กาลเวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับค่ำคืนอันเงียบงันนี้ถูกยืดออกไปไม่รู้จบ เปลวไฟบนตะเกียงน้ำมันสั่นไหวแผ่วเบา แสงสีส้มริบหรี่ทอดเงาอยู่บนผนังห้อง ภายในห้องพักอันเงียบสงัดของตำหนักโอสถ มีเพียงเสียงลมหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และเสียงลมยามราตรีที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นครั้งคราว
กระทั่งในที่สุด... เปลือกตาของอวี้หลานก็สั่นไหวเบา ๆ นิ้วมือที่วางอยู่ข้างลำตัวกระตุกเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาอันอ่อนล้าและหม่นมัวคู่นั้นจะค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพตรงหน้าในตอนแรกยังพร่าเลือน ราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบาง ๆ
ทว่าหลังจากผ่านไปไม่กี่อึดใจ ภาพเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น และสิ่งแรกที่เขามองเห็น ก็คือใบหน้าอันคุ้นเคยของอวี้เหวิน เด็กหนุ่มนั่งเงียบอยู่ข้างเตียง ไม่รู้เฝ้าอยู่เช่นนี้มานานเพียงใดแล้ว แสงจากตะเกียงส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา เผยให้เห็นแววเหนื่อยล้าที่ปิดซ่อนไว้ไม่มิด รวมถึงกลิ่นอายคมกล้าบางอย่าง ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
“เหวินเอ๋อร์...” อวี้หลานขยับริมฝีปากแห้งผากช้า ๆ น้ำเสียงแผ่วเบาและแหบพร่า
“เหตุใด... เจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
ภายในดวงตาที่เพิ่งฟื้นจากความพร่าเลือนยังเต็มไปด้วยความสับสน ความทรงจำสุดท้ายของเขาหยุดอยู่เพียงตอนที่ดื่มโอสถซึ่งฟ่านเจิ้นไห่มอบให้
หลังจากนั้น... ทุกสิ่งก็จมหายไปในความมืด ราวกับหลับใหลอยู่ในฝันอันยาวนาน เขาไม่รู้เลยว่าระหว่างที่ตนหมดสติไปนั้น ภายนอกเกิดเรื่องราวขึ้นมากเพียงใด
อวี้เหวินมองใบหน้าอันอิดโรยของบิดาเงียบ ๆ ประกายเย็นเยียบในดวงตาสีทมิฬค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่ง
เด็กหนุ่มยื่นมือออกไป ก่อนจะกุมมืออันหยาบกร้านของอวี้หลานเอาไว้แน่น มือคู่นั้นยังคงเย็นอยู่เล็กน้อย แต่สำหรับอวี้เหวินแล้ว ตราบใดที่ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นของชีวิต ทุกอย่างก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
“ท่านพ่อ...” เขาเอ่ยเสียงเบา
“ท่านหลับไปนานพอสมควร”
อวี้เหวินหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ
“แต่ไม่เป็นไรแล้ว”
“เรื่องที่ควรสะสาง ข้าสะสางเรียบร้อยแล้ว”
“ส่วนคนที่ควรชดใช้... ก็ได้รับผลของการกระทำไปแล้วเช่นกัน”
หลังจากนั้น อวี้เหวินจึงค่อย ๆ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อวี้หลานหมดสติไป น้ำเสียงของเขาเรียบสงบ มิได้เร่งรีบ และมิได้จงใจปกปิดสิ่งใด
เขาเริ่มตั้งแต่การค้นพบพิษที่สะสมอยู่ภายในร่างกายของอวี้หลาน การสืบสาวร่องรอยไปยังสมาคมการค้าฟ่าน รวมถึงแผนการลอบสังหารที่ถูกวางเอาไว้อย่างแยบยล หลายเรื่องราวถูกเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องของผู้อื่น
แต่ยิ่งอวี้เหวินเล่าต่อไปมากเท่าใด สีหน้าของอวี้หลานก็ยิ่งเปลี่ยนไปมากเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อได้รู้ว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา โอสถที่ตนดื่มเข้าไปด้วยความไว้วางใจ กลับเป็นต้นเหตุที่ค่อย ๆ กัดกร่อนร่างกายและจิตวิญญาณของตนทีละน้อย
และเมื่ออวี้เหวินเล่าถึงคืนแห่งการล้างบัญชีเลือด ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน อวี้หลานมิได้เอ่ยคำใดออกมา เพียงนั่งฟังอยู่เงียบ ๆทว่านิ้วมือที่วางอยู่บนผ้าห่มกลับกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะทุกความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมาล้วนเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด ฟ่านเจิ้นไห่ที่เขาเคยเชื่อใจ แท้จริงแล้วกลับเป็นผู้ที่ต้องการชีวิตของพวกเขาสองพ่อลูกมาตลอด
สีหน้าของอวี้หลานค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย จากความสับสน เป็นความตกตะลึง จากความตกตะลึง กลายเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะปกปิด
ดวงตาของชายวัยกลางคนเริ่มแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับต้องการเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน
“ปะ... เป็นไปได้อย่างไร...” อวี้หลานพึมพำเสียงแผ่ว แววตาเหม่อลอย
“เถ้าเเก่ฟ่านน่ะหรือ...”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาดูแลข้าเป็นอย่างดี”
“ยามข้าล้มป่วย เขาเป็นคนจัดหาหมอและโอสถ”
“ยามข้าหมดหวัง เขาก็เป็นคนยื่นมือเข้ามาช่วย”
ชายวัยกลางคนหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับเต็มไปด้วยความขมขื่น
“ข้าเคยคิดมาตลอดว่า... อย่างน้อยบนโลกใบนี้ ยังมีคนที่เห็นคุณค่าของข้าอยู่บ้าง”
“แต่ที่แท้...”
“ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงอย่างนั้นหรือ...”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ อวี้หลานก้มหน้าลงช้า ๆ สองมือกำแน่นอยู่บนผ้าห่ม ความเจ็บปวดที่เขารู้สึกในยามนี้ มิได้มาจากพิษมาร และมิใช่บาดแผลในร่างกาย หากแต่เป็นความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ ความจริงที่ทำให้เขาเข้าใจว่า คนที่ตนเคารพและสำนึกบุญคุณมาตลอดหลายปี แท้จริงแล้วกลับมองเขาเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น
อวี้หลานหลับตาลงช้า ๆ ภายในห้วงความคิด รอยยิ้มอันอ่อนโยนของฟ่านเจิ้นไห่ในวันวานยังคงปรากฏชัด เพียงแต่ยามนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นกลับทำให้เขารู้สึกหนาวเย็นอย่างบอกไม่ถูก
อวี้เหวินมองบิดาอยู่เงียบ ๆ ภายในดวงตาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เขาเข้าใจดีว่าความจริงข้อนี้ยากจะยอมรับ โดยเฉพาะสำหรับอวี้หลาน คนที่ใช้ชีวิตด้วยความซื่อตรงมาตลอด แต่บางเรื่องในโลกนี้ ต่อให้ไม่อยากยอมรับเพียงใด มันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี
เด็กหนุ่มค่อย ๆ กระชับมือของบิดาแน่นขึ้น ราวกับต้องการส่งความอบอุ่นให้อีกฝ่าย
“ท่านพ่อ” น้ำเสียงของเขานุ่มลงเล็กน้อย
“อย่าคิดถึงมันอีกเลย”
“คนตายไปแล้ว ต่อให้เสียใจเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้”
อวี้เหวินหยุดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุด คือร่างกายของท่าน”
“เมืองซูไห่ในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ข้าไม่วางใจให้ท่านอยู่ตามลำพัง”
อวี้เหวินมิได้ใช้น้ำเสียงแข็งกร้าว ทว่าอวี้หลานกลับรู้ดีว่า เด็กหนุ่มตัดสินใจเรื่องนี้ไปแล้ว
“อีกสองสามวัน เมื่ออาการของท่านดีขึ้น”
“ข้าจะพาท่านย้ายไปอยู่ที่ตำหนักมังกรเมฆา”
“เรือนศิษย์หลักของข้าค่อนข้างเงียบสงบ มีผู้คนคอยดูแล และปลอดภัยกว่าที่นี่มาก”
อวี้เหวินยิ้มบาง ๆ
“ต่อจากนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังอีกแล้ว”
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด”
เมื่อได้ยินคำของบุตรชาย อวี้หลานกลับส่ายหน้าเบา ๆ แววตาฉายความลังเลอยู่หลายส่วน
“เหวินเอ๋อร์...”
ชายวัยกลางคนทอดสายตามองไปรอบห้องพักที่คุ้นเคย
“พ่ออยู่ที่นี่มานานแล้ว”
“เรือนหลังนี้เก่าไปสักหน่อยก็จริง... แต่พ่อคุ้นชินกับมันเสียแล้ว”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“อีกอย่าง พ่อเป็นเพียงคนป่วยคนหนึ่ง”
“จะให้ย้ายเข้าไปอยู่ในเขตศิษย์หลักของสำนักใหญ่ เกรงว่าจะไม่เหมาะนัก”
“พ่ออยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”
อวี้เหวินฟังจนจบ ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ
“ครั้งนี้ไม่ได้”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นอย่างยิ่ง
“หากเป็นเรื่องอื่น ข้าอาจตามใจท่าน”
“แต่เรื่องนี้ไม่ได้”
อวี้หลานชะงักไปเล็กน้อย เพราะนานแล้วที่เขาไม่เคยเห็นสายตาเช่นนี้จากบุตรชาย
อวี้เหวินมองตรงเข้าสู่ดวงตาของบิดา ก่อนกล่าวต่อ
“ท่านเจ้าตำหนักไม่ได้กังวลโดยไร้เหตุผล”
“กลิ่นอายมารในช่วงนี้รุนแรงขึ้นจริง”
“แม้แต่ยอดฝีมือระดับเขายังต้องระวังอยู่ตลอดเวลา”
เด็กหนุ่มหยุดครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองร่างกายที่ยังอ่อนแอของอวี้หลาน
“ยิ่งกว่านั้น พิษมารในร่างของท่านยังไม่ได้ถูกกำจัดออกจนหมด”
“หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีกครั้ง...”
“ข้าจะไม่ยอมให้ท่านเสี่ยง”
คำพูดเหล่านั้นไม่ได้รุนแรง แต่กลับหนักแน่นกว่าครั้งใด
อวี้หลานนิ่งเงียบไป เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน มองดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง รวมถึงความเด็ดเดี่ยวที่มิอาจสั่นคลอนได้
สุดท้าย ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเผยรอยยิ้มอ่อน ๆ แล้วพยักหน้าช้า ๆ
“ก็ได้...”
“พ่อจะฟังเจ้า”
กาลเวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไป หนึ่งวัน... สามวัน... ห้าวัน... กระทั่งครบหนึ่งสัปดาห์ ทว่าเมืองซูไห่กลับมิได้กลับคืนสู่ความสงบดังที่ผู้คนคาดหวัง
ตรงกันข้าม บรรยากาศภายในเมืองกลับยิ่งอึมครึมลงทุกวัน โดยเฉพาะยามราตรี กลิ่นอายมารที่เคยปรากฏเพียงเลือนราง บัดนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับต่ำยังสามารถสัมผัสถึงความผิดปกติได้
เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้า ม่านหมอกสีม่วงคล้ำจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเหนือเมือง ในตอนแรกมันมีเพียงบางเบา ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน หมอกเหล่านั้นกลับหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ จนบางคืนแทบมองไม่เห็นแสงดาวบนฟากฟ้า
ผู้คนจำนวนมากเริ่มนอนไม่หลับ บางคนฝันร้ายติดต่อกันหลายคืน สัตว์เลี้ยงในบ้านแตกตื่นโดยไร้สาเหตุ แม้แต่บรรดาผู้ฝึกตนยังรู้สึกได้ถึงความอึดอัดบางอย่างที่กดทับอยู่ในอากาศ ราวกับมีสายตาที่มองไม่เห็นกำลังจับจ้องเมืองซูไห่จากที่ใดสักแห่ง
ไม่นานนัก ความผิดปกติที่เคยเป็นเพียงข่าวลือก็เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวเมืองบางคนเกิดอาการคลุ้มคลั่งอย่างไร้สาเหตุ ดวงตาแดงก่ำ สติเลือนราง บางรายถึงขั้นทำร้ายคนในครอบครัวของตนเองราวกับไม่รู้จักกัน
แม้แต่ศิษย์ของสำนักต่าง ๆ ก็เริ่มมีผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ฝึกตนที่เคยสงบนิ่งกลับอารมณ์แปรปรวนผิดปกติ บางคนเก็บตัวเงียบไม่ยอมพบผู้ใด บางคนกลับดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่สูญเสียการควบคุม
และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า... คือการหายตัวไปของผู้คน แทบทุกคืนจะมีข่าวคนสูญหายเกิดขึ้นหนึ่งหรือสองราย บางคนหายไปจากเรือนพักของตนเอง บางคนหายไประหว่างเดินทางกลับบ้าน
เมื่อผู้คนออกตามหา สิ่งที่พบกลับมีเพียงคราบเลือดและกลิ่นอายมารที่ยังไม่จางหาย ความหวาดกลัวเริ่มแผ่ขยายไปทั่วทั้งเมืองซูไห่ ร้านรวงจำนวนมากปิดกิจการตั้งแต่ยามเย็น ท้องถนนที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด หลังดวงตะวันลับขอบฟ้า แทบไม่มีผู้ใดกล้าออกจากเรือนอีก
“ช่วงนี้มันผิดปกติเกินไปแล้ว...”
“คนหายทุกคืนเช่นนี้ หรือจะมีมารปรากฏตัวจริง ๆ ?”
“ข้าอยู่เมืองซูไห่มาสามสิบปี ไม่เคยเห็นเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย...”
