มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 230 ตัวตนผู้ไร้นาม

บทที่230ตัวตนผู้ไร้นาม

 

        ทุกคำกล่าวของฮุ่ยจวินสร้างแรงกระเพื่อมในจิตใจของไป๋เหิ่นซินไม่น้อยทำให้สตรีไร้ใจนางนี้ไขว้เขว แต่ความรู้สึกเช่นนี้ยังไม่เพียงพอต่อปริศนาแห่งความลับของตระกูลเฟยและหลงที่อวิ๋นเซี่ยวซุนได้รับทราบมา

         

        อดีตนับแต่พันปีผ่านการเกี่ยวดองของลูกหลานสองตระกูลใหญ่ล้วนมีเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานสายหลักหรือสายรองขอเพียงมีจิตใจที่ผูกพันธ์ น้ำมิตรที่ลึกซึ้ง ความรักอันแสนบริสุทธิ์ได้ นั่นจะสามารถนำพาให้หลงและเฟยไปสู่ปริศนาแห่งสายเลือดนี่จึงเป็นเหตุผลให้สองตระกูลมีพันธะสัญญาที่เกี่ยวดอง บุตรหลานชายหญิงให้เป็นคู่ครองตั้งแต่ต้นทว่าพันปีผ่านแล้ว การสืบสายเลือดจากรุ่นสู่รุ่นดำเนินไม่ขาดตก ชายแต่งหญิง หญิงแต่งชายเข้าสู่ตระกูลเฟยหรือหลงไม่ขาดช่วงแต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีคู่ไหนที่เข้าถึงปริศนาแห่งเฟยและหลงได้

         

        สาเหตุเป็นเพราะพันธะสัญญามิได้เกิดจากความรักเช่นนั้นจึงไม่มีคู่ไหนที่สามารถเข้าถึงความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

         

        แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มิอาจสร้างให้คนทั้งสองรักกันอย่างลึกซึ้งอวิ๋นเซี่ยวซุนต้องสร้างคนทั้งสองให้สู้กับเทพอสูรเทียนหมิง ตอนนี้องค์ประกอบที่มันตามหามาปรากฏตรงหน้าแล้วแม้จะเป็นเรื่องที่ยากอย่างมาก แต่มันไม่มีทางเลือก อวิ๋นเซี่ยวซุนมองหลงผิง

        “ตอนแรกอาจารย์เลือกเจ้าและพยายามตามหาสายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลเฟยที่เป็นเพศชายให้เจอหวังให้พวกเจ้าเรียนรู้ซึ่งกันแต่เนิ่นๆ จะได้บังเกิดความผูกพันธ์และเข้าใกล้ความรักอันบริสุทธิ์ที่เป็นกุญแจสำคัญสู่ปริศนาแห่งเฟยและหลงแต่วันนี้ชะตาไม่เป็นใจ ทุกอย่างเพลี่ยงพร้ำจนเกินแก้ ตัวเจ้าในตอนนี้ก็ไร้ซึ่งพลังที่จะเปลี่ยนแปลงนั่นแล้ว”

         

        หลงผิงได้เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กระทำในอดีตแล้วคนที่อาจารย์ตามหา รวมถึงของสิ่งหนึ่งที่ท่านมักกล่าว ที่แท้ก็เพื่อการนี้

        “แต่ยังมีพี่สาวข้า"

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนทอดถอนใจหากตอนนี้เปลี่ยนไป๋เหิ่นซินเป็นหลงผิง ความหวังอาจเพิ่มพูนขึ้นอยู่หลายส่วน

        “ซึ่งนับเป็นเรื่องตลกอย่างแท้จริงสตรีที่ไร้ใจ ทั้งถูกปลูกฝังความแค้นและมหาวิถีของฝ่ายศัตรูอย่างลึกล้ำ จึงนับเป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่งยวดที่นางจะเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าความรักบริสุทธิ์ได้"

         

