ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 29 สู่สถาบันเทพราชัน

            หลังจากที่ทุกคนรอได้ไม่นานสอง ผู้สูงศักดิ์จากราชวงศ์ที่จะเข้าร่วมการประลองครั้งนี้   ก็ได้เดินทางมาภายในลานค่ายกลแห่งนี้ เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์และเฟิ่งหวงหยางชุน สองผู้ชิงตำแหน่งรัชทายาทที่ยังไม่ยอมทะลวงสู่ชนชั้นราชันเพราะต้องการเข้าสู่แดนเทพรกร้างมาตั้งแต่ก่อนที่จะรู้ว่าเรื่องราวในนิยาย

            ตามนิยายนั้นกว่าที่ราชวงศ์โชติช่วงจะรู้เรื่องของแดนจันทราโลหิต ก็คือภายในแดนเทพรกร้างนั่นเอง ในนิยายกล่าวไว้ว่าในระหว่างที่ผู้คนที่เข้าไปแสวงหาโชคภายในแดนเทพรกร้าง ได้พบเจอเข้ากับสมาชิกจากแดนจันทราโลหิต จากนั้นแดนจันทราโลหิตก็เริ่มสังหารผู้คนที่เข้าไปในนั้นพร้อมๆ กับที่เดินทางไปยังสถานที่ผนึกชนชั้นเทวะในอดีตของราชวงศ์ราชันโลหิตในอดีต

            แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ผู้ที่ต้องการจะเข้าไปยังแดนเทพรกร้างครั้งนี้ต่างรับรู้ถึงสถานการณ์ที่อาจจะต้องปะทะกับแดนจันทราโลหิตเป็นอย่างดี นั่นหมายความว่าแต่ละคนนอกจากที่จะต้องการไปแสวงโชคแล้วยังพร้อมที่จะเสี่ยงสำหรับการต่อสู้ที่อาจถึงแก่ชีวิตภายในแดนเทพรกร้าง

            “จำนวนผู้เข้าร่วมครั้งนี้จากทวีปลมปราณฟ้าน้อยยิ่งนัก” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวในขณะที่มองไปรอบๆ ลานที่ทางราชวงศ์ได้จัดให้ ในครั้งก่อนๆ ผู้ที่เข้าร่วมสมัครเพื่อไปยังแดนเทพรกร้างจำนวนน้อยที่สุดก็หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นคน แต่คราวนี้กลับมีเพียงหลักร้อยเท่านั้น แต่ว่าในขณะเดียวกันถึงแม้จำนวนจะน้อย แต่ว่าแต่ละคนเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น

            “เฮอะ!! พวกที่ไม่ยอมมาก็มีแต่พวกขี้ขลาดตาขาวเท่านั้นคงจะกลัวที่ต้องต่อสู้กับแดนจันทราโลหิตอย่างแน่นอน” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวเสียงแข็ง ตัวเขาย่อมไม่สนผู้อ่อนแอที่ขี้ขลาดตาขาว หวาดกลัวความตายทั้งๆ ที่หากในแดนเทพรกร้างราชวงศ์โชติช่วงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกตระกูลระดับสูงและตระกูลระดับกลางย่อมไม่ปลอดภัย ไม่แน่พวกนั้นอาจจะคิดว่าปล่อยให้แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ต่อสู้กันไปใครชนะก็เข้ากับฝ่ายนั้นอย่างแน่นอน

            “ช่างมันเถอะมีจำนวนเท่านี้ ทวีปอื่นๆ เองก็คงไม่ต่างกัน ก็ดีการคัดเลือกจะได้จบโดยไว” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว จากนั้นนางก็หันไปหามหาราชครูที่เดินตามมาทีหลัง

            “ดูจากจำนวนคนแล้วก็มีเพียงเท่านี้ ท่านมหาราชครู ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติได้เลย” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว เมื่อมหาราชครูได้ยินคำสั่งจากเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ก็ได้ลงมือในการกระตุ้นค่ายกลทันที

    ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ ถูกสร้างขึ้นโดยพลังของชนชั้นเทวะ เพราะชนชั้นเทวะนั้นมีพลังในการแทรกแซงมิติอยู่ในระดับหนึ่ง ยิ่งหากเป็นภายในมิติเดียวกันการจะแทรกแซงมิติเพื่อย่นระยะทางนั้นย่อมสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และผู้ที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาก็คือองค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชติช่วง ผู้เป็นถึงชนชั้นราชันเทวะนั่นเอง

            เมื่อค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติถูกกระตุ้นโดยมหาราชครู ก็ได้เกิดแสงสว่างสีแดงเกิดขึ้นรอบๆ ลานที่ผู้คนต่างมารอกัน จากนั้นร่างของพวกเขาก็ได้หายไป ถูกส่งข้ามมิติอย่างรวดเร็ว

            ..

            หลังจากที่แสงสีแดงสว่างออกมาแล้วหายไป คนที่อยู่ภายในแสงนั้นต่างก็ลืมตาขึ้นมาพบว่าสถานที่ที่ตนเองนั้นอยู่บรรยากาศต่างไปในตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ที่ลานกว้างภายในเขตของราชวงศ์อีกต่อไป แต่กลับอยู่ในลานกว้างของอีกสถานที่หนึ่งแทน บรรยากาศภายในนั้นไม่ได้มีความร้อนแรงอันเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์โชติช่วง แต่กลับมีบรรยากาศที่เบาสบาย แต่ภายในกับมีลมปราณที่หนาแน่นเหมาะแก่การฝึกยุทธ์ยิ่งนัก สมกับเป็นบรรยากาศของสถาบันศึกษาที่อยู่ในระดับแสดงศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

            “ยินดีต้อนรับตัวแทนจากทวีปปราณฟ้า สู่สถาบันเทพราชันเขตที่หก ข้าหยางหยาง เป็นตัวแทนจากสถาบันเพื่อต้อนรับทุกท่าน ขอให้ทุกท่าน แจ้งนามแก่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนของทุกคน จากนั้นจะมีคนของสถาบันนำทางทุกท่านไปยังที่พัก การคัดเลือกจะจัดขึ้นในอีกสามวันหลังจากนี้” หยางหยางหรือรองผู้อำนวยการสาขาที่สาม ผู้ที่เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิขั้นสูง เขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้มาต้อนรับคนจากทวีปลมปราณฟ้า

            จากนั้นคนแต่ละคนต่างยืนยันตัวตนของตนเองต่อเจ้าหน้าที่ลงทะเบียน ส่วนมากนั้นก็จะเป็นชื่อ และสังกัดพรรคคล้ายๆ กับตอนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการประลองล่าสัตว์อสูร ภายในการลงทะเบียนแต่ละคนจะได้รับป้ายที่ต่างกัน มีทั้งหมดสี่อันคือ ป้ายทองแดง ป้ายเงิน ป้ายทองคำ ป้ายหยก ป้ายหยกขาว ห้าระดับแต่ละระดับนั้นบ่งบอกถึงภูมิหลังและระดับพลังของผู้ที่ได้รับป้ายนั้น ตัวแทนจากราชวงศ์ย่อมต้องได้ป้ายหยกขาวที่เป็นระดับสูง ป้าหยกขาวจะสามารถเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ได้มากกว่า รวมถึงได้รับบริการจากสถาบันเทพราชันมากกว่า ในขณะที่ป้ายทองแดงนั้นจะได้รับการเข้าถึงที่จำกัด

            “อูหลินเฟิง จากตระกูลอู” อูหลินเฟิงก็ได้เข้าไปยังจุดลงทะเบียนเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาได้กลับคืนมานั้นก็คือป้ายหยกขาว อันเป็นระดับสูงสุด ‘ป้ายหยกขาว?’ อูหลินเฟิงคิดอย่างแปลกใจ

            “พวกท่านให้ข้าผิดหรือไม่” อูหลินเฟิงถามอย่างแปลกใจที่ป้ายของตนเองเป็นป้ายหยกขาว 

            “ไม่นะขอรับคุณชาย หลังจากที่เราลงลงชื่อของท่านไปในระบบของเรา ข้อมูลจากสถาบันเทพราชันได้เขียนว่าให้มอบป้ายหยกขาวแก่ท่าน” เจ้าหน้าที่ดูชื่อของอูหลินเฟิงอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะแปลกใจที่คนจากตระกูลระดับกลางได้ป้ายหยกขาวแต่ว่า ภายในระบบของสถาบันเทพราชันกลับเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน 

            “งั้นหรือ” หลังจากนั้นอูหลินเฟิงก็เดินออกไปจากจุดลงทะเบียนและกลับไปยังกลุ่มของตน เขาพบว่านอกจากตนเองแล้วไม่มีผู้ใดที่ได้ป้ายหยกขาวอีก  แม้แต่ จงหมิ่น เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา เสวี่ยหานเอ๋อร์ และ กู่ซือเอิน ทุกคนต่างได้รับป้ายหยก อูหมินจิงและถงต้าเหวยได้ป้ายทอง กวนซ่างซีและลี่เจียงได้ป้ายเงิน

            “ดูพวกเจ้าสิต่างได้รับป้ายทอง มีเพียงข้ากับกวนซ่างซีที่ได้รับป้ายเงิน” ลี่เจียงกล่าว ราวกับน้อยใจ

            “ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นลูกศิษย์ของสิบยอดสำนัก แต่เป็นเพียงศิษย์สายในเท่านั้น อีกทั้งพื้นเพของตระกูลเราเป็นเพียงแค่ตระกูลระดับกลางเท่านั้น พวกเขาจะให้ป้ายเงินก็ไม่แปลก” กวนซ่างซีกล่าว หลังจากวิเคราะห์ผู้ที่ได้รับป้ายแต่ละแบบ 

            “อะไรกัน!! นี่เจ้าถึงกับได้ป้ายหยกขาวเชียวหรือ” ถงต้าเหวยกล่าวหลังจากที่เห็นว่าอูหลินเฟิงเดินกลับมาพร้อมกับป้ายหยกขาว ทำให้คนๆอื่นมองไปยังป้ายในมือของอูหลินเฟิงอย่างแปลกใจ มีเพียงจงหมิ่นและเซี่ยชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่ไม่แปลกใจ จงหมิ่นนั้นรู้อยู่แล้วเพราะอูหลินเฟิงเป็นคนบอกเอง ส่วนเซี่ยชิงเอ๋อร์เคยให้สัญลักษณ์ตระกูลเนี่ยตอนที่อูหลินเฟิงกลืนวิญญาณของมังกรเหมันต์ 

            “หมายความว่าอย่างไรกัน? ผู้ที่ได้ป้ายหยกขาวจะเป็นคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นนี่” กวนซ่างซีกล่าวอย่างแปลกใจ 

            “ก็เพราะว่าเจ้านี่ มีสายเลือดของตระกูลเนี่ยยังไงละ ถึงได้มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง” จงหมิ่นเป็นผู้อธิบาย เรื่องที่อูหลินเฟิงเป็นสายเลือดของตระกูลเนี่ยนั้น ถึงแม้ว่าอูหลินเฟิงจะแสดงสัญลักษณ์ของตระกูลเนี่ยออกไปถึงสี่ครั้ง แต่ว่าแต่ละครั้งกลับมีผู้พบเห็นไม่เยอะ คนที่เห็นหากไม่ตายคนคนนั้นก็มักจะเป็นพวกเดียวกันที่ไม่นำเรื่องนี้ไปบอกต่อ ขนาดตอนที่เขาโชว์สัญลักษณ์ของตระกูลเนี่ย ออกมาภายในตระกูลโอวหยาง ผู้ที่เห็นอย่างชัดเจนก็มีเพียงโอวหยางชิงหยาง เสวี้ยเจ๋อ กงซุนเมิ่ง เท่านั้น คนตระกูลโอวหยางผู้อื่นต่างกำลังต่อสู้และถูกไล่ล่าอยู่จึงไม่มีใครทันสังเกตเรื่องตราสัญลักษณ์นั้น หรือแม้แต่สองเฟิ่งหวงที่ต่อสู้อยู่ไม่ไกลก็ยังไม่ทันสังเกตเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งลุคเข้าไปร่วมสู้ด้วย

