จวิ้นอ๋องหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ‘ทำไม่เป็จะไม่เรียกว่าสตรีรึ’ ยกมือขึ้นชี้ “พวกเ้าสี่คน…ไปวิ่งให้รอบวังหลวงสามรอบ ไปซะ!!!”
?? ใบหน้าทหารหญิงมืดครึ้มไปหมด 'สามรอบนั่นคือสองวันนะเ้าคะ'
“ไปสิ!!” เสียงเหี้ยม
“รับด้วยเกล้าเพคะ!!” ทั้งหมดรีบลุกขึ้นวิ่งปฏิบัติในทันทีโดยที่มิอาจรู้ได้ว่ากระทำสิ่งใดผิดไป แต่ก็ต้องวิ่ง..มิอาจจะรู้ได้ว่าเวลาสองวันจะครบสามรอบรึเปล่า' ทหารทั้งสี่มีใบหน้าทุกระทมไปตลอดทาง
จูเหม่ยเซียนกอดบุตรสาวพร้อมกับมองเหล่าทหารหญิงออกวิ่งห่างออกไปอย่างไม่เข้าใจนักเพราะนางนั่งห่างจากสวามีทั้งสอง มือขาวบางลูบกลุ่มผมหอมกรุ่นของเฟิ่งเอ๋อร์
“แม่จะยังมิลงโทษเ้าที่แอบหนีไปเล่นซนนานถึงสองปี อีกทั้งยังต่อสู่กับบุรุษจนถูกเตะอีกก็อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้”
เ้าเฟิ่งเซียนหัน ขวับ!! ไปหาองครักษ์สตรีข้างกายก็เห็นนางส่ายหน้าไปมาราวกับปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น
“มิใช่หว่าหวาหรอกที่มาบอกกล่าวแก่แม่” สองแม่ลูกมองหน้ากันโดยที่จูเหม่ยเซียนมิได้บอกว่านางรู้มาจากหนังสือปกดำเล่มนั้นต่างหากเล่าและเื่นี้นางจะมิบอกผู้ใดเพราะนางจะเอาไว้นั่งอ่านดูชีวิตของเ้าเฟิ่งเซียนในตอนที่นางออกไปโลดโผนดเานนอกหรือไปในที่ๆนางไม่รู้ในภายภาคหน้า “และผู้ใดจะบอกก็มิต้องใส่ใจแต่จงจำเอาไว้ว่าจะทำสิ่งใดก็ตามให้พึงระลึกไว้เสมอว่าเ้าเป็สตรี”
เ้าเฟิ่งเซียนยู่หน้า “ลูกรู้เ้าค่ะ” โอ่ยย..ท้องเริ่มปวดมาอีกแล้ว ใบหน้างดงามเริ่มบิดเบี้ยว “ท่าน..แม่” กุมท้องตนเอง “ลูกเริ่มปวดอีกแล้วและเืของลูกมันไหลออกมามากมาย โอยยย”
จูเหม่ยเซียนจับตัวลูกสาวไว้และร้องเรียกสามี “ท่านพี่เ้าคะมาอุ้มลูกด้วยน้องจะพาลูกไปนอนด้านใน” หันไปหาขันทีคนสนิท “อาเป้าเตรียมน้ำอุ่นสะอาดๆให้ข้าด้วย เฟิ่งเอ๋อร์ต้องดื่มน้ำอุ่นจึงจะดีอย่าลืมเอากระเป๋าหนังที่ข้าสั่งทำไว้ไปรองน้ำร้อนเข้ามาด้วยเล่ามันช่วยแก้อาการปวดท้องได้”
“พะยะค่ะ” อาเป้าขันทีในวัยสิบหกหนาวเดินไปจัดการทันที
สวามีทั้งสองและเ้าหยางหลง เดินเข้ามาหา
“เฟิ่งเอ๋อร์เป็อย่างไร” ชินอ๋องถามและช้อนอุ้มบุตรสาวขึ้นมา
“ปวดท้องน่ะเ้าค่ะแต่มิเป็อะไรมาก อาการเช่นนี้จะมีเพียงสี่ห้าวันเท่านั้นจนระดูหายไปท่านพี่อย่าได้กังวล” จูเหม่ยเซียนพูดและเดินตามทุกคนเข้าตำหนัก “หยางหลงร่ำเรียนบนเขามีความสุขดีหรือไม่ลูกรักแล้วเ้าอี้หลิงเล่าเป็เช่นใดบ้าง”
เ้าหยางหลงจูงมือท่านแม่ผู้งดงามของเขาติดตามท่านพ่อเข้าไป “พี่อี้หลิงสุขสบายดีขอรับท่านแม่ ลูกก็เช่นกันแต่อาจจะมีบ้างที่รู้สึกขุ่นเคืองใจและสภาพอารมณ์มิค่อยจะดีเพราะลูกถูกกล่าวหาว่าเป็คู่ต้วนซิ่วของเฟิ่งเอ๋อร์ที่ปลอมเป็บุรุษ”
“5555/5555/555” ท่านพ่อทั้งสองและท่านแม่เงยหน้าหัวเราะลั่นอย่างไม่รักษากิริยา หว่าหวาเดินตามหลังมาลอบอมยิ้ม
เ้าหยางหลง “☹️”
“ต้วนซิ่วรึ 555” จวิ้นอ๋องมองบุตรของตนเองขึ้นลงขึ้นลง “แล้วเ้าใช่ต้วนซิ่วจริงๆหรือไม่เล่า”
“หาใช่เช่นนั้นท่านพ่อ ลูกยังนิยมชมชอบสตรีมิคิดเปลี่ยนแปลง”
“จะรักชอบผู้ใดพ่อหาได้กังวลไม่ เ้ามิเห็นรึว่าท่านลุงหย่งอี้ของเ้ายังมีฮองเฮาเป็บุรุษพ่อก็มิเห็นว่างานราชการหรือการปกคครองแคว้นจะสั่นคลอนอันใด” ชินอ๋องกล่าวและวางบุตรสาวผู้ทำหน้านิ่วตลอดเวลาอย่างสงสาร “เื่หัวใจมันบังคับกันมิได้และการเป็ต้วนซิ่วมิใช่เื่น่าอาย เราเกิดมาเป็คนเหมือนกันหาได้แบ่งแยกความรักความชอบ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกด้วยกันทั้งนั้น”
“แล้วเหตุใดท่านพ่อและท่านแม่ถึงหัวเราะลูกเล่าขอรับ”
จวิ้นอ๋องเ้าหย่งเซิงลูบผมบุตรชายที่ยามนี้สูงถึงจมูกของเขาแล้ว “ที่หัวเราะก็เป็เพราะคู่ต้วนซิ่วของเ้าคือน้องสาวของเ้าอย่างไรเล่าเื่น่าขันเช่นนี้มีสิ่งใดให้เ้าต้องโมโหกัน ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่ถ้ารู้แล้วเป็เื่จริงเ้าก็มิควรโกรธ..ความจริงไม่ใช่สิ่งน่าอายเ้าเป็บุรุษกระทำสิ่งใดก็ต้องยอมรับผลของมันให้ได้หากยอมรับผลไม่ได้แล้วจะเลือกกระทำทำไมั้แ่แรก”
เ้าหยางหลงยืนนิ่งรับฟัง ที่ท่านพ่อสอนสั่งหาใช่เพียงแค่เื่ต้วนซิ่วแต่มันคือการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง..ซึ่งมันเป็จริงอย่างที่ท่านว่า ‘หากรับผลที่ตามไม่ได้ก็จงอย่าทำั้แ่แรก’ “ขอรับลูกจะจำเอาไว้”
“ดี” สองพ่อลูกยิ้มให้กันก่อนจะหันไปมองเฟิ่งเอ๋อร์บนเตียง
“บุรุษออกไปให้หมดเ้าค่ะ จากนี้ไปเป็เื่ของสตรีและอีกสองวันจะครบรอบวันเกิดของหยางหลงและเฟิ่งเอ๋อร์ท่านพี่และหยางหลงออกไปจัดเตรียมงานเลี้ยงเล็กๆไว้ดีหรือไม่เ้าคะ” จูเหม่ยเซียนยิ้มหวาน
“ย่อมดีชายารัก เ้าดูแลบุตรสาวของเราเถิดเื่งานเ้าอย่าได้กังวล” จวิ้นอ๋องเดินเข้าไปหาบุตรสาวพูดจาปลอบขวัญ “เ็ปเท่านี้ถือว่าเป็เื่เล็กน้อยสำหรับจอมยุทธ์ใช่หรือไม่” ลูบผม
“เ้าค่ะท่านพ่อ โอยย” ตอบรับแต่ยังครวญคราง “เล็กน้อยยังมิถึงชีวิต ลูกไหว..อ่อยย” ลูบบริเวณที่ปวด ท่านแม่บอกว่ารอกระเป๋าน้ำร้อนอีกเพียงครู่เท่านั้น ‘เฟิ่งเอ๋อร์ทนได้’
“ดี” จวิ้นอ๋องถอยห่างจากบุตรสาวแล้วทุกคนก็พากันย่างเท้าออกจากห้องไป
ท่านแม่จูเหม่ยเซียนเดินมานั่งลงข้างๆหัวเตียงสอบถามด้วยความเป็ห่วง “เป็อย่างไรบ้างเฟิ่งเอ๋อร์” นางรับรู้แล้วว่าบุตรสาวมีระดู นางรู้และเข้าใจดีว่าสตรีทุกคนหากถึงวัยนี้จะเริ่มมีกันทุกคนแต่ละคนจะมีอาการไม่เหมือนกัน เช่นนางมีเพียงแค่ปวดหลังปวดเอวและอ่อนเพลียเท่านั้น ในสมัยที่นางอยู่โลกเดิมเพื่อนของนางเคยมีอาการเช่นเดียวกันกับบุตรสาวในยามนี้ บางคนจะปวดท้องจนลุกไม่ไหวไปเลยก็มีเหมือนเช่นบุตรสาวของนางเอง
“ลูกปวดท้องราวกับด้านในจะหลุดออกมาเลยเ้าค่ะท่านแม่” กอดเอวออดอ้อน “ท่านแม่ช่วยลูกได้หรือไม่เ้าคะ”
“แม่ทำกระเป๋าน้ำร้อนไว้ให้เ้าแล้ว”
“กระเป๋าน้ำร้อนรึเ้าคะ?”
“ใช่ทำจากหนังสัตว์ เมื่อเรานำน้ำร้อนใส่เข้าไปในนั้นมันจะเก็บความร้อนได้นาน ไม่ต้องหน้าท้องเปียกจากผ้าชุบน้ำอุ่นทั้งวันอย่างไรเล่า”
“ลูกอยากเห็นยิ่งนักเ้าค่ะ”
“รออาเป้าเพียงครู่เดียว” จูเหม่ยเซียนหมายถึงขันทีคนสนิทที่กำลังเดินไปจัดหา
“แล้วที่ซับระดูมีหรือไม่เ้าคะ ยามนี้พี่หว่าหวาเอาผ้าทบกันหลายชั้นวางให้ลูก แต่ลูกก็กลัวมันจะเลอะอยู่ดีเช่นนี้ลูกมิต้องได้ก้าวขาออกจากตำหนักเลยหรือเ้าคะ
“แม่ทำเตรียมไว้ให้นานแล้ว” หันมองขันทีข้างกายที่ถือตะกร้าใส่กางเกงไว้ “อาเฉ่าเอาสิ่งนั้นมาให้ลูกข้าด้วย”
“พะยะค่ะ” ขันทีนามว่าอาเฉ่าส่งตะกร้าใบเล็กที่มีของใช้ของสตรีให้แก่พระชายาโดยที่มิมีสีหน้าเคอะเขินแม้เพียงนิด แม้ร่างกายจะเป็บุรุษแต่เพราะเป็ขันทีมาแต่เล็กแต่น้อย ตัวเขาเห็นร่างกายสตรีมานักต่อนักแต่มิเคยมีอารมณ์พิศวาสเนื่องจากถูกตอนแล้ว พระชายาจูเหม่ยเซียนจึงวางใจให้สองขันที อาเป้าและอาเฉ่าอยู่ข้างกายตลอดเวลายกเว้นเวลาอาบน้ำชำระล้างร่างกายเพราะนางทำด้วยตนเองทั้งหมด
จูเหม่ยเซียนกางสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นมา “กางเกงในยัดนุ่น”