        หลงผิงมองไป๋เหิ่นซิน

        “แม้นางจะถูกความเครียดแค้นครอบงำแต่ข้าเชื่อว่านางก็ยังมีหัวใจ เพียงแต่ต้องหาใจดวงนั้นให้เจอ"

         

        ด้านอวิ๋นเซี่ยวซุนก็มองฮุ่ยจวิน

        “อยู่ที่แพทย์ไร้นามนั่นว่าจะหาเจอหรือไม่…แพทย์ไร้นาม กับสตรีไร้ใจ ตัวตนที่ล้วนมีสิ่งขาดหายในชีวิต ความหวังของผู้คนกลับอยู่ที่พวกเจ้าแล้ว”

         

        หลังจากเอ่ยวาจาอวิ๋นเซี่ยวซุนก็ถ่ายทอดกระแสจิตบางอย่างเข้าสู่ห้วงมโนจิตของฮุ่ยจวิน การถ่ายทอดกระแสเสียงนี้ต้องเป็นผู้ฝึกญาณด้วยกันจึงจะรับได้เรื่องนี้ไป๋เหิ่นซินไม่ควรได้ยิน ทว่าคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราฉบับดัดแปลงที่ฮุ่ยจวินทิ้งไว้ให้กับนางกลับเป็นวิถีพลังญาณที่สอดแทรกถ่ายทอดอยู่ การที่นางฝึกปรือทำความเข้าใจ ส่งผลให้นางเริ่มเข้าสู่เส้นทางการฝึกญาณอย่างไม่รู้ตัวกระแสเสียงที่อวิ๋นเซี่ยวซุนถ่ายทอดมาทั้งหมด นางจึงได้ยินด้วย

         

        ไป๋เหิ่นซินกล่าวแย้ง

        “มีเรื่องเช่นนี้ข้าไม่เอาด้วย”

         

        ฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า

        “นี่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะชนะเทียนหมิงก็ได้"

         

        ไป๋เหิ่นซินพริ้มตาลง

        “หัวใจของข้าตายไปนานแล้วโลกของข้าไม่มีที่สำหรับผู้อื่น”

         

        ฮุ่ยจวินได้ฟังกลับไม่มีความตรึงเครียดดั่งเช่นอวิ๋นเซี่ยวซุนมันกลับยิ้มอย่างยินดี ยิ้มให้กับโชคชะตา ยิ้มให้กลับความทุกข์ยากนานับประการที่มันเคยแบกรับในอดีตตอนนั้นมันคิดว่าฟ้ากลั่นแกล้งและทอดทิ้งพวกมัน ทว่าถึงวันนี้มันกลับรู้สึกว่านั่นคือพรจากฟ้าหากวันนั้นมันไม่พบทารกน้อยที่ร่วงหล่นยังกองฟาง ทารกน้อยไม่ถูกพิษร้าย ไม่ต้องดั้นด้นดิ้นรนพานางไปรักษาไม่ผ่านความเป็นความตายร่วมกัน คงไม่เกิดความผูกพันธ์ที่บริสุทธิ์ลึกซึ้งถึงเพียงนี้คงไม่กลายเป็นกุญแจสู่หนทางต่อกรกับเทพอสูรที่มืดดำผู้นี้

         

        นี่ก็คือชะตาจากฟ้า

         

        นี่ก็คือพรหมลิขิต

         

        พรหมลิขิตที่ขีดเขียนให้พวกมันเป็นคู่แท้ที่เคียงบ่าเคียงไหล่มาตั้งแต่ต้น

         

        หากถึงแม้นพวกมันมิใช่เฟยและหลงแต่ชะตาของพวกมันก็ถูกกำหนดให้ต้องคู่กัน

         

        เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนพร้อมนัยน์ตาที่รื้อชื้นของชายหนุ่มมองที่ตนไป๋เหิ่นซินก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน น้ำตาหยาดบางๆที่เอ่อออกมาอย่างไม่รู้ตัวของนางนี้คืออะไร เกิดขึ้นมาเพราะเหตุใด

         

        “มัวมองอยู่ที่ใด!”

        บรรยากาศที่คล้ายอบอวลไปด้วยห้วงแห่งความคำนึงถูกเสียงคำรามของเทียนหมิงทำลายลงไปก่อนหน้านั้นเทียนหมิงปล่อยให้พวกมันได้สนทนามิใช่ว่าเทพอสูรผู้นี้ใจดี แต่มันที่พึ่งรวบรวมพลังแห่งเทพอสูรเมื่อพันปีและพลังความมืดจากจิตใจคนได้ก็ต้องการเวลาหลอมรวมให้พลังสมดุลถึงขีดสุดเช่นเดียวกันตอนแรกขนาดพลังไม่เสถียรดี มุทราเทพของมันก็ทรงพลังถึงเพียงนั้น ตอนนี้พอสมดุลพลังเริ่มเข้าที่แล้วมุทราเทพที่มันปลดปล่อยออกมาอีกหนจึงมีอานุภาพที่น่าหวาดหวั่นขึ้นอีกเท่าตัว!

         

        ฮุ่ยจวินไม่มีเวลาจะกล่าวมากความกระทำตามวิธีที่อวิ๋นเซี่ยวซุนบอกกล่าวผ่านกระแสจิต มันคว้ามือซ้ายไปกุมกำชับยังฝ่ามือขวาของไป๋เหิ่นซินถ่ายเทพลังในร่างกายคล้ายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกันทันที

        “ไป๋เอ๋อเจ้าเองก็ได้ยินสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าอวิ๋นถ่ายทอดแล้ว… จงเชื่อใจข้า”

         

        ผู้ที่เรียกขานนางว่าไป๋เอ๋อในโลกนี้มีไม่กี่คน ซึ่งทุกคนล้วนตกตายไปหมดแล้ว เช่นนั้นจิตสมาธิของนางจึงกระเพื่อมไหวอีกทั้งจิตใจที่ไม่เชื่อมั่นต่อผู้ใดลึกๆ ของนางก็ยังมีอยู่ จิตใจของนางมีสิ่งที่ปิดกั้นพลังแห่งชายหญิง หยินและหยางจึงไม่สมดุล พลังสองฝ่ายที่เชื่อมประสานจึงขาดสะบั้น มือที่กุมกำชับของทั้งสองพลันหลุดออกฮุ่ยจวินเห็นท่าไม่ดีจึงสะบัดส่งพลังลมปราณเจ็ดดารานำพาร่างของนางหลบรอดจากรัศมีแห่งมุทราเทพส่วนชายหนุ่มได้จุดเปลวไฟให้ลุกโหมบนโลหิต วิชาประจำสายเลือดแห่งตระกูลจางแผดผลาญ เพลิงเทวะผลาญโลหิตพวยพุ่งเทียมฟ้าปะทะต้านทานมุทราเทพอย่างถนัดถนี่ พลังญาณนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับมหาวิถีเจ็ดดารา ทั้งยังมีกฎเกณฑ์แห่งเทวะวจนะสอดแทรกเป็นรูปแบบพลังที่ประสานทุกมหาวิถีอย่างลงตัว เช่นนั้นพลังทุกด้านที่ใช้ออกจึงเข้าขั้นสูงสุดหาญท้าสู้กับเทพอสูรเทียนหมิงได้อย่างสูสี!

         

        เปลวเพลิงสีทองเรืองรองราวบัวบานผลิกลีบกลืนกินลำแสงที่ทอดมาอย่างคลุ้มคลั่ง หนึ่งกลีบลุกโหมแผดผลาญ ต้านทานมุทราเทพได้ระยะหนึ่งก็มอดดับไปเช่นเดียวกับมุทราเทพที่เหลือพลังไม่มากพอจะทำลายชีวิตของฮุ่ยจวินได้

         

        หนึ่งมุทราเทพเมื่อปรากฏฟ้าเบื้องบนก็ราวกับจะถล่มลงมา ปากของเทียนหมิงขยับอย่างเชื่องช้า มันกำลังบริกรรมวจนะคาถาให้ฟ้าถล่มลงมาทั้งแถบ!

