จอมยุทธ์ซุปตาร์

ตอนที่ 203 งานประลองวันที่ 2 Re

        “เริ่มการประลองได้” ไป่ฉีประกาศเริ่มการประลองคู่สุดท้ายของรอบ 32 คน


        หลี่ซีหยานนั้นเคลื่อนที่เข้าหาจ้าวเฉินพร้อมกับโจมตีไปที่เท้าของจ้าวเฉิน  แต่จ้าวเฉินก็เปลี่ยนการวางเท้า  ขณะที่ใช้ฝ่ามือโจมตีมาที่หลี่ซีหยานเช่นกัน


        แต่หลี่ซีหยานก็ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งปัด และใช้ฝ่ามืออีกข้างโจมตีกลับไป  จ้าวเฉินใช้ฝ่ามือเข้ารับการโจมตีพร้อมกับผ่อนแรงเพื่อเลี่ยงแรงปะทะโดยตรง  ขณะที่ฝ่ามือที่ถูกหลี่ซีหยานปัด  ก็อาศัยแรงที่หลี่ซีหยานโจมตีมาหวดฝ่ามือสวนกลับไป


        “สุดยอดเลยค่ะ  จ้าวเฉินใช้กระบวนท่าไทเก๊ก  ผ่อนแรงปะทะและปัดการโจมตีของหลี่ซีหยานได้ทั้งหมดเลยค่ะ  ซ้ำยังอาศัยแรงจากการโจมตีของหลี่ซีหยานเพื่อโจมตีสวนกลับอีกด้วย  ส่วนทางด้านหลี่ซีหยานก็รับการโจมตีนั้นไว้และสวนกลับคล้ายกับที่จ้าวเฉินทำเลยค่ะ  ดูแล้วผลการตัดสินคงขึ้นอยู่กับว่าใครจะพลาดก่อนกันแน่ ๆ เลยค่ะ” พิธีกรสาวบรรยาย  ทำให้อารมณ์ของผู้ชมพลุ่งพล่าน


        หลี่ซีหยานค่อนข้างลำบาก  ด้วยเพราะการโจมตีของเขาถูกคู่ต่อสู้ปัดป้องและนำแรงจากการโจมตีของเขามาใช้โจมตีสวนกลับ  เมื่อเขาเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเขาต้องแพ้แน่  เพราะตัวเขาไม่ชำนาญกระบวนท่าไทเก๊กเหมือนกับจ้าวเฉิน


        'อย่างที่คิดไว้เลย  ในบรรดาคนที่เราสอนทั้งหมด  มีเพียงซีหยานเท่านั้นที่ไม่ค่อยเก่งด้านกระบวนท่า  ซ้ำพลังปราณก็น้อยที่สุด  กลับไปต้องคิดเรื่องการเลื่อนชั้นพลังปราณของไป๋หู่กับซีหยานซะแล้ว' ไป่ฉีคิด


        'ต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นเราแพ้แน่' หลี่ซีหยานคิด  ไม่นานเขาก็นึกออก ว่าไป่ฉีเคยสอนเขาเกี่ยวกับจุดสำคัญบนร่างกาย  ซึ่งเป็นหลักวิชาจี้สกัดจุดของเส้าหลิน


        หลี่ซีหยานเริ่มเปลี่ยนมาเป็นตั้งรับ  ทุกครั้งที่ปะทะกัน เขาจะพยายามใช้นิ้วกดลงไปตามจุดชีพจร  เพื่อหวังผลให้ร่างกายของฝั่งตรงข้ามค่อย ๆ เป็นอัมพาต


        “หือ หลี่ซีหยานใช้วิชาคล้ายกับวิชาจี้สกัดจุดของเส้าหลินได้ยังไง” เจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินกล่าว


        “จะเป็นไปได้ยังไงกัน  ในเมื่อเขาไม่เคยไปฝึกที่สำนักเส้าหลินสักหน่อย” ซือไท่แห่งง้อไบ๊กล่าว


        “วิชาจี้สกัดจุดที่เขาใช้แตกต่างออกไปนิดหน่อย  ลำดับการสกัดจุดที่จะทำให้ศัตรูเป็นอัมพาตมีการสลับกันนิดหน่อย” เจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินลูบเคราสีขาวของเขาขณะกำลังครุ่นคิด


