“เริ่มการประลองได้” ไป่ฉีประกาศเริ่มการประลองคู่สุดท้ายของรอบ 32 คน
หลี่ซีหยานนั้นเคลื่อนที่เข้าหาจ้าวเฉินพร้อมกับโจมตีไปที่เท้าของจ้าวเฉิน แต่จ้าวเฉินก็เปลี่ยนการวางเท้า ขณะที่ใช้ฝ่ามือโจมตีมาที่หลี่ซีหยานเช่นกัน
แต่หลี่ซีหยานก็ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งปัด และใช้ฝ่ามืออีกข้างโจมตีกลับไป จ้าวเฉินใช้ฝ่ามือเข้ารับการโจมตีพร้อมกับผ่อนแรงเพื่อเลี่ยงแรงปะทะโดยตรง ขณะที่ฝ่ามือที่ถูกหลี่ซีหยานปัด ก็อาศัยแรงที่หลี่ซีหยานโจมตีมาหวดฝ่ามือสวนกลับไป
“สุดยอดเลยค่ะ จ้าวเฉินใช้กระบวนท่าไทเก๊ก ผ่อนแรงปะทะและปัดการโจมตีของหลี่ซีหยานได้ทั้งหมดเลยค่ะ ซ้ำยังอาศัยแรงจากการโจมตีของหลี่ซีหยานเพื่อโจมตีสวนกลับอีกด้วย ส่วนทางด้านหลี่ซีหยานก็รับการโจมตีนั้นไว้และสวนกลับคล้ายกับที่จ้าวเฉินทำเลยค่ะ ดูแล้วผลการตัดสินคงขึ้นอยู่กับว่าใครจะพลาดก่อนกันแน่ ๆ เลยค่ะ” พิธีกรสาวบรรยาย ทำให้อารมณ์ของผู้ชมพลุ่งพล่าน
หลี่ซีหยานค่อนข้างลำบาก ด้วยเพราะการโจมตีของเขาถูกคู่ต่อสู้ปัดป้องและนำแรงจากการโจมตีของเขามาใช้โจมตีสวนกลับ เมื่อเขาเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเขาต้องแพ้แน่ เพราะตัวเขาไม่ชำนาญกระบวนท่าไทเก๊กเหมือนกับจ้าวเฉิน
'อย่างที่คิดไว้เลย ในบรรดาคนที่เราสอนทั้งหมด มีเพียงซีหยานเท่านั้นที่ไม่ค่อยเก่งด้านกระบวนท่า ซ้ำพลังปราณก็น้อยที่สุด กลับไปต้องคิดเรื่องการเลื่อนชั้นพลังปราณของไป๋หู่กับซีหยานซะแล้ว' ไป่ฉีคิด
'ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นเราแพ้แน่' หลี่ซีหยานคิด ไม่นานเขาก็นึกออก ว่าไป่ฉีเคยสอนเขาเกี่ยวกับจุดสำคัญบนร่างกาย ซึ่งเป็นหลักวิชาจี้สกัดจุดของเส้าหลิน
หลี่ซีหยานเริ่มเปลี่ยนมาเป็นตั้งรับ ทุกครั้งที่ปะทะกัน เขาจะพยายามใช้นิ้วกดลงไปตามจุดชีพจร เพื่อหวังผลให้ร่างกายของฝั่งตรงข้ามค่อย ๆ เป็นอัมพาต
“หือ หลี่ซีหยานใช้วิชาคล้ายกับวิชาจี้สกัดจุดของเส้าหลินได้ยังไง” เจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินกล่าว
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน ในเมื่อเขาไม่เคยไปฝึกที่สำนักเส้าหลินสักหน่อย” ซือไท่แห่งง้อไบ๊กล่าว
“วิชาจี้สกัดจุดที่เขาใช้แตกต่างออกไปนิดหน่อย ลำดับการสกัดจุดที่จะทำให้ศัตรูเป็นอัมพาตมีการสลับกันนิดหน่อย” เจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินลูบเคราสีขาวของเขาขณะกำลังครุ่นคิด
“ท่านผู้ชมคะ เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ แต่จ้าวเฉินตอนนี้หยุดการเคลื่อนไหวไปแล้วค่ะ” พิธีกรสาวรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไป่ฉียกยิ้มก่อนจะยืนดูสักครู่แล้วค่อยประกาศผล
“จ้าวเฉินแห่งบู๊ตึ๊งไม่สามารถสู้ต่อได้ หลี่ซีหยานเป็นฝ่ายชนะ” ไป่ฉีประกาศผู้ชนะทันที
“ช้าก่อน ท่านเทพกระบี่” เสียง ๆ หนึ่งดังมาจากฝั่งของสำนักบู๊ตึ๊ง
“เจ้าก้าวออกมา และอธิบายมาว่าเจ้ามีปัญหาใดกับการตัดสินของเรา” ไป่ฉีชี้ไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางศิษย์ของสำนักบู๊ตึ๊ง ก่อนที่ศิษย์คนนั้นเหมือนถูกพลังบางอย่างดึงตัวมาอยู่กลางสนามประลอง สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนบนอัฒจันทร์
“ท่านเทพกระบี่ เขาคือน้องชายของจ้าวเฉิน ชื่อจ้าวอัน ที่กล่าวท้วงเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น โปรดอย่าทำอะไรเขา” ผู้อาวุโสของสำนักบู๊ตึ๊งรีบเข้าแก้ไขสถานการณ์ทันที
“โปรดวางใจ เราแค่ต้องการความกระจ่าง เอาล่ะ จ้าวอัน ไหนเจ้าลองบอกเราซิว่าทำไมเจ้าถึงบอกให้เราหยุดการประกาศผู้ชนะคู่นี้” ไป่ฉีถาม ไม่มีการปลดปล่อยพลังปราณมากดดันใด ๆ ทั้งสิ้น ไป่ฉีถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์
“ผมไม่เห็นด้วย จ้าวเฉินจะต้องสามารถขยับได้แน่” จ้าวอันกล่าว
“เราปล่อยเวลาผ่านไป 2 นาทีเพื่อดูเขาแข็งค้างขยับตัวไม่ได้แบบนี้ เพื่อให้โอกาสเขาแล้ว แต่เขาไม่สามารถที่จะคลายจุดที่ถูกสกัดได้” ไป่ฉีกล่าว
“นั่น.......” จ้าวอันจะกล่าวต่อ แต่ไป่ฉีพูดขัดทันทีราวกับรู้ว่าจ้าวอันกำลังจะพูดอะไร
“ใช้ปราณก็เท่ากับผิดกฎ เรื่องนี้พี่ชายเจ้ารู้ดี เขาจึงพยายามแก้การสกัดจุดด้วยตัวเอง แต่ไม่เป็นผล จนตอนนี้ผ่านมา 5 นาที ตัวเขาก็ยังขยับไม่ได้ ซึ่งหลี่ซีหยานสามารถฉวยโอกาสนี้แบกแล้วทุ่มลงจากสนามประลองเลยก็ยังได้ ขอถามเจ้าอีกครั้ง เหตุใดจึงหยุดการประกาศผู้ชนะในรอบนี้” ไป่ฉีอธิบายให้จ้าวอันฟัง ก่อนจะถามคำถามเดิมอีกครั้ง
“ผมผิดไปแล้ว ท่านอวี้กงตัดสินได้ถูกแล้วครับ พี่จ้าวเฉินเป็นฝ่ายแพ้” จ้าวอันกล่าวขอโทษพร้อมกับคำนับอวี้กงด้วยท่าทางนอบน้อม
“เช่นนั้นผลเป็นตามเดิม เจ้าพาพี่ชายเจ้ากลับไปได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าวจบก็โบกมือเพียงครั้งหนึ่ง จ้าวเฉินก็สามารถกลับมาขยับร่างกายได้อีกครั้ง จากนั้นทั้งจ้าวเฉินและจ้าวอันรีบกลับไปยังที่นั่งของสำนักบู๊ตึ๊ง
“การประลองรอบเช้าเสร็จสิ้นแล้ว จะพัก 2 ชั่วโมง จากนั้นจะเริ่มการแข่งขันรอบบ่าย เพื่อคัดจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน แยกย้ายกันได้” ไป่ฉีประกาศสิ้นสุดการประลองรอบ 32 คน