         

        ไม่จำเป็นต้องใช้พลังความมืดแห่งเทพอสูรเพียงมหาวิถีเทวะวจนะก็ทรงอานุภาพไม่เป็นสอง

         

        ฮุ่ยจวินพึ่งจุดเปลวเพลิงที่ผลาญโลหิตไปเมื่อเห็นวจนะคาถาที่นำพาฟ้าถล่มลงมา มันก็ผนึกหมัดขวาพร้อมชกออกด้วยมหาวิถีเจ็ดดาราทันทีดวงดาราในกายทะลวงถึงดวงที่เจ็ดจุดสูงสุดแล้ว พลังลมปราณที่ทอดออกจึงคล้ายกับห้วงจักรวาลที่ไร้สิ้นสุด

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนได้เห็นพลังจักรวาลที่เกิดจากบุรุษหนุ่มอายุเยาว์มันต้องลอบชมเชยอยู่ในใจไม่สร่างซา ไม่คิดว่าตระกูลเฟยได้ถือกำเนิดอัจฉริยะบุคคลที่เหนือหล้าอีกคนแล้วทำให้มันนึกถึงผู้ก่อตั้งตระกูลเฟยนามเฟยหลงขึ้นมาทันใด

        “หากตอนนี้ท่านไม่ปกครองปรโลกอยู่ข้าคงคิดว่าท่านมาเกิดใหม่เป็นบุรุษหนุ่มผู้นี้แล้ว"

         

        จักรวาลโถมใส่ฟ้าที่ถล่มลงมาแม้พลังจักรวาลนี้จะเหนือมนุษย์ทั้งโลกหล้า เทียบเทียมมารอหังการ ทว่าพอปะทะกับฟ้าฟ้าก็ยังกลืนกินและทลายให้มันดับสูญอยู่ดี

         

        การปะทะกับฟ้าถล่มส่งให้หมัดขวาของฮุ่ยจวินชาด้าน ร่างถลาถอยกรูดคืนกลับหลังไปไกล มุมปากมีโลหิตไหลซึมออกมาให้เห็นแม้มันจะสามารถรับพลังการโจมตีของเทียนหมิงได้ แต่มันก็ยังตอบโต้คืนกลับไม่ได้ เทียนหมิงนำหน้ามันก้าวหนึ่งมีแต่ต้องอาศัยวิธีที่อวิ๋นเซี่ยวซุนชี้แนะจึงจะมีทาง

         

        “ต้องอาศัยเจ้า"

         

        ฮุ่ยจวินมองไป๋เหิ่นซินทว่าไป๋เหิ่นซินตัวคนเดียวมาเนิ่นนาน สู้คนเดียวมาทั้งชีวิต นางรู้ดีว่าตัวนางมิอาจกระทำสิ่งนี้ได้สำเร็จนางมิอาจเชื่อใจหรือรักใครได้อย่างลึกซึ้ง นางจึงเลือกที่จะลงมือด้วยตนเอง

         

        ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบเสมออกวจนะมุทราฉบับดัดแปลงซึ่งแฝงการหล่อหลอมหลายวิถีถูกปลดปล่อย รอบฝ่ามือที่ประกบบังเกิดอัสนีที่แลบแปลบก่อนฝ่ามือนั้นจะเคลื่อนที่ในท่าดรรชนีไขว้ประสาน มุทราอัสนีฟาดฟ้า พุ่งออก!

         

        เสมอมาอัสนีบาตรจะผ่าฟาดจากท้องฟ้าแต่กลิ่นอายพลังของนางในตอนนี้ก่อเกิดจากมนุษย์ มันจึงผ่าฟาดจากโลกา เป็นอัสนีบาตรที่พวยพุ่งจากดินขึ้นสู่ฟ้าเป็นพลังของมนุษย์ที่ท้าทายเทพ!

         

        เทียนหมิงมองสายฟ้าที่ผ่าจากพื้นดินมันยอมรับความสามารถของสตรีนางนี้ ทว่าระหว่างมันกับนางยังห่างชั้นกันมาก นิ้วเรียวยาวที่ปกคลุมไปด้วยพลังแห่งความมืดซึ่งประสานกันอย่างซับซ้อนจึงตวัดออกส่งมุทราเบิกเทวะต่อต้าน บังเกิดร่างทวยเทพพุ่งหอกอัสนีลงมา ไป๋เหิ่นซินใช้อัสนีจากโลกามันก็ใช้อัสนีจากฟ้า!

         

        เปรี้ยง!!!

         

        เสียงสนั่นราวกับปฐพีจะแตกเป็นเสี่ยงๆพร้อมกับร่างของไป๋เหิ่นซินที่ลอยละลิ่วไปไกล อัสนีของนางถูกทำลายจนสิ้น แต่อัสนีแห่งเทพเหลือหนึ่งเสี้ยวติดตามผ่าฟาดใส่ร่างของนางเป็นฮุ่ยจวินที่ตะเบ็งเสียงจนสนั่นก้อง คำว่า ‘หยุด’ของมันเสมือนมีอักขระไร้ลักษณ์มาต้านทานอัสนีฟ้าเสี้ยวนั้นไว้

         

        นี่กลับเป็นวจนะคาถาดัดแปลงฮุ่ยจวินสามารถใช้วิถีพลังที่คล้ายคลึงกับวจนะคาถา

         

        ถึงตอนนี้ตัวตนของฮุ่ยจวินทำให้เทพอสูรเทียนหมิงต้องตรึงเครียดมิน้อยคนผู้นี้เข้าใจกฎเกณฑ์อย่างลึกซึ้ง ลึกขนาดดัดแปลงหรือบัญญัติมหาวิถีต่างๆ ขึ้นมาได้นี่ถือเป็นความสามารถระดับเทพเซียนแล้ว

         

        ทว่าตนคือตัวตนระดับเทพจึงไม่แสดงออกถึงความรู้สึกให้ศัตรูได้ใจจึงเพียงหยุดสภาวะการจู่โจม เหลือบสายตามองฮุ่ยจวินอย่างดูแคลน แม้บุรุษหนุ่มผู้นี้จะเข้าใจสรรพวิถีทุกแขนงจนใช้พลังรูปแบบต่างๆได้ ทว่าสุดท้ายก็ยังทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี

        “เจ้าคือแพทย์ไร้นามสินะแม้แต่ตัวเจ้าเองยังไร้ซึ่งตัวตน มิน่าเล่าวิถีพลังต่างๆ จึงดูไร้กฎเกณฑ์ราวกับกระต่ายขาเดียวจะไปในทิศทางใดก็ไปไม่สุด อยู่เพียงระดับครึ่งๆ กลางๆ อย่างพวกที่ไร้ตัวตนพึงมีเท่านั้น"

         

        คำกล่าวของเทียนหมิงทำให้ทุกสายตาของผู้คนมองมาที่ฮุ่ยจวินทุกผู้ล้วนรู้จักชายหนุ่มว่ามีจิตใจเช่นไร รู้ว่ามันเก่งกาจถึงเพียงไหน แต่กลับไม่รู้ถึงตัวตนของมันพี่น้องร่วมสาบานอย่างปู้ชิงเถากับเส้าเทียนจนป่านนี้ยังไม่รู้จักแม้แต่นามของมัน ท่านย่าจางเยี่ยนจือรวมถึงพี่น้องบุญธรรมก็เรียกมันไม่ถูกตั้วซุนหง ธรรมบาลปัญญา หรืออีกหลายคนก็เช่นกัน ในสายตาของคน แพทย์ไร้นามดูมากด้วยคุณธรรมแต่กลับไม่มีใครรู้จักตัวตนของมันจริงๆ

         

        ไป๋เหิ่นซินก็มองมันเช่นนั้นมันเหมือนคนที่รู้จักแต่คล้ายไม่รู้จักผู้หนึ่ง

         

        ตัวตนของมันเป็นใครไม่มีใครทราบอาจยกเว้นมู่ผิงเยว่เพียงผู้เดียว ทว่าจนถึงบัดนี้นางก็ยังไม่ฟื้นคืนสติ

         

        ฮุ่ยจวินไม่ได้รู้สึกมีโทสะต่อคำดูแคลนของเทียนหมิงมันเพียงมองสองมือของตน มองดูตนเอง มองถึงเหตุผลที่มันมิอยากจดจำชื่อที่มีแต่ความสูญเสียนั่นเมื่อมองจนคล้ายตัดสินใจได้แล้ว มันค่อยกล่าววาจา

        “จริงอยู่ที่พลังของข้ามิอาจเทียบเทียมเทวะอย่างเจ้าแต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่จริงอย่างเจ้าว่า”

         

        หยุดเล็กน้อยก่อนที่ชายหนุ่มจะมองไปที่จางเยี่ยนจือผู้เป็นย่าของตนซึ่งเห็นว่าท่านปลอดภัยดี อีกอย่างท่านก็ผงกศีรษะให้แก่ตนด้วยท่าทีที่ดีใจแลภาคภูมิใจในตัวหลานผู้นี้

        “ตัวข้านั้นย่อมมีตัวตนบิดาข้าสืบสายโลหิตตระกูลจางแห่งบึงลี้ลับ…”

         

        จากนั้นหันไปมองอวิ๋นเซี่ยวซุน

         “มารดาข้าคือสตรีกล้าผู้สืบสายโลหิตตระกูลเฟยในตำนานที่หลายคนเล่าขาน…”

         

        ก่อนกวาดสายตามองผู้คนโดยรอบ

        “ในตัวข้ามีสายเลือดของตระกูลอันทรงเกียรติถึงสองมิว่าจะใช้แช่จางหรือเฟยก็ล้วนแล้วแต่มีเกียรติอันเกรียงไกรทั้งสิ้น…”

         

        แล้วสายตาของมันก็พริ้มลงราวกับรำลึกถึงผู้ล่วงลับ

        “ทว่าตัวข้านั้นโชคร้ายไร้บิดามารดามาตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงและไม่มีโอกาสใช้ชื่อแซ่อันทรงเกียรตินั่นแต่ข้าก็ไม่เคยเสียใจ ข้ากลับรู้สึกสงบที่ได้มีชีวิตเรียบง่ายอย่างคนธรรมดา ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยผู้มีพระคุณที่มิได้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่อันใดมีโอกาสได้ใช้ชื่อแช่ที่เรียบง่ายจากท่าน นั่นนับเป็นความโชคดีสูงสุดของชีวิตข้า ความจริงข้ามิได้ละอายที่จะใช้ชื่อแซ่นั้นมิได้ต้องการแซ่อันทรงเกียรติ เพียงแต่ข้าต้องการหลอกตัวเองเพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดจึงได้ทอดทิ้งชื่อนั้นไป”

         

        ฮุ่ยจวินสูดลมหายใจเข้าลึกลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่ไป๋เหิ่นซิน

        “แต่ตอนนี้ข้าไม่จำเป็นต้องหนีตัวตนไม่จำเป็นต้องหนีความเจ็บปวดอีกแล้ว…”

         

        “แซ่ของข้ามิใช่ทั้งจางและเฟย…”

         

        “นามข้านั้น…คือ”

         

        “ฮุ่ยจวิน!”

         

         

         

         

 

         

         

 

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน