เช้าวันถัดมา ภัทรมีสภาพขอบตาคล้ำยิ่งกว่าเจ็ดวันที่ต้องอดหลับอดนอนสร้างกำไลข้อมือให้ริศเสียอีก เขาแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ความเครียดและความตื่นเต้นตีกันมั่วไปหมดเหมือนเด็กกำลังจะไปเข้าค่ายทหารโหดๆ เขารีบมาทำงานแต่เช้าตรู่ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าทุกคนมารออยู่ก่อนแล้ว... ทั้งริศ ริน รัน นัท หรือแม้แต่ชีตาห์ที่ปกติไม่เคยเข้างานตรงเวลาก็ยังมาเสนอหน้าอยู่ด้วย
“ไหนมาเล่าซิ! เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง เล่ามาให้หมดเปลือกเลยนะ!” ชีตาห์พุ่งเข้ามาลากภัทรที่กำลังทำหน้าเด๋อด๋าเข้าไปในห้องทำงานทันที
หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งฟังอย่างตั้งใจจนจบ ชีตาห์ทำตาโตขนลุกซู่
“หัวหน้ากับตาแก่นั่นยังต้องก้มหัวให้เลยเหรอ? น่ากลัวชะมัด... หัวหน้าแกเป็นระดับ 3 ขั้นสมบูรณ์ที่ก้าวขาข้างหนึ่งข้ามกำแพงระดับ 4 ไปแล้วนะ ส่วนตาแก่คนนั้นฉันเคยได้ยินมาว่าอยู่ระดับ 4 ขั้นต้น ถ้าถึงกับต้องก้มหัวให้... ผู้หญิงคนนั้นต้องสูงกว่าระดับ 5 แน่ๆ ขนาดผู้ว่าฯ เมืองของเรายังแค่ระดับ 4 ขั้น 7 เองนะ!”
“ริน... นายภาคินนั่นมีสองธาตุเลยเหรอ?” ริศหันไปถามน้องสาวด้วยความกังวล
“ใช่ค่ะ” รินตอบพลางกอดอก “แต่ที่เตรียมวิทยาลัยเขาจะไม่ค่อยใช้ธาตุไฟเลย ปกติจะใช้แต่แรงโน้มถ่วง ซึ่งแค่นั้นก็มากพอจะสู้ชนะทุกคนแล้ว แต่เขาเคยใช้ตอนสอบปลายภาคกับหนูครั้งหนึ่ง... เพราะธาตุน้ำแข็งของหนูแพ้ทางธาตุไฟมากๆ แถมเวทมนตร์ผสานไฟกับแรงโน้มถ่วงก็น่ากลัวมากๆ ด้วยค่ะ”
“มิน่าล่ะ... ก็เห็นมีผมสีแดงเรืองแสงแถมบรรยากาศรอบตัวแปลกๆ เพราะแบบนี้เองสินะ” ริศพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันมาบีบไหล่ภัทร “แต่อย่าเพิ่งกลัวไปนะ พี่เชื่อว่าเราทำได้”
“หนูด้วย” รันพูดเสริมขณะกอด ‘เจ้าจิ๊ดริด’ หนูงานขนน้ำตาลแดงที่ถูกจับใส่ชุดกระโปรงสีแดงน่าเอ็นดู มันเคี้ยวขนมแก้มตุ่ยดูมีความสุขมาก
“แล้วภารกิจมาเมื่อไหร่เหรอ... ภัทร?” รินถามเสียงเบา ซึ่งทำให้เขาต้องแปลกใจเพราะเธอไม่เคยเรียกเขาด้วยชื่อห้วนๆ แบบนี้มาก่อน ที่ปกติจะเรียกนาย หรือคุณซะมากกว่า เธอเองก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัว เหมือนจะนึกเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาได้แล้วทำหน้ากระวนกระวายเล็กน้อย
“ภารกิจแรกมาแล้ว เอาไปอ่านซะ”
จู่ๆ หัวหน้าแว่นดำก็โผล่มาจากด้านหลังริศ พูดขึ้นพร้อมโยนม้วนกระดาษประทับตราครั่งสีทองให้ภัทร
“เวลาเตรียมตัวหนึ่งสัปดาห์ นายสามารถเบิกอุปกรณ์และยาได้มูลค่าไม่เกิน หนึ่งเหรียญทอง ไม่ต้องทำงานอื่นแล้ว รีบไปเตรียมตัวซะ ฉันว่าภารกิจนี้ไม่ง่ายเท่าไหร่”
สั่งจบ หัวหน้าก็เดินกลับเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว (เพื่อไปนอนต่อ) อย่างรวดเร็ว
“ยืนเหม่ออะไรอยู่ เปิดดิ๊! อยากรู้จะตายแล้ว!” ชีตาห์เร่งเร้า
“ได้ครับ” ภัทรคลี่ม้วนจดหมายออกอ่าน ตัวหนังสือสีทองลอยเด่นขึ้นมา
ภารกิจ: นำ ‘ไข่กลไก’ ออกมาจากรังของ ‘มดกระสุนยักษ์’
รายละเอียด: ให้ผู้เข้าแข่งขันเข้าไปในรังจำลองของมดกระสุนยักษ์ เพื่อนำไข่กลไกที่จัดเตรียมไว้ออกมาให้ได้ภายในเวลา 3 วัน นับจากการเข้าำปทำภารกิจ
ผู้เข้าแข่งขันต้องจัดการด้วยตัวเอง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบตลอดเวลา
สามารถใช้สิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ได้ ไม่เกินระดับมาตฐาน
ข้อห้าม: ห้ามใช้อุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการระเบิดรุนแรง เนื่องจากอาจทำให้ถ้ำถล่มได้
เกณฑ์ตัดสิน: ผู้ชนะคือผู้นำไข่กลไกออกมาได้ หากทำได้ทั้งคู่จะวัดจาก ‘เวลา’ ที่ใช้
หากไม่สามารถทำได้ในกำหนดเวลา หรือหมดสติ จะถูกปรับแพ้ทันที
หมายเหตุ: หากฉีกใบภารกิจนี้ขณะอยู่ในถ้ำ ระบบจะพาตัวออกมาทันที (ยอมแพ้)
ด้วยรัก... แอร์
ภัทรไม่เคยได้ยินเรื่องมดกระสุนยักษ์มาก่อน จึงหันไปถามคนอื่นแต่ต้องพบกับหน้าของชีตาห์ที่ทำหน้าน่ากลัว ริศและรินที่ทำหน้าซีดเผือด ส่วนรันก็ยังยิ้มแย้มไม่รู้เรื่องรู้ราว
ชีตาห์ได้สติก่อนเพื่อน “นี่มันกะจะฆ่านายชัดๆ เลยภัทร รังมดกระสุนยักษ์เลยนะ แค่ได้ยินฉันยังขนลุกซู่เลย นายไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวแค่ไหน มันเหมือนนายโดนคาถาที่ทำให้เจ็บปวด ‘สติโมโล กราวิส (Stimulo Gravis)’ แต่เจ็บไป 12 ชั่วโมงเลยล่ะ ฉันเคยโดนกัดครั้งหนึ่งยังเหมือนรู้สึกเจ็บอยู่เลย”
ริศอธิบายต่อ “นอกจากนี้มันยังไวต่อพลังเวทมนตร์มากๆ ด้วยเพราะพวกมันกินเวทมนตร์เป็นอาหาร ถึงโชคดีที่มันตาบอด และไม่ได้เคลื่อนที่เร็วนัก แต่ถ้าเผลอไปทำร้ายมันหรือเผลอร่ายเวทมนตร์ พวกมันจะปล่อยกลิ่นส่งสัญญาณพวกมันยกโขยงมารุมเธอเลยล่ะ”
“แม้แต่เวทมนตร์มาตรฐานผมยังร่ายได้ไม่ดีเลย ผมคงไม่ถูกพวกมันรุมเพราะเรื่องนี้หรอกมั้งครับ” ภัทรใจดีสู้เสือไว้ก่อน แต่หน้าตาก็ท่วมไปด้วยเหงื่อ
“แต่เธอก็ต้องเตรียมตัวให้ดี ฉันว่าเริ่มจากไปห้องสมุดก่อนดีมั้ย รินจะไปกับเธอด้วย”
รินตกใจหน้าแดงรีบปฏิเสธ “แต่ว่าหนู…”
“จริงเหรอครับ” ภัทรที่ทำหน้ากังวลยิ้มขึ้นมาทันที “ดีเลย ผมค่อนข้างกลัวที่นั่นนิดหน่อย ตอนนั้นผมได้ยินเสียงแปลกๆ กับผู้หญิงชุดขาวแปลกๆ ด้วย”
“เสียงแปลกๆ” ชีตาห์พูดหันมามองริศ
“ผู้หญิงชุดขาวแปลกๆ” ริศพูดหันมามองชีตาห์
ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรต่อ ภัทรก็เดินไปพร้อมรินแล้ว
“เฮ้ยเจ๊... ‘ผู้หญิงชุดขาว’ ที่ไอ้ภัทรพูดถึง หรือว่าจะเป็น...”
ริศพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียด “คงใช่... ท่านหญิงลงมาดูเขาด้วยตัวเอง แถมยังแอบไปเจอมาก่อนหน้านี้แล้วด้วย”
“มิน่าล่ะ ถึงได้โดนเพ่งเล็งขนาดนี้” ชีตาห์เกาหัวแกรกๆ “หวังว่าไอ้น้องชายมันจะรอดกลับมานะงานนี้”
ณ ห้องทำงานเก่าของหน่วยกบสามขา ที่บัดนี้ถูกยึดครองและเปลี่ยนสภาพไปจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้
ห้องส่วนตัวของหัวหน้าถูกปรับปรุงใหม่ให้หรูหราทันสมัย ผนังบุด้วยวอลล์เปเปอร์ลายวิจิตร เครื่องปรับอากาศเวทมนตร์รุ่นล่าสุดทำงานเงียบกริบ ส่งไอเย็นฉ่ำไปทั่วห้อง ตัดกับอากาศร้อนอบอ้าวภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ภาคิน ในชุดลำลองเนื้อดีที่ถูกตัดเย็บให้เข้ารูปพอดีตัว กำลังเอนกายลงบนเก้าอี้ทำงานบุหนังหนานุ่มเป็นพิเศษ สองเท้าของเขายกขึ้นพาดบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวเก่งของหัวหน้าอย่างไม่เกรงใจ
แม้ภายนอกจะดูเหมือนกำลังพักผ่อนอย่างเกียจคร้าน แต่ในมือของเขากลับถือหนังสือวิทยานิพนธ์เล่มหนาปกแข็งสีเขียวเข้ม
ชื่อเรื่องบนปกเขียนว่า ‘มดกระสุนและนิเวศวิทยาโดย คิมหันต์ ภมรพล ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงสังคม’
ดวงตาสีขี้เถ้ากวาดมองตัวอักษรอย่างรวดเร็ว สมองของเขาจดจำกฎและเงื่อนไขของท่านหญิงแอร์ แล้วนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลในหนังสือเพื่อวางแผนการที่รวดเร็วและไร้ที่ติที่สุด... เขาไม่ได้แค่ต้องการชนะ แต่เขาต้องการสร้าง ‘สถิติ’ ที่ไม่มีใครทำลายได้
แอ๊ด...
เสียงประตูเปิดออกขัดจังหวะความคิด ภาคินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงจดจ่ออยู่กับหน้าหนังสือ
“คุณพลัมคะ...”
เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขึ้น เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้นในชุดยูนิฟอร์มที่ถูกปรับแก้ให้กระชับสัดส่วน เรือนผมสีดำขลับตัดทรง ‘ฮิเมะคัท’ รับกับใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูไร้เดียงสาแต่แฝงความอันตราย
“นี่คือข้อมูลที่ฉันให้คนไปสืบดูมาว่า คู่แข่งของคุณ คณาภัทร ตอนนี้กำลังหาข้อมูลอยู่ที่ห้องสมุดค่ะ”
เธอวางแฟ้มเอกสารบางๆ ลงบนพื้นที่ว่างอันน้อยนิดบนโต๊ะที่สะอาดสะอ้าน
“ก็ปล่อยมันไปสิ” ภาคินตอบเสียงเรียบ พลิกหน้าหนังสือต่อไป “เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะต้องมารายงานเลย... อีกอย่าง อย่าเรียกชื่อเล่นฉันข้างนอก ฉันบอกกี่ครั้งแล้ว เมษา”
“ขอโทษค่ะ...” หญิงสาวที่ชื่อเมษายิ้มมุมปากเล็กน้อย “แต่ว่า... คุณหนูรินธิราก็ไปกับเด็กคนนั้นด้วยนะคะ”
ตุบ!
หนังสือในมือภาคินร่วงลงกระแทกพื้นทันที เมษาสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น ภาคินเงยหน้าขึ้นมองเธอช้าๆ ดวงตาสีขี้เถ้าที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กลับมีเปลวเพลิงสีแดงฉานหมุนวนอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้นจนน่าขนลุก
เขาเอื้อมมือไปหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่านผ่านๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนมันไปที่อีกด้านของโต๊ะอย่างไม่ไยดี
“เด็กเลือดสกปรก... พบตัวล่าช้า... รากวิญญาณเป็นศูนย์... หึ! คุณหนูรินธิราถ้าไม่ได้ตาบอด ก็คงจะโง่เต็มทน” ภาคินถอนหายใจยาว พยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธ
“เธออาจจะแค่สงสารก็ได้นี่คะ เหมือนตอนนั้น...” เมษาพยายามพูดปลอบ หรืออาจจะยุแยง
ภาคินขมวดคิ้ว เขาอ่านความคิดของลูกน้องสาวออกทะลุปรุโปร่ง
“ฉันรู้นะว่าเธอไม่ชอบรริศรา และกลัวว่ารินธิราจะมาแย่งตำแหน่งของเธอไป... แต่เธอก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่า ธาตุน้ำแข็งที่บริสุทธิ์และทรงพลังระดับนั้น ในประเทศเรามีไม่เกินสิบคน”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว
“ความจริงตระกูลของฉันเคยส่งแม่สื่อไปทาบทามแล้ว แต่พวกบ้านหลักตระกูลวารีรักษ์มันโง่เง่า... ขับเด็กพวกนั้นออกจากตระกูลหลักเพราะกลัวจะเสียอำนาจ ไม่อย่างนั้นตระกูลตกอับของพวกมันคงฟื้นฟูไปนานแล้ว”
เมษาก้มหน้าลงซ่อนแววตาไหววูบ ไม่กล้าสบตา
ภาคินมองท่าทีนั้นแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก เขารู้ดีว่าลึกๆ แล้วหญิงสาวตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่
“มานี่สิ...”
คำสั่งสั้นๆ นั้นทำให้ดวงตาของเมษาเป็นประกายขึ้นมาด้วยความดีใจเล็กๆ เธอเดินเข้าไปหาเขาอย่างว่าง่าย
ภาคินรวบเอวบางของเธอ ดึงร่างเล็กให้ลงมานั่งบนตักแกร่งของเขา มือหนาลูบไล้เส้นผมทรงฮิเมะคัทของเธอเบาๆ ก่อนจะดีดนิ้วหนึ่งครั้ง
ปัง!
ประตูห้องทำงานที่แง้มอยู่ ถูกพลังเวทมนตร์กระแทกปิดลง และลงกลอนแน่นสนิท... ตัดขาดโลกภายนอกออกจากบทสนทนาส่วนตัวของพวกเขา