เสียงกระซิบและข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมเมือง
ยิ่งวันเวลาผ่านไป ความหวาดวิตกก็ยิ่งฝังรากลึกลงในจิตใจของผู้คน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ตำหนักมังกรเมฆาและจวนเจ้าเมืองจำต้องยกระดับมาตรการป้องกันขึ้นอีกหลายเท่า กองกำลังทหารเกราะเหล็กถูกส่งออกลาดตระเวนตลอดทั้งวันทั้งคืน ผู้คุมกฎชุดขาวปรากฏตัวอยู่แทบทุกหัวมุมถนน
แม้กระทั่งค่ายกลพิทักษ์เมืองซึ่งไม่เคยถูกเปิดใช้งานมานานหลายปี ก็ถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้งแสงอักขระสีทองส่องประกายอยู่เหนือกำแพงเมืองตลอดยามราตรี
ทว่า... ยิ่งมาตรการป้องกันเข้มงวดมากเท่าใด ผู้คนกลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้นเพราะทุกคนต่างเข้าใจดีว่า หากสถานการณ์ยังอยู่ในขอบเขตควบคุม จวนเจ้าเมืองย่อมไม่มีทางเคลื่อนไหวใหญ่โตถึงเพียงนี้
ราวกับพายุลูกหนึ่งกำลังก่อตัวอยู่หลังเส้นขอบฟ้า และกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เมืองซูไห่ทีละน้อย
กระทั่ง... กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงเช้าวันหนึ่ง
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้า เมืองซูไห่ทั้งเมืองตกอยู่ในความเงียบงันอันกดดัน ตลอดหลายวันที่ผ่านมา กลิ่นอายมารยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกค่ำคืน จนผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า วันนี้คงเป็นวันที่ภัยพิบัติจะปะทุขึ้นอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นจวนเจ้าเมือง ตำหนักมังกรเมฆา หรือสำนักต่าง ๆ ภายในเมือง ทุกฝ่ายต่างเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มกำลัง
แม้แต่อวี้เหวินก็ยังกุมกระบี่สีเงินไว้แน่นสายตาจับจ้องท้องฟ้าอยู่ตลอด
ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน เมื่อแสงอรุณสาดลงสู่ผืนดิน ม่านหมอกสีม่วงดำที่ปกคลุมเมืองซูไห่มาหลายวัน กลับค่อย ๆ สลายหายไป กลิ่นอายมารอันเย็นเยียบที่เคยแทรกซึมอยู่ในอากาศ ก็จางหายไปพร้อมกัน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีอสูรมารปรากฏตัว และไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นราวกับทุกสิ่งที่ผู้คนเฝ้าหวาดกลัวมาตลอดหลายวัน ไม่เคยมีอยู่จริง
ภายในเวลาไม่นาน ท้องฟ้ากลับคืนสู่สีครามสดใส แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมายังเมืองซูไห่อีกครั้ง สายลมพัดเอื่อยอ่อน อากาศบริสุทธิ์สดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาตลอดหลายวัน ทุกสิ่งดูปกติ ปกติจนน่าประหลาด
ทั่วทั้งเมืองซูไห่ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ เหล่าทหารบนกำแพงเมืองต่างมองหน้ากันไปมา ผู้คุมกฎและศิษย์ของสำนักต่าง ๆ ก็มีสีหน้าไม่ต่างกันนัก ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์จะจบลงในลักษณะเช่นนี้
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่...”
“กลิ่นอายมารหายไปไหนหมดแล้ว?”
“หรือพวกมันจะล่าถอยไปแล้วจริง ๆ ?”
“หรือมีผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดลงมืออยู่เบื้องหลัง?”
เสียงสนทนาดังขึ้นเป็นระยะ แฝงไว้ด้วยความสับสนและไม่แน่ใจ
เพราะต่อให้พวกเขาเฝ้าระวังมาตลอดหลายวัน ก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหตุใดทุกอย่างจึงหายไปอย่างกะทันหันเช่นนี้
ทว่า... ในขณะที่คนส่วนใหญ่เริ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยอดฝีมือระดับสูงจำนวนหนึ่งกลับมิได้รู้สึกเช่นนั้น
บนระเบียงตำหนักมังกรเมฆา อวี้เหวินยังคงยืนมองท้องฟ้าเบื้องบนอย่างเงียบงัน ดวงตาสีทมิฬหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
ส่วนไป๋เหวินเทียนที่อยู่ไม่ไกลนักก็ขมวดคิ้วแน่นไม่ต่างกัน เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า ในโลกของผู้ฝึกตน เรื่องผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนั้นน่ากังวล แต่เรื่องผิดปกติที่หายไปอย่างกะทันหันกลับน่ากังวลยิ่งกว่า
สายลมยามเช้าพัดผ่านเมืองซูไห่อย่างแผ่วเบา ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอก ทุกสิ่งดูสงบอย่างยิ่ง
สงบ... จนน่าผิดปกติ