        “ท่านผู้ชมคะ เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ  แต่จ้าวเฉินตอนนี้หยุดการเคลื่อนไหวไปแล้วค่ะ” พิธีกรสาวรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น  ไป่ฉียกยิ้มก่อนจะยืนดูสักครู่แล้วค่อยประกาศผล


        “จ้าวเฉินแห่งบู๊ตึ๊งไม่สามารถสู้ต่อได้  หลี่ซีหยานเป็นฝ่ายชนะ” ไป่ฉีประกาศผู้ชนะทันที


        “ช้าก่อน  ท่านเทพกระบี่” เสียง ๆ หนึ่งดังมาจากฝั่งของสำนักบู๊ตึ๊ง


        “เจ้าก้าวออกมา และอธิบายมาว่าเจ้ามีปัญหาใดกับการตัดสินของเรา” ไป่ฉีชี้ไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางศิษย์ของสำนักบู๊ตึ๊ง    ก่อนที่ศิษย์คนนั้นเหมือนถูกพลังบางอย่างดึงตัวมาอยู่กลางสนามประลอง  สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนบนอัฒจันทร์


        “ท่านเทพกระบี่  เขาคือน้องชายของจ้าวเฉิน  ชื่อจ้าวอัน ที่กล่าวท้วงเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น  โปรดอย่าทำอะไรเขา” ผู้อาวุโสของสำนักบู๊ตึ๊งรีบเข้าแก้ไขสถานการณ์ทันที


        “โปรดวางใจ  เราแค่ต้องการความกระจ่าง  เอาล่ะ  จ้าวอัน  ไหนเจ้าลองบอกเราซิว่าทำไมเจ้าถึงบอกให้เราหยุดการประกาศผู้ชนะคู่นี้” ไป่ฉีถาม  ไม่มีการปลดปล่อยพลังปราณมากดดันใด ๆ ทั้งสิ้น  ไป่ฉีถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์


        “ผมไม่เห็นด้วย  จ้าวเฉินจะต้องสามารถขยับได้แน่” จ้าวอันกล่าว


        “เราปล่อยเวลาผ่านไป 2 นาทีเพื่อดูเขาแข็งค้างขยับตัวไม่ได้แบบนี้   เพื่อให้โอกาสเขาแล้ว  แต่เขาไม่สามารถที่จะคลายจุดที่ถูกสกัดได้” ไป่ฉีกล่าว


        “นั่น.......” จ้าวอันจะกล่าวต่อ  แต่ไป่ฉีพูดขัดทันทีราวกับรู้ว่าจ้าวอันกำลังจะพูดอะไร


        “ใช้ปราณก็เท่ากับผิดกฎ  เรื่องนี้พี่ชายเจ้ารู้ดี  เขาจึงพยายามแก้การสกัดจุดด้วยตัวเอง  แต่ไม่เป็นผล  จนตอนนี้ผ่านมา 5 นาที  ตัวเขาก็ยังขยับไม่ได้  ซึ่งหลี่ซีหยานสามารถฉวยโอกาสนี้แบกแล้วทุ่มลงจากสนามประลองเลยก็ยังได้  ขอถามเจ้าอีกครั้ง  เหตุใดจึงหยุดการประกาศผู้ชนะในรอบนี้” ไป่ฉีอธิบายให้จ้าวอันฟัง ก่อนจะถามคำถามเดิมอีกครั้ง


        “ผมผิดไปแล้ว  ท่านอวี้กงตัดสินได้ถูกแล้วครับ  พี่จ้าวเฉินเป็นฝ่ายแพ้” จ้าวอันกล่าวขอโทษพร้อมกับคำนับอวี้กงด้วยท่าทางนอบน้อม


        “เช่นนั้นผลเป็นตามเดิม  เจ้าพาพี่ชายเจ้ากลับไปได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าวจบก็โบกมือเพียงครั้งหนึ่ง  จ้าวเฉินก็สามารถกลับมาขยับร่างกายได้อีกครั้ง  จากนั้นทั้งจ้าวเฉินและจ้าวอันรีบกลับไปยังที่นั่งของสำนักบู๊ตึ๊ง


        “การประลองรอบเช้าเสร็จสิ้นแล้ว  จะพัก 2 ชั่วโมง  จากนั้นจะเริ่มการแข่งขันรอบบ่าย  เพื่อคัดจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน  แยกย้ายกันได้” ไป่ฉีประกาศสิ้นสุดการประลองรอบ 32 คน


        ผู้ชมต่างก็ออกจากสนามประลอง  แต่ขณะที่ไป่ฉีกำลังจะเดินออกไป  จางหนี่หวังก็เดินเข้ามาเพื่อแจ้งผลการตรวจสอบเจ้าของที่นั่งที่ว่างอยู่


        “เจ้าของตั๋วนั่นไม่ได้ชื่อซือเหลียง  แต่ชื่อมู่ตัน  หลังตรวจสอบฉันได้ส่งคนไปตามหาคนชื่อมู่ตัน  แต่กลับพบว่าเธอเป็นศพไปแล้ว  น่าจะตายมาประมาณ 1 สัปดาห์ได้  ร่างของเธอแห้งผากราวกับถูกสูบน้ำออกจากร่างกายจนหมด  คาดว่าคงเป็นฝีมือของมารวารี  แต่ว่ามารวารีเป็นชาย   รูปร่างของหญิงสาวที่เราดูจากกล้องวงจรปิดที่เห็นไม่มีทางเป็นมารวารีไปได้  คาดว่ามารวารีคงเป็นคนลงมือเพื่อชิงตั๋วเข้าชมงานประลองมาให้กับซือเหลียงเป็นแน่” จางหนี่หวังกล่าว


        “แล้วหาหญิงสาวที่ชื่อซือเหลียงเจอไหม” ไป่ฉีถาม


        “เธอเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว  ปลายทางคือทวีปเทพวิหคสีชาด  หลังออกจากสนามบิน  เราลองตรวจสอบกล้องวงจรปิดดู  แต่ดูเหมือนรถที่มารับเธอจะหายไปตรงอุโมงที่ตัดผ่านใต้ภูเขาลูกหนึ่ง   ฉันลองให้คนไปตรวจสอบดูแต่ก็ไร้ร่องรอย” จางหนี่หวัง แสดงท่าทีจนใจออกมา


        “ถอนตัวได้เร็ว  ซ้ำยังรู้ว่าพวกเรากำลังตามตัวอยู่ด้วย  ร้ายกาจไม่เบาเลย  พอจะระบุตัวตนของเธอได้แล้ว” ไป่ฉีกำลังครุ่นคิด และลองค้นความทรงจำของพวกพรรคตะวันดับที่เขาเคยได้รับมา


        “เอ๋  รู้แล้วเหรอคะ” จางหนี่หวังถามออกมาด้วยความแปลกใจ  เธอไม่คิดว่าอวี้กงจะสามารถระบุตัวคนได้เร็วขนาดนี้


        “เป็นมารจิ้งจอก ซือซือ แน่นอน  เราเจอข้อมูลนี้จากความทรงจำของพวกพรรคตะวันดับที่รีดข้อมูลไปก่อนหน้านี้  จากข้อมูลบอกว่ามารจิ้งจอกซือซือมีความสามารถด้านการสะกดจิต  การใช้ยาพิษ  หากแต่ไม่เคยมีใครเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอมาก่อน” ไป่ฉีพูดข้อมูลของมารจิ้งจอกออกมา


        “อย่างนั้นจากนี้เราจะทำยังไงกับการดูแลความปลอดภัยของประมุขน้อยตำหนักเทพทั้ง 2 ดีคะ” จางหนี่หวังถาม


        “เด็กน้อยพวกนั้นกลับมาจากหุบเหวไร้ก้นแล้วนี่  ตระกูลของพวกมันก็ปล่อยให้พวกมันจัดการสิ  ส่วนเราคงต้องเพิ่มพูนระดับพลังปราณให้สูงขึ้นอีก  เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งมีชีวิตที่พวกมันจะสร้างขึ้นมาจากน้ำเชื้อที่ได้ไป” ไป่ฉีกล่าว  เขาคิดว่าระหว่างคนจ้องก่อเหตุกับคนระวังการเกิดเหตุ  ยังไงคนจ้องก่อเหตุจะได้เปรียบและทำสำเร็จในสักวันแน่นอน  ดังนั้นมันจะดีกว่า  หากเขาเดินหน้าการฝึกพลังปราณของเขาต่อ


        “แต่ว่า  ถ้าเราป้องกันไว้มันจะดีกว่านี่คะ” จางหนี่หวังถาม


        “คนเฝ้ากับคนระวัง  อย่างไรสักวันพวกมันก็ต้องทำสำเร็จ  ตอนนี้ให้พวกตำหนักเทพดูแลประมุขน้อยของพวกเขาไป  ส่วนเราก็เตรียมแผนสำรองด้วยการเพิ่มความแข็งแกร่ง  เกรงว่าน้ำยาของเจียงซือบวกกับสิ่งมีชีวิตที่ตัดต่อ DNA ของประมุขน้อยทั้ง 5 อาจจะแข็งแกร่งชนิดที่พวกเด็กน้อยพวกนั้นรับมือไม่ไหวก็เป็นได้” ไป่ฉีกล่าว


        “เข้าใจแล้วค่ะ  ฉันเองก็จะรีบเพิ่มระดับพลังปราณให้ได้โดยเร็ว  ว่าแต่ท่านอวี้กงพอจะมีโอสถสำหรับเพิ่มระดับพลังปราณไหมคะ” จางหนี่หวังถาม


        “มี  แต่ราคาสูงหน่อยนะ” ไป่ฉีเหล่ตามองจางหนี่หวัง


        “นี่ค่ะ เขียนได้ตามต้องการเลย  ฉันรู้ว่าท่านไม่ขูดเลือดขูดเนื้อฉันนักหรอก” จางหนี่หวังกล่าวก่อนจะยื่นเช็คให้อวี้กงเขียนตัวเลขมา


        “นี่” ไป่ฉีเขียนจำนวนเงินที่ต้องการแล้วยื่นเช็คกลับไปให้จางหนี่หวัง  เมื่อจางหนี่หวังเห็นตัวเลขถึงกับสะดุ้ง


        “มันราคาแพงขนาดนี้เลยเหรอคะ” จางหนี่หวังถาม


        “เรารวมค่าโอสถที่ประมุขจางใช้ในการทะลวงปราณราชันย์ทรราชด้วย” ไป่ฉีกล่าว


        “ถึงอย่างนั้นมันก็ยังราคาสูงอยู่ดี” จางหนี่หวังกล่าว


        “หึหึ ตามใจนะ  แต่บอกได้เลยว่าเด็กน้อยพวกนั้นบางคนยังอยู่แค่ระดับราชันย์ทรราชขั้น 1 หากท่านหาโอสถให้พวกเขาได้  ท่านก็จะมีอำนาจในการต่อรองกับพวกเขา” ไป่ฉีบอกใบ้วิธีนี้เพื่อให้จางหนี่หวังสามารถควบคุมอดีตประมุขตำหนักเทพได้ และเป็นการป้องกันสงครามระหว่างตำหนักเทพด้วยกันอีกทางหนึ่ง


        “จัดไปค่ะ” จางหนี่หวังเซ็นเช็คอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นให้อวี้กง


        “เราจะไปเบิกที่จุดรับเงินของสมาคมเลยนะ” ไป่ฉีรับเช็คมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย


        “ได้ค่ะ” จางหนี่หวังกล่าว


        ไป่ฉีเรียกขวดโอสถออกมา 5 ขวดส่งให้จางหนี่หวังไป  ก่อนที่เขาจะเดินไปเบิกเงินที่จุดรับเงินของสมาคม  ซึ่งพนักงานขอเวลาเตรียมเงินสักครู่


        ทุกคนรีบทานมื้อกลางวันเพื่อให้มีเวลาย่อยอาหารก่อนจะเริ่มการประลองในช่วงบ่าย  เหล่าอดีตประมุขตำหนักเทพต่างก็พูดคุยกับลูกหลานและผู้อาวุโส  เพื่อสอบถามเรื่องหลาย ๆ เรื่องที่เป็นความลับระดับสูงของตำหนักเทพในปัจจุบัน


        เมื่อมื้อกลางวันผ่านพ้นไป  ตอนนี้ทุกคนกลับมาที่สนามประลองกันอีกครั้ง  สีหน้าของผู้ชมนั้นตื่นเต้นดีใจ  เพราะรอบนี้เป็นรอบที่จะคัดจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน  การประลองจะต้องเข้มข้นขึ้นแน่ ๆ


        “การประลองรอบนี้จะคัดจาก 16 คนให้เหลือ 8 คน  โดยใช้กฎเดิม  จากนี้ศิลาจะทำการจับคู่ให้เช่นเคย” ไป่ฉีทำหน้าที่ดำเนินการประลองต่อ  ไม่นานตัวอักษรสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นบนศิลาสีดำ


        “คู่แรกประมุขน้อยเฟิงจินกับหลี่ซีหยาน” ไป่ฉีประกาศชื่อผู้ประลองในคู่แรกออกมา


        “ระวังตัวด้วยล่ะเฟิงจิน  เด็กตระกูลหลี่นั่นไม่ธรรมดาเลย” เฟิงหลงกล่าวเตือน


        ทั้ง 2 คนขึ้นมาบนสนามประลอง  เมื่อไป่ฉีเห็นว่าทั้ง 2 คนพร้อมแล้ว  จึงได้ประกาศเริ่มการประลอง  ซึ่งหลังจากได้ยินเสียงประกาศ  เฟิงจินพุ่งเข้าไปด้วยกำลังกายของตนเอง  ด้วยเพราะพลังปราณของเฟิงจินนั้นสูงกว่าหลี่ซีหยาน  ทำให้การประลองนี้หามใช้พลังปราณ


        หลี่ซีหยานใช้ฝ่ามือผลักเบา ๆ ที่ข้อมือที่เฟิงจินต่อยมา  แต่เฟิงจินก็ใช้การผลักนั้นหมุนตัวเพื่อใช้ขาขวาเตะใส่หลี่ซีหยาน


        หลี่ซีหยานก้มตัวหลบพร้อมกับใช้ฝ่ามือฟาดไปที่ข้อพับขาข้างซ้ายที่เฟิงจินใช้เป็นหลัก  ทำให้เฟิงจินหงายหลัง  แต่ก็ใช้มือ 2 ข้างยันพื้นแล้วตีลังกาเพื่อทิ้งระยะห่าง


        แต่เมื่อลุกขึ้นยืน  เฟิงจินก็เห็นเข่าของหลี่ซีหยานในระยะประชิด และโดนเข่าเข้าที่หน้าเต็ม ๆ  ทำให้เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว


        เมื่อโอกาสทองมาถึง  หลี่ซีหยานไม่ยอมพลาดแน่นอน  ทันทีที่เท้าลงถึงพื้น  เขาถีบพื้นพุ่งเข้าหาเฟิงจินอีกครั้ง  ครั้งนี้เขามาหยุดอยู่ใกล้กับเฟิงจินที่ยังกุมใบหน้าอยู่  ก่อนจะย่อตัวลงแล้วใส่แรงไปที่กล้ามเนื้อขาเพื่อเหยียดร่างขึ้นยืน พร้อมกับฝ่ามือที่เหยียดตรงไปกระแทกใต้คางของเฟิงจินจนตัวลอยขึ้นเหนือพื้น


        “มาแล้ววิชาถนัดของหลี่ซีหยาน  ฝ่ามือแปดทิศ” ไป๋หู่ชูกำปั้นขึ้น  เขาเคยถูกหลี่ซีหยานใช้กระบวนท่านี้ใส่เขามาก่อน


        วิชาฝ่ามือแปดทิศแม้ไม่ใช้พลังปราณเสริมด้วย  ก็น่ากลัวอย่างยิ่ง  คู่ต่อสู้จะถูกส่งให้ลอยขึ้นจากพื้น 2 เมตร  จากนั้นก็จะถูกการโจมตีที่รวดเร็วของกระบวนท่านนี้โจมตีจากรอบทิศทั้ง 8  โดยท่วงท่าล้วนรวดเร็วจนเห็นเพียงแค่ว่าร่างของผู้ที่โดนกระบวนท่าดิ้นไปดิ้นมาอยู่กลางอากาศเท่านั้น


        “เร็วมากค่ะท่านผู้ชม  หลี่ซีหยานใช้กระบวนท่าซัดประมุขน้อยเฟิงจินที่ไม่ทันตั้งตัวอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ” พิธีกรสาวบรรยาย


        “นั่นเรียกว่าฝ่ามือ 8 ทิศ  เป็นวิชาการโจมตีที่หนักหน่วง  รุนแรง และรวดเร็ว  ผู้ใช้กระบวนท่าต้องมีความชำนาญอย่างมาก  จึงจะสามารถโจมตีต่อเนื่องจนคนที่โดนกระบวนท่านี้เข้าไปเหมือนลอยค้างอยู่กลางอากาศ  ไม่มีโอกาสให้ตอบโต้ได้” ไป่ฉีอธิบายเสริมราวกับเป็นพิธีกรร่วม


        เพียงแค่ 2 นาทีหลังเริ่มการประลอง  ไป่ฉีได้สั่งหยุดการประลอง  เพราะสภาพของเฟิงจินบอบช้ำอย่างเห็นได้ชัดจนขยับตัวไม่ได้  ซึ่งไป่ฉีได้ทำการรักษาเฟิงจินด้วยโอสถ  เพียงไม่นานร่างกายของเฟิงจินก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ


        “ผู้ชนะหลี่ซีหยาน” ไป่ฉีทำการประกาศชื่อผู้ชนะ


        เฟิงจินได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำตัดสิน  เขาไม่คิดเลยว่าเพียงไม่กี่กระบวนท่า  เขาก็พลาดท่าให้กับคนจากตระกูลหลี่ที่เป็นตระกูลชั้น 3 ซะแล้ว  ถามว่าเขาประมาทหรือเปล่า  ตอบได้เลยว่าไม่  แต่เป็นเพราะเขาไม่ชำนาญกระบวนท่านั่นเอง


        'กลับไปต้องขอให้ท่านปู่ฝึกให้ซะแล้ว' เฟิงจินคิด  เขากำหมัดแน่น  ตอนนี้เขารู้สึกอับอายมากและสาบานว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้  เพื่อล้างอายในครั้งนี้


        เมื่อทั้งคู่ลงจากสนามประลองไป  ไป่ฉีก็ประกาศชื่อคู่ประลองถัดไปทันที  ซึ่งการประลองนั้นเหล่าประมุขน้อยจากตำหนักเทพยังไม่ได้เจอกับไป๋หู่ หรือเจอกันเอง  หากแต่คู่ประลองล้วนเป็นคนจาก 7 สำนักใหญ่


        “สิ้นสุดรอบ 8 คนสุดท้าย  พรุ่งนี้เป็นวันประลองวันสุดท้ายจะมีการประลอง 3 รอบ  ขอให้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบ  พักผ่อนร่างกายให้เพียงพอสำหรับศึกวันพรุ่งนี้  แยกย้ายได้” ไป่ฉีประกาศปิดการประลองในวันนี้  ครั้งนี้เขาไม่ได้จากไปเหมือนกับวันแรก  แต่กลับยืนอยู่ที่สนามประลองและใช้พลังปราณตรวจดูความปลอดภัยอย่างละเอียดอีกครั้ง


        เมื่อพบว่าทุกคนกลับกันไปหมดแล้ว  เขาถึงเดินออกจากสมาคมการค้า  ไปยังสถานที่ที่เขานัดไป๋หู่กับหลี่ซีหยานไว้  แต่สิ่งที่พบคือมีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากตรอกที่เขานัดกับสหายทั้ง 2 คนไว้  ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา  เขาจึงเดินเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น


        สิ่งที่เห็นคือไป๋หู่หลังติดกำแพง  ส่วนหลี่ซีหยานนั้นมือของเขาวางทาบบนแผ่นอกของไป๋หู่  มืออีกข้างจับคางของไป๋หู่ให้เชิดขึ้น  ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันมาก  ดูอย่างไรมันก็ชวนให้คิด…..


        “พวกนายทำอะไรกันน่ะ” ไป่ฉีถาม  ด้วยความไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า


        “มะ...ไม่ใช่อย่างที่คิดนะ” ไป๋หู่รีบผลักหลี่ซีหยานออกทันที


        “ชะ.....ใช่ ๆ ไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ” หลี่ซีหยานหน้าตาตื่นทันทีที่เห็นไป่ฉีในร่างอวี้กงมาเห็นฉากเมื่อครู่เข้าพอดี

_________________________

+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+

คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน