกรทะยาน “ถึงเวลาแล้ว! การประลองคัดเลือกศิษย์หลักรอบที่หนึ่ง... เริ่มได้!”
บนเวทีประลองศิลาที่กว้างขวาง ศิษย์ทั่วไปสองคนกระโดดขึ้นสู่เวทีจากสองทิศทาง คนหนึ่งคือ ‘หลิวเฟิง’ ชายหนุ่มร่างสันทัดที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชากระบี่วายุ อีกฝ่ายคือ ‘จางเหิง’ ศิษย์ร่างกำยำที่ฝึกปรือวิชาฝ่ามือศิลา ทั้งคู่ประสานมือคารวะกันตามธรรมเนียม ทว่าสายตาที่จ้องมองกันกลับไม่มีคำว่ามิตรภาพ แฝงไว้เพียงความกระหายในชัยชนะ
“รับมือ!” จางเหิงคำรามต่ำ ร่างยักษ์พุ่งเข้าหาประดุจรถศึกที่หลุดการควบคุม
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
เสียงฝ่ามืออัดอากาศดั้งสนั่น จางเหิงวาดฝ่ามือที่หนาหนาทั้งซ้ายและขวา ไอพลังสีน้ำตาลจางๆ แผ่ออกมาโอบล้อมมือทั้งสองข้างจนดูคล้ายกับก้อนหินขนาดใหญ่ หลิวเฟิงไม่ยอมเป็นเป้านิ่ง เขาขยับกายพลิ้วไหวราวกับขนนกท่ามกลางพายุ สะบัดกระบี่ในมือออกไปเป็นเส้นแสงสีเงินนับสิบสาย
เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกับไอพลังศิลาเกิดประกายไฟกระเด็นว่อน หลิวเฟิงอาศัยความเร็วพุ่งแทงกระบี่ออกไปอย่างฉะฉาน เป้าหมายคือจุดชีพจรที่ลำคอ ทว่าจางเหิงกลับถอยหลบได้อย่างฉิวเฉียดก่อนจะสวนกลับด้วยการกระแทกหัวไหล่เข้าใส่กลางอกของหลิวเฟิงอย่างจัง
ร่างของศิษย์กระบี่ปลิวถอยหลังไปหลายก้าว เลือดลมภายในตีกลับจนหน้าขึ้นสีระเรื่อ เขากัดฟันกรอดก่อนจะหมุนตัวกลางอากาศแล้ววาดกระบี่เป็นวงกลม “วายุสังหาร!”
พายุหมุนขนาดเล็กก่อตัวขึ้นรอบปลายกระบี่พุ่งเข้าใส่จางเหิง ทว่าฝั่งศิษย์ฝ่ามือกลับยืนมั่นคงดุจขุนเขา เขารวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือขวาแล้วซัดออกไปตรงๆ “ศิลาทลายภูผา!”
บึ้ม!
แรงปะทะของพลังสองสายทำให้ฝุ่นผงบนเวทีฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อฝุ่นจางลง กลับพบว่ากระบี่ของหลิวเฟิงถูกจางเหิงคว้าคมกระบี่ไว้ได้ด้วยมือเปล่าที่อัดแน่นด้วยพลังป้องกัน ก่อนที่จางเหิงจะใช้อีกมือซัดเข้าที่ยอดอกของหลิวเฟิงจนกระเด็นตกเวทีไปในทันที
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังขึ้นรอบทิศทางสำหรับชัยชนะครั้งแรก ทว่าในมุมของเหล่าศิษย์ระดับหัวกะทิและผู้อาวุโสชั้นสูง บรรยากาศกลับดูจืดชืดอย่างบอกไม่ถูก
“เร็วเกินไป...” ศิษย์รุ่นพี่คนหนึ่งส่ายหน้าเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ท่วงท่าดูดีแต่ขาดจิตวิญญาณ การต่อสู้แบบนี้ไม่มีความตื่นเต้นเลยสักนิด เหมือนเด็กน้อยเล่นกระบี่ไม้”
“นั่นสินะ” ศิษย์อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “พื้นฐานของพวกเขายังไม่แน่นพอ การเข้าทำแต่ละครั้งเต็มไปด้วยช่องโหว่ หากเปรียบเทียบกับมาตรฐานของศิษย์หลัก... คู่ที่หนึ่งนี้ช่างเป็นเพียงน้ำจิ้มที่ไร้รสชาติจริงๆ”
หลัวเทียนอี้ที่นั่งกอดอกอยู่ข้างสนามมองดูการต่อสู้ด้วยสายตาเรียบเฉย ในใจของเขากลับหวนนึกถึงอวี้เหวิน ‘ถ้าเป็นเจ้านั่น ต่อให้ขอบเขตพลังจะเท่ากัน แต่วิธีการต่อสู้คงจะบ้าบิ่นและเร้าใจกว่านี้ร้อยเท่า...’
ความน่าเบื่อเริ่มปกคลุมจิตใจของผู้ชมระดับสูง ทุกคนต่างเฝ้ารอ... รอคอยใครสักคนที่จะมาทำให้ลานมังกรทะยานแห่งนี้สั่นสะเทือนจริงๆ เสียที ใครสักคนที่ไม่ได้สู้ตามตำรา แต่สู้ด้วยสัญชาตญาณและการนองเลือด!