            หมายความว่านอกจากสหายสนิทไม่กี่คนแล้ว ก็มีเพียงศัตรูอย่างแดนจันทราโลหิตเท่านั้นที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของอูหลินเฟิง  ถึงแม้ว่าหอคอยวิญญาณจะมอบสถานะ และ ยืนยันตัวตนของอูหลินเฟิงให้เป็นส่วนหนึ่งของหอคอยวิญญาณแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ มีแต่คนระดับสูงของหอคอยวิญญาณและราชวงศ์โชติช่วงเท่านั้นที่รู้ 

            “แบบนี้นี่เอง...มิน่าถึงได้มีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งมากขนาดนั้น” ไป๋หลันฮวากล่าว นางเองก็ไม่รับรู้เรื่องนี้เช่นกัน

            “สุดยอดไปเลย” ถงต้าเหวยกล่าวอย่างตื่นเต้นนี่เขาถึงกับมีสหายเป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ

            ..............

    การลงทะเบียนคนจำนวนเพียงร้อยคนนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็เสร็จสิ้น

            “หลังจากนี้ขอให้พวกท่านเดินตาม คนของสถาบันเทพราชัน  ด้วยการแบ่งจากระดับของป้ายที่พวกท่านได้รับ สถานที่พักของพวกท่านจะแตกต่างกันออกไปตามระดับของป้าย” หยางหยางกล่าวออกมา ในเวลานี้อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็จะตกแล้ว จึงได้แนะนำให้คนที่เพิ่งเดินทางมาถึงไปที่ห้องพักเพื่อให้พวกเขารับรู้ถึงสถานที่พักก่อน

            “งั้นเราก็แยกกันไปก่อนแล้วกัน ค่อยมาเจอกันหลังจากนั้น” อูหลินเฟิงกล่าว

            “ได้ หลังจากนี้ก็ค่อยกลับมาเจอกัน” จงหมิ่นกล่าว

            หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปตามห้องพักของแต่ละคน ที่ทางสถาบันจำเป็นต้องแยก ก็เพราะว่าพวกที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์หรือตระกูลระดับสูงนั้น มีหลายคนที่ไม่ต้องการพักที่เดียว กับ ตระกูลระดับกลางและตระกูลระดับต่ำ จึงจำเป็นจะต้องแบ่งอย่างชัดเจน ถึงแม้พวกคนจากตระกูลระดับกลางและระดับต่ำหลายคนจะไม่พอใจ แต่ว่าก็ไม่อาจทำอะไรได้ไม่มีใครกล้าหาเรื่องกับแดนศักดิ์สิทธิ์และตระกูลระดับสูง 

    อูหลินเฟิง จึงได้ร่วมทางไปกับเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์และเฟิ่งหวงหยางชุน เป็นเพียงสามคนจากทวีปลมปราณฟ้าที่ได้รับป้ายหยกขาว

            “เจ้าเองก็ได้รับป้ายหยกขาวแบบพวกข้า จริงๆ ด้วย” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว นางคิดไว้แล้วว่าอูหลินเฟิงที่มีสายเลือดแห่งตระกูลเนี่ย จะต้องได้รับป้ายหยกขาวเช่นเดียวกับนาง

            “ก็ข้าเป็นสายเลือดตระกูลเนี่ย ถึงได้รับป้ายหยกขาวเช่นเดียวกับท่านที่เป็นคนจากราชวงศ์โชติช่วง” อูหลินเฟิงกล่าว

            “ก็หวังว่าสายเลือดตระกูลเนี่ยที่อยู่ในร่างกายเจ้าจะแข็งแกร่ง เพราะว่าในการประลองครั้งนี้ข้าอาจจะได้ปะทะกับเจ้าก็ได้” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวด้วยความตื่นเต้น เพราะว่าเปลวเพลิงของเฟิ่งหวงหยางชุนคือ เพลิงฟีนิกซ์ผลาญฟ้า ที่มีพลังทำลายและความร้อนมากที่สุดในบรรดาเพลิงฟีกซ์ทั้งหมด ทำให้เขายากที่จะหาคนที่สามารถต่อสู้ด้วยได้ การจะปะทะกับคนอื่นที่มีพลังเท่ากันย่อมต้องหาจากแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นเท่านั้น 

            “ก็หวังว่าเป็นเช่นนั้น...แต่ว่าหากท่านสู้กับข้าจริงๆ ระวังอย่าโมโหจนตายซะก่อนล่ะ ท่านชายหยางชุน” อูหลินเฟิงกล่าวเตือน ด้วยสติปัญญาและการควบคุมอารมณ์ของเฟิ่งหวงหยางชุน หากได้ปะทะกับอูหลินเฟิงจริงๆละก็ คงโดนอูหลินเฟิงปั่นหัวจนไม่อาจทำอะไรได้อย่างแน่นอน แม้ว่าพลังโจมตีของเฟิ่งหวงหยางชุนจะสูงกว่าก็ตาม 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ใจกล้าซะจริง ได้!!...ข้าจะรอเวลาที่ได้ต่อสู้กับเจ้า” เฟิ่งหวงหยางชุนกล่าวด้วยความชอบใจ เขาอยากที่จะต่อสู้กับอีกฝ่ายยิ่งนัก ยิ่งตอนนี้แม้ระดับของเขาจะไม่สูงขึ้นจากศึกตระกูลโอวหยาง แต่ว่าความแข็งแกร่งด้านอื่นกลับสูงขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเพลงหอกหรือสำนึกแห่งเปลวเพลิง ที่บรรลุแก่นแท้แห่งเปลวเพลิงแล้ว  

            หลังจากที่ทั้งสามเดินไปคุยไปได้ไม่นาน ก็ได้มาถึงสถานที่พักของพวกเขา 

            “นี่คือสถานที่พักของพวกท่านขอรับ เมื่อพวกท่านเข้าไปจะพบกับทางแยกที่จะมุ่งตรงสู่คฤหาสน์ของแต่ละแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกท่านสามารถเข้าพักที่คฤหาสน์ได้ภายในนั้นจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่มากมาย” ผู้นำทางของสถาบันได้เดินมาหยุดที่หน้าประตูขนาดใหญ่ จากนั้นผู้นำทางก็ได้ขอตัวออกไป แม้แต่ผู้นำทางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่สถานที่พักของคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์

            “ใหญ่โตจริงๆ” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อมองไปสถานที่พักรับรองของคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็เพราะว่าเพียงแค่ประตูก่อนเข้าไปก็ใหญ่โตราวกับเป็นประตูของพระราชวังแล้ว และ เมื่อเข้ามาภายในนั้นก็ได้มีทางแยกห้าทางไปที่ต่างกันออกไป ปลายทางแต่ละทางนั้นก็มีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อันเป็นคฤหาสน์ที่ตั้งไว้สำหรับแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่ง เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์และเฟิ่งหวงหยางชุน

            “เจ้าจะไปทางไหน จะไปคฤหาสน์ของหอคอยวิญญาณ หรือว่าจะไปคฤหาสน์สำหรับราชวงศ์โชติช่วง เพราะยังไงเจ้าก็ถือเป็นคนจากทวีปลมปราณฟ้า” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ยั่วยวนเป็นอย่างมาก

            “เออ.. ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปพักที่คฤหาสน์ของหอคอยวิญญาณจะดีกว่า ขอตัวก่อนท่านหญิง” อูหลินเฟิงกล่าว พร้อมกับแยกตัวไปยังคฤหาสน์สำหรับคนจากหอคอยวิญญาณ

            ‘ในที่สุดก็จะได้เจอคนจากหอคอยวิญญาณคนอื่นนอกจากท่านยมทูตร้อยหุ่นแล้วสินะ’ อูหลินเฟิงคิดในใจ เกรงว่าถ้าเขาอยู่ที่คฤหาสน์ที่ใช้รับรองราชวงศ์โชติช่วง เขาอาจจะต้องระแวงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์อย่างแน่นอน

    หลังจากนั้นอูหลินเฟิงก็เดินเข้าไปยังคฤหาสน์สำหรับรับรองคนจากหอคอยวิญญาณ เมื่อเขาเข้าไปภายในนั้นมีห้องโถงขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางและมีห้องต่างๆ มากมายภายใน และแล้วก็ได้มีคนถึงห้าคนภายในนั้น มีชายที่อยู่บนชั้นสองหนึ่งคน หญิงผมสั้นหนึ่งคนและหญิงสองที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแฝด และชายร่างใหญ่หนึ่งคน แต่ละคนต่างสวมชุนของมิโกะและองค์เมียวจิ แต่ละคนต่างแปลกใจที่มีผู้มาใหม่เดินเข้ามายังคฤหาสน์แห่งนี้ เพราะว่าคฤหาสน์แห่งนี้คือห้องพักรับรองของแดนหอคอยวิญญาณ

            “เอ๊ะ นี่เจ้าเข้าคฤหาสน์ผิดหรือเปล่า ที่นี่คือคฤหาสน์สำหรับหอคอยวิญญาณนะ” เสียงของหญิงสาวผมสั้นดังขึ้นมาหลังจากที่เห็นว่าอูหลินเฟิง เดินเข้ามาภายในคฤหาสน์ นางมีนามว่า มุราคามิ มิซากิ นางมาจากตระกูลมุราคามิหนึ่งในแปด ตระกูลใหญ่ภายในหอคอยวิญญาณ

            “เออ ต้องขออภัยด้วย ข้ามีนามว่า อู..” ในตอนนั้นเองที่อูหลินเฟิงกำลังจะอธิบายสถานะของตัวเอง ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากชั้นสองพร้อมกับร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเดินลงมาจากชั้นสอง  ชายหนุ่มคนนั้นสวมสุดองค์เมียวจิสีขาวทั้งตัว มีเส้นผมสีดำ แต่ว่ามีดวงตาสีเทาแบบเดียวกับอูหลินเฟิง ดวงตาอันเป็นสัญลักษณ์ของสายเลือดตระกูลเนี่ย 

            “อูหลินเฟิง มารดามีนามว่าเนี่ยหลิงอัน แต่ว่าเกิดภายในทวีปปราณฟ้า เขาเองก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งของหอคอยวิญญาณเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากว่าเขาจะมายังคฤหาสน์แห่งนี้ย่อมไม่ผิดอย่างแน่นอน .....ไม่รู้ว่าเจ้าจะรู้จักข้าหรือเปล่า ข้าคือหลานชายคนที่เจ็ดของผู้นำตระกูลเนี่ยคนปัจจุบัน  ข้ามีนามว่า เนี่ยหลุน หากวัดกันตามสายเลือดแล้ว บิดาของข้าคือพี่ชายของแม่เจ้า คงเรียกได้ว่าข้าคือญาติผู้พี่ของเจ้า น้องชาย” เนี่ยหลุนกล่าว แนะนำตัวของอูหลินเฟิงกับอีกสี่คนที่เหลือภายในห้อง

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน