หลังจากสินค้าถูกขายหมดเกลี้ยงแผงภายในเวลาอันรวดเร็วจางซิ่วอิงจึงพับเก็บผ้าปูไว้ในกระเป๋าผ้าอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินดูสินค้าอื่นที่ขายอยู่ภายในตลาดมืดแห่งนี้สักเล็กน้อยแล้วเดินออกมา
ร่างบางเดินตรงไปยังร้านขายผ้าที่อยู่ไม่ไกลซึ่งเป็ร้านที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ เสื้อผ้าสำเร็จรูปรวมถึงผ้าม้วนมากมายวางเรียงรายละลานตาเต็มไปหมด
“สวัสดีค่ะ ฉันมาดูชุดสำเร็จรูปสักสองชุดพอจะแนะนำให้ได้หรือไม่คะ?”เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เปล่งออกไปไม่ดังไม่เบาทั้งใบหน้าของหญิงสาวยังค่อนข้างเป็มิตรไม่ต่างจากตอนขายของในตลาดมืด ไม่มีคำไหนที่เธอพูดไม่ดีกับพนักงานคนนี้ด้วยซ้ำเธอมั่นใจ
แต่ทว่าคำตอบที่ได้รับจากพนักงานของร้านและท่าทางเหยียดหยามของพนักงานที่มีต่อเธอนั้นทำให้จางซิ่วอิงกรุ่นโกรธจนแทบพ่นไฟออกมาเผาหญิงร่างใหญ่ตรงหน้าให้มอดไหม้
“นั่นน่ะ! ดูเอาสิ!!!”พนักงานร่างท้วมตอบค่อนข้างห้วน ขณะนิ้วเรียวชี้มั่ว ๆไปยังกองผ้าที่อยู่มุมในสุดของร้าน สายตาที่มองหญิงสาวชาวบ้านชนบทนั้นไม่ได้มีความยินดีอยู่แม้แต่น้อยยิ่งเห็นเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เธอใส่ยิ่งรู้สึกรังเกียจ
จางซิ่วอิงพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกเพราะเธอก็พอเข้าใจได้ว่าเธออยู่ในชุดที่ออกจะเก่าทั้งยังปะชุนอยู่หลายจุดพนักงานคงกลัวว่าเธอจะมาดูเล่น ๆ แล้วไม่ซื้อก็ได้จึงตอบรับกลับไปอย่างสุภาพเช่นเคย “ค่ะขอเลือกสักครู่นะคะ”
หญิงสาวเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของร้านที่มีกองผ้าสีไม่สดใสเท่าใดนักกองสุมกันอยู่ไม่ได้มีการพับให้เรียบร้อยน่าซื้อแต่อย่างใด แต่จนแล้วจนรอดเธอยืนเลือกเสื้อผ้าอยู่นานก็ยังไม่ถูกใจเพราะเนื้อผ้าแต่ละตัวนั้นค่อนข้างหยาบ และคงใส่ไม่สบายตัวอย่างแน่นอน
สามีของเธอทำงานเป็ทหาร เขาเสียสละร่างกายเพื่อให้ภรรยาอย่างเธอได้อยู่สบายพอเขากลับมาก็อยากให้เขาอยู่ในที่ดี ๆ ทานอาหารอร่อย ใส่เสื้อผ้าใหม่เนื้อดีให้สบายกายสักหน่อยเป็การตอบแทน
“ไม่ทราบว่ามีที่เนื้อผ้าดีกว่านี้สักหน่อยหรือเปล่าคะ?คือฉันคิดว่า…”
ยังไม่ทันที่จางซิ่วอิงจะกล่าวจบประโยคพนักงานกลับโต้ตอบเธอขึ้นมาด้วยเสียงที่ดัดจนแหลมเล็กที่ดังไปทั่วทั้งร้านจนลูกค้าที่เลือกอยู่มุมอื่น ๆ ให้ความสนใจ และกลายเป็จุดรวมสายตาภายในเวลาอันรวดเร็ว
“โอ๊ยนี่หล่อน!! ผ้าเกรดต่ำพวกนั้นน่ะเหมาะกับหล่อนที่สุดแล้วจ๊ะ!จะอยากดูผ้าเนื้อดีไปทำไมกัน ในเมื่อก็ไม่รู้จะมีปัญญาซื้อหรือเปล่าน่ะ!!”
เธอพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสียสายตาที่มองลูกค้าหญิงชนบทจน ๆ ตรงหน้านั้นดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบังปากหนาทาเคลือบด้วยชาดสีแดงฉานบิดยิ้มร้ายก่อนจะเบะปากด้วยความรังเกียจลูกค้าจน ๆ ที่เอาแต่ถามนั่นนี่ไม่เลิก
จางซิ่วอิงสูดหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้เธอไม่อยากตัดสินร้านนี้เพราะแค่พนักงานต่ำตมเพียงแค่คนเดียวจึง้าพูดคุยกับคนดูแลร้านสักหน่อย อย่างไรเธอเชื่อว่าเธอคงไม่ใช่ลูกค้าคนแรกที่โดนดูถูกดูแคลนเช่นนี้
“ค่ะ!! ฉันขอคุยกับผู้จัดการร้านด้วยค่ะ”แม้น้ำเสียงของหญิงสาวจะไม่ได้เป็มิตรอย่างในตอนแรก แต่ก็นับว่ายังคงความสุภาพไว้อยู่มากทีเดียว
“ฉันนี่แหละ!!ผู้จัดการร้านที่หล่อนถามหา น้ำหน้าอย่างหล่อนลำพังเสื้อผ้าเกรดต่ำราคาถูกกองนั้นยังไม่แน่ว่าจะมีปัญญาซื้อแล้วจะถามหาที่ดีกว่านี้อีก คิดว่าตัวเองเป็ใครกัน ห๊า!!”
ร่างอวบอัดของผู้จัดการร้านวัยสามสิบสองยืนประจัญหน้ากับลูกค้าเื่มากอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัวสองมือกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างเหนือกว่า ปรายตามองร่างผ่ายผอมราวกับขาดสารอาหารอย่างดูถูก
ก็แค่นังบ้านนอกคนหนึ่ง จะมีปัญญาซื้อสักกี่ตัวกันเชียวชิ!
“เหอะ! ฉันก็เป็ลูกค้าธรรมดาคนหนึ่งนี่ล่ะค่ะและดูจากท่าทางของผู้จัดการร้านแล้ว ฉันคิดว่าฉันควรไปซื้อร้านที่เขาเต็มใจขายและไม่มีผู้จัดการร้านมารยาททรามแบบร้านนี้จะดีกว่า”
ร่างบางพูดตอบเสียงสั่นเครือ ดวงตาจ้องเขม็งด้วยความกรุ่นโกรธในกายอัดแน่นจนแทบะเิออกมาอยู่รอมร่อสายตาหลายคู่ที่มองมายังจุดที่เธอยืนอยู่ทำให้จางซิ่วอิงพยายามระงับอารมณ์ไม่เดินไปตบนางมนุษย์ป้าหน้าเมือกนี่
พลันคิดในใจว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดในยุคของเธอสาวสองเืนักสู้อย่างลมหนาวไม่มีทางปล่อยให้คนปากแบบนี้มาตวาดเธอได้อยู่สงบสุขแน่เห็นทีต้องได้ตบตีกันสักยกแน่นอน แต่ด้วยกฎหมายในตอนนี้เป็เหตุให้ลมหนาวในร่างของหญิงชนบทร่างผอมบางจำต้องกลืนความกรุ่นโกรธลงท้องไปให้หมด
แม้จางซิ่วอิงรู้สึกไม่พอใจอย่างถึงที่สุดแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรไปมากกว่านี้มารยาททรามขนาดนี้เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าร้านนี้จะใหญ่โตได้อีกนานแค่ไหนคิดเพียงเท่านั้นร่างบางจึงเดินสะบัดหน้าออกมาก่อนจะเดินต่อไปอีกราวยี่สิบเมตรก็เจอร้านผ้าขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีคนสนใจมากนัก
ที่นี่เป็ร้านเล็กที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างอับสายตาภายในร้านมีพนักงานชายหนึ่งคนที่กำลังเคลื่อนย้ายม้วนผ้าขนาดใหญ่ กับพนักงานสาวที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงสินค้าอยู่
จางซิ่วอิงจึงเดินเข้าไปยังด้านหนึ่งของร้านที่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบแม้จะมีแบบที่ค่อนข้างล้าสมัยและตัวเลือกน้อยกว่าร้านใหญ่เมื่อครู่แต่ก็นับว่าการจัดเรียงอย่างใส่ใจของร้านนี้ดึงดูดความสนใจจากร่างบางได้มากทีเดียว
ในขณะที่มือเรียวกำลังลูบเนื้อผ้าอยู่นั้นหญิงสาวที่กำลังจัดสินค้าอยู่อีกด้านก็เดินเข้ามาหาลูกค้ารายแรกของวันพลางเริ่มบทสนทนาอย่างกระตือรือร้น
“สวัสดีค่ะ ้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบไหนสอบถามได้นะคะ”
เสียงใสทั้งสุภาพและอ่อนน้อมแตกต่างจากที่เจอมาก่อนหน้านี้ทำให้อารมณ์ของลูกค้าสาวค่อยๆ สงบลง จางซิ่วอิงหันไปเผชิญหน้ากับเ้าของน้ำเสียงเป็มิตรนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนไม่ต่างกัน
“คุณคือเถ้าแก่เนี๊ยเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ ฉันพึ่งมารับ่ต่อร้านนี้จากคุณแม่ได้เพียงเดือนเดียวบางอย่างในร้านอาจจะยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก หากหาอะไรไม่เจอก็สอบถามฉันก่อนได้เลยนะคะ”พูดจบไม่ลืมส่งยิ้มให้ลูกค้าอย่างที่ได้รับสั่งสอนมา
เป็เพราะปัญหาสุขภาพของคุณแม่ เธอจึงต้องมารับ่ต่อทันทีหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยโดยนับั้แ่วันแรกเธอต้องเรียนรู้เองทุกอย่าง แม้ผู้เป็มารดาจะคอยให้คำปรึกษาแต่หญิงสาวคิดว่าหากมีมารดามาคอยสอนงานอย่างใกล้ชิดบางทีเธออาจจะทำได้ดีกว่านี้ก็เป็ได้
“เลือกก่อนได้เลยนะคะ เสื้อผ้าทุกชิ้นสามารถลองก่อนได้ และหากซื้อเยอะฉันลดให้พิเศษเลยล่ะค่ะ”เยว่ผิงอันกล่าวต่อพร้อมคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้กับลูกค้า คำพูดต่าง ๆล้วนเป็สิ่งที่แม่เธอสั่งสอนและกำชับให้เธอปฎิบัติอย่างเคร่งครัดแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยังไม่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเสียที จนทุนที่มีเริ่มร่อยหรอเต็มทีและเธอเองก็เริ่มท้อแท้แล้วเช่นกัน
จางซิ่วอิงยิ้มรับอย่างพึงพอใจดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบกายครั้งหนึ่ง ร้านนี้ต่อให้อยู่ในทำเลไม่โดดเด่นแต่ทว่าร้านกลับสะอาดสะอ้าน สินค้าเรียงรายเป็ระเบียบเรียบร้อยน่าซื้อหาทั้งที่มีคนดูแลร้านอยู่แค่สองคนแถมเ้าของร้านยังปฎิบัติกับลูกค้าเป็อย่างดีไม่ได้มีท่าทีรังเกียจที่เธอเห็นแค่หญิสาวจากชนบท
พลันปรากฏรอยยิ้มเ้าเล่ห์ขึ้นบนใบหน้าของจางซิ่วอิงในทันที
“คุณอยากขายดีหรือเปล่า?”
“ก็ต้องอยากสิคะ”เยว่ผิงอันแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ยอมรับไปตามตรงอย่างไม่ลังเล ทำการค้าใครบ้างไม่อยากขายดี
“ถ้าอย่างนั้นฉันมีสินค้ามาให้คุณขายค่ะ่แรกฉันจะฝากวางขายก่อนและแบ่งให้คุณยี่สิบเปอร์เซ็น ขายได้ก็ค่อยเอาเงินมาให้ฉัน”
ขณะพูดใบหน้าได้รูปกลับมารอยยิ้มมั่นใจอยู่เสมอแววตาของหญิงสาวนั้นทอประกายมุ่งมั่นกว่าครั้งไหน
“แล้วสินค้าที่ว่านั่นคือ…”เธอจำเป็ต้องรู้เสียก่อนเพื่อจะได้ตัดสินใจถูก
แต่ทว่าจางซิ่วอิงเลือกที่จะไม่ตอบอีกฝ่ายไปตามตรงเพราะเธอต้องขอกลับไปดูของในมิติก่อนว่าพร้อมนำออกมาขายจำนวนมากหรือไม่เธอจำต้องคัดสินค้าเพื่อไม่ให้ดูล้ำสมัยมากเกินไป
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันเอามาให้คุณดูค่ะ ส่วนคุณพอใจจะรับหรือไม่ก็ค่อยตกลงกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ก็ไม่สายคุณเห็นว่าอย่างไรคะ?”
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ ตกลง ฉันชื่อผิงอัน แซ่เยว่ค่ะ”หญิงสาวหัวสมัยใหม่อย่างเยว่ผิงอันไม่รอช้ายื่นมือไปตรงหน้าเพื่อทำความรู้จักหญิงสาวที่อาจจะเป็หุ้นส่วนธุรกิจในวันข้างหน้าของเธอซึ่งเยว่ผิงอันนั้นรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวอย่างบอกไม่ถูกยิ่งได้เห็นรอยยิ้มและแววตาทอประกายนั่นเธอยิ่งรู้สึกอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ เสียแล้ว
“ฉันจางซิ่วอิงค่ะ อายุสิบหก”จางซิ่วอิงยื่นมือที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกไปจับมือนิ่มตรงหน้าเธอไม่รู้หรอกว่าปกติคนที่นี่แนะนำตัวกันอย่างไรแต่เธอเลือกที่จะบอกอายุก่อนเพื่อจะได้เรียกถูก
“อ่า อย่างนั้นเธอต้องเรียกฉันว่าพี่เยว่ล่ะสิ”
เยว่ผิงอันปีนี้อายุยี่สิบสี่ปีแล้วซึ่งจะนับว่าเป็สาวเทื้อก็ไม่ผิดนัก แต่เธอคิดว่าหากมีการศึกษาที่ดีและสองมือที่ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้การมีสามีก็ไม่ได้จำเป็ขนาดนั้น อีกอย่างเธอยังไม่เจอผู้ชายที่ดีพอน่ะสิ
“ยินดีค่ะ พี่สาวเยว่”
จางซิ่วอิงยิ้มหว้างจนตาหยีให้กับพี่สาวคนใหม่ก่อนจะขอตัวเดินเลือกเสื้อผ้าที่้าเธอเลือกเสื้อผ้าคุณภาพปานกลางที่ค่อนข้างหนาหน่อยเพราะอีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ซึ่งมีของเธอสองชุดและของสามีอีกสองชุดซึ่งกะขนาดเอาจากความทรงจำเลือนรางก่อนจะจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้านไปอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงสิ่งที่จะทำในวันพรุ่งนี้ก็รู้สึกอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีก