อสูรไร้เทียมทาน

    บทที่ 29 สัตว์อสูรภูติวิญญาณ

    บทที่ 29 

    สัตว์อสูรภูติวิญญาณ 

    สัตว์อสูรศาลท่านหายากที่อยู่ด้านหน้ามันได้แปลงกายและกลายเป็นกำไรข้อมือที่มาติดสวมใส่เข้าที่ข้อมือด้านขวาของลู่เฟิ่ง

     

    ลู่เฟิ่งมองดูของสิ่งนี้ “ สามารถแต่งกายได้ ”

     

    “ แสดงว่าร่างกายของมันน่าจะสามารถใช้ได้ ”

     

    ลู่เฟิ่งลองยื่นมือไปด้านหน้าหลังจากนั้นก็ลองปลดปล่อยพลังของตนเองเข้าไปภายในกำไลข้อมือ

     

    หลังจากที่ปลดปล่อยพลังวิญญาณเข้าไปภายในกำไรหยกสีดำ มีบางอย่างเกิดขึ้นแสงสว่างไสวเปล่งประกาย

     

    จากนั้นก็ปรากฏห้วงมิติสีดำขึ้นบริเวณด้านหน้า ลู่เฟิ่งดวงตาเบิกขว้างข้างกับอุทานออกมาในทันที “ กระเป๋ามิติ ”

     

    “ ภายในสถานที่แห่งนี้มันมีสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเอาไว้ใช้ในการขนของหรือว่าเก็บของมากมาย” 

     

    “ ผู้คนภายในใต้หล้าเริ่มรู้จักเกี่ยวกับช่องเก็บของสารพัดประโยชน์พวกนั้นจากสำนักแห่งหนึ่ง ”

     

    “ สำนักแห่งนั้นมีคนที่สร้างค่ายกลอันเยี่ยมยอดสามารถย่อขนาดของสิ่งของที่อยู่ภายในค่ายกลได้ ”

     

    “ มันจึงถูกทำขึ้นมากลายเป็นสถานที่เก็บของที่สะดวกสบายในการเดินทาง ”

     

    “ ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรประเภทภูติตนนี้จะมีทักษะคล้ายแบบนั้น ”

     

    “ กำไลนี่มันสามารถสร้างช่องว่างมิติขึ้นมาให้คล้ายคลึงกับสถานที่เก็บของอย่างพวกกระเป๋ามิติที่ขายอยู่ภายในตลาดได้ ” 

     

    “ แต่ว่านี่มันดูต่างกันไปหน่อย เพียงแค่มองเพียงแค่พิษต่อเดียวข้าเองก็รู้ได้ในทันทีช่องว่างมิตินี่มันมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ”

     

    เพียงแค่มองพริบตาเดียวก็รู้ได้ในทันที ว่าสิ่งที่อยู่บริเวณด้านหน้ามันมีขนาดใหญ่มากขนาดไหน 

     

    ลู่เฟิ่งลองยื่นมือของตนเองเข้าไปสรุปแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้านในดูเหมือนว่ามันจะมีพื้นที่เก็บของขนาดเทียบเท่ากับคฤหาสน์หนึ่งหลังเลยก็ว่าได้ 

     

    กระเป๋ามิติมันถูกขายอยู่ภายในตลาดพวกมันส่วนใหญ่มีพื้นที่เก็บเพียงแค่ห่อผ้า 1 ใบเท่านั้น แค่พวกนั้นมันเองก็มีราคาหลายพันเหรียญทองแล้ว

     

    แต่เจ้านี้มันมีขนาดเทียบเท่ากับคฤหาสน์ 1 หลัง จึงสามารถพูดได้ว่ามันมีราคาที่ไม่สามารถประเมินได้

     

    ลู่เฟิ่งยกยุ้งขึ้นที่มุมปาก “ เจ้านี้มีประโยชน์ ”

     

    “ ช่องว่างมิติที่สามารถเก็บของได้มากขนาดนี้สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แค่มีมันก็สะดวกสบายแถมมันยังมีรูปลักษณ์แตกต่างจากพวกกระเป๋ามิติธรรมดาทั่วไป ”

     

    “ ผู้คนคงจะไม่สังเกตเห็นมันอย่างแน่นอน ”

     

    กระเป๋ามิติภายในใต้หล้ารู้จักของพวกนั้นอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นเมื่อเดินทางไปที่ใดพวกมันก็จะถูกตรวจ 

     

    แต่ว่าเจ้ากำไรนี่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันออกไป เพราะแบบนั้นจึงพูดได้ว่ามันมีประโยชน์เป็นอย่างมาก 

     

    ไม่เพียงแค่มีพื้นที่เก็บของจำนวนมากแต่ยังสามารถใช้มันในการหลบเลี่ยงสายตาของผู้คนอีกด้วย 

     

    “ เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย ”

     

    “ แต่ว่าในตอนนี้ขอบเขตของข้าสามารถสร้างสรรค์อสูรให้จำกัด มองดูจากระดับพลังในตอนนี้ขอบเขตสายอสูรที่รับรองก็มีอยู่เพียงแค่ 10 ตนเท่านั้น ”

     

    ใช่แล้วพลังนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อจำกัด ลู่เฟิ่งรู้ดีว่าขอบเขตสัตว์อสูรหรือว่าจิตของเขามันมีขอบเขตที่จำกัด

     

    โดยทั่วไปแล้วสัตว์อสูรในตอนนี้ที่มันไม่มีรูปร่าง เพราะมันแปรเปลี่ยนรูปร่างของมันกลายเป็นก้อนดวงจิตเข้าไปสถิตอยู่ภายในจิตวิญญาณของเขา

     

    ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถรับจิตวิญญาณพวกนั้นได้ทั้งหมด ลู่เฟิ่งในตอนนี้จิตวิญญาณของเขายังไม่มีขนาดใหญ่พอ

     

    เพราะแบบนั้นสารอสูรที่สามารถรับได้ก็มีเพียงแค่ 10 ตนเท่านั้น ถ้าสูงมากกว่านั้นก็ไม่สามารถรับสัตว์อสูรได้

     

    “ ก่อนที่จะย้อนกลับมาถ้าถูกรู้จักในฐานะราชาอสูรผู้ที่ถูกขนานนามว่าอสูรไร้เทียมทาน ” 

     

    “ แน่นอนดวงจิตในตอนนั้นของข้าใหญ่โตขนาดที่สามารถแบกรับอสูรได้เป็นหมื่นตน ”

     

    “ แต่ในตอนนี้มันต่างกันออกไปดวงจิตนี้ยังมีขนาดเล็กเกินไปสามารถแบกรับอสูรได้เพียงแค่ 10 ตนเท่านั้น ”

     

    “ การจะสร้างสัตว์อสูรก็จำเป็นจะต้องคำนึงถึงเรื่องราวพวกนี้ด้วย ” ลู่เฟิ่งตระหนักรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

     

    อายุของเขาอย่างน้อยอยู่สำหรับดวงจิตมันเป็นสิ่งที่จะถูกขยายขึ้นตามพลังแล้วก็อายุ เมื่อมีอายุที่มากขึ้นและมีพลังที่มากขึ้นดวงจิตพวกนั้นก็จะค่อยๆถูกขยาย 

     

    เพราะแบบนั้นในตอนนี้มันก็ได้แต่รอเวลาเท่านั้นรอเวลาที่ดวงจิตของเขานั้นจะขยายมากพอที่รอรับสารมากกว่านี้ 

     

    “ ได้เวลากลับแล้ว ” 

     

    “ กลับไปภายในตำหนักตอนนี้ก็คงจะต้องสืบหาความจริงเรื่องนี้สักหน่อย  ”

     

    หลังจากนั้นก็เดินทางมุ่งตรงกับไปยังเมืองหลวง เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงลู่เฟิ่งก็กลับไปที่ตำหนักบ่มเพาะ 

     

    แน่นอนสถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่ว่าการเดินทางกลับมาในครั้งนี้นั้นแตกต่างไป ลู่เฟิ่งสังเกตผู้ที่อยู่รอบๆ 

     

    เขากำลังหาคนทรยศที่ซ่อนตัวอยู่ภายในนี้ หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงได้ไม่กี่ชั่วยาม ก็มีทหารเข้ามาแจ้งเรื่องสำคัญ 

     

    “ ขออภัยนะขอรับองค์ชายห้า ”

     

    “ ฝ่าบาทให้ข้านั้นมาพูดองค์ชายว่าวันพรุ่งนี้ให้เข้าไปพบฝ่าบาทที่ห้องทรงอักษร ”

     

    “ เข้าใจแล้วเจ้าออกไปได้แล้ว ” ลู่เฟิ่งสะบัดมือไล่ 

     

    ทหารผู้นั้นค่อยๆถอยออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ลู่เฟิ่งนั่งหลวงพี่เก้าอี้ข้างพึมพำขึ้นมา “ เพียงแค่กลับมาไม่กี่ชั่วยามข่าวก็ไปถึงหูของเสด็จพ่อแล้ว ”

     

    วันถัดมา 

     

    ภายในห้องทรวอักษร 

     

    จักรพรรดิลู่เซียนนั่งอยู่ด้านหน้ามองบุตรชายของตนเองที่กำลังคุกเข่า “ ดูเหมือนว่าในช่วง 2 เดือนที่ออกไปเจ้าจะเปลี่ยนไปมากเลยนะ ”

     

    “ และระดับของเจ้าในตอนนี้ยังพัฒนาขึ้นจนเข้ามาสู่ในระดับรวมพลังแล้ว ”

     

    “ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้าพยายามมาตลอดหลายปีก็ไม่สามารถขึ้นมาถึงในระดับนี้ได้สักที ”

     

    “ ดูเหมือนว่าโลกด้านนอกจะช่วยผมพร้อมและขัดเกลาได้จริงๆ ” จักรพรรดิลู่เซียนกำลังประเมินด้วยสายตา  

     

    “ พะย่ะค่ะเสด็จพ่อในช่วงที่กระหม่อมนั้นออกไปข้าเองก็พบเจอเรื่องหลายอย่างมากมาย มันทำให้เติบโตขึ้นมากการมองดูโลกภายนอกถือว่าไม่เลวเลย ”

     

    “ ฮ่าๆๆ เข้าใจแล้วเจ้าดูเปลี่ยนไปจริงๆด้วยทั้งที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเจ้ายังเป็นคนที่ขี้กลัว ”

     

    “ แต่ในตอนนี้ดูแตกต่างออกไปยังสิ้นเชิง ”

     

    “ เอาเป็นว่าในวันพรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปสอนเจ้าก็แล้วกัน ”

     

    “ ส่งคนมาสอน? ” 

     

    “ ใช่ในเมื่อเจ้าอยู่ในระดับรวมพลังแล้วแน่นอนว่าต้องมีคนสอนทักษะการต่อสู้ให้เจ้าไม่ใช่หรือ ” จักรพรรดิลู่เซียนพูดขึ้น

     

    ความจริงก็คือเมื่อคนที่บ่มเพาะอยู่ภายในตำหนัก เมื่อพวกเขาไปถึงระดับขอบเขตรวมพลังจะมีเหล่าผู้ฝึกสอนที่มีทักษะเฉพาะด้านมาสอนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ

     

    ไม่ว่าจะเป็นในการต่อสู้หรือแม้กระทั่งการบ่มเพาะ ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าก้มศีรษะของตนเองลง “ พะยะค่ะ.. ” 

     

    ‘ มาสอนข้าเนี่ยนะข้าที่เป็นจักรพรรดิอสูรที่ผู้คนต่างหวาดกลัวเนี่ยนะ ’

     

    ‘ เอาเถอะข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าผู้ใดจะเป็นคนมาสอนข้า ’ 

     

    หลังจากที่เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเรียบร้อยแล้วลู่เฟิ่งก็ได้เดินทางมุ่งตรงกลับไปที่ตำ 

     

    หลังจากนั้นวันถัดมา 

     

    ดวงอาทิตย์เกิดจ้าแสงแดดส่องผ่านม่านเมฆลงมาปกคลุมเมืองหลวง ลู่เฟิ่งถูกเรียกตัวมาที่ลานกว้างตั้งแต่ในช่วงยามเช้า 

     

    จบบท