ผู้ชมต่างก็ออกจากสนามประลอง แต่ขณะที่ไป่ฉีกำลังจะเดินออกไป จางหนี่หวังก็เดินเข้ามาเพื่อแจ้งผลการตรวจสอบเจ้าของที่นั่งที่ว่างอยู่
“เจ้าของตั๋วนั่นไม่ได้ชื่อซือเหลียง แต่ชื่อมู่ตัน หลังตรวจสอบฉันได้ส่งคนไปตามหาคนชื่อมู่ตัน แต่กลับพบว่าเธอเป็นศพไปแล้ว น่าจะตายมาประมาณ 1 สัปดาห์ได้ ร่างของเธอแห้งผากราวกับถูกสูบน้ำออกจากร่างกายจนหมด คาดว่าคงเป็นฝีมือของมารวารี แต่ว่ามารวารีเป็นชาย รูปร่างของหญิงสาวที่เราดูจากกล้องวงจรปิดที่เห็นไม่มีทางเป็นมารวารีไปได้ คาดว่ามารวารีคงเป็นคนลงมือเพื่อชิงตั๋วเข้าชมงานประลองมาให้กับซือเหลียงเป็นแน่” จางหนี่หวังกล่าว
“แล้วหาหญิงสาวที่ชื่อซือเหลียงเจอไหม” ไป่ฉีถาม
“เธอเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ปลายทางคือทวีปเทพวิหคสีชาด หลังออกจากสนามบิน เราลองตรวจสอบกล้องวงจรปิดดู แต่ดูเหมือนรถที่มารับเธอจะหายไปตรงอุโมงที่ตัดผ่านใต้ภูเขาลูกหนึ่ง ฉันลองให้คนไปตรวจสอบดูแต่ก็ไร้ร่องรอย” จางหนี่หวัง แสดงท่าทีจนใจออกมา
“ถอนตัวได้เร็ว ซ้ำยังรู้ว่าพวกเรากำลังตามตัวอยู่ด้วย ร้ายกาจไม่เบาเลย พอจะระบุตัวตนของเธอได้แล้ว” ไป่ฉีกำลังครุ่นคิด และลองค้นความทรงจำของพวกพรรคตะวันดับที่เขาเคยได้รับมา
“เอ๋ รู้แล้วเหรอคะ” จางหนี่หวังถามออกมาด้วยความแปลกใจ เธอไม่คิดว่าอวี้กงจะสามารถระบุตัวคนได้เร็วขนาดนี้
“เป็นมารจิ้งจอก ซือซือ แน่นอน เราเจอข้อมูลนี้จากความทรงจำของพวกพรรคตะวันดับที่รีดข้อมูลไปก่อนหน้านี้ จากข้อมูลบอกว่ามารจิ้งจอกซือซือมีความสามารถด้านการสะกดจิต การใช้ยาพิษ หากแต่ไม่เคยมีใครเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอมาก่อน” ไป่ฉีพูดข้อมูลของมารจิ้งจอกออกมา
“อย่างนั้นจากนี้เราจะทำยังไงกับการดูแลความปลอดภัยของประมุขน้อยตำหนักเทพทั้ง 2 ดีคะ” จางหนี่หวังถาม
“เด็กน้อยพวกนั้นกลับมาจากหุบเหวไร้ก้นแล้วนี่ ตระกูลของพวกมันก็ปล่อยให้พวกมันจัดการสิ ส่วนเราคงต้องเพิ่มพูนระดับพลังปราณให้สูงขึ้นอีก เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งมีชีวิตที่พวกมันจะสร้างขึ้นมาจากน้ำเชื้อที่ได้ไป” ไป่ฉีกล่าว เขาคิดว่าระหว่างคนจ้องก่อเหตุกับคนระวังการเกิดเหตุ ยังไงคนจ้องก่อเหตุจะได้เปรียบและทำสำเร็จในสักวันแน่นอน ดังนั้นมันจะดีกว่า หากเขาเดินหน้าการฝึกพลังปราณของเขาต่อ
“แต่ว่า ถ้าเราป้องกันไว้มันจะดีกว่านี่คะ” จางหนี่หวังถาม
“คนเฝ้ากับคนระวัง อย่างไรสักวันพวกมันก็ต้องทำสำเร็จ ตอนนี้ให้พวกตำหนักเทพดูแลประมุขน้อยของพวกเขาไป ส่วนเราก็เตรียมแผนสำรองด้วยการเพิ่มความแข็งแกร่ง เกรงว่าน้ำยาของเจียงซือบวกกับสิ่งมีชีวิตที่ตัดต่อ DNA ของประมุขน้อยทั้ง 5 อาจจะแข็งแกร่งชนิดที่พวกเด็กน้อยพวกนั้นรับมือไม่ไหวก็เป็นได้” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันเองก็จะรีบเพิ่มระดับพลังปราณให้ได้โดยเร็ว ว่าแต่ท่านอวี้กงพอจะมีโอสถสำหรับเพิ่มระดับพลังปราณไหมคะ” จางหนี่หวังถาม
“มี แต่ราคาสูงหน่อยนะ” ไป่ฉีเหล่ตามองจางหนี่หวัง
“นี่ค่ะ เขียนได้ตามต้องการเลย ฉันรู้ว่าท่านไม่ขูดเลือดขูดเนื้อฉันนักหรอก” จางหนี่หวังกล่าวก่อนจะยื่นเช็คให้อวี้กงเขียนตัวเลขมา
“นี่” ไป่ฉีเขียนจำนวนเงินที่ต้องการแล้วยื่นเช็คกลับไปให้จางหนี่หวัง เมื่อจางหนี่หวังเห็นตัวเลขถึงกับสะดุ้ง
“มันราคาแพงขนาดนี้เลยเหรอคะ” จางหนี่หวังถาม
“เรารวมค่าโอสถที่ประมุขจางใช้ในการทะลวงปราณราชันย์ทรราชด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ถึงอย่างนั้นมันก็ยังราคาสูงอยู่ดี” จางหนี่หวังกล่าว
“หึหึ ตามใจนะ แต่บอกได้เลยว่าเด็กน้อยพวกนั้นบางคนยังอยู่แค่ระดับราชันย์ทรราชขั้น 1 หากท่านหาโอสถให้พวกเขาได้ ท่านก็จะมีอำนาจในการต่อรองกับพวกเขา” ไป่ฉีบอกใบ้วิธีนี้เพื่อให้จางหนี่หวังสามารถควบคุมอดีตประมุขตำหนักเทพได้ และเป็นการป้องกันสงครามระหว่างตำหนักเทพด้วยกันอีกทางหนึ่ง
“จัดไปค่ะ” จางหนี่หวังเซ็นเช็คอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นให้อวี้กง
“เราจะไปเบิกที่จุดรับเงินของสมาคมเลยนะ” ไป่ฉีรับเช็คมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ได้ค่ะ” จางหนี่หวังกล่าว
ไป่ฉีเรียกขวดโอสถออกมา 5 ขวดส่งให้จางหนี่หวังไป ก่อนที่เขาจะเดินไปเบิกเงินที่จุดรับเงินของสมาคม ซึ่งพนักงานขอเวลาเตรียมเงินสักครู่
ทุกคนรีบทานมื้อกลางวันเพื่อให้มีเวลาย่อยอาหารก่อนจะเริ่มการประลองในช่วงบ่าย เหล่าอดีตประมุขตำหนักเทพต่างก็พูดคุยกับลูกหลานและผู้อาวุโส เพื่อสอบถามเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่เป็นความลับระดับสูงของตำหนักเทพในปัจจุบัน
เมื่อมื้อกลางวันผ่านพ้นไป ตอนนี้ทุกคนกลับมาที่สนามประลองกันอีกครั้ง สีหน้าของผู้ชมนั้นตื่นเต้นดีใจ เพราะรอบนี้เป็นรอบที่จะคัดจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน การประลองจะต้องเข้มข้นขึ้นแน่ ๆ
“การประลองรอบนี้จะคัดจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน โดยใช้กฎเดิม จากนี้ศิลาจะทำการจับคู่ให้เช่นเคย” ไป่ฉีทำหน้าที่ดำเนินการประลองต่อ ไม่นานตัวอักษรสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นบนศิลาสีดำ
“คู่แรกประมุขน้อยเฟิงจินกับหลี่ซีหยาน” ไป่ฉีประกาศชื่อผู้ประลองในคู่แรกออกมา
“ระวังตัวด้วยล่ะเฟิงจิน เด็กตระกูลหลี่นั่นไม่ธรรมดาเลย” เฟิงหลงกล่าวเตือน
ทั้ง 2 คนขึ้นมาบนสนามประลอง เมื่อไป่ฉีเห็นว่าทั้ง 2 คนพร้อมแล้ว จึงได้ประกาศเริ่มการประลอง ซึ่งหลังจากได้ยินเสียงประกาศ เฟิงจินพุ่งเข้าไปด้วยกำลังกายของตนเอง ด้วยเพราะพลังปราณของเฟิงจินนั้นสูงกว่าหลี่ซีหยาน ทำให้การประลองนี้หามใช้พลังปราณ
หลี่ซีหยานใช้ฝ่ามือผลักเบา ๆ ที่ข้อมือที่เฟิงจินต่อยมา แต่เฟิงจินก็ใช้การผลักนั้นหมุนตัวเพื่อใช้ขาขวาเตะใส่หลี่ซีหยาน
หลี่ซีหยานก้มตัวหลบพร้อมกับใช้ฝ่ามือฟาดไปที่ข้อพับขาข้างซ้ายที่เฟิงจินใช้เป็นหลัก ทำให้เฟิงจินหงายหลัง แต่ก็ใช้มือ 2 ข้างยันพื้นแล้วตีลังกาเพื่อทิ้งระยะห่าง
แต่เมื่อลุกขึ้นยืน เฟิงจินก็เห็นเข่าของหลี่ซีหยานในระยะประชิด และโดนเข่าเข้าที่หน้าเต็ม ๆ ทำให้เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว
เมื่อโอกาสทองมาถึง หลี่ซีหยานไม่ยอมพลาดแน่นอน ทันทีที่เท้าลงถึงพื้น เขาถีบพื้นพุ่งเข้าหาเฟิงจินอีกครั้ง ครั้งนี้เขามาหยุดอยู่ใกล้กับเฟิงจินที่ยังกุมใบหน้าอยู่ ก่อนจะย่อตัวลงแล้วใส่แรงไปที่กล้ามเนื้อขาเพื่อเหยียดร่างขึ้นยืน พร้อมกับฝ่ามือที่เหยียดตรงไปกระแทกใต้คางของเฟิงจินจนตัวลอยขึ้นเหนือพื้น
“มาแล้ววิชาถนัดของหลี่ซีหยาน ฝ่ามือแปดทิศ” ไป๋หู่ชูกำปั้นขึ้น เขาเคยถูกหลี่ซีหยานใช้กระบวนท่านี้ใส่เขามาก่อน
วิชาฝ่ามือแปดทิศแม้ไม่ใช้พลังปราณเสริมด้วย ก็น่ากลัวอย่างยิ่ง คู่ต่อสู้จะถูกส่งให้ลอยขึ้นจากพื้น 2 เมตร จากนั้นก็จะถูกการโจมตีที่รวดเร็วของกระบวนท่านนี้โจมตีจากรอบทิศทั้ง 8 โดยท่วงท่าล้วนรวดเร็วจนเห็นเพียงแค่ว่าร่างของผู้ที่โดนกระบวนท่าดิ้นไปดิ้นมาอยู่กลางอากาศเท่านั้น
“เร็วมากค่ะท่านผู้ชม หลี่ซีหยานใช้กระบวนท่าซัดประมุขน้อยเฟิงจินที่ไม่ทันตั้งตัวอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ” พิธีกรสาวบรรยาย
“นั่นเรียกว่าฝ่ามือ 8 ทิศ เป็นวิชาการโจมตีที่หนักหน่วง รุนแรง และรวดเร็ว ผู้ใช้กระบวนท่าต้องมีความชำนาญอย่างมาก จึงจะสามารถโจมตีต่อเนื่องจนคนที่โดนกระบวนท่านี้เข้าไปเหมือนลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีโอกาสให้ตอบโต้ได้” ไป่ฉีอธิบายเสริมราวกับเป็นพิธีกรร่วม
เพียงแค่ 2 นาทีหลังเริ่มการประลอง ไป่ฉีได้สั่งหยุดการประลอง เพราะสภาพของเฟิงจินบอบช้ำอย่างเห็นได้ชัดจนขยับตัวไม่ได้ ซึ่งไป่ฉีได้ทำการรักษาเฟิงจินด้วยโอสถ เพียงไม่นานร่างกายของเฟิงจินก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ
“ผู้ชนะหลี่ซีหยาน” ไป่ฉีทำการประกาศชื่อผู้ชนะ
เฟิงจินได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำตัดสิน เขาไม่คิดเลยว่าเพียงไม่กี่กระบวนท่า เขาก็พลาดท่าให้กับคนจากตระกูลหลี่ที่เป็นตระกูลชั้น 3 ซะแล้ว ถามว่าเขาประมาทหรือเปล่า ตอบได้เลยว่าไม่ แต่เป็นเพราะเขาไม่ชำนาญกระบวนท่านั่นเอง
'กลับไปต้องขอให้ท่านปู่ฝึกให้ซะแล้ว' เฟิงจินคิด เขากำหมัดแน่น ตอนนี้เขารู้สึกอับอายมากและสาบานว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เพื่อล้างอายในครั้งนี้
เมื่อทั้งคู่ลงจากสนามประลองไป ไป่ฉีก็ประกาศชื่อคู่ประลองถัดไปทันที ซึ่งการประลองนั้นเหล่าประมุขน้อยจากตำหนักเทพยังไม่ได้เจอกับไป๋หู่ หรือเจอกันเอง หากแต่คู่ประลองล้วนเป็นคนจาก 7 สำนักใหญ่
“สิ้นสุดรอบ 8 คนสุดท้าย พรุ่งนี้เป็นวันประลองวันสุดท้ายจะมีการประลอง 3 รอบ ขอให้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบ พักผ่อนร่างกายให้เพียงพอสำหรับศึกวันพรุ่งนี้ แยกย้ายได้” ไป่ฉีประกาศปิดการประลองในวันนี้ ครั้งนี้เขาไม่ได้จากไปเหมือนกับวันแรก แต่กลับยืนอยู่ที่สนามประลองและใช้พลังปราณตรวจดูความปลอดภัยอย่างละเอียดอีกครั้ง
เมื่อพบว่าทุกคนกลับกันไปหมดแล้ว เขาถึงเดินออกจากสมาคมการค้า ไปยังสถานที่ที่เขานัดไป๋หู่กับหลี่ซีหยานไว้ แต่สิ่งที่พบคือมีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากตรอกที่เขานัดกับสหายทั้ง 2 คนไว้ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เขาจึงเดินเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
สิ่งที่เห็นคือไป๋หู่หลังติดกำแพง ส่วนหลี่ซีหยานนั้นมือของเขาวางทาบบนแผ่นอกของไป๋หู่ มืออีกข้างจับคางของไป๋หู่ให้เชิดขึ้น ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันมาก ดูอย่างไรมันก็ชวนให้คิด…..
“พวกนายทำอะไรกันน่ะ” ไป่ฉีถาม ด้วยความไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า
“มะ...ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ” ไป๋หู่รีบผลักหลี่ซีหยานออกทันที
“ชะ.....ใช่ ๆ ไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ” หลี่ซีหยานหน้าตาตื่นทันทีที่เห็นไป่ฉีในร่างอวี้กงมาเห็นฉากเมื่อครู่เข้าพอดี
_________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
